ทำอย่างไร จึง "เห็นธรรม"

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย อัศวินสีชมพู, 19 เมษายน 2021.

  1. อัศวินสีชมพู

    อัศวินสีชมพู Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2021
    โพสต์:
    351
    ค่าพลัง:
    +227
    กระทู้นี้ กระผมจะมาสรุปเเละอธิบายถึงขั้นตอน เเละวิธีการปฏิบัติไปสู่การเกิดปัญญา เห็นความจริงของกายเเละจิตว่าไม่ใช่เรา อันเป็นภูมิธรรมของพระโสดาบัน เป็นปัญญาขั้นต้นของพระอริยบุคคล

    โดยเริ่มเเรกขอให้ท่านผู้อ่านลดทิฐิมานะลง เเละน้อมทำความเข้าใจ น้อมพิจารณาถึงสิ่งที่ผมจะเขียนต่อจากนี้ อันเป็นหลักธรรมอันประณีต อันประเสริฐ ที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงเเสดงไว้ดีเเล้ว

    -----------------------------------------
    พื้นฐานเเรกสุด เเละขาดไปไม่ได้ นั่นคือการมีศีล 5 การปฏิบัติชอบ คิดชอบ พูดชอบ ซึ่งเป็นองค์ของมรรคมีองค์ 8

    เเละสิ่งสำคัญคือการละ เลี่ยงจากธรรมที่เป็นไปเพื่อความสนองกิเลส เป็นไปเพื่อความเพลิน (ธรรมอันเลว)

    ผู้ที่จะบรรลุธรรมนั้น จะต้องมีมรรคทั้ง 8 องค์ มารวมบรรจบกันครบองค์ จึงเกิด อริยมรรค อริยผลได้

    เเละผู้ปฏิบัติต้องฝึกสมาธิ ฝึกสติให้มาก เพื่อกำลังของจิตในการเดินปัญญา ซึ่งจะกล่าวถึงต่อจากนี้

    ------------
    สัมมาสติ = สติปัฐฐาน 4
    เป็นทางสายเอก เป็นเพียงทางสายเดียวเท่านั้น ที่ทำให้บรรลุธรรมได้ ซึ่งเเบ่งเป็น 4 ทางคือ
    1.กายานุปัสสนา
    การมีสติรู้กายของตน เพื่อเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
    2.เวทนานุปัสสนา
    การมีสติรู้เวทนาของตน เพื่อเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
    3.จิตตานุปัสสนา
    การมีสติรู้จิตของตน เพื่อเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
    4.ธรรมานุปัสสนา
    การมีสติรู้ธรรม เพื่อเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

    ซึ่งทั้ง 4 ทางนี้ ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกปฏิบัติทางได้ทางหนึ่ง หรือเลือกดูตามเเต่โอกาส เเละความสะดวก ซึ่งสาระสำคัญของสติปัฏฐาน คือ "การเห็นไตรลักษณ์" ซึ่งเมื่อผู้ปฏิบัติ มีจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลางต่อสภาวะธรรมนั้น จึงเกิดการเเยกขันธ์ จึงเห็นได้ว่า จิตกับกายเป็นคนละอย่างกัน ซึ่งไม่ว่าจะปฏิบัติทางไหน ก็ล้วนเเล้วเเต่เห็นไตรลักษณ์เช่นเดียวกันหมด ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ซึ่งกุญเเจสำคัญอย่างหนึ่งของการจะบรรลุธรรมนั้น คือ "การพิจารณาตามความเป็นจริงของสิ่งที่เห็น" เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นไตรลักษณ์ซ้ำเเล้ว ซ้ำเล่า เห็นการเกิดดับของจิต ของกายนับพันครั้ง หมื่นครั้ง เเสนครั้ง ในจุดหนึ่งเมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อม จากการพิจารณาเห็นไตรลักษณ์นับครั้งไม่ถ้วน ความเบื่อหน่ายจะเกิดขึ้นเอง ตามมาด้วยความอยากจะพ้นไปจากกาย จากใจนี้ เเละจิตจะเกิดปัญญาขึ้น เปรียบดังว่ามัน "ปิ๊ง!" ขึ้นมา เเละรวบยอดความรู้ทั้งหมดลงในจุดเดียว เเละเเจ้งในไตรลักษณ์ ว่า" สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา" จะเเจ้งว่ากายนี้ ใจนี้ไม่ได้เป็นเรา จะเห็นว่าสิ่งทั้งปวงเกิดขึ้น ล้วนเเล้วเเต่ต้องดับไป ตรงนี้คือเกิด สัมมาทิฏฐิขึ้น(ความเห็นชอบ เห็นถูก)

    ซึ่งในขณะเกิด โสดาปฏิมรรค เป็นช่วงขณะที่มรรคมีองค์ 8 รวมกันครบองค์
    จึงเกิดโสดาปฏิผลตามมา ในเพียงช่วงขณะจิตเท่านั้น
    เมื่อเกิดโสดาปฏิผล ขณะนั้นเองผู้ปฏิบัติจะบรรลุเป็นโสดาบัน สิ้นความเป็นปุถุชนอย่างสมบูรณ์ พร้อมสิ้นสังโยชน์ลง 3 อย่าง คือ

    1.สักกายทิฐิ ความเห็นผิดว่ากายเป็นตัวเรา
    2.วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (ในพระรัตนตรัย เช่น พระพุทธเจ้ามีจริงมั้ย? พระธรรมให้ผลเเก่ผู้ปฏิบัติจริงมั้ย? พระสงฆ์ผู้บรรลุธรรม/พ้นทุกข์ มีอยู่จริงมั้ย? )
    3.สีลพรตปรามาส ความงมงาย หลงในทางที่ผิด (พระโสดาบันพบทางที่ถูกต้องเเล้ว ไม่มีทางหลงไปในทางที่ผิดอีก)

    เเละเมื่อถึงความเป็นโสดาบัน ผู้ปฏิบัติจะได้สัมผัส "พระนิพพาน" จะสัมผัสได้ถึงความเป็นสันติสุข ความอิสระ ความเงียบสงบ ความหลุดพ้นจากพันธนาการ(กายเเละใจ) ซึ่งจะสัมผัสสภาวะนี้ได้ เพียงชั่วคราวเท่านั้น

    ****ขณะบรรลุธรรม เป็นขณะที่มรรคมีองค์ 8 รวมบรรจบกันครบองค์ จิตเกิดปัญญารู้เเจ้งตามความเป็นจริง จะไม่มีนิมิต ไม่มีเเสง เสียงใดทั้งสิ้น มีเพียงความเงียบ สงบนิ่ง อยู่กับกายใจตนเท่านั้น อันผู้ปฏิบัติเมื่อถึงความเป็นโสดาบันเเล้ว จะสามารถรู้ได้ด้วยตน (เเต่ยืนยันเเก่ใครไม่ได้ เพราะรู้ได้เเค่ตน) จะรู้ได้ว่ามุมมองต่อโลกเปลี่ยนไป จะรู้ได้ว่ามีสภาวะธรรมเกิดขึ้นเเก่ตน เเละสภาวะนั้นเป็นของจริงเเท้ ที่ตนได้สัมผัสด้วยตนเเล้ว จะเห็นทั้งโลกเป็นสภาพเดียวกันหมด คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เเละจะเห็นธรรมทั้งปวงล้วนเป็นอนัตตา

    ซึ่งทั้งหมดที่เขียนมานั้น เป็นขั้นตอนการปฏิบัติสู่ความเป็นพระโสดาบัน ซึ่งผู้ปฏิบัติพึงรู้ได้ด้วยตนเท่านั้น

    หากทำถูกต้องเเล้ว ย่อมสำเร็จเเน่นอน จะช้าจะเร็วนั้นเเล้วเเต่บุคคล 7 วัน, 7 เดือน, 7 ปี
    ซึ่งยืนยันว่า หากทำถูกทาง ถูกต้องเเล้ว "สำเร็จเเน่นอน"

    ขอให้ท่านผู้อ่านเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 เมษายน 2021
  2. อัศวินสีชมพู

    อัศวินสีชมพู Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2021
    โพสต์:
    351
    ค่าพลัง:
    +227
    เมื่อถึงความเป็นโสดาบันเเล้ว ผู้ปฏิบัติพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมใดเคยเป็นของยากเเก่เรา บัดนี้เราเข้าใจเเจ่มเเจ้งโดยไม่ยากเเล้ว

    ซึ่งหมายถึง การที่สามารถเข้าใจพระธรรมคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงเเสดงได้อย่างเเจ่มเเจ้ง ชัดเจน โดยไม่ต้องตีความใดๆ

    เเละความรู้สึกที่จะเด่นชัดขึ้นเเก่ผู้ปฏิบัติเมื่อบรรลุธรรม คือ จะรู้สึกว่า ตัวเองตื่นจากความสมมุติ จะรู้สึกเหมือนพลิกของคว่ำเป็นของหงาย จะรู้สึกถึงความไม่มีสาระของโลก จะรู้สึกหายโง่ จะรู้สึกสว่างเเล้ว เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

    เเละเมื่อนำธรรมะไปบอก ไปอธิบายเเก่ใคร จะสามารถอุปมาอุปไมยธรรมนั้นกับสิ่งต่างๆได้อย่างธรรมชาติ ได้อย่างชัดเจน
     
  3. หมูไม้ละ5

    หมูไม้ละ5 # shawty, set me free

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มีนาคม 2016
    โพสต์:
    1,441
    ค่าพลัง:
    +1,565
  4. อัศวินสีชมพู

    อัศวินสีชมพู Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2021
    โพสต์:
    351
    ค่าพลัง:
    +227
    ใช่ครับผม ยินดีที่ได้พบอีกครั้งครับ
     
  5. หมูไม้ละ5

    หมูไม้ละ5 # shawty, set me free

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มีนาคม 2016
    โพสต์:
    1,441
    ค่าพลัง:
    +1,565
    ยินดีครับ .. คิดว่าจะไม่มาแล้วครับ
    สมาชิกในนี้ส่วนใหญ่เป็นนักปฎิบัติ
    น่าจะได้ประโยชน์กันครับ
    แต่ช่วงแรกอาจจะไม่ค่อยคุยกับเด็กใหม่..
    ต้องมีประเด็นหน่อยครับ55...

    เห็นโพสตั้งแต่เมื่อคืน...
    ผมก็มัวแต่ซดมาม่าอยู่...ไม่ทันได้มาดูครับ
     
  6. อัศวินสีชมพู

    อัศวินสีชมพู Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2021
    โพสต์:
    351
    ค่าพลัง:
    +227
    ช่วงเเรกๆก็ไม่คิดจะโพสอะไรเหมือนกันครับ เเต่ว่าสิ่งที่ผมนำมาโพสเป็นของดี มีประโยชน์มาก สมควรที่จะบอกต่อให้หลายๆคนได้รู้ จริงๆผมโพสใน pantip ด้วยครับ เเต่ใช้คนละเเอ้คเค้าท์กัน เพราะตอนโพส โพสจากโทรศัพท์ครับ เเละเหมือนเดิมคือไม่ระบุตัวตนครับ

    ..ขนาดว่าในกระทู้ผมเขียนลงเรื่องการปฏิบัติกับเรื่องผลของการปฏิบัติเน้นๆเลย ไม่ใช่เรื่องของตนเอง เเต่ก็ยังไม่รอดจากคนมาตั้งคำถาม มาสงสัยผมได้อีก ทั้งๆที่โพสเรื่องที่มีประโยชน์มาก เเต่ก็ยังมาโฟกัสกับเรื่องว่าผมเป็นโสดาบัน หรือไม่เป็นอีก (ในพันทิปครับ) :)
     
  7. พญาตีนลายจุด

    พญาตีนลายจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2008
    โพสต์:
    971
    ค่าพลัง:
    +633
    กั๊กๆๆๆๆ

    มาอีหรอบเดียวกัน

    มาเปิดธรรม อธิบายแต่ธรรม

    เวลาเขาถกธรรม บุคลาธิษฐาน มันก็ต้องปรากฏไปตาม อำนาจปัจจัยการ

    ธรรมมันไม่มีในตน ก็เลยเข้าใจว่า เวลาถกธรรม
    กลายเป็นเรื่อง สนใจสมบัติของตน มี หรือไม่มี

    ตนสงสัยตัวเอง เพราะ ขันธ์5 มันพร่องเป็นนิจ

    โดน ขันธ์5 มันหลอกเอา ไม่ได้มี ธรรม อะฮับ
     
  8. ลุงโจฮันผี

    ลุงโจฮันผี Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2021
    โพสต์:
    508
    ค่าพลัง:
    +298
    ใครเป็นไทยมุงมากองรวมกันตรงนี้ ลุงขอ 1 ไลค์
     
  9. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2021
    โพสต์:
    762
    ค่าพลัง:
    +642
    จขกท ฝึกยังไงบ้างคะ
     
  10. อัศวินสีชมพู

    อัศวินสีชมพู Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2021
    โพสต์:
    351
    ค่าพลัง:
    +227
    ผมฝึกอย่างไร ก็เขียนอย่างนั้นหละครับ
    ผมเห็นอย่างไร ก็เขียนอย่างนั้นเช่นกันครับ
     
  11. ลุงโจฮันผี

    ลุงโจฮันผี Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2021
    โพสต์:
    508
    ค่าพลัง:
    +298
    เป็นคำตอบที่บาดลึก ลึกซึ้ง ใจสาวๆที่ถามคงละลายเหมือนน้ำแข็งเจอความร้อน ขนาดลุงแก่แล้วยังรู้สึกเขินแทน
     
  12. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2021
    โพสต์:
    762
    ค่าพลัง:
    +642
    บาดอะไรหล่ะลุง นู๋ถามเหตุคือฝึกสมถะอะไร วิปัสสนายังไงแบบนี้ ถ้าที่เขาเขียนมา หาอ่านในพระไตรก้อมี
     
  13. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2021
    โพสต์:
    762
    ค่าพลัง:
    +642
    สมถะยังไง วิปัสสนายังไง จนปรากฎผลคะ
     
  14. ขาจอน

    ขาจอน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    1,008
    ค่าพลัง:
    +469
    ซอสศรีราชาชัดๆ
     
  15. หมูไม้ละ5

    หมูไม้ละ5 # shawty, set me free

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มีนาคม 2016
    โพสต์:
    1,441
    ค่าพลัง:
    +1,565
    https://pantip.com/topic/40652985

    กระทู้นี้ใช่ไหมครับ
    แวะไปอ่านมาแล้ว... นึกว่าตัวผมพิมพ์เอง
    แต่การอธิบายของจทกท...
    การใช้ภาษาทำได้ดีกว่าผมเยอะ
    แต่อ่านเนื้อหาในธรรม...ผมตกใจทุกครั้ง
    ไม่น่าเชื่อ..แบบเดียวกับผม...ยังไงยังงั้น
     
  16. อัศวินสีชมพู

    อัศวินสีชมพู Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2021
    โพสต์:
    351
    ค่าพลัง:
    +227
    อย่างเเรก ศีลต้องมีครับ ขาดไม่ได้ เเละต้องลด ละ เลิกจากการเสพในสิ่งที่เป็นไปเพื่อความสนองกิเลสครับ หักดิบได้ ก็ทำครับ เพราะจิตที่หมกมุ่นลุ่มหลงอยู่กับการเสพของพวกนี้ ยากครับที่จะเกิดปัญญาเห็นความเป็นจริง

    สมถะกรรมฐานในเวลาปกติใช้เพื่อพักจิตครับ ซึ่งต้องมีกรรมฐานอย่างหนึ่งไว้ทำ
    วิปัสสนากรรมฐาน การรู้เห็นตามความเป็นจริง คือสติปัฏฐานครับ เลือกปฏิบัติทางใดทางหนึ่ง หรือปฏิบัติเเต่ละทางตามเเต่โอกาสเเละความสะดวกในเวลานั้น ซึ่งสำคัญมาก เเละต้องหมั่นทำให้มาก เจริญให้มาก ให้ได้ทั้งวัน ทุกๆขณะยิ่งดี เเล้วสติ"ที่ตั้งมั่นเเละเป็นกลาง" มันจะเกิดเองอัตโนมัติจากความเคยชินในสภาวะนั้นนั่นเอง ซึ่งขณะที่จิตตั้งมั่นดูสภาวะธรรมอย่างกลาง เมื่อสติเกิด สมาธิก็เกิดเช่นกันครับ เป็นสมาธิระดับขนิกสมาธิเท่านั้น เมื่อจิตเห็นสภาวะธรรม เห็นรูปนามเกิดดับซ้ำเเล้ว ซ้ำเล่า หรือคือการเห็นไตรลักษณ์ จิตเกิดปัญญาได้จากการเห็นความจริงของรูปนาม คือไตรลักษณ์ครับ เเละที่สำคัญ ต้องเห็น "อย่างเป็นกลาง" ต่อสภาวะนั้นครับ ไม่หลงไม่จมไปกับอารมณ์นั้น ในจุดหนึ่งเมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อม จิตจะเกิดปัญญา (เปรียบดังมัน ปิ๊ง! ขึ้นมา) ซึ่งเป็นการรวบยอดความรู้ เเละเเจ้งความเป็นจริงครับ ซึ่งจุดนั้นผู้ปฏิบัติจะสัมผัสได้ด้วยตนเอง

    เเละในขณะสมาธิ ไม่จำเป็นต้องระดับ ญาณ ก็สามารถปฏิบัติในเเบบที่จิตตั้งมั่นเเละเป็นกลางเพื่อที่จะเห็นรูปนาม เห็นไตรลักษณ์ได้เช่นเดียวกัน คือ การให้จิตอยู่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เช่น พุทโธ เมื่อจิตหนีอารมณ์พุทโธ หลงไปคิดก็รู้ หลงไปฟังก็รู้ หลงไปยู่ตรงจุดใด ก็รู้ คอยรู้ คอยดูอยู่อย่างนี้ครับ
    การปฏิบัติทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อการให้จิตเห็นไตรลักษณ์ คือความจริงของกายใจ จนในที่สุดมันเกิดปัญญา เเละทำลายความเห็นผิดว่า กายเป็นเรา ใจเป็นเราลงได้ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 เมษายน 2021
  17. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2021
    โพสต์:
    762
    ค่าพลัง:
    +642
    ปกติชอบเขียนภาษาตำรา อธิบายสรรพคุณแบบนี้หรอ

    สมถะหมายถึงใช้กองไหนฝึกอยุ่
    วิปัสสนาก้อแบบรุ้ผ่าน ๆ อะไรแบบนี้ พอจะเข้าใจมั้ย
     
  18. อัศวินสีชมพู

    อัศวินสีชมพู Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2021
    โพสต์:
    351
    ค่าพลัง:
    +227
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 เมษายน 2021
  19. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2021
    โพสต์:
    762
    ค่าพลัง:
    +642
    ก้อคือคุณฝึกอานาปา ใช้พุทโธ อยู่กับลมหายใจ แล้ววิปัสสนารู้โน่นนี่นั่น แบบนี้ถูกมั้ย เหมือนพ่อนักรักหมูไหม้
    เนื้อๆ คือแค่นี้

    แล้วพอหมดสภาวะนั้นไป กิเลสเหลือเท่าเดิมมั้ย
     
  20. อัศวินสีชมพู

    อัศวินสีชมพู Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2021
    โพสต์:
    351
    ค่าพลัง:
    +227
    ผมเน้นย้ำไว้ว่า ความรู้ทางธรรมที่ผมรู้ ผมเข้าใจ มีพื้นฐานที่ได้มาจากปฏิบัติจริง ไม่ใช่ว่าลอกตามตำรา เพราะผมไม่ใช่ประเภทที่มากตำรา มากปริยัต
    ผมบอกธรรม ผมบอกตามความเข้าใจที่ได้รู้ได้เห็นจากการปฏิบัติ ใช่ว่าลอกตำรามาเขียนเหมือนที่ถูกกล่าวหา ถ้าสมมุติย้อนเวลากลับไปได้ซัก 2 ปี ผมไม่มีทางที่จะรู้ เข้าใจอะไรเเบบนี้ได้เลย

    ปฏิบัติมันก็เชื่อมเป็นคู่ไปกับปริยัติ
    เเต่ในตัวธรรมหรือสภาวะธรรมจริงๆ ไม่ได้มีชื่อเรียกใดๆ เราเพียงเรียกตามสมมุติบัญญัติเท่านั้น
    ผู้ปฏิบัติที่ไม่รู้จักชื่อนั้น ก็ไม่ได้เเปลว่าเค้าไม่รู้ไม่เห็นสภาวะธรรมนั้น

    เปรียบดังมีชาย 2 คน เห็นเสือในป่า
    คนที่ 1 เห็น เเละรู้ว่านี่เรียกว่าเสือ
    คนที่ 2 เห็น เเต่ไม่รู้ว่าสัตว์มีชื่ออย่างไร
    เเต่ชายทั้งสอง ก็ได้ชื่อว่า "เห็นเสือ" เช่นกัน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 เมษายน 2021

แชร์หน้านี้

Loading...