วัตถุมงคลทั่วภูมิภาคของประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,540
    ค่าพลัง:
    +21,470
    รับทราบครับขอบคุณครับ
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,540
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1788677247172.jpg

    อาจารย์นำเคยกล่าวกับ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคคลว่า
    “หากสิ้นบุญฉันแล้ว มีกิจอันใดที่สำคัญก็จงไปหาพ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง ร่อนพิบูลย์นครศรีฯเถิด ท่านเก่งและแก่กล้าทางญาณสมาธิมาก”

    ประวัติพ่อท่านคลิ้ง(ข้อมูลแน่นๆครับจากหนังสือที่กำลังจะออกมา)
    พ่อท่านคลิ้ง เดิมชื่อ คลิ้ง นามสกุล ฉิมแป้น เป็นบุตร นายแก้ว และ นางทุ่ม ฉิมแป้น เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๙ ขึ้น ๑๐ ค่ำปีจอ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๒๙ ที่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลหินตก อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หมู่บ้านที่พ่อท่านเกิดชื่อหมู่บ้านถลุงทอง เป็นบุตรโทน คนเดียวของพ่อ-แม่ ซึ่งมีอาชีพทำนาทำสวน
    ครั้นเจริญวัยอายุได้พอสมควร บิดาได้สอนหนังสือไทยให้ ปรากฏว่า เรื่องราวใดๆ ก็ตามที่บิดาสอนให้ก็สามารถจดจำได้ ครบถ้วน การเขียน การอ่านเป็นไปอย่างรวดเร็ว เฉลียวฉลาดผิดปกติเด็กธรรมดาบิดาถ่ายทอดความรู้ภาษาไทยให้เพียงปีเดียวก็หมดสิ้นความรู้ที่มีอยู่ ปรากฏว่าพ่อท่านอ่านออกเขียนได้สิ้น บิดาเห็นเช่นนั้นจึงอยากจะให้บุตรคนเดียวของตนมีความรู้มากขึ้น ครั้นจะเอาไปเรียนที่ใดก็ไม่เห็นลู่ทาง จึงได้นำไปปรึกษากับ พระอาจารย์ขำวัดถลุงทอง
    พระอาจารย์ขำ เห็นหน่วยก้านดีมีลักษณะเป็นคนมีบุญ จึงได้รับไว้ให้ศึกษาเล่าเรียนด้วย ขณะศึกษาอยู่กับพระอาจารย์ขำ ก็ขยันขันแข็งในการเล่าเรียน ครั้นกลับบ้านก็ช่วยบิดามารดาทำงานทางบ้านทุกสิ่งสรรพเป็นที่รักใคร่ของพ่อแม่ และผู้พบเห็นทั่วไป ไม่ผิดหวังกับพ่อแม่ที่มีลูกโทนเพียงคนเดียว
    อายุได้ ๑๗ ปี พ่อท่านเป็นกำลังแข็งขันช่วยกิจการงานทางบ้านได้คล่องแคล่วพอจะแทนบิดามารดาได้ ก็พอดีมารดาถึงแก่กรรมยังเศร้าโศกเสียใจให้กับบิดาและตัวท่านเองมาก ด้วยความกตเวทิตาคุณมารดาและด้วยการส่งเสริมจากบิดา พ่อท่านจึงบวชเป็นสามเณร ตั้งแต่บัดนั้น คือ ปี พ.ศ.๒๔๔๖ โดยพระอาจารย์ขำนำไปบวชเป็นสามเณรให้ที่วัดป่าตอ (ขณะนั้น วัดถลุงทอง ยังไม่มีวิสุงสีมา) โดยนิมนต์เอา เจ้าคุณศรีธรรมราชมุณี วัดหน้าพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช มาบวชให้ นับเป็นนิมิตอันดีเมื่อท่านเจ้าคุณเห็นสามเณรคลิ้งขณะนั้นเข้า ก็ถึงกับกล่าวชมว่ามี ลักษณะบุคลิกดี เป็นผู้มีบุญวาสนา จะสืบอายุพระศาสนาต่อไป และจะสำเร็จกิจ
    ในทางธรรมสูงสุดในภายภาคหน้า เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วก็กลับมาอยู่ยังวัดถลุงทอง ศึกษาอัขระขอมสูตรเลขยันต์ เวทมนต์คาถา วิชาแพทย์แผนโบราณ และโหราศาสตร์ กับ พระอุปัชฌาย์ขำ (ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ขณะที่บวชสามเณรคลิ้ง) ขณะเป็นสามเณรก็รับใช้พระอาจารย์ทุกสิ่งทุกอย่างจนเป็นที่รักใคร่ของพระอุปัชฌาย์ขำเป็นอย่างยิ่ง มีวิชาอันใดก็สั่งสอนให้ไม่ปิดบังหวงแหน
    เมื่อวัยครบจะอุปสมบทเป็นภิกษุได้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ บิดาจึงได้ขอร้องให้พ่อท่านอุปสมบทต่อไป ด้วยความเต็มใจของพ่อท่านอยู่แล้วพระอุปัชฌาย์ขำ จึงได้พาสามเณรคลิ้งเดินทางไปอุปสมบทให้ ณ พัทธสีมา วัดป่าตอโดยมีพระอุปัชฌาย์ขำ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเอียด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า “จนทสิร” เมื่ออุปสมบทแล้วก็กลับมาจำพรรษายังวัดถลุงทอง ขยันหมั่นเพียรท่องบ่นมนต์คาถาเป็นประจำเพียงพรรษาได้ไม่มากก็ท่องสวดปาฎิโมกข์และบทสวดมนต์ได้เจนจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบทใดในคัมภีร์ พ่อท่านค้นเอามาท่องจำได้หมด เป็นที่ชื่นชอบของพระอุปัชฌาย์ขำมาก ต่อมาพระอุปัชฌาย์ขำได้ถ่ายทอดวิชาที่มีอยู่ทั้งหมดให้ก็สามารถศึกษา ได้เจนจบ ต้องถึงกับมอบตำราของ หลวงพ่ออยู่ ซึ่งนำมาจากกรุงศรีอยุธยาจำนวนหลายสิบเล่มให้พ่อท่าน พ่อท่านก็ศึกษาจนทะลุปรุโปร่ง พระอุปัชฌาย์เห็นคล่องแคล่วในวิชาการดีแล้วจึงสอนปฎิบัติปัสสนาธุระให้ พ่อท่านก็ปฎิบัติได้สมปรารถนาของอาจารย์อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุอัศจรรย์ใจยิ่ง
    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ พระอุปัชฌาย์ขำได้มรณภาพลง ก่อนมรณภาพก็ได้สั่งเสีย พ่อท่านคลิ้งขอให้สืบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดถลุงทองต่อ และฝึกฝนญาณสมาธิให้แก่กล้าเพื่อความหลุดพ้นในขั้นต่อไป อย่าได้ทิ้งเสีย พ่อท่านก็รับคำพระอาจารย์ทั้งสิ้น
    ความกตเวทิตาคุณในอาจารย์อันยิ่งใหญ่ พ่อท่านจึงได้ตั้งใจว่าจะสร้างศาลาโรงธรรมขนาดใหญ่เพื่อตั้งศพอาจารย์ให้สมเกียรติ จึงได้ประชุมชาวบ้านญาติโยมให้ช่วยกันสร้างกุศล เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้าของพ่อท่าน โรงธรรมขนาดกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๕ เมตร ก็สำเร็จลุล่วงลง ชาวบ้านเห็นความดีของท่านที่มีความตั้งใจแสดงกตเวทิตาอาจารย์แรงกล้าเช่นนั้นจึงพร้อมใจกันนิมนต์ พ่อท่านให้เป็นเจ้าอาวาสสืบมาเป็นที่รักใคร่นับถือของชาวบ้าน เป็นที่พักพิงอาศัยในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บขจัดทุกข์โศก และอบรมสั่งสอนให้ลูกศิษย์และชาวบ้านตั้งอยู่ในคุณงามความดี
    พ่อท่านคลิ้ง นับว่าเป็นพระเถระที่น่ากราบไหว้ ท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ในศีลาจารวัตร ปฏิบัติแต่วิปัสสนาธุระ บำเพ็ญเพียรทางใจทรงไว้ด้วยญาณสมาธิอย่างแก่กล้า ท่านมักจะพูดน้อย และดำรงตนอยู่อย่างสมถะมักน้อย ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างมีเมตตาธรรม เป็นที่รักใคร่แก่ทุกคนที่พบเห็น ท่านมีเมตตาอยู่ในตนเองอย่างประหลาด ท่านจะสวดมนต์อยู่เสมอในเวลาว่าง และปฏิบัติวิปัสสนาเป็นประจำในยามราตรีอันวิเวก ฉันอาหารเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวัน แต่ร่างกายท่านสมบูรณ์ ใบหน้าแดงผ่องผุดเต็มไปด้วยบุญญาราศี กล่าวกันว่าท่านปกครองพระในวัดด้วยสายตา เพียงแต่มองเท่านั้น ก็ทราบว่าท่านตำหนิหรือชมเชย และสิ่งสำคัญคือ วาจาของท่าน “ศักดิ์สิทธิ์” และเป็นไปได้ทุกประการตามคำทุกคำของท่านที่ได้กล่าวออกไป พ่อท่านคลิ้งมีความสนิทและชอบพอกันดีกับ พ่อท่านคล้าย และพ่อท่านคล้ายมักจะ
    กล่าวยกย่องท่านอยู่เสมอในบรรดาลูกศิษย์เป็นที่ทราบกันดีในระหว่างลูกศิษย์ใกล้ชิด ระหว่าง พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน กับ พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง
    เมื่อพ่อท่านคลิ้งกับพ่อท่านคล้ายพบปะกันท่านมักจะดีใจยิ้มแย้มเข้าหากัน และสนทนากันเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ถึงการปฏิบัติธรรมของกันและกันอย่างสนิทสนม เถราจารย์อันแก่กล้าสององค์นี้มีความเหมือนกันเป็นประจักษ์ใน ความศักดิ์สิทธิ์ของวาจา พ่อท่านคล้ายมีความเชื่อมั่นในตัวพ่อท่านคลิ้งมาก ถึงกับเคยพากฐินไปทอดที่วัดถลุงทองถึงสองครั้งด้วยกัน
    เมื่อครั้งที่อาจารย์นำ วัดดอนศาลา พัทลุง ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยพูดถึง พ่อท่านคลิ้ง เสมอ และให้นิมนต์ไปร่วมปลุกเสกมงคลวัตถุชิ้นสุดท้าย คือรูปเหมือนและกริ่งทักษิณชินวโรด้วย

    อาจารย์นำเคยกล่าวกับ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคคลว่า

    “หากสิ้นบุญฉันแล้ว มีกิจอันใดที่สำคัญก็จงไปหาพ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง ร่อนพิบูลย์นครศรีฯเถิด ท่านเก่งและแก่กล้าทางญาณสมาธิมาก”

    พระผงรูปเหมือน รุ่น ๑๐๐ ปี

    พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง จ.นครศรีธรรมราช
    ปีพ.ศ. ๒๕๒๘

    ผงรูปเหมือน รุ่น ๑๐๐ ปี พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง
    จ.นครศรีธรรมราช อนุสรณ์ในวาระครบรอบอายุ 100 ปี สร้างเมื่อปี 2528 เพื่อนำปัจจัยก่อตั้งมูลนิธิช่วยการศึกษา โรงเรียนคีรีราษฎร์พัฒนา โรงเรียนในความอุปการะของพ่อท่านคลิ้ง ได้รับการแผ่เมตตาปลุกเสกโดย 9 พระอาจารย์ดังแห่งเมืองนครศรีฯ คือ

    1. พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง อ. ร่อนพิบูลย์
    2. หลวงพ่อสังข์ วัดเทพมงคล อ. ร่อนพิบูลย์
    3. หลวงพ่อหีต วัดเผือน อ. ร่อนพิบูลย์
    4. หลวงพ่อน่วม วัดหลวงครู อ. เมือง
    5. หลวงพ่อกล่ำ วัดศาลาบางปู อ. เมือง
    6. หลวงพ่อรุ่น วัดมุขธารา อ. เมือง
    7. หลวงพ่อสังข์ วัดดอนตรอ อ. เชียรใหญ่
    8. หลวงพ่อจันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ อ. เชียรใหญ่
    9. พระอาจารย์มหาพิษณุ วัดแจ้ง อ. เมือง

    ในการปลุกเสกนั้น พ่อท่านคลิ้งปลุกเสกเดี่ยว 2 ครั้ง และได้นำเข้าพิธีใหญ่ที่วัดถลุงทอง จัดขึ้นเมื่อ 27 ก.ค.ด้วย พ่อท่านจันทร์ปลุกเสกเดี่ยว 3 คืน พ่อท่านน่วมปลุกเสกแล้วบอกว่า เหรียญและพระผงรุ่นนี้ เข้มขลังมาก เพราะการจัดสร้างมีความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง มีเจตนาดี ขอให้การจัดตั้งมูลนิธินี้ จงสำเร็จไปด้วยดี... พระอาจารย์มหาพิษณุ ผู้ปลุกเสกปิดท้ายรายการนั้นบอกว่า ขนาดนั่งปรกปลุกเสก ได้เห็นรัศมีพุ่งออกมาจากตัววัตถุมงคล ท่านว่าวัตถุมงคลรุ่นนี้ มีความเข้มขลังมากจริงๆ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260906_142541.jpg IMG_20260906_142608.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 กันยายน 2026 at 07:19
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,540
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1788684247383.jpg FB_IMG_1788684243902.jpg FB_IMG_1788684241226.jpg FB_IMG_1788684257958.jpg FB_IMG_1788684260915.jpg FB_IMG_1788684264191.jpg FB_IMG_1788684273979.jpg FB_IMG_1788684276782.jpg FB_IMG_1788684280042.jpg FB_IMG_1788684282574.jpg FB_IMG_1788684285224.jpg FB_IMG_1788684288120.jpg FB_IMG_1788684290686.jpg FB_IMG_1788684293829.jpg

    ประวัติหลวงพ่อเวก

    หลวงพ่อเวกวุฑฒิปัญโญ "วัดลาดศรัทธาราม"เพชรบุรี
    พระครูสุภาณีวิทยาคุณ หรือ หลวงพ่อเวก วุฑฒิปัญโญ อดีตเจ้าอาวาส วัดลาดศรัทธาราม ต.บ้านลาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี และอดีตพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี ที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก วัตถุมงคลของท่านเป็นหนึ่งในตำนานพระเครื่องเมืองเพชรบุรี ที่มีประสบการณ์มากมาย

    มีนามเดิมว่า เวก คุ้มจินดา พื้นเพเดิมเป็นคนท่ายาง จ.เพชรบุรี เกิดเมื่อวันพุธ ที่ 13 ต.ค.ศ.2452

    ต่อมาครอบครัวย้ายถิ่นฐานไปประกอบอาชีพที่คลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม

    เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ.2472 ณ วัดจินดาราม อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยมีพระราชธรรมาภรณ์ หรือ หลวงพ่อเงิน จันทสุวัณโณ วัดดอนยายหอม เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนนามพระอนุสาวนาจารย์ และพระกรรมวาจาจารย์นั้น ไม่มีการบันทึกไว้

    หลังอุปสมบท ตั้งใจใฝ่รู้ขยันหมั่นเพียรศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยวิปัสสนากัมมัฏฐาน และศาสตร์ต่างๆ จากหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ผู้เป็นอาจารย์อย่างเคร่งครัด กระทั่งมีความรอบรู้ชำนาญแตกฉานในศาสตร์ต่างๆ ตามแบบอย่างของผู้เป็นอาจารย์

    นอกจากความแตกฉานด้านพระธรรมวินัย ในช่วงราวปี พ.ศ.2480 หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ได้จัดสร้างวัตถุมงคลบารมีสิบทัศ เป็นจุดเริ่มต้นที่หลวงพ่อเวกได้ศึกษาวิชาจัดสร้างพระบารมีสิบทัศ จากหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จนแตกฉาน

    ต่อมาพระเวกได้ย้ายมาจำพรรษา ณ วัดเกาะแก้วสุทธาราม

    เมื่อเจ้าอาวาสวัดลาดศรัทธารามได้ว่างลง ชาวบ้านจึงนิมนต์พระเวกไปเป็นเจ้าอาวาส

    เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูสุภาณีวิทยาคุณ"

    หลวงพ่อเวก ประพฤติตนตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัย ท่านได้สร้างคุณูปการมากมาย ตลอดจนก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์พัฒนาถาวรวัตถุศาสนสถาน เพื่อสืบต่อพระศาสนา เป็นประโยชน์ต่อพระสงฆ์ สามเณรและ พุทธบริษัทต่างๆ มากมาย จนเป็นที่เลื่อมใสได้รับความเคารพ

    พ.ศ.2512 จัดสร้างพระพุทธรูปประจำวัดลาดศรัทธาราม นามว่า พระพุทธหิรัญราช เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธศิลป์งดงาม องค์พระนั่งขัดสมาธิอย่างปางสมาธิ พระหัตถ์เบื้องขวาห้อยพาดบนพระชานุ (เข่า) หันฝ่าพระหัตถ์ไปข้างหน้า พระหัตถ์ซ้ายพาดแบอยู่บนพระเพลา (หน้าตัก) บนพระหัตถ์วางไว้ด้วยโถน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ โดยมีหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เป็นองค์ประธานเททองหล่อ

    ด้านวัตถุมงคลมีมากมาย อาทิ พระผงรุ่นต่างๆ แต่ที่ได้รับความนิยมสูง คือ พระบารมีสิบทัศพระพุทธหิรัญราช

    ได้รับความเมตตาแนะนำจากหลวง พ่อเงิน วัดดอนยายหอม ผู้เป็นอาจารย์ ให้จัดสร้างพระพุทธหิรัญราช พิมพ์บารมีสิบทัศขึ้น หลวงพ่อเวกจึงเสาะหา รวบรวมมวลสารเพื่อจะนำสร้างพระซึ่งท่านสามารถหามวลสารมาได้ครบถ้วนตามตำราโบราณ

    พระพุทธหิรัญราช พิมพ์บารมีสิบทัศ วัดลาดศรัทธาราม หลวงพ่อเวก จัดสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.2490-2500 โดยมีหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ผู้เป็นอาจารย์เป็นประธานในพิธีและร่วมปลุกเสก

    มีสัณฐานองค์ขนาดใหญ่เป็นทรงคล้ายห้าเหลี่ยม มี 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ป้อม และพิมพ์ชะลูด พุทธลักษณะด้านบนมีพระพุทธรูปประทับยืน 5 องค์ ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

    หลวงพ่อเวก ดำรงตนอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์แห่งพระธรรม เป็นศูนย์กลางแห่งความเคารพศรัทธาให้กับพุทธ ศาสนิกชนนานกว่า 50 ปี

    มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันอังคารที่ 6 พ.ค.2523 สิริอายุ 72 พรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระหิรัญญาราชปี ๒๕๑๒

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ


    IMG_20260906_161757.jpg IMG_20260906_161825.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 กันยายน 2026 at 18:38
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,540
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1788797338731.jpg
    ครั้งหนึ่งหลวงพ่อมหาวิบูลย์ได้ทำการจารพระอยู่ในห้องส่วนตัวด้านใน ในขณะนั้นก็มีลูกศิษย์เป็นนายทหารมากราบท่าน และนั่งรออยู่ด้านนอกห้องซักพักก็มีเสียง ดัง แก๊ก เหมือนเสียงเหรียหล่น
    ลงมากระทบพื้น คนที่นั่งรอก็หันไปมองตามเสียงปรากฏว่าเป็นเหรียญหันข้างรุ่นแรกของท่านกำลังกลิ้งอยู่ที่พื้นหน้าห้อง โดยที่ห้องนั้นก็ยัง
    ปิดสนิทเหมือนเดิม เมื่อเห็นดังนั้นเค้าจึงคว้าเหรียญดังกล่าว เก็บโดยไว เพราะคิดว่าเทวดาให้ศิษย์ทหารคนดังกล่าวเก็บเรื่องนี้มาเงียบๆจนวันหนึ่งได้กราบหลวงพ่อสุจินต์ที่เป็นศิษย์หลวงพ่อมหาวิบูลย์ศิษย์ทหารจึงได้เล่าเรื่องนี้ให้หลวงพ่อสุจินต์ฟัง
    เมื่อหลวงพ่อสุจินต์ได้ฟังจึงไปสอบถามกับหลวงพ่อมหาวิบูลย์ หลวงพ่อมหาวิบูลย์จึงบอกว่า ในตอนนั้นกำลัง ลงจารวัตถุมงคลด้วยวิชา นะปัดตลอด ซึ่งท่านได้ร่ำเรียนมาจากหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลีเหรียญที่ทะลุจากผนังห้องออกมาอาจจะเป็นผลพลอยได้จากอานุภาพของวิชาที่ท่านกำลังใช้อยู่
    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฮือฮามากในหมู่ศิษย์ครับ

    เหรียญแลกชีวิตเมื่อหลายปีก่อนมีโอกาศไปกราบหลวงมหาวิบูลย์ได้ไปฟังธรรมะหลายๆอย่างจากท่านท่านเมตตาเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังมากมายทั้งที่เป็นธรรมะ
    และเรื่องตื่นเต้นเร้นลับ (หากมีเวลาจะเอามาเล่าให้ฟัง)
    ในวันนั้นผมได้นำเหรียญพระพุทธสิหิงค์ ปี 2537
    ไปให้ท่านเมตตาอธิษฐานจิตเพิ่มให้พร้อมๆกับของเพื่อนๆ
    เมื่อท่านอธิษฐานจิตเสร็จท่านก็หยิบเหรียญนี้ขึ้นมาแล้วบอกว่าเหรียญนี้บางคนก็เรียกว่าเหรียญแลกชีวิตแล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่า มีคนในแม่สอดมาเล่าให้ท่านฟังว่ามีชาวกระเหรี่ยงได้รับแจกเหรียญนี้ไปด้วยความศรัทธาท่านจึงนำไปห้อย แล้วเกิดการหักหลังกันในกลุ่มจึงโดนตามล่า หนีไปได้หลายครั้ง สุดท้ายก็ไปไม่รอดถูกจับได้ แล้วเค้าจับเอามือมัดไพล่หลัง เอาจ่อปืนยิงหัวแต่ยิงเท่าไรก็ไม่ได้ สุดท้ายคนยิงก็ล้วงเอาพระออกมาเมื่อเห็นเป็นพระท่านก็ได้สติและบอกกับคนที่ถูกยิงว่าจะให้โอกาศในครั้งนี้แต่จะต้องถอดเหรียญให้เค้า

    เพื่อแลกกับชิวิตในครั้งนี้และต้องหายไปอย่ามาให้เค้าเห็นหน้าอีกจึงเป็นที่มาของชื่อเหรียญแลกชีวิตท่านพระอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ เป็นพระโพธิสัตว์ที่ลาพุทธภูมิและเข้าพระ นิพพานแล้ว ก่อนท่านจะนิพพาน เกศาท่านปลงภายในวันเดี่ยว แปรสภาพพระธาตุ สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก และองค์ท่านอมชมพู มีรัศมี เหมือนพระอรหันต์จะนิพพานแล้ว และนิพพานอย่างสงบ ทรงสติสัมชญะสมบูรณ์มาก

    หลวงพ่อพระมหาวิบูลย์ วัดโพธิคุณ จ.ตาก เป็นเจ้าอาวาส รูปแรกของวัดโพธิคุณ (วัดห้วยเตย) ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อ ๑๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๑ หลวงพ่อท่านเป็นนักปฏิบัติธรรมที่เคร่งครัด มีระเบียบวินัยและอีกทั้งเป็นนักพัฒนาอีกด้วย ตลอดที่ท่านอยู่กับวัดโพธิคุณ ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด โดยไม่ได้เห็นความเหน็ดเหนื่อยใด ๆทั้งสิ้นและยังมีลูกศิษย์อีกมากมายพร้อมใจกันมาร่วมสร้างวัดให้เจริญให้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ท่านเป็นศิษย์ของพระอาจารย์หลายรูป เช่น - หลวงพ่อมหาปิ่น ชลิโต เจ้าอาวาสวัดอริยวงศาราม จังหวัดราชบุรี ได้ศึกษาธรรมปฏิบัติกรรมฐานในสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต - พระธรรมโกศาจารย์ (หลวงพ่อพุทธทาสอินทปญฺโญ) สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับโอวาทจากพระเดชพระคุณท่าน - พระครูพิพัฒน์ธรรมคุณ (หลวงพ่อเตียงเนกขมฺโม) วัดเขารูปช้าง จังหวัดพิจิตร ได้ศึกษาวิทยาคมที่ได้สืบทอดมาจากหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร และศึกษาการทำตะกรุดจากท่าน - หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ได้ศึกษาธรรมะและเข้าถึงสมาธิตลอดทุกอิริยาบถอย่างเคร่งครัด และยังได้ศึกษาจากพระครูสังฆรักษ์ (ชม อนํคโณ) วัดเขานันทาพาสุภาพ จังหวัดปราจีนบุรี) พระครูวิสุทธาจารเณร (เทียม สิริปญฺโญ) วัดกษัตราธิราช จังหวัดอยุธยา และพระโพธิญาณเถร (ชา สภทฺโท) วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี , หลวงพ่อพระวิเชียรมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดอินทาราม หลวงพ่อพระวิเชียรมุนี นี้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อเจ้าคุณทักษิณคณิสร วัดอินทาราม พระผู้สร้างพระเพชรหลีกเพชรกลับอันโด่งดัง พระ อาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ เป็นพระโพธิสัตว์ใหญ่ที่ลาพุทธภูมิและเข้าพระนิพพานแล้ว ในวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ก่อนท่านจะนิพพาน เกศาท่านปลงภายในวันเดี่ยว แปรสภาพพระธาตุ สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก มีลูกศิษย์หลายท่าน ขออนุญาตสร้างวัตถุมงคลจากหลวงพ่อพระมหาวิบูลย์ แต่จะให้สร้างเฉพาะพระพุทธเท่านั้น และเหรียญพระพุทธ รุ่นแรกของท่าน (เหรียญรัตนรังสี) ก็เป็นที่นิยมและต้องการ ในเหล่าลูกศิษย์ที่เคารพรักท่าน ลพ.ฯจะไม่อนุญาตให้สร้างวัตถุมงคลที่เป็นรูปของท่าน จนกระทั้ง ปี๒๕๓๘ ซึ่ง ลพ.ฯมีอายุครบ ๖๐ปี ท่านได้รับการขอร้องจากลูกศิษย์ ขอสร้างวัตถุมงคล ที่มีรูปของท่าน คือเหรียญ รูปเหมือนรุ่นแรกของท่าน จัดทำโดย กองกษาปณ์ กรมธนารักษ์วัตถุมงคลต่างๆหลายรุ่นของหลวงพ่อ มักจะถูกกำหนดให้ สร้างขึ้นเนื่องในงานพิธีต่างๆ เช่น งานทอดกฐินของวัดโพธิคุณ , เนื่องในงานวันเกิดของหลวงพ่อ ๕ มีนาคม ของทุกปี และในงานสำคัญอื่นๆครับ

    ชาติภูมิ
    ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ เกิดที่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง (โพธิ์ทะเลเดิม) จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ บิดามารดาประกอบอาชีพด้วยการทำนาเช่นชาวนาชนบททั้งหลายในสมัยนั้น
    ท่านมีพี่น้องร่วมอุทร ๔ คน เป็นหญิง ๒ ชาย ๒ ท่านเป็นบุตรคนโต

    อยากบวชมาตั้งแต่เด็ก
    ท่านเปิดเผยว่าไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด ท่านอยากจะบวชเป็นสามเณร เป็นพระภิกษุมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ขัดที่เป็นลูกชายคนโตถ้าท่านออกบวชทางครอบครัวก็จะไม่มีคนช่วยทำงาน
    ความอยากที่จะบวชนั้น ท่านได้เดินทางไปยังวัดพระศรีมหาธาตุจังหวัดพิษณุโลก เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อพระพุทธชินราช ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในประเทศไทย โดยท่านบอกว่า
    “ อาตมาได้ไปเห็นพระพุทธชินราชในครั้งนั้นแล้ว เกิดความเลื่อมใสศรัทธามนพระศาสนามากจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้หลวงพ่อพระพุทธชินราชช่วยให้อาตมาได้บวชเถิด ถ้าบวชแล้วจะไม่สึกตลอดชีวิต ”
    ...อย่างไม่คาดคิด
    ปีที่ท่านจะได้บวชเป็นสามเณร ทั้ง ๆ ที่มีอายุ ๒๐ แล้ว แต่ยังไม่ครบปีดี เพราะท่านเกิดปลายปี มีเหตุอยู่ว่า
    ในปีนั้นท่านไปทำนาอยู่กับโยมผู้ชายของท่าน และในขณะนั้นฝนตกชุก ปลาพล่านไปมา ก็เลยนึกอยากจะทำลอบดักปลาจึงไปเอาไม้ไผ่มาเหลาเป็นซี่ลอบ
    แต่เมื่อท่านกำลังนั่งเหลาซี่ลอบอยู่ดี ๆ นั้น เกิดเป็นตะคริวขึ้นที่มือ ทำให้ไม่สามารถจะเหลาไม้ไผ่ต่อไปได้ ท่านจึงเรียกน้องชายของท่านให้ช่วยมาบีบนวดมือให้
    “ แล้วอาตมาก็หมดความรู้สึกไปตั้งแต่เช้า มารู้สึกตัวอีกครั้งตอนเที่ยงคืน
    โยมแกก็ถามว่า อาตมาไปบนอะไรไว้บ้าง อาตมาก็บอกไปตามความจริง แกเลยพูดขึ้นว่า ถ้าอยากบวชถึงขนาดนี้ก็บวชไป อาตมาก็เลยได้บวชสมกับที่ปรารถนามาช้านาน ”
    แต่การบวชครั้งนั้นเป็นเพียงบรรพชาเป็นสามเณร โดยท่านได้ไปบรรพชาที่วัดไผ่ท่าโพธิ์มี พระครูธรรมาภิรัตน์ เป็นพระอุปัชฌาย์
    ครั้นบวชเณรได้พรรษาหนึ่งท่านก็เริ่มไปศึกษานักธรรมบาลีที่วัดชัยมงคล อำเภอบางมูลนากจังหวัดพิจิตร จนใกล้จะสอบก็ต้องสึกเพราะโยมผู้ชายของท่านเกิดเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน !

    ฝันประหลาด
    ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ เล่าถึงคืนที่โยมผู้ชายจะเสียชีวิตว่า
    ในคืนนั้นท่านซึ่งกำลังป่วยหนักด้วยไข้รากสาดได้เกิดไข้สูงกว่าทุกวัน ทั้งท้องเดิน ทั้งอาเจียนจนคล้ายจะสลบไป ก็มียมทูตจำนวนสี่นายล้วนนุ่งผ้าแดง ตัวเปล่าเปลือยรูปร่างกำยำสูงใหญ่ จะเข้ามาจับท่าน
    ท่านเห็นท่าไม่สู้จะดีก็ออกวิ่งหนีไปถึงหนองน้ำแห่งหนึ่งจึงกระโดดลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้กองผักตบชวา
    ยมทูตตามท่านมาถึงหนองน้ำก็กระโดดลงไปในหนองน้ำนั้น ๓ นาย เหลืออีกนายหนึ่งให้ยืนเฝ้าปากทางไว้ ซึ่งท่านเล่าถึงตอนนี้ว่า
    “ อาตมาคำนวณดูกำลังเห็นว่ายมทูตในน้ำมีถึง ๓ คน เห็นจะสู้ไม่ไหว ก็ตัดสินใจผละจากกองผักตบชวาขึ้นจากหนองน้ำไปสู้กับยมทูตที่เฝ้าปากทาง
    ยมทูตคว้าอาวุธจะมาทำร้ายอาตมาแย่งมาได้ ก็พอดีรู้สึกตัวแล้วก็หายป่วยแต่นั้นมา ”
    ในคืนเดียวกันนั้นเอง โยมผู้ชายของท่านก็ฝันไปว่า เห็นใครก็ไม่ทราบมีจำนวน ๔ คน ไล่จับสามเณรลูกชายของตน แล้วเอาโซ่เหล็กมามัดตัว พลางถามสามเณรว่า “ รับได้ไหม? รับได้ไหม? ”
    ฝ่ายโยมผู้ชายเมื่อเห็นเขาทรมานลูกชายเช่นนั้นก็เกิดความสงสาร ก็เลยหันมาถามลูกของตนว่า
    “ เณรรับเขาได้หรือไม่ได้ก็บอกเขาเถิด ”
    “ ในฝันของโยมผู้ชายนั้นแกบอกว่า อาตมาว่ารับได้
    พอบอกว่ารับได้เท่านั้น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งโผล่มาจากไหนไม่ทราบ มาจับตัวอาตมาพุ่งลงแม่น้ำไป
    โยมผู้ชายก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็ปลุกโยมผู้หญิงแล้วเล่าให้ฟังไว้ พอวันรุ่งขึ้นโยมผู้ชายก็เสียเลย !” ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์เล่า

    อุปสมบท
    เมื่อจัดการฌาปนกิจศพบิดาเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ช่วยมารดาของท่านเกี่ยวข้าว เพราะในปีนั้นทางบ้านทำนาไว้มากไม่มีกำลังคนจะเกี่ยวข้าวเพียงพอ ครั้นเกี่ยวข้าวเสร็จอายุท่านก็ครบเป็นพระได้
    ตามปกติธรรมดาของชาวชนบทในสมัยนั้น เมื่อบ้านใดจะบวชลูกชาย ก็จำต้องป่าวประกาศเชิญแขกเหรื่อมาในงานทำขวัญนาค และมารดาของท่านอาจารย์วิบูลย์ก็ต้องการที่จะจัดงานเช่นนั้น โดยเตรียมเครื่องอัฐบริขารไว้แล้วจะไปเชิญหมอทำขวัญนาค
    แต่ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ได้ชิงบอกแก่มารดาของท่านในตอนนั้นเสียก่อนว่า ท่านต้องการบวชเงียบ ๆ และจะไปบวชเองเพียงแต่ขอให้มารดาอนุญาตเท่านั้นมารดาท่านก็นิ่งอั้น
    ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ ก็หอบเครื่องอัฐบริขารไปที่วัดชัยมงคล อำเภอบางมูลนาก โดยลำฟัง แต่มารดาของท่านได้ตามไปทันในวันรุ่งขึ้น
    ก่อนที่จะบวชในคืนนั้นท่านพักอยู่ที่ศาลา โกนศีรษะเรียบร้อยแล้ว ท่านหลับไปก็ฝันว่า ไปพบบิดาที่หน้าประตูโบสถ์
    ในความฝันนั้นท่านเป็นนาคแล้วโดยนุ่งขาวห่มขาวเป็นอันดี
    ท่านเห็นบิดาของท่านมายืนอยู่เช่นนั้น ก็กล่าวชวนว่า
    “ พ่อเข้าไปในโบสถ์ด้วยกันเถิด ” แต่บิดาไม่ยอมพูดด้วย ท่านก็นึกเสียใจว่าทำไมบิดาไม่ยอมพูดไม่ยอมเข้าไปในโบสถ์ร่วมบวชท่าน
    ในฝันนั้นท่านนึกเสียใจจนร้องไห้ออกมา ครั้นตื่นขึ้นหมอนหนุนศีรษะเปียกน้ำตาไปหมด
    รุ่งขึ้นในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๙๙ ท่านก็อุปสมบท ณ วัดชัยมงคล อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร มี ท่านพระครูวิเศษธัมมวินิษฐ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

    มุ่งมั่นบุกบั่นเรียน
    ครั้นท่านอุปสมบทบทเป็นพระนวกะที่วัดชัยมงคลแล้ว ก็เรียนทั้งบาลีและนักธรรมควบคู่กันไป
    ตามธรรมดานั้นพระนวกะจะต้องเรียนถึง ๓ ปี จึงจะสมัครสอบบาลีได้ แต่ท่านอาจารย์วัดชัยมงคลเห็นท่านเรียนเก่ง พอเรียนได้ ๒ ปี ก็ให้ท่านเข้าสอบนักธรรมตรีกับเปรียญ ๓ ผลปรากฏว่าท่านสอบนักธรรมตรีได้ แต่สอบเปรียญ ๓ ตก ท่านเล่าว่า
    “ พอสอบตกอาตมาอายเขาก็หนีมาจำพรรษาที่วัดค้างคาวจังหวัดลพบุรี มาเรียนบาลีที่วัดบัวเรียนได้พรรษาหนึ่ง ก็เข้าสอบนักธรรมโทคู่กับเปรียญ ๓
    ผลออกมาสอบได้นักธรรมโทแต่ตกเปรียญ ๓ อีก อาตมาก็ลงมากรุงเทพฯ มาพำนักอยู่วัดอินทาราม ตลาดพลูนี้ เมื่อปี ๒๕๐๑ ตั้งใจว่าจะเรียนเปรียญให้จงได้ถ้าเรียนไม่ได้ก็ให้ตายหมดเรื่องไป
    จึงพยายามมุมานะดูหนังสือแต่เกิดป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบเสียอีก ต้องเข้าโรงพยาบาลไปผ่าตัดไส้ติ่ง
    หลังจากผ่าตัดแล้วก็มุมานะเรียนบาลี ก็สอบได้เปรียญ ๓
    จากนั้นก็เรียนต่อจนถึงปี ๒๕๐๔ โดยเรียนนักธรรมเอกกับวิชาครูที่กรมฝึกหัดครู ซึ่งสมัยนั้นเขาเปิดรับพระเณรเข้าเรียนได้ ก็สอบได้นักธรรมเอกและวิชาครู จึงเลิกเรียน แล้วไปเรียนพระอภิธรรมที่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ ของท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ อยู่พรรษาหนึ่ง ”
    ไม่เชื่อก็ต้องลอง
    ผู้เขียนได้นมัสการกราบเรียนถามท่านถึงสาเหตุที่มาปฏิบัติธรรมทั้ง ๆ ที่เป็นพระนักศึกษามาก่อน ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ได้เปิดเผยว่า
    “ สาเหตุที่อาตมามาปฏิบัตินั้น เพราะเคยเข้าใจว่าธรรมะอยู่ที่การเรียน คือการศึกษาเล่าเรียนอาจจะทำให้เข้าใจธรรมะดี
    แต่เรียน ๆ ไปจนได้นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก และมหาเปรียญแล้วก็รู้สึกเหมือนเดิมไม่มีความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดสุขก็ยังสุข ทุกข์ก็ยังทุกข์จิตใจไม่ดีขึ้น ก็เลยมาค้นหาธรรมะ ว่าธรรมะที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน ธรรมะนั้นเป็นอย่างไร
    ตอนนั้นอาตมาเกิดอคติต่อธรรมะ คือแทบไม่เชื่อว่าธรรมะนั้นมีจริง ! คิดว่าเป็นเพียงตัวหนังสือที่ชาวบ้านเขาเขียนกันขึ้นมาให้คนเรียนเท่านั้น
    อาตมาเข้าใจอย่างนั้น มีความเห็นผิดขนาดนั้น ! ต่อมาจึงได้ตัดสินใจ หลังจากได้ยินท่านพระครูประกาศพูดบ้าง ครูบาอาจารย์ท่านพูดบ้าง
    ครูบาอาจารย์ที่รู้จักมักคุ้นโดยเฉพาะ “ หลวงพ่อใหญ่ ” (ท่านเจ้าคุณวิเชียรมุนี) เจ้าอาวาสวัดอินทารามสมัยโน้น ท่านเป็นพระภาวนาแต่เป็นพระสันโดษ ท่านไม่ค่อยพูด อยู่เงียบ ๆ ท่านเรียกไปพูดให้ฟังก็เลยลองตัดสินใจภาวนาจากตำรา
    มานั่งภาวนาอยู่ในกุฎิคืนหนึ่ง ผลก็คือรู้จักเหตุรู้จักผลดีขึ้น จิตใจสงบลง
    อาตมาภาวนาโดยใช้เพ่งกสิณเพ่งน้ำอยู่คืนหนึ่ง รู้สึกสบายดี ก็เลยตั้งใจจะลองภาวนาดูสัก ๖ เดือน ถ้า ๖ เดือน ไม่รู้อะไรเลยก็จะเลิกแล้ว ไม่เชื่อแล้วธรรมะนี้ ”

    ปฏิบัติกันขั้นอุกฤษฏ์
    เมื่อท่านอาจารย์มหาวิบูลย์พุทธญาโณ ตัดสินใจเช่นนั้น ท่านก็เริ่มปฏิบัติและปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง โดยใช้คำภาวนา “ พุท-โธ ” บ้างใช้ภาวนา “ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ” บ้าง
    แต่ส่วนมากใช้ อาโปกสิณ หรือไม่ก็ เตโชกสิณ ท่านบอกว่าเป็นวิธีที่ง่ายหน่อย รวมจิตเร็ว
    การปฏิบัติของท่านอาจารย์มหาวิบูลย์นั้น ท่านปฏิบัติอยู่ในสามอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง ไม่มีการนอนตลอด ๖ เดือน !
    ยืนก็ภาวนา เดินก็ภาวน นั่งก็ภาวนา เพ่งกสิณบ้าง ถึงกระนั้นท่านยังบอกว่าสองเดือนแรกไม่เห็นผลอะไร พอเข้าเดือนที่สามจึงรู้สึกจะได้ผลดี จิตมีความรู้แปลก ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็เกิดรู้ขึ้น อะไรที่แปลกปลอมเข้ามา จิตก็เริ่มรู้ทันเร็วขึ้น ธรรมะที่ไม่เคยเรียนรู้ก็ผุดขึ้นมาในใจ
    การปฏิบัติของท่านตอนนั้นทำให้สุขภาพทรุดโทรม ร่างกายผ่ายผอม แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ ท่านต้องการเห็นธรรมะ ท่านต้องการรู้ธรรมะ แม้ตัวจะตายท่านก็ยอม
    “ พออาตมาปฏิบัติได้ครบ ๖ เดือนก็เข้าป่า ” ท่านบอก
    การธุดงค์ครั้งแรก
    ครั้งแรกที่ท่านแบกกลดสะพายบาตรออกจากวัดอินทารามตลาดพลูนั้น ท่านธุดงค์ไปอยู่ที่เกาะสีชัง โดยถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด
    เมื่อไปอยู่เกาะสีชังพักหนึ่งเห็นผู้คนชักจะพลุ่กพล่าน ท่านก็หนี ธุดงค์ขึ้นไปทางภาคเหนือ ท่องเที่ยวหาวิเวกไปตั้งแต่พิษณุโลก แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่
    ท่านบอกว่า “ อาตมาไม่ได้ไปแต่แม่ฮ่องสอนเท่านั้น ”
    การธุดงค์ของท่านนั้นปฏิบัติเป็นประจำทุกปี นับแต่ พ.ศ.๒๕๐๖ ถึงปัจจุบันนี้

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระนางพญาหลังธรรมจักรหลวงพ่อมหาวิบูลย์ วัดโพธิคุณ จ.ตาก

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20260907_231447.jpg IMG_20260907_231516.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 กันยายน 2026 at 15:42
  5. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,877
    ค่าพลัง:
    +8,137
    ขอจองครับ
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,540
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1788942381349.jpg

    หลวงพ่อสารันต์
    วัดดงน้อย ต.กกโก อ.เมือง จ.ลพบุรี

    พระครูจันทสิริธร (หลวงพ่อสารันต์ จนฺทูปโม)
    ก่อนบวช ชื่อเดิม เด็กชายสารันต์ เนียมสุริยะ เกิดวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๙๐ ณ บ้านเลขที่ ๑๑ หมู่ที่ ๓ บ้านปราสาท ตำบลปราสาท อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ อายุ ๑๔ ได้บรรพชาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ อายุได้ ๒๐ ปีบริบูรณ์ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๐ ณ พัทธสีมาวัดปราสาท ตำบลปราสาท อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์การศึกษา ตลอดเวลาที่อยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์สมณะเพศนั้นมีความสนใจในการศึกษาทางพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังทั้งทางแผนกปริยัติและปฏิบัติโดยเฉพาะภาคธรรมปฏิบัติสภาพธรรมชาติความเป็นจริงของชีวิต และวิชาไสยศาสตร์ เวทมนตร์ อาคมคาถาและโหราศาสตร์ ทางโลกสนใจในทางการปกครองและบริหารการปฏิบัติธรรม ท่านสนใจในการค้นคว้าแสวงหาแนวทางปฏิบัติสมาธิภาวนาและวิปัสสนา ภาวนา โดยออกจาริกธุดงค์วัตรรุกมูลตามสถานที่ต่างๆอยู่เสมอ นอกจากประเทศไทยแล้วยังจาริกธุดงค์เข้าไปลาว เขมร พม่า มาเลเซียโดยเฉพาะเขมรนั้นเป็นระยะเวลาหลายปี เพื่อศึกษาแสวงหาสำนักปฏิบัติธรรมอาจารย์ที่สอนกัมมฐานและวิชาไสยศาสตร์จากพระอาจารย์หลายท่านระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๒๐ ไปพำนักศึกษาปฏิบัติพระกรรมฐานและ บาทตากผ้า จ.ลำพูน,ศึกษาพระกรรมฐานกับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร,ไปขอศึกษาปฏิบัติธรรมพระกรรมฐานจากหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่,ย้ายไปศึกษาวิชาธรรมกายวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร,ศึกษาวิปัสสนาภูมิจากพระเดชพระคุณพระราชสุทธิเทพมุนีอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระทั้งในและนอกประเทศ วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร และสำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม ชลบุรี พ.ศ. ๒๕๒๐ ย้ายมาจำพรรษาที่วัดดงน้อย ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ตลอดมา พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดดงน้อยพ.ศ. ๒๕๒๖ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดดงน้อย ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี จนถึงปัจจุบันนี้ ในระยะเวลาเดียวกันได้มีการพัฒนาปรับปรุงวัดเรื่อยมาด้านวัตถุ ปรับปรุงบริเวณวัดให้เป็นสัดส่วนซ่อมแซมพระอุโบสถ ศาลาหอฉัน ซื้อที่ดินขยายเขตวัดออกไปอีกจำนวน ๑๔ ไร่สร้างกุฏิสงฆ์ หอระฆัง หอสมุดอเนกประสงค์ ฌาปนะสถาน ศาลาการเปรียญธรรมสภา ปรับปรุงโรงเรียนวัดดงน้อยชั้นประถมศึกษา แบ่งเขตเป็นเขต พุทธาวาส เขตสังฆาวาสเป็นต้น
    ด้านเผยแพร่ มีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้มีการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรพุทธศาสนิก
    ชนมีการจัดงานบรรพชาสามเณรหมู่ภาคฤดูร้อน อุปสมบทหมู่ บวชชีปฏิบัติธรรมเป็นประจำทุกปีทั้งในและนอกวัด และสอนพระกรรมฐานทั้งในและนอกวัดจนเป็นที่รู้จักชื่อเสียงในนามของท่านพระอาจารย์สารันต์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนทั้งหลายและได้รับความนิยมทั้งในส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนทั่วไปและได้รับพระราชทานเลื่อนสมณะศักดิ์สัญญาบัตรชั้นพิเศษเทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงที่ “พระครูจันทสิริธร” ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ปัจจุบันหลวงพ่อสารันต์ เจ้าอาวาสวัดดงน้อยเป็นพระเกจิรูปหนึ่งในจังหวัดลพบุรีและในประเทศไทย เป็นที่รู้จักเคารพนับถือทั้งในและต่างประเทศเป็นพระเกจิมีวิทยาคม อันแรงกล้า พ.ศ.๒๕๕๖ หลวงพ่อสารันต์มีสิริอายุได้ ๖๖ ปี พรรษา ๔๖ พรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระพรหมรุ่นแรกหลวงพ่อสารันต์ วัดดงน้อย ลพบุรี จารอักขระยันต์ด้าน หน้า ๔ ตัว ด้านหลัง ๓ ตัว ในองค์พระ สวยเดิม องค์กลม ขนาดใหญ่

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260909_151932.jpg IMG_20260909_152015.jpg IMG_20260909_152049.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,540
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1788938423216.jpg FB_IMG_1788938432221.jpg FB_IMG_1788938435425.jpg

    หลวงพ่อสืบปื..n เสีย

    สมเด็จรุ่น ๒ เนื้อผงพุทธคุณผสมผงตะเคียน อาถรรพ์สู่มหาทานบารมีสมเด็จรุ่นนี้หนึ่งในเนื้อจัดสร้างสมเด็จรุ่น๒หลวงพ่อสืบตั้งใจที่จะลบล้างอาถรรพ์ด้วยการ
    นำผงจากต้นโพธิ์ปราชิกในส่วนของเนื้อไม้ตะเคียนทอง
    ที่ยืนต้นตายและโค่นลงนำมาบดผสมรวมกับผงพุทธคุณแล้วกดพิมพ์เป็นพระสมเด็จรุ่น๒เข้าพิธีเมื่อปี ๒๕๕๑ เหมือนบวชให้แม่ตะเคียนเพื่อสร้างทานบารมีให้หลุดพ้นดีอย่างไรแอดคงไม่เหมาะที่จะเล่าคงต้องหามาลองใช้กันเอง

    สมเด็จรุ่น ๒ เนื้อผงพุทธคุณผสมผงไม้ตะเคียนจำนวนจัดสร้าง 5,000 องค์มีทั้งแบบมีฝังตะกรุดและไม่ฝังตะกรุดองค์ที่ฝังตะกรุดที่ดอกตะกรุดจะมีการ
    ตอกโค๊ตกำกับทุกดอก
    หมายเหตุผงตะเคียนที่นำมาผสมคือกิ่งต้นตะเคียนอาถรรพ์ภายในวัดที่เป็นตำนาน ต้นโพธิ์ปราชิก อันโด่งดังกิ่งที่หักเกิดจากการผุ
    ของต้นตะเคียนนั้นแล้วล่วงลงมาหลวงพ่อจึงนำมาบดผสมกับผงพุทธคุณด้วยว่า ไม้ตะเคียนนั้นมีพุทธานุภาพในด้านเมตตา ค้าขาย เพื่อให้ผู้นำไปใช้จะได้มีกำลังใจในการทำมาหากิน

    หลวงพ่อสืบ ปืนเสีย

    ภาพโดยเรื่อง..ลายทอง คงคาพยนต์

    หลวงพ่อสืบ ปริมุตโต หรือพระครูพิทักษ์วีรธรรม วัดสิงห์ เจ้าคณะตำบลบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ศิษย์ผู้สืบสายพุทธาคมมาจาก หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้ ทางสายของหลวงพ่อห่วง วัดท่าใน และหลวงพ่อม้วน วัดไทร เป็นเกจิอาจารย์ที่เรียกว่า “สิงห์ซ่อนเล็บ” ไม่ค่อยได้สร้างมงคลวัตถุเหมือนเกจิอาจารย์องค์อื่นๆ ซุ่มสร้างแต่ตะกรุดไว้สองชนิด คือ ตะกรุด “นวหรคุณ เกื้อหนุนชีวิต” และ “ตะกรุดพุทธโสฬสสะกดไพรี” นับเป็นตะกรุดที่ผู้นำไปใช้และมีพุทธานุภาพปรากฏเป็นที่น่าอัศจรรย์ทำให้เห็นได้ว่าพุทธานุภาพของพระพุทธองค์นั้นมีคุณค่าสูงส่งสามารถเอามาเป็นเครื่องโน้มนำยึดเหนี่ยว เป็นที่พึ่งพาอาศัยได้กับผู้ที่ประพฤติธรรมเป็นที่มั่นของชีวิต

    หลังจากที่ลานโพธิ์ ฉบับที่ 986 ได้เสนอประวัติของหลวงพ่อสืบ วัดสิงห์ จ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ไปแล้วปรากฏว่ามีผู้ศรัทธาเลื่อมใสเดินทางไปบูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อสืบกันหลายท่าน โดยเฉพาะ “ตะกรุดนวหรคุณเกื้อหนุนชีวิต” ซึ่งหลวงพ่อสืบได้จารด้วยมือตัวเองทุกดอก นอกจาก “ตะกรุดนวหรคุณเกื้อหนุนชีวิต” แล้วตะกรุดอีกชนิดหนึ่งซึ่งท่านสร้างขึ้นคือ “ตะกรุดพุทธโสฬสสะกดไพรี” ก็เป็นตะกรุดที่มีคุณค่าสูงส่งอีกชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นตามตำรับที่ตกทอดมาจากอดีตที่ท่านได้ศึกษาและได้รับการถ่ายทอดมาจากครูบาอาจารย์หลายท่านระหว่างที่มีผู้ได้รับตะกรุดและวัตถุมงคลจากท่านไปบูชาแล้วก็เกิดประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วไป

    เช้าวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมาไม่นานนี้ นายสมควร รุ่งมา อายุ 25 ปี อยู่บ้านหมู่ 4 ต.ท่าพระยา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ออกจากบ้านไปชวนเพื่อนชื่อ นายอรรถพล หลิ่มย่านกรวย ไปร่วมงานยกขันหมากงานแต่งงานเพื่อนที่หลังวัดน้อย โดยเจ้าบ่าวเป็นเพื่อนกับนายสมควร ขอให้นายสมควรช่วยนำปืนไปยิงตอนยกขันหมากขึ้นบ้าน ซึ่งเป็นประเพณีนิยมในชนบท จะต้องมีการยิงปืนสลุต เอาฤกษ์เอาชัย

    ในระหว่างโห่ร้องก่อนนำขบวนขันหมากเข้าบ้านเจ้าสาว โดยเฉพาะในภาคกลางจะนิยมกันเป็นส่วนใหญ่ นายสมควรจึงได้นำปืn โคลรีวอลเวอร์ ลูกโม่ขนาด ...38 ปากกระบอก 4 นิ้ว ติดตัวไปด้วย เพื่อนำไปยิjในพิธีกรรมดังกล่าว

    ระหว่างเดินทางไปได้พูดคุยกับนายอรรถพลถึงเรื่องตะกรุดของหลวงพ่อสืบ วัดสิงห์ ที่พกติดตัวไปด้วย เพื่อนฟังแล้วก็พูดทำนองว่าจะขลังจริงหรือเปล่า เกิดท้าทายชวนกันทดลองตะกรุดระหว่างก่อนถึงบ้านงาน นายสมควรเห็นเพื่อนไม่เชื่อ ตัวเองก็ไม่มั่นใจเช่นเดียวกัน จึงหยิบตะกรุดของหลวงพ่อสืบ คือตะกรุด “นวหรคุณเกื้อหนุนชีวิต” ขึ้นมาให้เพื่อนดู จึงเกิดชวนกันทดลองยิง โดยเอาตะกรุดไปวางไว้ที่โคนต้นไม้ แล้วเอา ปืnโคลรีวอลเวอร์ ลูกโม่ .38 จ่อยิjตะกรุดห่างเพียงไม่ถึง 1 เมตร

    ก่อนยิjนายสมควรเล่าว่าตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่เพื่อไม่ให้เสียหน้ากับเพื่อนที่มาด้วยกัน จึงตัดสินใจเหนี่ยวไกปืnยิjทันที นกปืnสับลูกปืnในรังเพลิง ทันใดก็เกิดเสียงระเบิdสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางความตกใจของหนุ่มทั้งสอง

    นายสมควรวางปืbลงแล้ว สะบัดแขนสะบัดมือซึ่งรู้สึกชาไปหมด สงบสติอารมณ์และจิตใจอยู่นานกับเพื่อนคือ นายอรรถพลที่ยืนมองตาค้างอยู่กับที่ เมื่อได้สติกลับคืนมา นายสมควรรู้สึกบาดเจ็บที่ฝ่ามือเล็กน้อย หยิบปืนที่วางไว้ขึ้นมาพิจารณาดู ปรากฏว่าสันปืnเหนือลูกโม่นัdที่ยิj โค้งโก่งขึ้นมา ลูกโม่นัdที่บรรจุลูกปืนที่ยิjระเบิdฉีกขาด จึงพยายามงัดออกมาจนลูกโม่หลุด แล้วเอาลูกปืnออกมาดู

    ปรากฏว่าปลอกลูกปืnฉีกขาดจากแรงระเบิd ลูกปืnตกอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง “ปืnกระบอกนั้นเสียใช้การไม่ได้อีกต่อไป”
    นายสมควรเล่าด้วยความระทึกขวัญกับผู้เขียนว่า เป็นเหตุการณ์ที่เขาจะต้องจดจำเอาไว้ตลอดชีวิตทีเดียว และนี่คือคำเล่าลือปากต่อปากจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือ

    “หลวงพ่อสืบ ปืนเสีย”

    ที่มา เพจลานโพธิ์

    ประวัติ

    หลวงพ่อสืบ ปริมุตโต วัดสิงห์ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

    พระครูพิทักษ์วีรธรรมเจ้าคณะตำบลท่าพระยาและเจ้าอาวาสวัดสิงห์ ต.บางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม อายุ 80 ปี 41 พรรษา เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2475

    โยมบิดา ชื่อ นายชาญ โยมมารดาชื่อ นางเพียร ยอดยง ครอบครัวมีอาชีพ เกษตรกรรม หลวงพ่อสืบท่านเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเพิ่มวิทยา (วัดกลางบางแก้ว) จ.นครปฐม ต่อมา

    พ.ศ.2492 หลวงพ่อสืบฯ ท่านได้สอบเข้าโรงเรียน พลตำรวจบางเขน กทม. สำเร็จและท่านได้ฝึกวิชาทหารท่าบุคคลมือเปล่า ฝึกการใช้อาวุธและเรียนวิชากฏหมายท่องจำได้อย่างแม่นยำ จนสอบสำเร็จได้อันดับต้นๆและเลือกมาประจำยังสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี เมื่อหลวงพ่อสืบฯบรรจุรับราชการอยู่ สน.ลุมพินีนั้นท่านปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเคร่งครัดเข้าเวรยามไม่เคยขาดออกปราบปรามร่วมกับตำรวจรุ่นพี่สมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จับพวกนักเลงอันตพาลอย่างไม่เกรงกลัว หลวงพ่อสืบฯท่านเป็นคนตรง ปฎิบัติราชการมาได้ 3 ปี พบเห็นอะไรมากมายรู้สึกเบื่อ เลยลาออกจากราชการตำรวจ เมื่อหลวงพ่อสืบฯท่านอายุ 22 ปี พ.ศ.2497 จึงได้อุปสมบทที่ วัดท่าใน ต.ท่าพระยา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โดยมีพระครูสิริวุฒาจารย์ (หลวงพ่อห่วง สุวรรณโณ) วัดท่าใน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปิ่น วัดศรีษะทองเป็นพระกรรมวาจารย์ พระธิการม้วน วัดไทร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายา ทานรโต จำพรรษาอยู่ที่วัดท่าใน จ.นครปฐม หลวงพ่อสืบฯ ท่านศึกษาธรรมและวิชาไสยเวทย์ จากหลวงพ่อห่วงฯ ซึ่งเป็นสหายธรรมกับหลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม และหลวงพ่อน้อยวัดธรรมศาลา ตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลา 1 ปีเต็ม จึงได้ลาสิกขาบท หลวงพ่อสืบฯ ท่านอยากเป็นรั้วของชาติเพราะช่วงนั้นประเทศไทยมีสงครามอยู่เนืองๆ หลวงพ่อสืบฯท่านจึงเดินทางไปสอบเข้าเรียนโรงเรียนนายสิบทหารม้ายานเกราะรุ่นที่ 5 จนประสบความสำเร็จ หลวงพ่อสืบฯ ท่านฝึกวิชาทหารด้านการรบและยุทธวิธีอาวุธปืนนานาชนิด ด้วยความมุ่งมั่นและอดทนจนได้รับแต่งตั้งยศ สิบโท สมัยนั้นทหารมีภาระใหญ่มาก เช่น ป้องกันการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน หลวงพ่อสืบฯท่านยังอยู่ในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองภายในประเทศด้วย หลวงพ่อสืบฯท่านรับใช้ชาติมานานพอสมควร จึงตัดสินใจลาออกจากราชการทหารโดยไม่ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ ซึ่งท่านอาจจะได้เลื่อนยศเป็นถึงพันโทหรือพันเอกก็ได้ ต่อมาปี2514 หลวงพ่อสืบฯได้อุปสมบทที่วัดไทร จ.นครปฐมโดยมี พระครูอินทสิริชัย (หลวงพ่อม้วน อินทสวัณฺโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการง้อปัญญาธโส เป็นพระกรรมวาจารย์ ได้รับฉายาปริมฺตโต หลวงพ่อสืบฯท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดไทร ปฏิบัติธรรมด้วยความเคร่งครัดศึกษาธรรมจนแตกฉานสามารถสอบนักธรรมตรี นักธรรมโทได้ในปี 2516 –2517 หลวงพ่อสืบฯท่านก็ยังมุ่งมั่นศึกษาภาษาบาลีและศึกษาธรรม จนปีพ.ศ.2518 ท่านสามารถสอบนักธรรมเอกได้สำเร็จ ไม่เพียงแค่นั้นวิชาอาคมที่หลวงพ่อสืบฯท่านเรียนมาจากหลวงพ่อห่วง วัดท่าในก็ท่องจำปฏิบัติมาโดยตลอดจนมีความชำนาญและจดจำได้ทั้งหมด หลวงพ่อสืบฯท่านยังเรียนวิชาไสยเวทย์จาก หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม หลวงพ่อเต้า วัดเกาะวังไทร และวิชาทำเบี้ยแก้จากหลวงปู่เจือวัดกลางบางแก้วฯ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระฯวันที่ 3 มีนาคมพ.ศ.2526 เจ้าคณะจังหวัดนครปฐมได้แต่งตั้งหลวงพ่อสืบฯให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสิงห์ มีเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ 3 งาน สภาพวัดสิงห์ขณะนั้น รกร้างทรุดโทรมขาดการบูรณะ หลวงพ่อสืบฯท่านก็เริ่มพัฒนาสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ และสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นใหม่อีกหลายหลัง และสร้างถนนเข้าวัด และรอบบริเวณของวัดสิงห์จนชาวบ้านได้สัญจรไปมาอย่างสะดวกสบายเมื่อหลวงพ่อสืบฯท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูพิทักษ์วีรธรรมหลวงพ่อสืบฯท่านจัดหากองทุน การศึกษาช่วยเหลือเด็กยากจนให้ได้เรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงชั้นอุดมศึกษาในเขตอ.นครชัยศรี ปีหนึ่งต้องใช้เงินประมาณกว่าแสนบาทจนถึงปัจจุบันนี้

    วันที่ 1 ตุลาคม 2541 หลวงพ่อสืบฯ ท่านได้ตราตั้งเป็นเจ้าคณะ ตำบลท่าพระยา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม วัตถุมงคลที่หลวงพ่อสืบท่านสร้าง เช่น ตะกรุดคงกระพัน เมตตามหานิยม เสื้อยันต์ ผ้ายันต์ รูปหล่อ เหรียญ หนุมาน พระสมเด็จ เบี้ยแก้ มีประสบการณ์มากมายมีผู้นำวัตถุมงคลของหลวงพ่อสืบฯท่าน ไปทดลองยิjปรากฏปืnลูกโม่มีสภาพใหม่ พอสับไกลปืนเท่านั้นปืนระเบิดทันที หลวงพ่อสืบฯท่านจึงได้สมญานามว่า (สืบปืnเสียหรือสืบปืnแตก) ตั้งแต่บัดนั้นมา หลวงพ่อสืบฯท่านเป็นพระใจดี มีเมตตาและชอบพัฒนา ท่านมีลูกศิษย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย วัตุมงคลของท่านราคายังไม่สูงนักรีบสะสมกันไว้อนาคตดีแน่ครับ.
    มรณภาพเมื่อวันศุกร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2559 สิริรวมอายุได้ 84 ปี 44 พรรษา

    ที่มาศิษย์หลวงพ่อสืบ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จรุ่น ๒ ปี ๒๕๕๑ หลวงพ่อสืบ ผสมผงไม้ตะเคียนฝังตะกรุด

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    FB_IMG_1788938477381.jpg FB_IMG_1788938479353.jpg FB_IMG_1788938482287.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 กันยายน 2026 at 20:34

แชร์หน้านี้

Loading...