เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 11 สิงหาคม 2026 at 20:04.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,848
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,207
    ค่าพลัง:
    +26,985
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,848
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,207
    ค่าพลัง:
    +26,985
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ พรุ่งนี้ก็เป็นงานทำบุญวันแม่แห่งชาติ คราวนี้งานวันแม่ของทางที่ว่าการอำเภอทองผาภูมิปีนี้ ไม่ต้องใช้พระจากวัดท่าขนุนของเราไปรับบิณฑบาต เนื่องเพราะว่าเขาจะเอาพระนวกะประจำปี ๒๕๖๙ ซึ่งปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดปรังกาสีไปบิณฑบาตแทน พวกเราก็ออกบิณฑบาตตามปกติ แล้วก็แจ้งงดบิณฑบาตในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันพระใหญ่ด้วย

    แต่ตัวกระผม/อาตมภาพเอง พรุ่งนี้ไม่ได้บิณฑบาต เพราะทางที่ว่าการอำเภอนัดตอน ๗ โมงเช้า ถ้าไปบิณฑบาตก็จะกลับมาไม่ทัน ต้องใช้พัดยศในการเป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์วันแม่แห่งชาติ แล้วหลังจากนั้นค่อยวิ่งกลับมาวัดท่าขนุนเพื่อทำบุญวันแม่แห่งชาติของวัดเรา ซึ่งถ้าหากว่าบรรดาสำนักสาขาต่าง ๆ ท่านใดสะดวกในการเดินทางจะมาร่วมงานด้วยกันก็ได้ ถ้าไม่สะดวกในการเดินทางหรือติดภาระอื่นอยู่ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องขวนขวายมาให้เสียเวลา

    เนื่องเพราะว่าการทำบุญวันแม่นั้น ความจริงก็คือการทำบุญให้กับบรรพบุรุษของกระผม/อาตมภาพเอง เนื่องเพราะว่าโยมพ่อเสียชีวิตวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๑๘ ส่วนโยมแม่มาเสียชีวิตวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๑ เขาถึงได้บอกว่าผู้หญิงแก่ง่ายตายช้า เป็นตัวอย่างที่เห็นอย่างชัดเจนที่สุด เนื่องเพราะว่าโยมพ่อเสียชีวิตไปแล้ว ๓๐ กว่าปี โยมแม่ค่อยเสียชีวิตตามไป..!

    แต่คราวนี้ถ้าหากว่าดูจากญาติพี่น้องของตนเองที่ล่วงลับไปแล้ว มีแต่คุณย่าคนเดียวที่ต้องบอกว่าตายไม่ดี เนื่องเพราะว่าก่อนเสียชีวิต ๗ วัน คุณย่าเห็นคนมาเพื่อรับตัวไป แล้วแกไม่ยอมไปด้วย แกบอกว่ายังมีหลานตัวเล็ก ๆ คือพวกกระผม/อาตมภาพอยู่ ไม่ยอมไปกับเขา พอเขาเข้าใกล้มา แกก็ใช้ไม้เท้าฟาดอุตลุด เล่นเอาพวกกระผม/อาตมภาพที่คอยดูแลอยู่ หรือว่าเอาข้าวปลาอาหาร
    เข้าไปให้ หัวร้างคางแตกไปตาม ๆ กัน..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,848
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,207
    ค่าพลัง:
    +26,985
    ถ้าหากว่าบุคคลที่มีการรับรู้ชัดเจน ส่วนใหญ่ก่อนตาย ๗ วันจะมีนิมิตบอกชัด ๆ เลยว่าตนเองจะตายแล้ว ซึ่งตรงจุดนี้คุณยายก็เป็นเช่นกัน เพราะว่าตอนนั้นกระผม/อาตมภาพเพิ่งจะบวชได้พรรษากว่า ๆ กลับไปเยี่ยม คุณยายเล่าให้ฟังว่า "มีคนแต่งตัวสวย ๆ เหมือนลิเก เอาเกวียนสวย ๆ มารับ แต่ยายห่วงพวกแก ก็เลยบอกเขาว่าหลานยังเล็กอยู่อีกหลายคน ขอเวลาอีก ๓ ปีแล้วค่อยไปด้วย"

    กระผม/อาตมภาพได้ยินก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นยายต้องเร่งในเรื่องของการทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระให้มากไว้ เพราะว่าอีก ๓ ปีเขามารับแน่นอน" ยายก็บอกว่า "ข้าเล่าให้ใครฟังเขาก็ว่าข้าฝันไป มีแต่แกนี่แหละที่เชื่อ..!" แล้วก็จริง ๆ หลังจากนั้น ๓ ปีคุณยายก็เสียชีวิต

    แต่คราวนี้ที่อยากจะกล่าวถึงก็คือ ตั้งแต่คุณตาซึ่งเสียชีวิต ตอนนั้นกระผม/อาตมภาพพอที่จะรู้ความแล้ว ก็คือน่าจะอายุอยู่ประมาณ ๒ ขวบกว่า ๓ ขวบ ซึ่งตอนนั้นน้องชาย ซึ่งก็คือพระครูธรรมธรแสงชัย กนฺตสีโล ตอนนั้นก็ตั้งไข่หกล้มหกลุกอยู่ คุณตาบอกว่า "คนแก่ก็เหมือนกับผลไม้สุก จะหล่นจากขั้วเมื่อไรก็ไม่รู้ ? ถ้าหากว่าตาตาย พวกแกไม่ต้องเสียใจนะ..!"

    แกพูดจบก็ขอข้าวกิน เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเย็นแล้ว ปรากฏว่าเพื่อนบ้านที่เป็นเจ้าของโรงตีเหล็กใหญ่ ๆ โต ๆ ก็รีบไปตักข้าวมาให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่อัศจรรย์มาก เนื่องเพราะคนจีนเขาเชื่อว่าถ้าพ่อแม่ตายก่อนสว่าง ลูกหลานจะรวย เพราะว่ายังไม่ทันจะได้กินอะไรไปเลย เหลือให้ลูกครบถ้วนทั้ง ๓ มื้อ..!

    ถ้าพ่อแม่ตายตอนสายก่อนเที่ยง ก็เหลือให้แค่ ๒ มื้อ ลูกหลานก็
    ฐานะด้อยลงมาหน่อยหนึ่ง

    ถ้าตายตอนบ่ายก่อนเย็น เหลือให้มื้อเดียว ฐานะก็จะด้อยลงไปอีก..!

    แต่ถ้าหากว่าตายตอนเย็นหรือค่ำ ก็บรรลัยแน่นอน เพราะว่าไม่เหลืออะไรให้ลูกหลานเลย ตรงนี้เป็นความเชื่อของชาวจีนเขา
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,848
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,207
    ค่าพลัง:
    +26,985
    แต่เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ว่าพอโยมตาขอข้าวกิน แล้วเพื่อนที่เป็นเจ้าของโรงตีเหล็กกุลีกุจอไปตักมาให้ พอคุณตาตายเข้าจริง ๆ ญาติพี่น้องก็บอกว่า "อาเจ็กแกรับไปแทน พวกเราไม่ต้องเดือดร้อนแล้ว..!"

    แล้วก็เหลือเชื่อที่ว่าโรงตีเหล็กใหญ่ ๆ โต ๆ รับงานแทบจะทั้งจังหวัดสุพรรณบุรีกลับเจ๊งได้..! ไม่รู้เหมือนกันว่าตาไปกินข้าวเขาชามหนึ่ง แล้วเขาเจ๊งจริงอย่างที่ความเชื่อของคนจีนหรือเปล่า ?! แต่ว่าคุณตาพอกินข้าวเสร็จ แกก็นอนอยู่บนเก้าอี้เอนของแก จนกระทั่งพวกเราเห็นว่าเริ่มค่ำ อากาศมืดมัว ต้องจุดตะเกียงกันแล้ว ก็ว่าจะไปเรียกตาให้มาอาบน้ำอาบท่าแล้วเข้านอน แต่แกแข็งไปหมดทั้งตัวแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าตายตอนไหน ? ก็คือหลับไปง่าย ๆ แบบนั้นเอง

    คราวนี้คนถัดมาก็คือโยมพ่อซึ่งป่วยหนัก กระผม/อาตมภาพดูแลท่านอยู่ถึง ๖ ปีเต็ม ๆ ปกติแล้วไปไหนก็ต้องประคับประคองกันไป แม้กระทั่งเข้าห้องน้ำ แต่ว่าเย็นวันที่ ๑๑ สิงหาคม โยมพ่อลุกเดินหน้าตาเฉย พี่สะใภ้ก็ยังดีใจ บอกว่า "เตี่ยน่าจะหายดีแล้ว" แต่โยมแม่ที่มีประสบการณ์มากบอกว่าไม่ใช่ อันนี้โบราณเรียกว่าเชื้อไฟวูบสุดท้าย ส่วนใหญ่ให้คนป่วยมีสติเพื่อจะได้สั่งเสียลูกหลาน จึงสั่งให้โทรเลขตามหาญาติพี่น้องทั้งหมดว่าให้รีบมา เพราะว่าสมัยก่อนโทรศัพท์ก็หายาก ต้องอาศัยโทรเลข บางทีโทรเลขก็ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร เพราะว่าเขาพยายามตัดข้อความให้สั้นที่สุดเท่าที่จะสั้นได้

    หลังจากที่กินข้าวเสร็จ โยมพ่อกินยาแล้วก็นอนเงียบไปเฉย ๆ ไม่อย่างนั้นแล้วปกติทุก ๓ นาที ๕ นาที ก็จะเรียกให้นวดให้ เพราะว่าเป็นกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ถ้าไม่ได้นวดก็จะปวดเมื่อยทรมานมาก โยมแม่บอกว่า "ให้คอยเรียกไว้ ไม่อย่างนั้นถ้าหลับก็จะไปเลย..!"

    บรรดาญาติพี่น้องใกล้ไกลก็ทยอยกันมา พอถึงเวลาบอกว่าใครมา โยมพ่อก็รับ "อือ..อือ" ได้แค่นั้น แต่ไม่ยอมลืมตา จนกระทั่งเกือบ ๆ บ่ายโมงของวันที่ ๑๒ สิงหาคม ก็คือนอนข้ามคืนและเกือบจะข้ามวัน โยมพ่อก็หมดลมไปเฉย ๆ นี่นับว่าเป็นรายที่ ๒ ที่ประเภทตายกันง่าย ๆ อย่างนั้นเอง..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,848
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,207
    ค่าพลัง:
    +26,985
    รายที่ ๓ ก็คุณยายเอง พอครบ ๓ ปี ตอนนั้นกระผม/อาตมภาพน่าจะประมาณพรรษาที่ ๔ อยู่ที่วัดท่าซุง ทางคุณน้าโทรไปว่า "ยายอาการไม่ดีแล้ว เรียกหาพระตั้งแต่เช้า" กระผม/อาตมภาพจึงขอลาหลวงพ่อฤๅษีฯ บอกว่ายายอาการแย่ ขอไปดูหน่อย ท่านก็บอกว่าให้รีบไป

    พอไปถึงปรากฏว่าน้าสาวคนโตซึ่งเป็นน้องติดกับแม่ คอยไปเขย่าเรียกยายอยู่ กระผม/อาตมภาพก็บอกว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปห้ามเรียกเด็ดขาด แล้วก็บอกยายว่า "พระมาแล้ว จะสวดมนต์ให้ฟัง ยายตั้งใจฟังให้ดี ถ้าหากว่าไปได้ให้ไปเลย..!" พอสวดมนต์จบยายแกนิ่ง ใจใสแจ๋วแบบคนทรงสมาธิเต็มระดับ แล้วอีกประมาณ ๓ - ๔ ชั่วโมงต่อมา ยายก็หมดลมไปเฉย ๆ..!

    คราวนี้รายล่าสุด ถ้าไม่นับพี่น้องตนเองก็ต้องเป็นแม่ ตอนนั้นกระผม/อาตมภาพกำลังบวงสรวงสร้างพระใหญ่ ก็คือสมเด็จองค์ปฐมหน้าตัก ๒๑ ศอกให้กับทางวัดตะเคียนงามลัคณานุกูล พี่ชายก็โทรศัพท์ไป ตอนนั้นเริ่มมีมือถือแล้ว พอได้ยินก็บอกหลวงพ่อสมคิด (พระครูบวรกาญจนธรรม) ว่า "ผมต้องรีบกลับไปดูแม่ งานที่เหลือหลวงพ่อช่วยรับต่อให้ด้วยก็แล้วกันครับ"

    พอไปถึงเห็นอาการของแม่ก็มั่นใจว่าไปแน่นอน ก็คืออยู่ในลักษณะที่ไม่มีกำลังแม้แต่จะลืมตา โยมพ่อก็เป็นอย่างนี้ ยายก็เป็นอย่างนี้ แม่ก็เป็นอย่างนี้ ส่วนคุณตาตอนนั้นไม่รู้ เพราะว่าอายุยังน้อยอยู่ ไม่ได้สังเกต ก็เลยบอกแม่ว่า "เพิ่งจะสร้างสมเด็จองค์ปฐมองค์ใหญ่ให้ ถ้าแม่รับรู้ได้ ให้โมทนานะ" แม่ก็พยักหน้า แล้วตั้งใจสวดมนต์ให้แม่ฟัง แกก็หลับยาวไปเลยเหมือนกัน

    ตรงนี้เราท่านจะเห็นว่าในเรื่องของคน ถ้าหากว่าสร้างกรรมมาน้อย ถึงเวลาก็ไม่ทรมานมาก แล้วโดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่แทบทุกคน ก็คือหลับหมดไปเฉย ๆ เหมือนอย่างกับตะเกียงหมดน้ำมันแล้วก็ดับลง

    ดังนั้น..ในส่วนนี้ของพวกเรา ถ้าหากว่ายังประมาทอยู่ คิดว่าความตายห่างไกลจากเรา หรือว่ายังห่างไกลจากคนที่เรารัก ก็ขอให้ดูตัวอย่างไว้ จากบุคคลที่ดูว่าแข็งแรง อยู่ ๆ ก็ทรุดฮวบแล้วก็ไปเอาดื้อ ๆ ไปแบบเงียบ ๆ ก็มี ไปแบบไม่รู้เรื่องเลยก็มี ยกเว้นคุณย่าที่อาละวาดไล่ตีกับเทวดาที่เขามารับ อันนั้นก็แล้วแต่ย่าก็แล้วกัน เพราะแกเป็น "สายบู๊"..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,848
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,207
    ค่าพลัง:
    +26,985
    พวกเราทุกคนถ้าสามารถรักษากำลังใจของตนเองให้มั่นคงได้ ก่อนตายกำลังทั้งหมดจะรวมตัวกัน ที่เราสวดมนต์ ไหว้พระ บิณฑบาต เจริญกรรมฐานอะไรก็ตาม ถึงเวลาคุณงามความดีทุกอย่างจะมารวมกัน ถ้าไม่มีกรรมมาตัดรอน ตอนนั้นเราจะรู้เลยว่าตนเองมีต้นทุนไปได้แค่ไหน

    ถ้าหากว่าทิพจักขุญาณชัดเจนแจ่มใส หลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านบอกว่าให้สังเกต ถ้าเทวดานางฟ้าอยู่หน้า พรหมอยู่กลาง พระอยู่หลัง ก็จะไปเป็นเทวดานางฟ้า

    ถ้าพรหมอยู่หน้า เทวดานางฟ้าอยู่กลาง พระอยู่หลัง ก็จะไปเกิดเป็นพรหม

    แต่ถ้าพระอยู่หน้า พรหมอยู่กลาง เทวดานางฟ้าอยู่หลัง โอกาสไปพระนิพพานมีสูงมาก

    แล้วนิมิตอื่น ๆ ก็ยังมีอยู่ อย่างเช่นว่าเห็นไฟลุกท่วม ส่วนใหญ่ก็จะลงนรก หรือถ้าหากว่าเห็นป่าก็จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าเห็นเป็นชิ้นเนื้อ ก็มักจะไปเกิดเป็นมนุษย์ เหล่านี้เป็นต้น


    เรื่องพวกนี้จึงเป็นเรื่องที่คนตายมักจะเห็นนิมิต บอกว่าตนเองจะไปไหน แต่ก็ต้องฝึกฝนมาในระดับหนึ่ง โบราณถึงได้เตือนคนตายให้ภาวนา "พุทโธ..พุทโธ" หรือ "อะระหัง..อะระหัง" ไว้ เขาบอกว่าเป็นการ "บอกทาง" ให้กับผู้ตาย แต่ส่วนใหญ่ถ้าสร้างกรรมไว้มาก บอกอย่างหนึ่งก็มักจะได้ยินไปอีกอย่างหนึ่ง กลายเป็นกำหนดจดจำไปคนละเรื่องตามแรงกรรมของตนเอง ถ้าลักษณะอย่างนั้น ที่ไปก็จะผิดไปจากที่เราต้องการ อย่างเช่นอยากจะให้ขึ้นข้างบน แต่อาจจะลงข้างล่างไปเลยก็ได้..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...