เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 15 สิงหาคม 2026 at 19:36.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,877
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,213
    ค่าพลัง:
    +26,987
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,877
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,213
    ค่าพลัง:
    +26,987
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อเช้าที่พวกเราออกบิณฑบาต ต้องบอกว่า "เปียกอย่างคุ้มค่า" เนื่องเพราะว่าเปียกตั้งแต่ต้นทาง คือถ้าหากว่าบิณฑบาตจนเหลืออีกไม่กี่เมตรจะกลับวัดแล้วเปียกนี่ถือว่าขาดทุน..! เพียงแต่ว่าถ้าอายุมากหน่อย ธาตุไฟน้อย เปียกฝนนาน ๆ ก็อาจจะมีอาการไข้ได้

    พูดง่าย ๆ ก็คือเจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษากันไปตามเพลง วางกำลังใจอยู่ในลักษณะที่ว่า "หายก็ดี ถ้าไม่หาย จะตายก็ช่างมัน" เนื่องเพราะว่าร่างกายนี้เป็นสมบัติของโลกที่เรายืมมาใช้ชั่วคราว ในเมื่อเรายืมของเขามา โดยมารยาทก็ดูแลรักษาอย่างเต็มที่ แต่ถ้ารักษาแล้วไม่สามารถที่จะทำให้ทรงอยู่ได้ ก็ต้องปล่อยไปตามสภาพ

    เพียงแต่ว่ากำลังใจของเรานั้น ต้องไม่ไปโอดครวญอยู่กับการเจ็บไข้ได้ป่วยของตนเอง ซึ่งบุคคลที่จะทำแบบนี้ได้ต้องทรงอานาปานสติ คือรู้ลมหายใจเข้าออกเป็นปกติ ไม่อย่างนั้นแล้ว จะไม่สามารถระงับกายสังขารนี้ได้

    เนื่องเพราะว่าบุคคลที่ทรงลมหายใจเข้าออกเป็นปกติ ก็คือบุคคลที่ทรงอัปปนาสมาธิตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป ถ้าอยู่ในลักษณะแบบนั้น สภาพจิตกับประสาทจะแยกออกเป็นคนส่วนกัน ต่อให้เจ็บไข้ได้ป่วยแค่ไหน ก็จะไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ถ้ากำลังใจต่ำหน่อยก็เกาะพระ เกาะครูบาอาจารย์เป็นปกติ ถ้ากำลังใจสูงหน่อย ก็ปล่อยวางพร้อมที่จะตาย

    กำลังใจของนักปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องไม่ใช่อยากตาย ความอยากตายถือว่าเป็นความเศร้าหมองของจิตเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่าเป็นนิพพิทาญาณ ถ้าตายตอนนั้นไม่แน่ว่าจะไปดี นักปฏิบัติธรรมที่ทำถึงจริง ๆ ไม่ใช่อยากตาย แต่พร้อมที่จะตาย เนื่องเพราะเห็นความไม่แน่นอนของสังขารร่างกายนี้เป็นปกติ

    เพียงแต่ว่าเจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษาไปตามหน้าที่ ทำตามหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว ยังรักษาไม่ได้ เราก็ปล่อยวาง ยอมรับว่าเราสร้างกรรมปาณาติบาตไว้มาก เศษกรรมถึงได้ตามมาสนอง ถ้าหากว่าอยู่ต่อได้ ก็ได้สร้างคุณงามความดีต่อไป ถ้าอยู่ต่อไม่ได้ จะตาย เราก็พร้อมที่จะไปพระนิพพาน
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,877
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,213
    ค่าพลัง:
    +26,987
    กำลังใจพวกนี้ต้องให้มีอยู่ในใจของเราไว้ให้เป็นปกติ ไม่เช่นนั้นเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา เรามัวแต่ไปโอดโอยอยู่กับเวทนาที่เกิดขึ้น ถ้าตายลงไปตอนนั้น ยังไม่แน่ว่าจะไปสุคติหรือทุคติ แต่ถ้าหากว่ากำลังใจมั่นคง ไม่สนใจอาการเจ็บป่วยของร่างกาย มองเห็นเป็นความปกติของสังขารร่างกายนี้ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตายอย่างไม่หวั่นไหว ถ้าลักษณะอย่างนั้นโอกาสที่เราจะไปดีก็มีมากกว่า

    จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายควรที่จะฝึกประพฤติปฏิบัติให้เข้าถึงจนชิน โดยเฉพาะพระวัดท่าขนุนของเรา จะฝนตกแดดออกอย่างไร ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญที่แจ้งงดบิณฑบาตกับญาติโยมล่วงหน้า เราก็จะออกบิณฑบาตเป็นปกติ

    พวกเราทุกคนถ้าหากว่าออกบิณฑบาตในสภาพอย่างเมื่อเช้า ก็คือเปียกโชกตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง ทำอย่างไรที่เราจะทำให้กำลังใจเกิดปีติ ก็คือได้เห็นว่าเราได้รักษาไว้ซึ่งอริยประเพณี ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ ตอนที่สมเด็จพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ไปต่อว่าพระองค์ท่านที่เสด็จออกบิณฑบาต ก็คือขอข้าวคนอื่นกิน ว่าทำให้เสื่อมเสียตระกูลกษัตริย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ท่านตอนนี้ไม่ใช่วงศ์กษัตริย์ แต่ว่าเป็นวงศ์ของนักบวช ซึ่งมีประเพณีก็คือขอชาวบ้านเขากิน

    การรักษาอริยประเพณีนี้เป็นหน้าที่ของนักบวชทุกรูป ถ้าเราตรึกตรองไปจนกระทั่งย้อนหลังถึงสมัยพุทธกาล จะมองเห็นการสืบสายประเพณีที่ยาวนานมานับพันปี จนกลายเป็นรูปแบบที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายทราบดีว่า ถ้านักบวชโกนหัว ห่มเหลือง ถือบาตรมา ก็แปลว่ามาขออาหาร

    เนื่องเพราะว่าวันแรกที่เราบวช พระอุปัชฌาย์หรือคู่สวดที่ได้รับมอบหมาย ก็จะบอกอนุสาสน์แก่เราคือ ปิณฑิยาโลปะโภชะนัง นิสสายะ ปัพพัชชา ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต คือเที่ยวบิณฑบาต ไม่ใช่การทำมาหากินแบบอื่น ซึ่งพระองค์ท่านถือว่าเป็นอาชีวปาริสุทธิศีล ก็คือเป็นอาชีพที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ได้ล่วงละเมิดสิ่งหนึ่งประการใดให้ศีลของเราบกพร่อง การขอก็เป็นไปโดยดุษณีภาพ ก็คือยืนให้ชาวบ้านเขาเห็น ถ้าเขาไม่สงเคราะห์ เราก็เดินต่อไปบ้านอื่น
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,877
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,213
    ค่าพลัง:
    +26,987
    ถ้าเราพิจารณาในลักษณะนี้ว่า เราได้รักษาอริยประเพณีที่ครูบาอาจาย์บอกกล่าว เราได้รักษาแบบธรรมเนียมของศากยบุตรพุทธชิโนรส แม้แต่ในเวลาที่ดินฟ้าอากาศผิดปกติ เสี่ยงต่อการเจ็บไข้ได้ป่วย แต่เราก็ไม่ได้ละเว้น เนื่องเพราะเห็นแก่อริยประเพณีมากกว่าเห็นแก่ชีวิตตนเอง พูดง่าย ๆ ก็คือพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา ให้สมกับความตั้งใจที่ว่า อุรัง ทัตวา คือบวชถวายอกไว้ในพระพุทธศาสนา เราก็จะเกิดปีติ พร้อมที่จะพากเพียรปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ย่อท้อต่อความลำบาก

    ก็แปลว่านอกจากขันติบารมี วิริยบารมี คือความอดทนความพากเพียรที่จะปฏิบัติหน้าที่แล้ว ถ้ามีปัญญาบารมี พิจารณาเห็นในลักษณะอย่างนี้ เราก็จะเต็มใจปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ย่อท้อ ไม่บ่น ไม่กล่าวว่า "ครูบาอาจารย์จะบ้าอะไรหนักหนา ? ฝนตกหนักขนาดนี้ยังไม่ยอมพัก ยังต้องออกบิณฑบาตอยู่อีก" ก็เพราะว่านอกจากเป็นภาระ เป็นหน้าที่แล้ว ยังเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาด้วย

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ พวกเราจึงควรที่จะประพฤติปฏิบัติอย่างเต็มที่ ถ้าแบบพวกเราทำ คนอื่นเขาก็เห็นว่าเป็นการเอาชีวิตเข้าแลก หรือถ้าวัดวาที่ท่านไม่บิณฑบาตก็ว่าพวกเราเคร่งครัดจนเกินไป แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อเราทำเป็นปกติ ก็จะไม่รู้สึกว่ายากลำบาก ถือว่าเป็นฤทธิ์อย่างหนึ่ง ก็คือขณะที่คนอื่นทำไม่ได้ แล้วเรากลับทำได้ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความภูมิใจ ที่เราได้รักษาหน้าที่ในพระพุทธศาสนาของเราไว้

    แต่ไม่ใช่ไปคิดว่าเราเคร่งครัดกว่าวัดอื่น ไม่ใช่ไปคิดว่าเราทำหน้าที่ของเราอย่างเคร่งครัด แต่วัดโน้นทำไม่ได้ ถ้าลักษณะอย่างนั้น จะกลายเป็นสีลัพพัตตุปาทาน คือการยึดมั่นในศีลพรต คือหลักปฏิบัติของตนว่าดีกว่าคนอื่น เหนือกว่าคนอื่น กลายเป็นอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น จึงต้องหาช่องที่พอเหมาะ พอดี พอควร ว่าจะวางกำลังใจ รักษากำลังใจอย่างไร ในระหว่างที่ทำหน้าที่ของศากยบุตรพุทธชิโนรสที่ดี

    ก็แปลว่าทุกย่างก้าว และทุกการปฏิบัติหน้าที่ของเรา ก็คือการฝึกฝนขัดเกลา กาย วาจา ใจ ของเราเอง ให้เบาบางจากกิเลสขึ้นทุกครั้ง ไม่ใช่ว่าขี้เกียจ ไม่ใช่ว่าละทิ้งหน้าที่ เพราะเห็นแก่ความสบายส่วนตัว ถ้าเราพินิจพิจารณาอย่างนี้ก็จะเกิดปีติ ความอิ่มใจที่ได้ช่วยกันประคับประคองรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ และสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ทำก็เพื่อขัดเกลาตนเองให้ใกล้พระนิพพานไปทุกที

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...