เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 5 สิงหาคม 2026 at 19:48.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,804
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,201
    ค่าพลัง:
    +26,982
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,804
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,201
    ค่าพลัง:
    +26,982
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณคณะสงฆ์วัดท่าขนุนทุกรูป ที่ช่วยกันเปลี่ยนผ้าครองถวายหลวงปู่สาย อคฺควํโส (พระครูสุวรรณเสลาภรณ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน อดีตเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิ ในปีนี้

    ตั้งแต่หลวงปู่มรณภาพไป การเปลี่ยนผ้าครองตั้งแต่ปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๒๔ กระผม/อาตมภาพต้องทำหน้าที่นั้นมาโดยตลอด ปีที่ ๒๕ ถึงได้เริ่มปล่อยมือให้คนอื่นทำแทนบ้าง ไม่อย่างนั้นถ้าขาดความชำนาญ ต่อไปอาจจะทำอะไรกันไม่เป็นเลย

    โดยเฉพาะอดีตพระอธิการสมเด็จ วราสโย เจ้าอาวาสรูปถัดจากหลวงปู่สายนั้น ตอนมีชีวิตอยู่ก็กลัวหลวงปู่สุดจิตสุดใจอยู่แล้ว พอหลวงปู่มรณภาพก็ยิ่งกลัวหนักเข้าไปอีก ถึงขนาดกระผม/อาตมภาพไม่เคยเห็นหน้าเลยตลอด ๖ ปีที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ ก็คือเปลี่ยนผ้าครองหลวงปู่เมื่อไร ใครไปนิมนต์กูไม่ออกจากกุฏิทั้งนั้น..!

    คราวนี้พอมาถึงยุคของอดีตพระสมุห์สมพงษ์ เขมจิตฺโต เจ้าอาวาสรูปต่อมา ท่านถือว่าเป็นลูกศิษย์ ในเมื่อมีกระผม/อาตมภาพที่เป็นอาจารย์ทำหน้าที่อยู่ ท่านก็ปล่อยไปเรื่อยเปื่อย จึงต้องทำหน้าที่นั้นยาวมาถึง ๒๔ ปีด้วยกัน..!

    เรื่องของครูบาอาจารย์นั้น กระผม/อาตมภาพถือว่าโชคดีมาก มีโอกาสในการเปลี่ยนผ้าครองถวายครูบาอาจารย์ที่มรณภาพแล้วสังขารยังอยู่หลายต่อหลายรูปด้วยกัน ประการแรกเป็นเพราะว่าคนเรานึกภาพไม่ออกว่าเปลี่ยนผ้าครองให้กับบุคคลที่เสียชีวิตแล้วนั้น ควรจะเริ่มต้นจากไหนไปไหน ถ้าหากว่าจัดเรียงผ้าไม่ถูก ก็เป็นอันว่าทำไม่ได้

    ประการต่อไปก็คือ
    กระผม/อาตมภาพไม่ได้มีความกลัวในเรื่องของผีสางอะไรเหมือนคนอื่น ไม่ใช่ว่าเป็นคนไม่กลัวผี แต่เป็นคนไม่กลัวครูบาอาจารย์ที่มรณภาพแล้ว จึงได้ทำหน้าที่นั้นมา ต้องบอกว่าอย่างช่ำชองและชำนาญ

    จะว่าไปแล้ว ตั้งแต่ฝึกกรรมฐานมา พอที่จะรู้ว่าผีคืออะไรอย่างแท้จริง ก็ไม่ทราบว่าความกลัวหายไปไหน ก่อนหน้านี้กลัวเพราะจินตนาการไปเอง มาตอนหลังพอรู้ว่าส่วนใหญ่แล้วผีก็คือผู้ที่ยากลำบาก มาเพื่อขอความช่วยเหลือ ก็เลยทำให้เลิกกลัวไปตอนไหนก็ไม่รู้ ?
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,804
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,201
    ค่าพลัง:
    +26,982
    เพียงแต่ว่าตั้งแต่ยังเป็นเด็กอยู่ ก็ไม่ถือว่าเด็กมาก เพราะว่าตอนนั้นเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๓ โยมพ่อเสียชีวิตลง จากที่ดูแลท่านมาใกล้ชิดตลอด ๖ ปี พอถึงเวลาโยมพ่อเสียชีวิต เขาแต่งตัวให้ใหม่ แล้วก็เอาท่านนอนอยู่ในมุ้งข้างโลง เพื่อรอฤกษ์ยามงามดีในการบรรจุศพแบบจีน

    จากเตียงแคบ ๆ ที่รู้สึกว่านอนเบียดกับพ่ออยู่ทุกคืน พอไม่มีพ่อนอนด้วย รู้สึกว่ากว้างเวิ้งว้างเหมือนอย่างกับสุดขอบฟ้า เลยทำให้นอนไม่หลับ ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจมุดเข้าไปในมุ้งข้างโลง นอนอยู่ข้างศพพ่อ เวลาพลิกไปกระทบตัวท่านก็เย็นเจี๊ยบเลย..! แต่ไม่ได้มีความกลัว ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ฝึกกรรมฐาน รู้เพียงแต่ว่าถ้าได้อยู่ใกล้ท่านแล้วสบายใจ นอนหลับได้..!

    ส่วนระยะหลัง ๆ อย่างเช่นการดูแลหลวงปู่มหาอำพัน - ท่านเจ้าคุณพระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน อาภรโณ บุญ-หลง) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส พอท่านมรณภาพ เปลี่ยนผ้าครองถวายเรียบร้อย ก็ให้สังขารท่านอยู่บนเตียงพยาบาลในห้องเหมือนเดิม เนื่องเพราะว่ายังต้องรอการบรรจุศพเหมือนกัน

    พอตอนกลางคืน กระผม/อาตมภาพก็นอนหน้าเตียงเหมือนกับตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ แต่ด้วยความที่เป็นคนที่ถ้ามีใครเปิดไฟสว่างแล้วจะนอนไม่หลับ ก็ปิดไฟมืด พัก ๆ หนึ่งก็จะมีโยมที่กลัวผี อุตส่าห์ย่องเข้ามาเปิดไฟให้..! พอเขาเปิดไฟ
    กระผม/อาตมภาพก็สะดุ้งตื่นมาปิดไฟ อีกสักพักหนึ่งก็จะมีโยมที่อุตส่าห์กลั้นใจไม่ให้กลัวผี เข้ามาเปิดไฟให้อีก ก็เป็นอันว่าฝ่ายหนึ่งเปิด ฝ่ายหนึ่งปิดอยู่ทั้งคืน..!

    เรื่องพวกนี้ต้องบอกว่า ถ้าเราแยกแยะออกว่าอะไรคืออะไร ก็จะไม่ไปโยนให้ผีอย่างเดียว เพราะส่วนใหญ่พวกเราถ้าหากว่าอะไรก็อกแก็กขึ้นมา ตั้งแต่พระบนนิพพานยันสัมภเวสี เราเหมาเป็นผีหมด..! จนกระทั่งบางที อย่างท่านเจ้าคุณอาจารย์โสภา - พระราชปริยัติโมลี (โสภา เขมสรโณ ป.ธ. ๙) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระงาม (พระอารามหลวง) อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม วันนั้นกระผม/อาตมภาพหลงอยู่ภายในตัวเมือง ออกไม่ได้เพราะว่ายุคนั้น ในเรื่องของกูเกิ้ลแม็พยังไม่มี หรือถึงมีก็ยังใช้ไม่ได้เรื่อง ประมาณว่าถ้าบอกให้เลี้ยวซ้าย แต่เราต้องเลี้ยวขวา..!

    ท้ายสุดนึกขึ้นมาได้ว่าเรามีครูบาอาจารย์อยู่นี่หว่า..! ก็เลยเรียกท่านให้ช่วยนำทางให้หน่อย พอคนอื่นถามว่า ทำไมอยู่ ๆ รู้จักทางขึ้นมาเฉย ๆ
    กระผม/อาตมภาพก็บอกว่า "ผีบอก" เท่านั้นเอง ท่านว้ากใส่เลยว่า "กูไม่ใช่ผีโว้ย..!" ถ้าเจอแบบนี้ก็ตัวใครตัวมัน ถ้าผีไม่บอกทางให้ก็จงหลงต่อไป..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,804
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,201
    ค่าพลัง:
    +26,982
    คราวนี้ในเรื่องของผีนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้ามีการแผ่เมตตาเป็นปกติ โอกาสที่เขาจะมารบกวนก็น้อย โดยเฉพาะอุทิศส่วนกุศลให้เขาทั้งหลายนั้นด้วย พวกเราส่วนใหญ่ยังสับสนอยู่กับการแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล

    การแผ่เมตตานั้นเหมือนอย่างกับบุคคลหิวมา แล้วเราให้ร่มเงาแก่เขา แม้ว่าเขาจะรู้สึกสุขสบายขึ้น แต่ก็ยังหิวอยู่ แต่การอุทิศส่วนกุศลนั้น เหมือนกับเราให้ข้าวปลาอาหารแก่คนหิว เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่า

    ดังนั้น..ถ้าใครใช้อะไรไม่ถูกก็ใช้ อิทัง ปุญญะผะลัง ฯลฯ แบบ หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงก็ได้ เพียงแต่ว่าถ้าหากว่าตั้งใจจะให้ท่านทั้งหลายที่อยู่บริเวณนั้น ก็ต้องขึ้นชื่อท่านก่อน เพราะว่าบางทีให้พรหม ให้เทวดา ท่านมาแล้วยังไม่กลับ เจ้าพวกนั้นก็เข้าใกล้ไม่ได้อีก เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะสับสนกับชีวิตอยู่เหมือนกัน..!

    การอุทิศส่วนกุศลในสมัยนี้ถือว่าโชคดีมาก ที่หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงท่านแต่งคำอุทิศส่วนกุศลที่กระผม/อาตมภาพเห็นว่าครอบคลุมที่สุดแล้ว ไม่ต้องทะลึ่งไปเพิ่มเติมอะไรทั้งนั้น สมัยก่อนส่วนใหญ่พวกเราก็มักจะ "อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโยติ" ก็คือขอผลบุญผลนี้จงถึงแก่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอให้ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลายประสบความสุขด้วย บุคคลที่ไม่ใช่ญาติก็อดไปตามระเบียบ..!

    หรือไม่ก็สมัยก่อนก็จะมีบทหนึ่งก็คือ "ญาตัง เย ปัตติทานัมเม อะนุโมทันตุ เต สะยัง" ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงอนุโมทนาในผลบุญนี้ ไอ้ที่ไม่ใช่ญาติก็อดอีก..!

    หรือไม่ก็ตอนที่เป็นเด็ก บทที่เขานิยมมากที่สุดตอนกรวดน้ำก็คือ "ยังกิญจิ กุสะลัง กัมมัง กัตตัพพัง กิริยัง มะมะ ฯลฯ" ซึ่งบทค่อนข้างจะยาว และมีอยู่ใน ๗ ตำนานรุ่นเก่า ก็ต้องบอกว่าตรงเป้าบ้าง ไม่ตรงเป้าบ้าง หรือถ้าหากว่าเรามาใช้กันในปัจจุบัน ก็ไม่ค่อยจะตรงเป้าอีก
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,804
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,201
    ค่าพลัง:
    +26,982
    ถือว่าโชคดีที่พวกเรามีคำอุทิศส่วนกุศลของหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ไม่เช่นนั้น ถ้าไป อิมินา ปุญญะกัมเมนะ บุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้วนี้ ขออุทิศให้

    อุปัชฌายา คุณุตตะรา พระอุปัชฌาย์ผู้มีคุณใหญ่

    อาจะริยูปะการา จะ ท่านอาจารย์ผู้มีอุปการคุณ

    มาตาปิตา จะ ญาตะกา ฯลฯ บิดามารดาและหมู่ญาติ ก็ไปไม่ถึงไอ้พวกที่รออยู่อีก เพราะว่าเรื่องของผีของเทวดา เขาตรงไปตรงมา ในเมื่อไม่ได้เอ่ยถึง ไม่ได้อนุญาต เขาก็ไม่สามารถที่จะรับผลบุญนั้นได้

    ดังนั้น..ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้อุทิศส่วนกุศลตามแบบที่หลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านได้แต่งเอาไว้จะถือว่าดีที่สุด แล้วก็ภาวนาบท เมตตัญ จะ สัพพะโล กัสมิง ฯลฯ ของเรา แผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ถ้าลักษณะอย่างนั้น ท่านอยู่ที่ไหนก็จะหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข มีเทวดาคอยรักษาตามอานิสงส์ ๑๑ ประการของการแผ่เมตตา

    ไม่เช่นนั้นแล้ว ถึงเวลาหลายท่านก็สงสัยว่า "ทำไมเรานอนไม่หลับสักที ?" ก็เพราะว่าบุคคลที่เขามาขอส่วนกุศลนั้น อยู่รอบข้างเต็มไปหมด พลังงานของเขาก็จะรบกวนเราจนกระทั่งนอนไม่หลับ ยิ่งพยายามนอนก็ยิ่งไม่หลับ แต่ถ้าอุทิศส่วนกุศลให้ เขาทั้งหลายได้แล้วก็จากไป ยังไม่ทันจะภาวนาเราก็สลบไสลไปแล้ว จึงเป็นเรื่องที่เราควรจะแยกให้ออก ว่าการแผ่เมตตากับการอุทิศส่วนกุศลต่างกันอย่างไร แล้วก็ทำให้ถูกตามขั้นตอนนั้น ๆ ก็จะก่อประโยชน์ให้กับตนเองและคนรอบข้างด้วย

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...