บทความให้กำลังใจ(เมื่อรักกลายเป็นแค้น)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    (ต่อ)
    ดังนั้น ในพุทธพจน์ที่ตรัสแสดงลำดับความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม พอได้สมาธิแล้ว สมาธินั้นก็เกื้อหนุนให้เกิดปัญญา ที่เรียกว่ายถาภูตญาณทัศนะ คือการรู้เห็นตามที่มันเป็น

    ที่รู้ได้อย่างนั้น ก็เพราะจิตที่เป็นสมาธินั้นไม่มีอะไรกวน ไม่มีกิเลสครอบงำ จึงไม่อยู่ใต้อิทธิพลของอคติเป็นต้น เมื่อมองดูหรือพิจารณาอะไร ก็มองและเห็นตรงไปตรงมาตามความเป็นจริงของมัน

    เมื่อจิตใจดีมีสมาธิเป็นที่ทำงานของปัญญาได้อย่างดีแล้ว ก็เป็นเรื่องของการที่จะพัฒนาปัญญาให้เจริญเป็นวิชชาจนถึงโพธิญาณ และลุถึงจุดหมายที่เป็นความสุขอย่างสูงสุดต่อไป

    ต้องระวังไว้บ้าง ไม่ให้เขวผิดทางไปเสีย
    ขอแทรกความรู้ประกอบในตอนนี้หน่อยหนึ่งว่า ปีติและความสุข หรือแม้แต่ปราโมทย์ ที่พูดถึงกระจายอยู่ในที่ต่างๆ นั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นของดีที่จะมาเข้าลำดับในชุดอย่างนี้ได้เสมอไป

    บางทีเป็นปีติและความสุข เป็นปราโมทย์ ที่ระคนปนเปอยู่กับเรื่องบาปอกุศลก็มี ได้แก่ปีติและความสุขที่เกี่ยวกับอามิส และเกิดจากกิเลส

    ตัวอย่าง เช่น โลภอยากได้อะไรอย่างหนึ่ง พอได้มาสมใจ ก็ปลื้มใจ มีความสุข อย่างนี้ก็เป็นปีติและสุขที่อิงอามิส

    บางทีมีโทสะแค้นเคืองจะประทุษร้ายเขา หรือโกรธเขา พอได้ทุบได้ตีได้ทำร้ายเขาสมใจตัว ก็ปลื้มใจ มีความสุข

    แม้แต่คนที่มีศัตรูเป็นคู่เวรกัน พอได้ข่าวว่าศัตรูตาย ก็โล่งใจ เกิดปราโมทย์ ยินดีปรีดา มีความร่าเริงบันเทิงใจมาก

    อย่างที่ว่ามานี้ ไม่ใช่เป็นปีติ ไม่ใช่สุข และไม่ใช่ปราโมทย์ ชนิดที่เป็นความเจริญก้าวหน้าในธรรม

    ปราโมทย์ ปีติ และสุขที่พึงประสงค์นั้น ไม่ต้องพึ่งพาหรือขึ้นต่ออามิส และไม่ต้องอาศัยกิเลส แต่เป็นอิสระ ทำให้จิตดีงามที่เป็นกุศลมีกำลังเข้มแข็ง

    แทรกความรู้วิชาการ
    ขอเสริมอีกนิด เป็นความรู้เชิงวิชาการสักหน่อยว่า ปราโมทย์ กับ ปีติ สองอย่างนี้บางทีรู้สึกว่าคล้ายๆ หรือใกล้เคียงกัน ดูที่อรรถกถาอธิบายไว้ ส่วนมากบอกว่า ปราโมทย์ ก็คือ ปีติอย่างอ่อนๆ10

    ถ้าถือว่าปราโมทย์คือปีติอ่อนๆ ทั้งปราโมทย์และปีติก็เป็นคุณสมบัติของจิต11 ที่เป็นได้ทั้งฝ่ายเวทนา และฝ่ายสังขาร

    ในแง่ที่เป็นเวทนานั้น ทั้งสองอย่างจัดเป็นสุขเวทนา

    แต่ในแง่ที่เป็นสังขาร คือดีชั่วที่ปรุงแต่งจิต ปีติ เป็นคุณสมบัติกลางๆ ที่เกิดได้กับจิตทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล12 แต่ ปราโมทย์ ที่เป็นอาการของจิตอันแสดงออกต่อมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ก็คือมุทิตา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดี เป็นสังขารฝ่ายกุศล13 เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งในพรหมวิหาร ๔

    ดูต่อไปอีก ตามหลักในเรื่องการเจริญอานาปานสติแบบที่เป็นการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ไปด้วย ที่เรียกว่าอานาปานสติ ๑๖ ฐาน จะเห็นว่า เรื่องปีติ และ สุข ท่านจัดไว้ในเวทนานุปัสสนา14 แต่การทำจิตให้ปราโมทย์ จัดเข้าในจิตตานุปัสสนา15

    ที่ยกเรื่องนี้มาพูดเสียยืดยาวนั้น ก็ด้วยอยากจะให้ไม่เน้นปราโมทย์ในแง่ปะปนกับปีติ ที่เป็นสภาวะฝ่ายเวทนา

    แต่อยากจะให้มองปราโมทย์ในแง่ที่เป็นอาการแสดงออกของจิตที่ดีงามเป็นกุศล

    ธรรมชาติของจิตเองนั้นเปล่งปลั่ง
    ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงเน้นย้ำบ่อยมาก ให้เรามีจิตใจและทำจิตใจให้ปราโมทย์ คือให้ร่าเริงเบิกบานสดชื่นแจ่มใส

    มองดูง่ายๆ จิตใจที่มีปราโมทย์อย่างที่ว่านี้ ก็คือตรงข้ามกับจิตใจที่ขุ่นมัวเศร้าหมองหงุดหงิด หรือหดหู่ซึมเซาเหงาหงอย ซึ่งเป็นจิตไม่ดี ที่เปิดช่องให้อกุศลทั้งหลายเข้ามา

    จิตที่ขุ่นข้องอย่างนั้นจะกีดกั้นกุศลความดีงามต่างๆ ไม่ให้เจริญงอกงาม ไม่เหมาะไม่พร้อมที่จะใช้งาน ปิดกั้นความเจริญของปัญญา

    แต่จิตใจที่มีปราโมทย์ ร่าเริงเบิกบานสดใส แสดงว่าไม่มีอกุศลหรือตัวก่อกวนร้ายๆ เข้ามาครอบงำแทรกแซง จิตเป็นตัวของมันเอง และเป็นจิตที่เปิดโล่งโปร่งเบาสะอาดหมดจด อย่างน้อยในระดับหนึ่ง ซึ่งเอื้อต่อการเจริญพัฒนาของกุศลหรือคุณสมบัติที่ดีงามทั้งหลาย

    จิตมีปราโมทย์เป็นจิตที่แข็งแรงมีกำลัง เหมาะและพร้อมที่จะใช้งาน เอื้อต่อการที่ปัญญาจะทำงานคิดพิจารณาและพัฒนาเจริญงอกงาม ดังนั้น จิตที่ปราโมทย์จึงดีอย่างยิ่ง

    มีพุทธพจน์ที่หลายคนคุ้นๆ ตรัสถึงสภาวะของจิตไว้ว่า16 “ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ” แปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร (ผ่องใส ผุดผ่อง หรือเปล่งปลั่ง)”

    ที่ว่าประภัสสร หรือผ่องใส ก็คือสะอาด บริสุทธิ์ นี่คือสภาพของจิตใจตามธรรมชาติของมันเอง

    แล้วตรัสต่อไปอีกว่า “ตฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺํ” แปลว่า “แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมองแล้ว ด้วยอุปกิเลสที่จรมา”

    หมายความว่า: จิตใจที่ใสผ่องนั้น ขุ่นหมองไปเสีย เพราะสิ่งสกปรกที่เป็นของแปลกปลอมเข้ามา (คนที่เป็นเจ้าของจิตใจนั้นแหละ เอาของเสีย คือกิเลสและความทุกข์ ใส่เข้าไป)

    ยังไม่จบแค่นั้น พระองค์ตรัสต่อไปอีกว่า “ตํ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ยถาภูตํ นปฺปชานาติ, ตสฺมา อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส จิตฺตภาวนา นตฺถีติ วทามิ”

    แปลว่า: “ปุถุชนผู้ขาดสุตะ (ไม่ได้เล่าเรียน ขาดความรู้ ไม่มีการศึกษา) ไม่รู้จักจิตนั้นตามที่มันเป็น ฉะนั้น ปุถุชนผู้ขาดสุตะ จึงไม่มีจิตตภาวนา (การพัฒนาจิตใจ) - เราย่อมกล่าวฉะนี้”

    ในทางตรงข้าม พระองค์ตรัสว่า “ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ, ตฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺตํ, ตํ สุตวา อริยสาวโก ยถาภูตํ ปชานาติ ตสฺมา สุตวโต อริยสาวกสฺส จิตฺตภาวนา อตฺถีติ วทามิ”

    แปลว่า: “ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร, แลจิตที่ประภัสสรนั้นแล พ้นไปได้ จากอุปกิเลสที่จรมา, อริยสาวกผู้มีสุตะ (ผู้ได้เล่าเรียนมีความรู้, ผู้มีการศึกษา) รู้ชัดจิตนั้นตามที่มันเป็น ฉะนั้น อริยสาวกผู้มีสุตะ จึงมีจิตตภาวนา (การพัฒนาจิตใจ) - เราย่อมกล่าวฉะนี้”

    ขออธิบายประกอบเล็กน้อยว่า พระพุทธเจ้าตรัสบอกให้เรามองดูความจริงที่ว่า จิตนั้นตามธรรมชาติของมันเอง เป็นสภาวะที่บริสุทธิ์ แต่ที่มันขุ่นมัวเศร้าหมองไปต่างๆ นั้น เป็นเพราะอุปกิเลสคือสิ่งสกปรกที่โผล่เข้ามา17

    (เหมือนท้องฟ้าเองโล่ง ส่วนพวกเมฆ หมอก ฝุ่น ควัน เป็นของโผล่จรแปลกปลอมมา)

    พูดง่ายๆ ว่า: กิเลสเป็นของแปลกปลอม ไม่ใช่เป็นเนื้อเป็นตัวของจิต

    ในเมื่อจิตเองเป็นสภาวะบริสุทธิ์ และสภาพขุ่นมัวทุกข์โศกเศร้าหมองเป็นของจรมา การพัฒนาชำระล้างทำจิตใจให้ใสสะอาดผุดผ่อง จึงเป็นไปได้

    (ถ้ากิเลสและความทุกข์เป็นเนื้อตัวอยู่ในจิตเองแล้ว การพัฒนาทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้)

    เมื่อจิตใจขุ่นมัวทุกข์โศกเศร้าหมองเพราะของสกปรกที่จรมา จิตใจก็หลุดรอดปลอดพ้นจากของสกปรกเหล่านั้นได้ แล้วมันก็จะสะอาดแจ่มใสบริสุทธิ์ผุดผ่องตามธรรมชาติของมัน

    พวกปุถุชนที่ขาดการศึกษา เมื่อไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของจิตอย่างนี้ ก็ปล่อยตัวให้ถูกกิเลสบงการ ถูกทุกข์รังควาญ ก่อปัญหากันวุ่นวาย ไม่คิดที่จะพัฒนาจิตใจให้ดีงามมีความสามารถตามศักยภาพของมัน ให้จิตปลอดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ เพื่อให้มีความสุขที่แท้และเป็นอิสระ

    แต่อริยสาวกผู้มีการศึกษา ได้เรียนรู้หลักความจริง เข้าใจธรรมชาติของจิตที่เป็นสภาวะจำรัสเจิดจ้า และรู้ทันประดากิเลสและทุกข์ภัยทั้งหลายแล้ว ก็ดำเนินไปในมรรคาแห่งการพัฒนาจิตใจ ให้เป็นอิสระหลุดพ้นจากอิทธิพลครอบงำบงการของกิเลสและความทุกข์ที่เป็นสภาพขุ่นมัวทุกข์โศกเศร้าหมองทั้งมวล จนลุถึงความสุขเกษมศานต์ที่แท้จริงและยั่งยืนนาน

    ประภัสสร สะท้อนสู่ ปราโมทย์
    พูดได้ว่า ปราโมทย์นี้แหละเป็นอาการแสดงออกของจิตใจในภาวะที่ใกล้กับธรรมชาติของมันเอง

    บอกแล้วว่า สภาวะของจิตตามธรรมชาติของมันเองเป็น “ประภัสสร” คือ เปล่งปลั่ง เจิดจ้า บริสุทธิ์ ผุดผ่อง

    จิตที่อยู่ใกล้สภาวะของมันอันเป็นประภัสสรนั้น แสดงได้พลันซึ่งอาการที่เป็น “ปราโมทย์” คือ ร่าเริง สดชื่น เบิกบาน

    (ที่ว่า “ใกล้” คือยังไม่ต้องถึงกับหมดกิเลสสิ้นเชิง)

    อย่างที่พูดไปแล้วว่า จิตที่มีปราโมทย์ สดใส ร่าเริง บันเทิง เบิกบานใจ เป็นจิตที่ปลอดโปร่งมีพลัง ไม่ถูกอกุศลครอบงำหรือรบกวน แต่ช่วยปิดกั้นกันพวกอกุศลออกไป พร้อมกันนั้นก็เปิดโอกาสให้กุศลธรรมและความสุขเจริญงอกงาม ก้าวไปในการพัฒนาได้เป็นอย่างดี

    ทีนี้ เมื่อพัฒนาจิตใจนั้นคืบหน้าไป ขณะที่คุณสมบัติและสมรรถนะต่างๆ จะทยอยกันเกิดและเจริญเพิ่มพูนขึ้นมานั้น อาการแสดงที่เป็นคุณภาพของจิตใจ ๕ อย่าง ก็ปรากฏขึ้นมา เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความก้าวหน้าในการพัฒนานั้น ดังที่เคยบอกไปแล้ว ซึ่งขอทวนอีกทีหนึ่ง คือ

    ๑. ปราโมทย์ ความร่าเริงเบิกบานใจ

    ๒. ปีติ ความอิ่มใจ ปลื้มใจ

    ๓.ปัสสัทธิ ความสงบเย็น ผ่อนคลายกายใจ

    ๔. สุข ความฉ่ำชื่นรื่นใจ

    ๕.สมาธิ ความมีใจมั่นแน่ว อยู่ตัว ได้ที่ ไม่มีอะไรกวน

    ไม่ต้องพูดถึงคุณสมบัติอื่นๆ ที่จะตามมา แม้เพียงแค่ ๕ อย่างนี้ ชีวิตก็แสนจะดีคุ้มค่าแล้ว

    ผู้ที่เบิกบานสดใส จะถึงความเกษมศานต์
    ถึงตอนนี้ แม้จะพอแล้ว แต่ขอแถมพระพุทธดำรัสที่ตรัสสอนพระสงฆ์ไว้ สำหรับศึกษาเป็นคติในการพัฒนาชีวิตต่อไป

    พระองค์ตรัสเป็นคาถา แปลมาพอให้ฟังกันได้ความ ดังนี้18

    เธอทั้งหลาย ผู้ที่ตื่นอยู่ จงสดับ ผู้ที่หลับอยู่ ก็จงตื่น ตื่นดีกว่าหลับ เพราะว่าภัยไม่มีแก่ผู้ตื่น (=ผู้ไม่ประมาท)

    ผู้ใดตื่นอยู่ มีสติ มีสัมปชัญญะ มีใจมั่นเป็นสมาธิ เบิกบาน ผ่องใส หมั่นไตร่ตรองพิจารณาธรรมให้ถ่องแท้ถูกชัด ตามกาลโอกาส ผู้นั้นมีใจแน่วเป็นหนึ่งเดียวแล้ว พึงกำจัดเสียได้ซึ่งความมืดมนแห่งอวิชชา

    เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุพึงอยู่กับธรรมที่จะนำใจให้ตื่น เธอมีความเพียร มีปัญญาครองตน เป็นผู้ที่ได้ฌาน ตัดกิเลสที่ผูกรัดตัวไว้กับความเกิดแก่ได้แล้ว จะได้สัมผัสสัมโพธิอันยอดเยี่ยม ในอัตภาพนี้เลยทีเดียว

    แล้วก็ขอจบลงด้วยคาถาแห่งความปราโมทย์ ที่ตรัสว่า

    ปาโมชฺชพหุลา โหถ เขม ปตฺเถถ ภิกฺขโว19

    ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ จงเป็นผู้มากด้วยความเบิกบานสดใส พึงปรารถนาความเกษมเถิด ดังนี้แล
    :- https://www.watnyanaves.net/th/book-full-text/366

     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    7 วิธีดูแลสุขภาพจิต สร้างอารมณ์ดี ชีวิตมีความสุข
    โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ขอเชิญชวนทุกคนร่วมดูแลสุขภาพจิตใจของตนเองและคนใกล้ชิดให้เข็มแข็งและสามารถมีความสุขได้ด้วยตนเอง

    1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัว
    หมั่นใช้เวลาในการกระชับความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่เพื่อนบ้าน

    2. ดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง
    ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง เดิน โยคะ เต้น ขี่จักรยาน หรือแม้แต่การทำสวน จะช่วยเสริมอารมณ์และปรับสุขภาพให้ดีขึ้นได้ รวมถึงรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดื่มน้ำให้เพียงพอ อีกทั้งนอนหลับอย่างเพียงพอด้วย

    3. เรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา
    ทักษะความสามารถหรือความรู้ใหม่ ๆ จะช่วยให้รู้สึกว่าตนประสบความสำเร็จในการทำสิ่งนั้น ๆ และเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง โดยอาจเริ่มจากการทำงานอดิเรกหรือศาสตร์ที่ตนสนใจ เช่น ทำอาหาร เล่นดนตรี เย็บปักถักร้อย เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ช่วยให้เข้าถึงความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น และมีหลักสูตรอบรมออนไลน์ที่คอยอำนวยความสะดวกให้เลือกมากมาย

    4. หลีกเลี่ยงสารที่เป็นอันตราย
    อย่าใช้สารที่เป็นอัตราย เช่น ยาเสพติด แอลกอฮอล์ บุหรี่ เพื่อรับมือกับความรู้สึก แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นในระยะสั้น แต่มันก็สามารถทำให้รู้สึกแย่ลงในระยะยาว อีกทั้งสารเหล่านี้ยังเป็นอันตรายที่ทำให้ทั้งตัวเราและคนรอบข้างเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายหรือบาดเจ็บได้

    5. กำหนดเป้าหมายและลำดับความสำคัญ
    ตั้งเป้าหมายในชีวิต การใช้ชีวิตอย่างไร้แผนการและไร้จุดมุ่งหมายอาจทำให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวลต่อชีวิตในอนาคต จึงควรตั้งเป้าหมายในระยะยาว เพื่อช่วยให้ตระหนักว่าสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบันนั้นมีความหมาย และมีกำลังใจที่จะทำต่อไปเพื่อบรรลุในสิ่งที่มุ่งหวัง ซึ่งอาจเขียนเป้าหมายต่าง ๆ ลงบนกระดาษ เช่น การพัฒนาด้านการศึกษา อาชีพ หรือบุคลิกภาพ เป็นต้น และจัดสรรเวลาเพื่อฝึกฝนหรือทำตามเป้าหมายในแต่ละวันอย่างพอดี เพื่อไม่ให้กดดันตัวเองมากเกินไป

    6. เน้นคิดในเชิงบวกและฝึกขอบคุณตัวเอง
    พยายามคิดในแง่บวก ยิ้มและบอกขอบคุณตัวเองทุกวัน ปฏิบัติกับตัวเองอย่างเคารพและเมตตา เห็นคุณค่าในตัวเอง หลีกเลี่ยงการวิจารณ์หรือด้อยค่าตัวเอง

    7. ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเมื่อจำเป็น
    หากมีปัญหาควรบอกเล่าให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวฟัง เพื่อระบายความรู้สึก เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น และเพื่อให้สามารถหาทางแก้ไขไปด้วยกัน โดยไม่ควรแบกรับปัญหาไว้คนเดียว แต่หากไม่อยากเล่าให้คนรอบข้างฟัง อาจเลือกปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญผ่านการโทรศัพท์ไปยังสายด่วนสุขภาพจิต 1323
    :- https://chulabhornchannel.cra.ac.th/health-articles/36887/
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    sundown.jpg
    เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า: การสั่งสมบุญกุศลในชีวิต
    บทความนี้พูดถึงความสำคัญของการสั่งสมบุญกุศลในชีวิตประจำวัน เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของการลดลงของอายุขัย และเตือนให้เราไม่ประมาทในการใช้ชีวิต
    เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปหนึ่งวัน อายุขัยของเราก็ลดลงอีกหนึ่งวันเช่นกัน ผู้ไม่ประมาทจึงรีบสั่งสมบุญกุศล เพราะไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมาถึงหรือไม่
    ยสวํโส ภิกขุ
    :- https://www.dmc.tv/card/18093

     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    Buddha4.jpg
    ผู้ไม่สะดุ้งกลัวต่อความตาย
    ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พราหมณ์คนหนึ่งได้กราบทูลความเห็นของตนต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าสัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นธรรมดา ผู้ที่ไม่สะดุ้งกลัวต่อความตายนั้นไม่มี

    พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า มีทั้งผู้ที่สะดุ้งกลัวต่อความตาย และไม่สะดุ้งกลัวต่อความตาย ผู้สะดุ้งกลัวต่อความตาย เพราะเป็นทุกข์ ร้อนใจกับบาปอกุศล ที่ตนได้ผิดพลาดกระทำไว้ ผู้ที่ไม่สะดุ้งกลัวต่อความตาย เพราะไม่มีความทุกข์ร้อนใจ มีแต่ความสุขใจที่ได้ประกอบแต่กรรมดีไว้

    พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโย เคยให้โอวาทไว้ว่า ศาสตร์ทุกศาสตร์ที่เรียนมาในโลกนี้ ช่วยอะไรเราไม่ได้เลย ในยามที่เราอยู่บนเตียงผู้ป่วย แต่บุญบารมีที่สั่งสมโดยไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง และเงื่อนไขสามารถช่วยเราได้ แม้ต้องถอดกายไปตอนนี้ ก็ไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัยเพราะเรารู้ว่า มีกายใหม่ที่สวยสดงดงาม มีสถานที่ที่งดงามรอเราอยู่

    ท่านทานบดีทั้งหลาย ได้ตั้งใจมาสั่งสมบุญในวันนี้ชื่อว่า ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท.

    *
    หนังสือ " ร่าเริงบันเทิงใจ ด้วยสัมโมทนียกถา เล่ม ๒ "

    พระไพบูลย์ ธมฺมวิปุโล และคณะ
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=10191
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 กรกฎาคม 2026
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    แคปชั่นสู้ชีวิตฮาๆ ตลกๆ
    • เลิกทุกข์ได้แล้ว ขนาดมะม่วงยังสุกเลย
    • ยิ้มให้ออก แล้วจงบอกกับตัวเองว่าสู้เว้ย
    • รถเมล์ยังมีล้อ แต่ถ้าเธอท้อยังมีเรานะ
    • ชีวิตต้องสู้ เพราะกู้มาเยอะ
    • ไม่ขอสู้กับใคร เพราะเป็นคนน่ารัก ไม่ใช่นักมวย
    • สู้ชีวิตมาก แต่ชีวิตดันสู้กลับ
    • เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทน เพราะความจนมันน่ากลัว
    • สู้งาน สู้ชีวิต แต่ไม่คิดสู้แฟนนะ
    • ที่เรายอมถอย เพราะเข้าซอยผิดหรอกนะ
    • สุดท้ายแล้วคนที่คิดจะไปให้ไกล คือต้องเติมน้ำมันให้เต็มถัง
    • ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตให้ถูกใจใคร แค่ใช้ชีวิตให้ถูกหวยสักใบก็พอ
    • ทุกการเติบโต "ชุดจะเริ่มแน่นเสมอ"
    • ชีวิตเราอาจไม่ดีเท่าคนอื่น แต่ปากเราดีกว่าคนอื่นแน่นอน
    • วันไหนที่ "หมดไฟ" จงท่องเอาไว้ "กินชาเขียวต้องใช้เงิน"
    • เราไม่ได้ขี้เกียจทุกวันจันทร์ แต่เราขี้เกียจทุกวันเลย
    • อยากหยุดทำงานสักปี แต่ดูเงินในบัญชี #ทำแล้ว #ทำอยู่ #ทำต่อ ค่าา
    • จุดแข็ง : สู้งาน จุดอ่อน : งานมันสู้กลับ
    • ฝากถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะคะ ถ้าไม่คิดจะช่วยเหลือกัน วันหลังก็หาน้ำกินเอง
    • เซฟโซนเดียวที่อยากมี คือตู้เซฟดีๆ แถมเงินสักล้าน
    • เพ้อฝันมันไม่มีอยู่จริง ลงมือทำสักวันคงได้มา
    • มีสติกับทุกเรื่อง...แล้วมันจะผ่านไปได้
    • เรื่องร้ายๆ ที่เข้ามา จะเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเวลาผ่านไป
    • แสงของวันใหม่ มาพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ เสมอ
    • ความหวัง คือสิ่งเดียว ที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อได้
    • ไม่ว่าจะเจอกับเรื่องราว “สมหวัง” หรือ “ผิดหวัง” ก็อย่าเพิ่งหมดหวัง
    • เหนื่อยแค่ไหน เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไป
    • เหนื่อยกับชีวิต แต่ไม่เคยคิดยอมแพ้
    • แค่รู้ได้ทำเพื่อใคร เหนื่อยแค่ไหนใจก็สู้
    • หากวันนี้เหนื่อยและท้อ พรุ่งนี้สู้กันใหม่ด้วยใจที่มีหวัง
    • จะสู้จนกว่าจะล้ม จะไม่ก้มจนกว่าจะแพ้
    • ล้มเหลวให้มันชิน เมื่อถึงคราว win จะได้รู้ที่มา
    • ทุกปัญหามีทางแก้ ทุกเรื่องแย่มีทางออกเสมอ
    • ถ้าเรารอจนกว่าจะพร้อม เราจะต้องรอไปตลอดชีวิต
    • ถึงจะไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเรา แต่เราจงเชื่อมั่นในตัวเราเอง
    • เมื่อต้นทุนของเรามีน้อย ก็ค่อยๆ พยายามต่อไป
    • อย่าอายที่คุณต้องดิ้นรน เพื่อสิ่งที่คุณต้องการในชีวิต
    • โอกาสเกิดขึ้นเองไม่ได้ แต่คุณต่างหากที่สร้างมันขึ้นมา
    • เชื่อเถอะว่าคุณทำได้ คุณมาเกินครึ่งทางแล้ว
    • ความสำเร็จเกิดจากความพยายามเล็กน้อย ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ วัน

    :- https://women.trueid.net/detail/VBY927z7z4NB
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    LotusAboveWater.jpg
    สภาวะ แห่ง “ว่าง” อาการ แห่ง การไหลเรื่อย ความวุ่น ความว่าง
    ไม่ว่าในเรื่อง “ความว่าง” ไม่ว่าในเรื่อง “ความวุ่น” สามารถประสบพบเจอได้ในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
    เพียงแต่จะ “มอง” อย่างไร

    มองอย่างที่ตาเห็น มองอย่างที่ใจคิด มองตามความเป็นจริงเบื้องหน้า หรือมองทะลุทั้งความว่างและความวุ่น
    เลยออกไป

    สิ่งที่ท่านพุทธทาสภิกขุบรรยายมาอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องของ “โลกุตตระ” อย่างเด่นชัด แต่ก็มิได้แยกห่างไปจากเรื่องของ “โลกียะ”

    เราผ่านรายละเอียดในเรื่อง “สาม ก.” มาแล้ว กิน กาม เกียรติ

    ขณะเดียวกัน เรายังได้สัมผัสเข้ากับอุปมาแห่ง “สาม ส.” อันเป็นความยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง นั่นก็คือ สะอาด สงบ สว่าง

    เรารู้ว่า 2 ส่วนนี้ “สัมพันธ์” กัน

    คำถามอยู่ที่ว่า เราจะทำความเข้าใจกับ กิน กาม เกียรติ อย่างไร คำถามอยู่ที่ว่า เราจะนำเอาความล้ำเลิศแห่ง สะอาด สงบ สว่าง มาทำความเข้าใจอย่างไร
    นี่เป็นเรื่องอย่าง “เหนือโลก” และแนบแน่นอยู่กับ “โลก”

    ไม่ว่าเรื่องว่าง ไม่ว่าเรื่องวุ่น เกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างเป็นส่วนหนึ่งของโลก แต่เมื่อศึกษามากขึ้นๆ ก็มองเห็นความจำเป็นที่จะต้องทะยานขึ้นไปมองจากข้างบนลงมา
    ถ้าพูดว่า “ว่าง” แล้วหมายว่าไม่มีอะไรนั้นเป็นความว่างของเด็กๆ เป็นความรู้สึกนึกคิดอย่างเด็กๆ แต่การมองให้เห็นว่าเป็นของว่างก็ยังดีกว่าเห็นว่ามีอะไรมากๆ

    เพราะความว่าง ความไม่มีอะไรนี้มันก็เป็นความจริงอยู่ส่วนหนึ่งเหมือนกัน

    แต่คนไม่กล้าคิดไปในทำนองว่าว่างเพราะเขาเคยชินมาตั้งแต่เล็ก ยึดถือแต่เรื่องจะมีนั่น มีนี่ รักนั่น รักนี่ เกลียดนั่น เกลียดนี่ พอพูดว่าว่างก็กลัว สะดุ้งกลัว มีจิตใจกลัวเหมือนกลัวตาย

    กลัวคำว่าว่างเหมือนกับกลัวความตาย

    ก็เข้าใจคำว่า “ว่าง” นี้ไม่ได้ แล้วก็เลยไม่สนใจคำนี้อีกต่อไป เลิกกัน เขาจึงไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้

    คือ ไม่รู้เรื่อง “ความว่าง” ขึ้นไปตามลำดับๆ จนถึงว่างที่สุด คือ “นิพพาน”

    พุทธภาษิตว่า “นิพพานัง ปะระมัง สุญญัง-ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละ คือนิพพาน” ก็ได้ยินได้ฟังกันอยู่ทุกคน

    แต่ไม่เข้าใจ


    ว่างเด็ดขาดก็เป็นพระอรหันต์ ว่างไม่เด็ดขาดก็อย่างที่พระอริยเจ้ารองๆ ลงมา แม้แต่เราปุถุชนธรรมดาชั้นดีหน่อยก็ยังมีว่างอยู่บ้าง

    ถ้าว่างเด็ดขาดก็ไม่มีทุกข์เลย ก็เป็น “นิพพาน”

    ถ้าว่างยังไม่เด็ดขาด ยังกลับไปกลับมาอีก ก็เป็น “พระอริยเจ้า” รองๆ ลงมา กระทั่งเป็น “ปุถุชน” ชั้นดี

    นี่ก็ยังดีกว่าไม่ว่างเสียเลย

    ฉะนั้น ถ้าเห็นโทษของความวุ่นอยู่ก็รักความว่างมากขึ้น คือ พอใจในความว่างมากขึ้น ก็คือพอใจใน “นิพพาน”

    ดังนั้น ในมุมกลับเราดูที่ความวุ่นก็ได้ ดูที่ความทุกข์ทรมานก็ได้ แล้วจิตจะน้อมไปหา “ความว่าง” เอง

    การทำ “วิปัสสนา” นั้นดูที่ความทุกข์ก็ได้ หรือจะดู “นิพพาน” คือ ความว่างเป็นอารมณ์ก็ได้ สลับสับเปลี่ยนกันไปตามเรื่อง ตามความเหมาะสม นี่เรียกว่าเป็นผู้รู้ “พระนิพพาน” คือสิ่งที่ว่างที่สุด เป็นการชิมลางไปก่อนแล้วจึงค่อยๆ แน่นแฟ้นมากขึ้น

    เรานั่งหรือนอนอยู่ในที่ที่มีอะไรมากลุ้มรุมให้เราเกิดความยึดถือ เช่น ไปที่ชายทะเล ไปที่ภูเขา ไปในป่า ในดง ฯลฯ มันไม่มีอะไรยั่วให้เกิดความรู้สึกที่เป็นความวุ่นเราก็รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก

    นี่มันก็เป็นตัวอย่างหรือเป็นพยานที่เพียงพอแล้วว่าเรื่องว่างนั้นถูกแน่

    มันว่างได้เพราะไม่มีอะไรมาเป็นเหตุให้เรายึดถือ คือ ไม่มีอะไรมาทำให้จิตกระเพื่อมเป็น ราคะ โทสะ โมหะ เราจึงว่างอยู่ เราจึงสบาย

    ฉะนั้น การเสพคบกับที่สงัด เช่น ป่า ภูเขา หรือทะเล ฯลฯ ได้บ้างนี้ก็ดี ช่วยให้ได้ชิมลองความว่าง ถ้าเกิดติดใจก็จะขวนขวายต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “ความว่าง” ขึ้นมาได้โดยไม่รู้สึกตัว ฉะนั้น การไปเที่ยวป่า ทะเล ภูเขา ฯลฯ บ่อยๆ อย่างนี้ดี

    นอกจากพักผ่อนทางร่างกายแล้วมันยังสอนเรื่องความว่างนี้ไปในตัว
    จากนี้จึงเห็นได้ว่า ไม่ว่าเรื่องสุข ไม่ว่าเรื่องทุกข์ ล้วนวนเวียนอยู่โดยรอบกับความว่าง ล้วนวนเวียนอยู่โดยรอบกับความวุ่น

    เป็นเรื่องของ “โลก” เป็นเรื่องของ “เหนือโลก”

    เจตนาของท่านพุทธทาสภิกขุที่เน้นย้ำในเรื่องของ “ความว่าง” อย่างเปรียบเทียบกับ “ความวุ่น” จึงเพื่อความเข้าใจ

    เข้าใจในเรื่อง “โลก” เข้าใจในเรื่อง “เหนือโลก”
    :- https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_13628
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    LP_Paisal_with_cat_square_300x300.jpg
    พบสุขเมื่อใจสงบ

    หลวงพ่อไพศาล วิสาโล
    8 ม.ค. 67 - พบสุขเมื่อใจสงบ : คนเราถ้าได้เข้าถึงความสุขที่เกิดจากความสงบ มันก็ไม่มีความรู้สึกที่จะต้องไล่ล่าหาสิ่งเร้า หรือว่าแสวงหาอะไรใหม่ๆ เพื่อมาปรนเปรอความสุข และความสุขที่เกิดจากความสงบ แม้ว่ามันจะเกิดได้ยาก แต่ว่ามันก็ยั่งยืนกว่า

    และการภาวนา การเจริญสติ การทำกรรมฐาน มันคือการพาเราให้เข้าถึงความสุขที่ประณีตคือความสงบ เป็นความสุขที่เงินซื้อไม่ได้ แล้วก็ใครให้ก็ไม่ได้ เป็นความสุขที่แม้แต่จะหาก็ยังหาไม่ได้เลย แต่เกิดจากการทำ ทำให้มีขึ้น

    หรือจะไปหาความสงบก็ได้เหมือนกัน จากสถานที่ๆ สงบ แต่ถ้าวางจิตไม่ถูก มันก็ยังคิดฟุ้งปรุงแต่ง ห่วงโน่นห่วงนี่ เหมือนกับนักธุรกิจแม้จะไปอยู่ในที่ๆ มันสงบ ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาณโทรศัพท์ มีแต่เสียงธรรมชาติ แต่ว่าใจเขาก็ไม่สงบ เพราะว่าเขายังห่วงงาน บางคนก็ห่วงลูก ห่วงครอบครัว บางทีก็กังวลสารพัด จนนอนไม่หลับก็มี ความสงบแบบนี้ มันไม่ได้เกิดจากการที่ไปหาแล้วเจอ

    บางคนมักจะพูดว่า ไปหาความสงบ แต่ความสงบที่ได้มาจากการหา มันเปราะบางมาก คนที่มาหาความสงบที่นี่อย่างที่วัด บางทีก็ผิดหวัง เช่น เจอเสียงดังเมื่อ 2-3 วันก่อน มีเสียงกระหึ่มจากงานเลี้ยงทำบุญบ้าน หรือบางทีก็มีงานศพ มีงานฉลองสารพัด หรืออาจจะเจอผู้คนที่ไม่น่ารักน่าระอา ก็ทำให้ใจไม่สงบได้

    ความสงบที่เกิดจากการหามามันเปราะบาง แต่ความสงบที่เกิดจากการทำขึ้นมา ทำด้วยสติ ทำด้วยสมาธิ ทำด้วยปัญญา อันนี้จะเป็นความสงบที่มั่นคงกว่า ถึงแม้ว่ามันก็ตกอยู่ภายใต้ อนิจจัง คือความไม่เที่ยง แต่ว่าตราบใดที่คนเรามีความสามารถในการรักษาใจให้สงบ แม้ว่าใจกระเพื่อม แต่ว่าก็สามารถจะกลับมาเป็นปกติสงบได้ไว

    และพอสงบได้แล้ว การอยู่แบบเรียบง่าย การอยู่แบบไม่เป็นทาสของวัตถุสิ่งเสพ ใครเขาจะได้อะไรมา แต่เราก็ไม่สนใจจะได้ เพราะว่าความสุขของเราไม่ได้อยู่ที่การได้ ไม่ได้อยู่ที่การมีด้วยซ้ำ แต่อยู่ที่ความสงบ ซึ่งเกิดจากการทำอันนี้มันยั่งยืนกว่า
    :- https://watpasukato.podbean.com/e/25670108pm-พบสุขเมื่อใจสงบ/
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    lpTateTasrungsri.jpg
    "เห็นทุกข์ เห็นธรรม"
    " .. พระพุทธเจ้า "แก้เหตุแห่งทุกข์" เรื่องความทุกข์ต่าง ๆ พระองค์ ไม่แก้หรอก "พระองค์แก้เหตุของทุกข์ต่างหาก" คนใดถ้าไม่เอาทุกข์มาเป็นอารมณ์ ไม่มีทางที่จะพ้นจากทุกข์ได้ คนเราถ้าหากไม่เห็นทุกข์ด้วยตนเองแล้ว มันจะเป็นทางพ้นจากทุกข์ได้ที่ไหน ความนึกคิดไม่ใช่ทุกข์ "แท้จริงความนึกคิดไม่ใช่ทุกข์ แต่การไปยึดเอาความนึกคิดต่างหากที่เป็นเรื่องทุกข์"

    ทุกข์นั่นแหละเป็นธรรม "คนเราถ้าไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นธรรม" เห็นทุกข์ถึงที่สุดทีเดียวแหละ จึงจะเห็นธรรม "ทุกข์นั่นแหละเป็นธรรม" ทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ปล่อยละเลยกันไปเสีย ไม่เอามากำหนดพิจารณา มันก็ไม่เห็นสักทีละสิ "ทุกข์เป็นของควรกำหนด" ไม่ใช่ของควรละ .. "

    "เทสโกวาท ๑๐๐ ปี" ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี )

    http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3679
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    redlotus.jpg
    หัวเราะวันละนิด...จิตแจ่มใส


    หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส วันนี้คุณหัวเราะหรือยัง เสียงหัวเราะทำให้โลกนี้สดใสส่งผลถึงสภาพจิตใจที่สดชื่นด้วย เมื่อเสียงหัวเราะเกิดขึ้นกับใคร คนๆนั้นก็จะมีสุขภาพจิตที่ดี ไม่เชื่อก็ลองหัวเราะดูสิ

    นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ถ้าเรานำเสียงหัวเราะมาสังเคราะห์เป็นยาได้ เราคงจะมียาวิเศษที่สามารถรักษาโรคทุกชนิดได้ ตั่งแต่โรคซึมเศร้าไปจนถึงโรคหัวใจเลยที่เดียว

    การหัวเราะทำให้อวัยวะทุกส่วนตั่งแต่ หัวใจ ปอด กล้ามเนื้อ สมองไปจนถึงระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างดี

    อีกทั้งการหัวเราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของคนเราได้ 2 ทางคือ ทางแรก เพิ่มระดับความเข้มข้นของแอนตี้บอดี้ที่เป็นภูมิคุ้มกัน หมุนเวียนในกระแสเลือด ส่วนที่สอง เป็นการเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นตัวกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามาใน ร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทั้งสองแบบนี้ จะช่วยทำให้เรามีภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ มากขึ้น

    ในอเมริกา แคนาดา อังกฤษ และอีกหลายประเทศ การรักษาผู้ป่วยด้วยการหัวเราะกำลังเข้ามามีบทบาทแทนที่การบำบัดด้วยการใช้ยาคลายเครียด และยาแก้ปวด เพราะอารมณ์ขันส่งผลเช่นเดียวกนกับการออกกำลังกาย เป็นการเพิ่มระดับฮอร์โมนฝ่ายดี เช่นฮอร์โมน เอ็นดอฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยระงับความเจ็บปวด และ Neurotransmitter เช่น ฮอร์โมนเซโรโทนิน เป็นฮอร์โมนที่ทำให้ เราอารมณ์ดี ขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดลดลง

    นักวิจัยแสตนฟอร์ดค้นพบอีกเช่นกันว่า หัวเราะเพียง 10 วินาที มีค่าเท่ากับ การออกกำลังกายบนเครื่องกรรเชียงถึง 3 นาที เพราะการหัวเราะทำให้หัวใจและชีพจรเต้นเร็วกว่าปรกติเล้กน้อย เมื่อหยุดหัวเราะร่างกายจะค่อยๆ คืนสู่สภาวะปรกติ จึงรู้สึกผ่อนคลาย

    ดังนั้นคนเราจึงน่าสนุกกับชีวิตให้มากกว่านี้ อย่าเครียดหรือจริงจังกับชีวิตมากเกินไป ปล่อยวางเสียบ้าง เพิ่มอารมณ์ขันให้กับตัวเอง วันละนิด พิชิตความเครียดได้วันละหน่อย ปรกติอาจเป็นคนที่ไม่เคยอ่านการ์ตูน เรื่องขำขัน หรือสนใจทอกล์กโชว์ ก็ลองมาอ่านดู

    การทำตัวเป็นเด็กบ้างก้จะทำให้คุณรู้สึกสนุกกับชีวิต ไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูคนขี้เล่น เขามักจะเป็นคนมีเสน่ห์ที่ใครๆหลงใหลชอบพูดคุยด้วยเสมอ

    คนที่หัวเราะเก่ง จะมีความคิดสร้างสรรค์ดีกว่าคนช่างเครียด และคนส่วนใหญ่ที่ก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็มักจะเป็นคนที่มีอารมณ์ขันด้วยสิ....แล้วอย่างนี้คุณยังไม่อยากหัวเราะอีกเหรอ??????

    ที่มา : หมอแอ๋ว.งานกับสุภาพ,แหล่งงานอัพเกรด.ปีที่ 1 ฉบับที่ 018 ประจำวันพุธที่ 2-4 กรกฎาคม 2546.
    โดย : นางสาว ยามีละ สาและ, สถาบันราชภัฏสงขลา, วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546
    :- https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/create-web/10000/generality/10000-11633.html
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    Rose1MovingHeart.gif
    เหตุและประโยชน์จากความรัก

    (๑๔ กุมพาพันธ์ วันวาเลนไทน์)
    วันนี้วันที่ ๑๔ กุมพาพันธ์ พุทธศักราช..... ชาวโลกสมมติให้เป็นวันแห่งความรัก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเหตุแห่งความรักไว้ มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พระบรมศาสดาเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาเกตุ พราหมณ์เฒ่าสามีภรรยาได้พบพระพุทธองค์แล้ว ต่างร้องไห้ด้วยความยินดี เรียกพระองค์ว่าลูก

    พระบรมศาสดาเสด็จไปที่บ้านของพราหมณ์ทั้งสอง แสดงธรรมจนพราหมณ์ทั้งสองบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล ภิกษุทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์ เมื่อกลับมาที่วัดสนทนากันว่าพุทธบิดาและพุทธมารดาไม่ใช่พราหมณ์ทั้งสองนี้ แต่พราหมณ์ทั้งสองกลับเรียกพระองค์ว่าลูก พระบรมศาสดาทรงทราบจึงตรัสว่า พราหมณ์ทั้งสองเคยเกิดเป็นบิดามารดา เป็นลุงป้าน้าอาต่อเนื่องกันมาถึง ๑๕๐๐ ชาติ พราหมณ์ทั้งสองจึงคุ้นเคยกับพระองค์ เรียกพระองค์ว่าเป็นลูก แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า “ ความรักเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ เพราะความคุ้นเคยกันมาในอดีตชาติและการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน เหมือนดอกบัวเจริญงอกงามเพราะอาศัยน้ำและโคลนตม ”
    ประโยชน์ของความรักคือ การเกื้อกูลเป็นกัลยาณมิตรประคับประคองกันไปสู่หนทางสวรรค์ และพระนิพพานเหมือนพระบรมโพธิสัตว์กับพระนางพิมพา หรือปิปผลิมาณพ คือพระมหากัสสปะและพระนางภัททกาปิลานี ที่เป็นคู่บุญสร้างบารมีร่วมกันมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานจนได้บรรลุมรรคผลนิพพานในครั้งพุทธกาล
    ความรักจะมีคุณค่าหากเป็นความรักที่หลุดออกจากกองทุกข์ เป็นเป้าหมาย มิใช่ความรักที่วนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร.

    -----------------------------------------------------------------
    หนังสือ " ร่าเริงบันเทิงใจ ด้วยสัมโมทนียกถา เล่ม๑ "

    พระไพบูลย์ ธมฺมวิปุโล และคณะ
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=10088
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    Modern_580720_02.jpg
    เผยความจริง เรื่องการแก้กรรม
    ปัจจุบันชาวพุทธต่างสงสัยกันมากว่า “ กรรม ” แก้ไขได้จริงไหม จริงๆแล้วเราเปลี่ยนกรรมที่ทำไปแล้วในอดีตไม่ได้ เพราะได้ทำเสร็จไปแล้ว แต่ถ้าถามต่อไปว่า เราสามารถแก้ไขได้ไหม ก็ตอบว่า “ แก้ไขได้ ”
    ยกตัวอย่างการทำบาปเหมือนเติมเกลือ ทำบุญเหมือนเติมน้ำ ถ้าน้ำน้อยเกลือมาก มันก็เค็มจัด วิบากกรรมก็ส่งผลแรง แต่ถ้าเราเติมบุญคือ เติมน้ำลงไปทำให้เกลือมันเจือจาง ความเค็มก็ลดน้อยลง ทุกอย่างก็จะทุเลาเบาบาง ที่หนักก็จะผ่อนเป็นเบา ที่เบาก็หายไปเลย เป็นต้น เพราะฉะนั้นการแก้ไขวิบากกรรมในอดีต ทำได้ด้วยการสร้างบุญนั่นเอง

    วิธีปฏิบัติในการแก้กรรม
    หากจะกล่าวถึงวิธีการปฏิบัติในการแก้กรรมที่บอกไว้ว่า ถ้าชีวิตหม่นหมองให้ถวายเทียนเพื่อที่ชีวิตจะได้สว่างไสว อย่างนี้คือ การดึงคำมาให้คล้องจองกัน แต่ความเป็นจริงความหม่นหมองนั้น อาจจะหม่นหมองจากหลายๆเรื่อง เช่น หม่นหมองจากความมีเงินน้อยเป็นต้น
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่ให้ข้าวชื่อว่าให้กำลัง ผู้ที่ให้ผ้าคือให้วรรณะคือทำให้ผิวพรรณดี ผู้ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่าให้จักษุ ก็จะมีดวงตาดี ดวงตาสวย ผู้ให้ที่อยู่อาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข เป็นต้น ไม่ว่าอย่างไรก็ขอให้สร้างบุญเถิด หากเราเห็นว่าวัดขาดอะไรอยู่ หรือมีอะไรที่ควรจะถวายก็จงทำเถิด จะเกิดเป็นบุญมาอุปถัมป์ค้ำชูเราทั้งนั้น

    ส่วนการถวายหนังสือธรรมะนั้นจะทำให้เรามีชีวิตที่รุ่งเรือง มีปัญญาดี ซึ่งถ้าเราถวายหนังสือธรรมะ เป็นผลให้คนทั่วไปได้ศึกษาธรรมะหรือเราให้ทุนการศึกษาแก่ผู้ยากจน ให้เขาได้มีโอกาสในการศึกษาก็จะส่งผลให้เราฉลาด รวมทั้งผู้ที่ตั้งใจสวดมนต์ ทำภาวนา ฝึกเจริญสมาธิมากเข้าๆ ก็จะส่งผลให้ฉลาดเช่นกัน
    สำหรับผู้ที่ผิดศีลข้อ 1 “ ปาณาติบาต ” หมายถึง การฆ่าสัตว์ ผลคือทำให้สุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยบ่อย เกิดอุบัติเหตุ บั่นทอนชีวิตให้มีอายุสั้น ส่วนผู้ที่ผิดศีลข้อที่ 2 “ อทินนาทาน ” เช่น ขโมยของผู้อื่น ผลคือ ทำให้ถูกขโมยขึ้นบ้านบ่อย โดนโกงสารพัด เนื่องจากชาติก่อนไปเอาของเขาไว้ แต่ก็ใช่ว่าเจ้ากรรมนายเวรคนเดิมเขามาเอาคืนเสมอไป อาจจะเป็นคนอื่นที่เกี่ยวข้อง ผูกพันกันก็เป็นได้

    วิบากกรรมของความตระหนี่ ถี่เหนียว
    ในครั้งพุทธกาล มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนขี้เหนียวมาก วิบากกรรมนี้ทำให้ตายแล้วไปเกิดเป็นลูกขอทานอยู่ในครอบครัวยากจนตั้งแต่เกิด มิหนำซ้ำพอลูกคนนี้มาเกิดอยู่ในท้องแม่ ยังไม่ทันคลอด เมื่อแม่ออกไปขอทานก็มักจะไม่ได้อะไรกลับมา ลำบากกว่าเดิมมากมาย
    พอลูกเกิดมาพ่อแม่ก็ยิ่งลำบากมากขึ้น จนสุดท้ายแม่ทนไม่ไหวบอกลูกว่า “ ลูกเอ๋ย...แม่รักเจ้า แต่ไม่ว่าแม่จะพาลูกไปที่ใดก็เกิดโชคร้ายตลอด ตอนนี้ลูกก็พอเดินได้ช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว แม่จะเอากระเบื้องให้อันหนึ่ง แล้วลูกก็ออกไปขอทานช่วยเหลือตัวเองนะ ”

    ครั้นเมื่อเด็กคนนี้ออกไปเร่ขอทาน ไม่ว่าจะไปถึงที่ใดก็เกิดความขาดแคลนตลอด ทั้งหมดนี้เกิดจากวิบากกรรมของความตระหนี่ถี่เหนียว บาทเดียวก็ไม่ให้ใคร และมักเบียดเบียนเอาจากผู้อื่นเสมอ ผลคือถึงคราวจะไปขออะไรใครก็ขอไม่ได้ โบราณเรียกว่าเป็น “ คนกาลกิณี ” คือ รอบตัวเกิดความเสื่อมโทรมไปหมด ดังนั้นเราเองอย่าตระหนี่ถี่เหนียว ให้เอื้อเฟื้อเจือจุน หมั่นทำทานถึงมีน้อยเราก็แบ่งปันกันและกัน

    วิธีตัดกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา
    เมื่อเรารู้หลักกรรมที่เกิดขึ้นว่า วิบากกรรมก่อเกิดจากสิ่งที่เราเคยทำไว้ในอดีต แล้วเกิดเป็นผลบาปอกุศลกรรมที่ส่งเป็นผลวิบากทำให้ชีวิตพบอุปสรรค จะแก้ไขก็ต้องเอาบุญแก้ เพราะฉะนั้นถึงคราวเราถ้าต้องการตัดกรรมหนัก ก็ให้ถือหลักการได้สร้างบุญโดยการให้ทานรักษาศีล เจริญภาวนา แล้วขอให้เราอยู่ในบุญรักษากาย วาจา และใจของเราให้เกาะเกี่ยวอยู่ในบุญกุศลเท่านั้นเอง

    ประการสำคัญที่มักจะละเลยกันไป คือ อย่ามัวมุ่งคิดแต่ว่าเราจะไปแก้ไขวิบากกรรมในอดีตชาติได้อย่างไร แต่ที่สำคัญคือ เราต้องระวังอย่าไปเผลอสร้างกรรมใหม่ ในปัจจุบันด้วย

    อกุศลกรรม 10 อย่าง ที่ควรหลีกเลี่ยง

    ข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทรมานสัตว์ ข้อที่ 2 ไม่ลักขโมย ไม่เบียดบังทรัพย์ของใคร
    ข้อที่ 3 ไม่เจ้าชู้ ผิดลูกเมียเขา
    ข้อที่ 4 ไม่พูดปด
    ข้อที่ 5 ไม่พูดจาส่อเสียด ยุยงทำให้คนแตกแยกกัน
    ข้อที่ 6 ไม่พูดคำหยาบ พูดโจมตีผู้อื่น

    เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น คนเราจึงมีโอกาสที่จะพูดคำหยาบโดยไม่ถูกโจมตีกลับซึ่งๆ หน้า เช่น การให้ความเห็นบนว็บบอร์ดต่างๆ เช่น ความเห็นท้ายข่าวในอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
    เมื่อพูดไปแล้วคนอื่นไม่รู้ว่าผู้พูดเป็นใคร เราจะพบว่าการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ในโลกอินเทอร์เน็ตนั้น มักใช้สำนวน คำพูดที่ค่อนข้างแรงกว่าในโลกของความเป็นจริง เพราะเมื่อพิมพ์อะไรลงไปแล้วผู้พิมพ์เหมือนไม่ต้องรับผิดชอบ อยากจะด่าว่าใครก็ว่าได้เลย แม้กระนั้น “ กฎแห่งกรรมก็ยังส่งผลได้เสมอ ” เราอาจจะนึกว่าไม่มีใครรู้ หรือนึกว่าเราไม่ต้องรับผลแห่งการกระทำของเรา แต่จริงๆแล้วไม่มีอะไรพ้นกฎแห่งกรรมไปได้ กฎแห่งกรรมนั้นศักดิ์สิทธิ์ และน่ากลัว ยิ่งกว่ากฎหมายบ้านเมืองเสียอีก
    โดยเฉพาะถ้าผู้ฟังเกิดเข้าใจผิด รับข่าวสารมาแล้วไม่ไตร่ตรองให้ดี นึกว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี แล้วไปผสมโรงว่ากล่าวเขา ทั้งๆที่จริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดสักนิด แต่เผอิญเราไปหลงเชื่อตามข่าวสารที่ได้มา แล้วไปมุ่งโจมตีเขาทั้งๆที่ เรื่องราวนั้นไม่เป็นความจริง วิบากกรรมจะเกิดขึ้นหนักต่อเราเองด้วย ยิ่งถ้าประเด็นยเกี่ยวข้องกับศาสนาด้วยแล้ว เราเกิดไปตำหนิโจมตี วิจารณ์ผู้ทรงศีลเข้า สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ วิบากกรรมที่หนักด้วย
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ประทุษร้ายบุคคลผู้ที่ไม่ประทุษร้ายผลแห่งวิบากย่อมกลับมาสู่ผู้กระทำเอง เหมือนคนเอาธุลีซัดทวนลมไป เมื่อลมกำลังพัดมาเราเอาธุลีปาสวนลมไป ธุลีนั้นก็จะลอยปะทะหน้าเราเอง ผลวิบากกรรมนั้นน่ากลัวมาก คือ ตกมหานรกขุมที่ 4 มีหนอนปากเหล็กมาไชในปากเรา หนีบจนเนื้อขาดหมด แล้วยังมีเหล็กไฟร้อนแรงตกลงมาใส่ ถ้ามาเกิดเป็นคนก็จะมีฟันโยก ฟันหลุด ฟันหัก มีกลิ่นปาก มีโรคในช่องปาก อีกทั้งยังมีวิบากกรรมที่น่ากลัวอีกมากมายรอเราอยู่

    ข้อที่ 7 ไม่พูดเพ้อเจ้า คือ พูดไปเรื่อยเปื่อย ฟุ้งซ่าน ไร้สาระ
    ข้อที่ 8 ไม่โลภมากอยากได้ของผู้อื่น พอใจเฉพาะของตนเอง
    ข้อที่ 9 ไม่อาฆาตพยาบาท คิดร้าย คิดเบียดเบียนหรือคิดแค้นจองเวรผู้อื่น
    ข้อที่ 10 ไม่เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

    แก้กรรมและการสะเดาะเคราะห์
    บทสรุป คือ เราไม่สามารถเปลี่ยนเรื่องราวในอดีตได้ แต่ว่าสามารถแก้ไขกรรมเก่าได้โดยการสร้างบุญ ส่วนในปัจจุบันนั้น เราต้องไม่นึกตอกย้ำ อดีตที่ผิดพลาดลืมไปให้หมด นึกถึงแต่เรื่องดีๆ แล้วตั้งใจทำความดีอย่างเต็มที่ อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ไม่ทำอีกอย่างเด็ดขาด ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วละก็ ชีวิตเราเองก็จะมีความสุข มีความสว่างไสวเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เรียกได้ว่า “ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ” นั่นเอง กรรมที่ทำไปแล้ว แม้เราจะไม่สามารถเปลี่ยนกรรมนั้นได้ แต่ว่าเราก็สามารถแก้ไขได้ ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ด้วยการทำความดี เพื่อเจือจางบาปอกุศลให้เบาบางลง แล้วไม่ไปทำอะไรที่ผิดพลาดซ้ำอีก จะเรียกว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ ทำให้เคราะห์เบาลงก็ได้ การสะเดาะเคราะห์ในความหมายนี้ถือว่าถูกต้อง
    แต่ถ้าจู่ๆ ไปสะเดาะเคราะห์ด้วยการเข้าพิธีตัดนั่นตัดนี่ต่างๆ นานา ก็ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะตามหลักพระพุทธศาสนา การแก้กรรมคือ “ งดการทำบาป ตั้งใจสร้างบุญสร้างกุศล ละชั่วทำความดี ทำใจให้ผ่องใส ” เหล่านี้จึงจะถือเป็นการแก้ไขวิบากกรรมในอดีตที่ดีที่สุด

    อยู่กับปัจจุบันและเชื่อในอดีต
    พุทธศาสนิกชนหลายท่านเชื่อเพียงว่าควร “ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ” ส่วนอีกหลายท่านเชื่อเรื่องผลกรรมจากอดีต ซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างกันนี้ ก็ถือว่าใช้ได้ด้วยกันทั้งคู่ แต่เราต้องรับรู้ว่า สิ่งที่เราเจอในปัจจุบันล้วนมีที่มาที่ไปทั้งนั้น หากเจออะไรร้ายๆ ก็ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเราโชคร้าย แล้วมัวนั่งเศร้าหดหู่ใจ แต่ให้รู้ว่าเกิดจากเหตุในอดีตที่เราเคยทำไว้ไม่ดีนั่นเอง เมื่อรู้แล้วก็ไม่ควรเพิกเฉย แก้ไขด้วยการตั้งใจทำความดีในปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วในขณะเดียวกันอะไรที่ไม่ดีๆ ก็ไม่ทำอีกอย่างเด็ดขาด นั่นคือ การเข้าใจอดีต แล้วก็ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดด้วย อย่างนี้คือการเห็นถูกตลอดทั้งสาย แล้วดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องสมกับที่เป็นพุทธศาสนิกชน
    เรื่องของ “ กรรม ” เรียกได้ว่า อินเทรนด์ หลังจากที่มีหนังสือ มีรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการแก้กรรม ออกมามากมาย ก็ทำให้คนเราได้ฉุกคิดแล้วว่า ถ้าทำไม่ดีเราก็ต้องได้รับผลไม่ดีด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราควรที่จะทำความดี เรื่องดีๆที่เราทำแล้วสบายใจก็ให้ทำไป โดยมีหลักสำคัญคือไม่ทำความชั่วเพิ่มเติมอีกในชาตินี้แล้วหมั่นสั่งสมบุญ สั่งสมบารมีเพื่อเพิ่มพูนความดียิ่งๆขึ้นไปอีก

    -------------------------------------------------------------------------------
    รวบรวมหลักธรรมคำบรรยายของ "พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฆ" ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ อดีตชาติ การแก้กรรม ชีวิตหลังความตาย และข้อคิดจาดความตาย เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหนทางสู่ความสุข ความสงบภายในจิตใจ ถ่ายทอดด้วยสำนวนภาษาอ่านง่าย ให้ข้อคิดอันหลากหลาย ซึ่งคุณสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี

    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=8720
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    29-5-63-1-b3rr.jpg
    นับ 10 ให้ถึง 0
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “นตฺถิ โทสสโม กลิ” แปลว่า “โทษใดเสมอด้วยความโกรธไม่มี” แสดงว่าความโกรธนี้มีโทษมากที่สุด คนเราพอโกรธขึ้นมาจะทำอะไรไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง พอโกรธจัดทำได้แม้กระทั่งสิ่งที่ตัวเองก็ยังคาดไม่ถึง แล้วพอความโกรธคลายลงก็ได้แต่มานึกเสียใจภายหลัง

    กิเลส 3 ตระกูล

    กิเลสตระกูลราคะ” เกิดง่ายหายช้าแต่มีโทษน้อยที่ว่ามีโทษน้อยก็อย่าเพิ่งคิดว่าจะไม่มีปัญหา ยกตัวอย่างชายหนุ่มเจอหญิงสาวแล้วถูกใจกัน พัฒนาความสัมพันธ์ไปอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นง่ายแต่หายช้าและมีโทษน้อย โดยมีความผูกพันกันอยู่ในใจ เทวดาก็ยังมีความชอบในเพศตรงข้าม เทพบุตรก็ชอบเทพธิดา เป็นต้น

    กิเลสตระกูลโมหะ” คือความหลง เมื่อเกิดแล้วหายช้า แต่ว่ามีโทษเรื้อรัง ไม่ได้เกิดปุบปับขึ้นมาทันที

    กิเลสตระกูลโทสะ” เกิดง่ายหายเร็วแต่มีโทษมาก พอเพลิงโทสะโหมขึ้นมาในใจใครเขาก็จะอาละวาด พูดทำได้สารพัดเพื่อให้สะใจ คือโทสะนั้นมีโทษมากแต่จางหายเร็วกว่าโมหะและราคะ แต่ระหว่างที่บันดาลโทสะนั้นมีโทษและมีความรุนแรงมาก
    เหตุเกิดเพราะความโกรธ

    มีแม่บ้านสิงคโปร์ท่านหนึ่งอายุ 30 กว่าปี อยู่กินกับสามีมานาน 10 กว่าปี อยู่มาวันหนึ่งก็มีคนมาบอกว่า ตอนนี้สามีตนเองแอบไปมีภรรยาน้อย เจ้าตัวรู้สึกผิดสังเกตและสงสัยอยู่แล้วว่าทำไมพักนี้พ่อบ้านกลับบ้านผิดเวลาบ่อย ๆ แถมยังเปลี่ยนรถคันใหม่ และแต่งตัวโฉบเฉี่ยวดูดีผิดปกติ
    พอมีคนมาเล่าให้ฟังเท่านั้นเองก็คิดว่าใช่แน่ ๆ สามีทำธุรกิจขายรถมือสอง แม่บ้านจึงรีบไปหาค้อนปอนด์แล้วบุกไปที่เต็นท์รถของสามี ไปถึงไม่พูดพล่ามทำเพลงเอาค้อนปอนด์ทุบกระจกรถบ้าง กระโปรงรถบ้างรวดเดียว 18 คัน ความโกรธถึงคลายลง

    นี่แค่ระบายความโกรธถึงขั้นทุบรถไป 18 คันรวด คิดแต่ว่าลุยก่อนแล้วค่อยคุยกันทีหลัง พอทำลายข้าวของเสร็จเรียบร้อย ถึงรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเงินประมาณ 6 หมื่นเหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2 ล้านบาท พอแม่บ้านรู้ยอดค่าเสียหายเท่านั้นก็เป็นลมล้มพับทันที
    ระหว่างที่โกรธไม่คิดหน้าคิดหลังจึงอาละวาดไปสุดฤทธิ์ สุดเดช แต่พอความเสียหายเกิดขึ้นตามมาก็รู้สึกเสียใจ เขาว่า คนกำลังโกรธฆ่าคนได้ โกรธปุบปับขึ้นมาบางคนฆ่าบุคคลอันเป็นที่รัก ฆ่าพ่อฆ่าแม่ โกรธจัด ๆ ฆ่าตัวเองก็ทำได้ แล้วต้องมานึกเสียใจภายหลังทั้งนั้น

    ในกรณีที่คนเกิดบันดาลโทสะจนสร้างความเสียหายใหญ่โต ถูกตำรวจจับติดคุกดำเนินคดีก็มีไม่น้อย ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นจากความโกรธที่เรียกว่าอารมณ์ชั่ววูบ หรือบันดาลโทสะแล้วตัวเองก็ต้องมานั่งเสียใจ

    เรื่องเล่าบันดาลโทสะ

    สมัยเรียนอยู่ที่คณะแพทย์ ๆ อาตมภาพมีเพื่อนนิสิตคนหนึ่งเขาพักอยู่หอพักเอกชนกับพี่ชาย วันหนึ่งอาตมภาพได้ทราบข่าวว่าเพื่อนคนนี้เกิดเรื่องชกต่อย จึงถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น

    เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เขาพักอยู่หอพักชั้น 3 พอเดินขึ้นบันไดถัดไปประมาณ 5-6 ห้อง ก็จะถึงห้องของตัวเอง ในตึกชั้นเดียวกันนี้มีครอบครัวหนึ่งมีภรรยากำลังตั้งท้อง สามีก็ออกเชิงนักเลงชอบยืนกอดอกมองเขาตรงเชิงบันได
    ด้วยความที่เพื่อนยังเป็นวัยรุ่นแถมยังเป็นนักกีฬาตัวสูงใหญ่ พอเขาเดินขึ้นบันไดมาเห็นมีคนยืนจ้องหน้า เขาจึงจ้องหน้ากลับแล้วค่อยเดินเลยไปที่ห้องของตัวเอง ปรากฏว่าพอนักเลงคนนั้นถูกจ้องหน้าคืนบ้างก็โกรธ ไปพาพวกมาเคาะประตูห้องเพื่อน พอเพื่อนเปิดประตูรับเท่านั้นเองกำปั้นก็ลอยมาก่อนเลย
    หนุ่มนักเลงคนนั้นพาเพื่อนนักรักนี้ตัวใหญ่มาอีก 2 คน พอมาถึงก็รุมต่อยไม่ยั้ง เพื่อนอาตมภาพแหวกหลุดจากห้องมาได้ก็ลงมาข้างล่าง ยืนงง ๆ แล้วร้องเรียกให้คนช่วย ส่วนพี่ชายที่พักอยู่ห้องเดียวกันยังถูกรุมอยู่ข้างบน จนสักพักพี่ชายเดินโซซัดโซเซลงมาจากตึก นักเลงคนนั้นกับพวกรวม 3 คนรุมทำร้ายเขาจนหนำใจแล้วก่อนกลับยังขับรถเฉียวพี่ชายอีก

    เพื่อนของอาตมภาพรีบบอกให้ทางบ้านที่จังหวัดเพชรบุรีรู้ข่าว พอพ่อแม่รู้ว่าลูกชายทั้งสองคนถูกรุมทำร้ายก็โกรธมาก จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ จากนั้นก็เอามือปืนมาดูหน้าดูตาฝ่ายตรงข้าม คิดไว้ว่าจะสั่งยิงให้หายแค้น
    พอขึ้นโรงพักฝ่ายภรรยาของนักเลงคนนั้นที่กำลังตั้งท้อง เห็นมือปืนหน้าตาเหี้ยมเกรียมก็กลัว เข้าไปกราบขอร้องพ่อแม่เพื่อนของอาตมภาพ สุดท้ายพ่อแม่เขาคงฉุกคิดได้ว่าลูกยังเรียนหนังสืออยู่ทั้งคู่จะหมดอนาคต จึงไม่ใช้มือปืนแต่ดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย

    สุดท้ายหนุ่มนักเลงคนนั้นถูกลงโทษจำคุก เสียอนาคต เพราะจะมีประวัติอาชญากรติดตัวว่าเคยติดคุกติดตาราง เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบไม่ทันได้คิดหน้าคิดหลังก็เสื่อมเสียไปตลอดทั้งชาติ
    พาพวกไปรุมต่อยเขาทั้งที่อาศัยอยู่ใกล้กันแค่นั้น แล้วตัวเองก็มีภรรยากำลังตั้งท้องอยู่ ไปทำร้ายเขาแล้วจะหนีไปไหนพ้น เพียงเพราะโกรธที่เขามองหน้าตัวเองเท่านี้ ไม่ทันได้คิดว่าจะเกิดผลเสียตามมาภายหลัง ลุยก่อนเลยแล้วก็มานึกเสียใจภายหลัง เกิดเป็นปัญหาทำให้ชีวิตภายภาคหน้าลำบาก

    โทษใดเสมอด้วยความโกรธไม่มี

    มีอีกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ชายคนหนึ่งขับรถอยู่บนท้องถนน ปรากฏว่ารถเกิดเสียกลางทางจึงรู้สึกโกรธ พอหงุดหงิดขึ้นมาก็คว้าปืนอาก้าออกมาจากรถ แล้วกราดยิงรถตัวเองจนกระสุนหมดแม็กกาซีน พอรู้สึกสะใจก็คลายโกรธลงหน่อย จึงค่อยโทรตามคู่มาลากรถของตัวเองไปซ่อม เพราะความโกรธรถโดนกระสุนเจาะเข้าไป 30 นัด เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา ตัวเองเดือดร้อนได้เพียงความสะใจ

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “โทษใดเสมอด้วยความโกรธไม่มี" จริง ๆ เชื้อโกรธนั้นมีกันทุกคนเพราะมนุษย์ยังไม่หมดกิเลส จะตัดความโกรธได้ต้องบรรลุขั้นพระอนาคามีขึ้นไป เอาเป็นว่าเราต้องฝึกให้ความโกรธอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ อย่าให้ล่วงเลยไปก่อความเสียหายแก่ตัวเราและผู้อื่น

    มีคราวหนึ่งพระอินทร์กราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า บุคคลฆ่าอะไรเสียได้จะนอนเป็นสุข ฆ่าอะไรเสียได้จะไม่เศร้าโศก พระมหาสมณโคดมทรงสรรเสริญการฆ่าอะไร

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตอบว่า “บุคคลฆ่าความโกรธเสียได้จะนอนเป็นสุข” ถ้ากำลังโกรธอยู่ก็หลับไม่ลง มันหงุดหงิดพลุ่งพล่านไปหมด เมื่อชำระความโกรธออกจากใจได้เราก็หลับสบาย นอนหลับอย่างมีความสุข บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศก อาการเผือดใจแห้งใจก็จะหายไป

    พระอริยเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญการฆ่าความโกรธ ซึ่งมียอดหวานแต่มีรากเป็นพิษ และออกผลมาเป็นความทุกข์ในที่สุด คือตอนกำลังโกรธถ้าได้ทำอะไรให้ตัวเองรู้สึกสะใจ เช่น

    คิดว่า “แหม...บังอาจนอกใจเรา” จึงคว้าค้อนปอนด์ทุบรถ 18 คันรวดแบบนี้มันรู้สึกสะใจ หรือโกรธรถตัวเองจึงคว้าปืนอาก้าขึ้นมายิงกราดรถ 30 นัด มันรู้สึกสะใจดี อย่างนี้เรียกว่า “มียอดหวานแต่มีรากเป็นพิษ และออกผลเป็นความทุกข์ ” ทำให้เรามีปัญหามากมายตามมา
    เพราะฉะนั้น เราจึงต้องแก้ความโกรธด้วยการ “ตัดไฟต้นลม” มีหลักการง่าย ๆ คือคนที่กำลังโกรธนั้นมีสาเหตุมาจากความผิดหวัง รู้สึกว่าไม่ได้ตั้งใจ พอผิดหวังก็เกิดอาการโกรธแล้วก็ลุยเลย ยกตัวอย่าง คนที่อยากจะเข้าห้องแต่เข้าไม่ได้เพราะมีกำแพงขวางกั้นอยู่ พอโกรธก็คว้าค้อนปอนด์ทุบกำแพงเสียเลย

    พอเกิดปัญหาขึ้นให้เราแก้ไขด้วยการตรวจสอบตัวเองก่อนว่า จริง ๆ แล้วเราต้องการอะไร แล้วตรวจสอบอีกฝ่ายว่าเขาต้องการอะไร ? ทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น เรียกวว่า “รู้เขารู้เรา” พอเราเข้าใจตัวเองและเข้าใจอีกฝ่ายแล้วเราก็จะพบทางออกว่า ควรทำอย่างไรให้เขาปรับให้ตรงกับที่เราต้องการได้ เรียกง่าย ๆ ว่าจะทำอย่างไรถึงจะปรับความต้องการของทั้งสองฝ่ายให้มาพบกันครึ่งทางได้
    เมื่อเราเข้าห้องที่มีกำแพงกั้นไม่ได้ แทนที่จะคว้าค้อนปอนด์ทุบกำแพงออก ก็ให้สำรวจว่าประตูอยู่ตรงไหน การ “รู้เขารู้เรา” คือกุญแจไขประตูหัวใจ พอพบประตูเราก็เข้าห้องได้อย่างสบาย ๆ เข้าไปนั่งอยู่กลางใจเขาโดยไม่ต้องเอาค้อนปอนด์ทุบผนังห้องให้เสียหายเลย

    ดังนั้น เราต้องเข้าใจความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจนก่อนว่า จริง ๆ แล้วเราอยากได้อะไร และที่เราขัดใจจนโกรธนั้นมันคืออะไรกันแน่ พอตรึกตรองให้ดีความโกรธมันจะลดหายไปในที่สุด

    อย่าลืมความจริงข้อที่ว่า พวกเราทุกคนล้วนแต่เวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ต่อให้ในชาตินี้เรากับเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย หรือเป็นคู่แค้นกันอยู่ ภพใดภพหนึ่งในอดีตเขาอาจจะเคยเป็นพ่อเป็นแม่หรือเป็นลูกของเรามาก่อนเคยเป็นบุคคลที่เรารักยิ่งมาก่อน แต่เราลืมไปแล้วเท่านั้นเอง

    พอคิดได้อย่างนี้แล้วความปรารถนาดีจะเกิดขึ้น และความรู้สึกอยากทำลายเขาก็จะคลายลง ให้เราตั้งสติ รู้เขารู้เราให้ได้ สุดท้ายเราจะเปลี่ยนแปลงความโกรธเป็นความเข้าใจและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างราบรื่นในที่สุด

    จากหนังสือ เนรมิตจิตใจ
    โดย พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)

    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=19592
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    lpsomchaythanavuttho.jpg
    ทำไมไม่รู้จักพอ

    พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)
    คำถาม : เพราะเหตุใดจึงรู้สึกว่ายังไม่พอ หรือว่ายิ่งเจริญก็ยิ่งเห็นแก่ตัวคะ

    พระอาจารย์ : คุณโยมตัณหา แปลว่า ความทะยานอยาก ดูดี ๆ นะคือไม่ใช่ความอยากธรรมดา แต่เป็นความทะยานอยากนั้นหมายถึงว่ามีร้อยก็อยากจะได้หมื่น แต่พอได้หมื่นปั๊บมันทะยานไปว่าอยากจะได้แสน พอได้แสนทะยานไปว่าถ้าได้ล้านก็ดี พอล้านบอกว่ามี 10 ล้าน ก็ดีพอมี 10 ล้าน บอกมี 100 ล้าน ก็ดีในอดีตเคยมีพระเจ้าจักรพรรคที่ปกครองทั้งโลกนะ สมบัติทั้งโลกเป็นของท่านหมดเลย อยู่มาก็รู้สึกว่าทำไมเราไม่ปกครองเทวดาด้วย แต่บุญท่านมีเยอะอาศัยจักรแก้วไปบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาชั้นแรกได้ บุญมีมากขนาดที่ว่าเจ้าสวรรค์ยกสวรรค์ให้ปกครองเป็นมนุษย์อยู่สวรรค์แล้วปกครองเทวดาได้ อยู่มาก็คิดว่าทำไมเราเองไม่ได้ปกครองสวรรค์ชั้นสูงขึ้น อยากจะปกครองชั้นของพระอินทร์ บุญท่านเยอะพระอินทร์ต้องแบ่งสวรค์ให้ครึ่งหนึ่งไม่ได้ยกให้หมด เพราะพระอินทร์ก็บุญเยอะเหมือนกัน อยู่มายาวนานวันหนึ่งก็คิดว่าทำไมเราต้องปกครองได้ครึ่งเดียวไม่ปกครองทั้งสวรรค์ พอความโลภเกิดอย่างนี้ปั๊บเลยต้องตกจากสวรรค์บนโลก เพราะฉะนั้นถ้าเอาให้ได้พอตามอยากนะมันจะไม่พอหรอกสมบัติทั้งโลกยกให้เราหมด สุดท้ายจะรู้สึกไม่พออยากได้สวรรค์อีกดีที่สุดก็คือย้อนกลับมาอย่าทำตามกิเลส มันจะทะยานไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จักจบ แต่ว่ามันดับที่ต้นเหตุคือว่ารู้จักสละทรัพย์ที่มีอยู่ให้ขาดออกจากใจ เพื่อสร้างบุญสร้างกุศลแล้วให้มีทรัพย์เพื่อดูแลตนเองครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพ มีสำรองเอาไว้จนกระทั้งเกิดความมั่นใจว่าชีวิตมีความมั่นคง ก็เหลือเฟือแล้วอย่างนี้ดีกว่า เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=17191
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    dhamma610730_01.jpg
    เบื่อทุกอย่างในชีวิต

    พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)
    คำถาม : หนูรู้สึกเบื่อโลกทำอย่างไรดีคะ เบื่อทุกอย่างในชีวิตเลยคะ

    พระอาจารย์ : คุณโยมดูดี ๆ นะบางคนก็รู้สึกเบื่อบางคนก็รู้ว่าสึกน้อยใจว่าเราเองไม่สมบูรณ์ขาดตรงนั้นขาดตรงนี้นะ มีหมอไทยไปช่วยรักษาคนไข้ที่เป็นต้อหินในพระพม่าเป็นมากจนตามองไม่เห็น ถ้ารักษาหายก็กลับมามองเห็นเขาว่าไงรู้ไหม ขอให้ตามองเห็นอย่างเดียวจะไม่กลัวอะไรในโลกนี้เลย ความมุ่งมาดปรารถนาคือขอให้ตามองเห็น คนไข้ที่เดินไม่ได้บอกว่าถ้าเดินได้ละก็ไม่กลัวอะไรเลยในโลกนี้เลย งั้นสิ่งที่เราเองมีขณะนี้เป็นสิ่งที่คนจำนวนมากในโลกปรารถนาเหลือเกินที่จะมี เราเป็นคนโชคดีมาก ๆ ในโลกอยู่แล้วให้รู้อย่างนั้นอย่าให้เป็นคนที่ว่ามีสมบูรณ์พร้อมเกินไป จนกระทั้งรู้สึกเบื่อ ๆ มาก ๆ ลองไปเข้าวัดรักษาศีล 8 นั่งสมาธิดูสัก 7 วัน ก็ได้ เราอาจพบคุณค่าความหมายที่แท้จริงของชีวิตชัดเจนขึ้นมาแล้วสามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างถูกต้องแล้วก็มีความสุข เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=17226
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,541
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,711
    dhamma610423_03.jpg
    เมื่อรักกลายเป็นแค้น

    พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)
    คำถาม : ถ้าความรักทำให้เกิดอาฆาตแค้น เราจะหยุดได้อย่างไรคะ พยายามปลง มองโลกในแง่ดีแต่ยังทำไม่ได้ค่ะ

    พระอาจารย์ : คุณโยม ความรู้สึกคนเรานี่แปลกนะ บางคนอยากจะได้บางอย่างที่เป็นของรักมาเป็นของตน พอไม่ได้ คนอื่นจะเอาไป หรือเค้าทิ้งเราไปหาคนอื่น จะมีความรู้สึกว่า อยากจะทำลายมันไปซะ เพราะปมหลักก็คือ มันกระทบความรู้สึกเคารพตนเอง ความภาคภูมิใจในตัวเองนั่นเอง รู้สึกว่าเค้าทิ้งเราไปแสดงว่าเค้าไม่เห็นค่าเรา เราแย่ ทำลายให้สิ่งนั้น คนนั้นหมดไปจากโลกนี้เรา เราจะได้รู้สึกภาคภูมิใจในตนเองอย่างเก่า แต่ความคิดเชิงทำลาย ไม่ใช่สิ่งที่ดี และไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ให้พลิกใหม่เถิดว่า เราจะสามารถภาคภูมิใจในตัวเอง เคารพตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปทำลายใคร เปลี่ยนความรู้สึกนี้ มาเป็นแรงขับเคลื่อนตัวเอง ให้ตั้งใจพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่อย่างดีที่สุดเลย เพื่อเป็นการพิสูจน์ตนเองต่อโลกให้รู้ว่า เราคือคนดี คนที่มีคุณค่า ใครที่ทอดทิ้งเราไป คนนั้นจะต้องนึกเสียใจทีหลัง เอาชนะอย่างนี้ดีกว่านะ มันอาจจะไม่เร็วปุ๊ปปั๊ปเหมือนกับไปทำร้ายเค้า อาฆาตเค้า แค้นเค้า อยากจะฆ่าเค้า ทำให้เค้าเจ็บช้ำน้ำใจ ความรู้สึกอย่างนี้ทำไปแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่โทษ แต่เปลี่ยนพลังเป็นทางสร้างสรรค์มาพัฒนาตัวเองจนกระทั่ง เค้าต้องยอมรับเราในที่สุด อันนี้ดี เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16625
     

แชร์หน้านี้

Loading...