ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,560
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อวสาน “สำเพ็ง-ประตูน้ำ”? เมื่อทำเลทองพันล้าน กำลังถูกกลืนกินด้วย “ตลาดนัดลอยฟ้า” ข้ามชาติ

    19 กรกฎาคม 2569 เอกซเรย์สมรภูมิ E-Commerce ล้านล้านบาท กับ 3 มีดหมอเชิงนโยบาย ที่รัฐบาลต้องกล้าผ่าตัดเพื่อทวงคืนอธิปไตยเศรษฐกิจฐานราก
    .
    ท่ามกลางความเงียบเหงาของ #ย่านการค้าในตำนาน อย่าง #สำเพ็ง #ประตูน้ำ และ #โบ๊เบ๊ ที่เคยคึกคักไปด้วยผู้คนและเม็ดเงินหมุนเวียนในอดีต ทว่าในโลกปัจจุบัน ปรากฏการณ์ “การปฏิวัติเงียบ“ กำลังเกิดขึ้นอย่างเด่นชัด เมื่อเงินในกระเป๋าของคนไทยไม่ได้ลดน้อยลงไปตามความซบเซาของหน้าร้าน ...แต่กลับหลั่งไหลผ่านนิ้วมือและหน้าจอสมาร์ทโฟนเข้าสู่ “ตลาดนัดลอยฟ้า” ของแพลตฟอร์ม E-Commerce ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ 3-5 ราย ที่สถาปนาตนเองเป็นเจ้าของตลาดผูกขาด กวาดมูลค่าการซื้อขายสะพัดทะลุ 1.2 ล้านล้านบาท ยึดส่วนแบ่งตลาดไปกว่าร้อยละ 98 ของประเทศ
    .
    กลไกการทำกำไรของแพลตฟอร์มต่างชาติเหล่านี้ไม่ต่างจากห้างสรรพสินค้าผูกขาดขนาดใหญ่ นอกจากพวกเขาจะ #เก็บค่าเช่าแผงดิจิทัล #ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน และ #ค่าโฆษณาเพดานบินสูง จาก # พ่อค้าแม่ค้าแล้ว
    .
    ในฝั่งของ #ผู้ซื้อ ก็ยังแอบบวกค่าธรรมเนียมระบบและค่าบริการในหน้าชำระเงินอย่างแนบเนียน เม็ดเงิน “ค่าตั๋วผ่านทาง” มหาศาลระดับแสนล้านบาทต่อปีจึงถูกขนออกนอกประเทศอย่างถูกกฎหมาย โดยที่ร้านค้าส่งดั้งเดิมของไทยไม่มีกติกาที่เท่าเทียมในการวิ่งแข่ง เพราะโมเดล #ทุนข้ามชาติ สามารถเชื่อมโยงและส่งตรงสินค้าจากโรงงานต่างแดนมาถึงมือผู้บริโภคไทยได้โดยตรง ทำราคาขายปลีกออนไลน์ได้ถูกกว่าราคาขายส่งที่สำเพ็ง แถมพ่วงด้วยระบบส่งฟรี บดขยี้ผู้ประกอบการไทยจนแทบไม่มีที่ยืน
    .
    จากการสำรวจความเดือดร้อนในพื้นที่ พบว่ากลุ่มที่เจ็บหนักที่สุดคือย่านแฟชั่น ของเบ็ดเตล็ด และกิฟต์ชอปดั้งเดิมที่ล้มหายตายจากไปเกินครึ่ง ขณะที่ย่านเยาวราชยังพอประคองตัวได้ด้วยการผันตัวเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและสตรีทฟู้ดแทนฝั่งค้าส่งสินค้าแห้ง ส่วนป้อมปราการด่านสุดท้ายที่ทุนออนไลน์ยังเจาะไม่เข้าคือ ตลาดของสดอย่างคลองเตยและปากคลองตลาด เนื่องจากข้อจำกัดด้านห่วงโซ่ความเย็นและการจัดส่งสินค้าเกษตรวันต่อวัน แต่นั่นก็ไม่ได้การันตีความปลอดภัยในอนาคต
    .
    หากภาครัฐยังคงใช้เครื่องมือทางกฎหมายแบบเดิม ๆ อย่างภาษี e-Service Tax 7% หรือกฎหมาย DPS ที่ทำได้เพียงแค่การ “ตบกรอบ” ไล่ตามความสปีดของทุนนอกไม่ทัน และกลายเป็นแบบวัวหายล้อมคอกอยู่ร่ำไป
    .
    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนผ่านมาตรการเชิงรุกด้วยการใช้ 3 มีดหมอที่เด็ดขาด จัดการระดับโครงสร้างแทนการเยียวยาปลายเหตุ มีดหมอแรกคือการงัดกฎหมายป้องกันการทุ่มตลาด ผ่านคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เข้าไปตรวจสอบระบบ Algorithm และโครงสร้างราคา เพื่อลงโทษและระงับช่องทางร้านค้าต่างชาติที่ตั้งราคาต่ำกว่าทุนเพื่อฆ่าผู้ประกอบการไทย
    .
    มีดหมอที่สองคือการสร้าง “กำแพงกักกันหน้าด่าน” โดยประสานกรมศุลกากรบังคับใช้มาตรการตรวจสุ่มและกักกันสินค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ มอก. และ อย. ที่หน้าด่านร้อยเปอร์เซ็นต์ สินค้าชิ้นไหนไม่มีใบรับรองความปลอดภัยตามกฎหมายไทย ต้องห้ามนำเข้าเพื่อสกัดสินค้าเกรดต่ำไม่ให้เข้ามาตัดราคากลไกการผลิตในประเทศ
    .
    สำหรับมีดหมอที่สาม คือการเปลี่ยนย่านค้าส่งออฟไลน์ดั้งเดิมอย่างสำเพ็ง ประตูน้ำ โบ๊เบ๊ ให้กลายเป็น “เขตพาณิชย์พิเศษท่องเที่ยวเชิงยุทธศาสตร์” ในเมื่อเราสู้เรื่องต้นทุนบนโลกออนไลน์ไม่ได้ รัฐต้องช่วยดึงเม็ดเงินกลับมาสู่โลกจริง โดยการ #ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีท้องถิ่น #ปรับปรุงภูมิทัศน์ ระบบขนส่งสาธารณะ และร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บรรจุย่านการค้าดั้งเดิมเหล่านี้ให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวภาคบังคับของชาวต่างชาติ
    .
    พร้อม #จัดตั้งระบบคืนภาษี (Tax Refund) ในพื้นที่ เพื่อผันตัวเองจากตลาดค้าส่งที่ซบเซา สู่ศูนย์กลางการช้อปปิ้งและวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่โลกออนไลน์ให้ไม่ได้
    .
    อดีตผ่านมา มาตรการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐมักจำกัดวงอยู่เพียงการจัดหลักสูตรสัมมนา พาพ่อค้าแม่ค้าไทยไป #อบรมวิธีไลฟ์สด และ #วิธีทำคอนเทนต์ เพื่อขายของบนแพลตฟอร์มของต่างชาติ ซึ่งผลลัพธ์ในบั้นปลายกลับกลายเป็นการส่งเสริมให้คนไทยยอมจ่ายค่าเช่าแผงลอยฟ้าให้ทุนนอกอย่างเชี่ยวชาญขึ้นเท่านั้น โดยไม่ได้กลับมาเหลียวมองเลยว่า กติกาการแข่งขันที่ปล่อยให้ทุนต่างแดนเข้ามาค้าขายได้อย่างเสรีไร้พรมแดน
    .
    แต่กลับไม่มีแพลตฟอร์มแห่งชาติของตนเองไว้รองรับ ย่อมทำให้ผู้บริโภคไทยทำได้เพียงแค่นั่งมองเม็ดเงินไหลออก และตกเป็นลูกไก่ในกำมือของเทคโนโลยีข้ามชาติต่อไป
    .
    สมรภูมิพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ล้านล้านบาทในครั้งนี้ กำลังเป็นดั่งกระจกบานใหญ่ที่วัดใจรัฐบาลว่าจะก้าวข้ามวิธีคิดแบบระบบราชการยุคเก่า เพื่อมาปกป้องระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีธรรมาภิบาลได้หรือไม่ การบังคับใช้มาตรฐานสินค้าอย่างเข้มงวด การทลายสัญญาทาส และการพลิกโฉมทำเลทองในโลกออฟไลน์ คือทางรอดเดียวที่ต้องรีบทำในวันนี้
    .
    ก่อนที่ย่านการค้าส่งทางประวัติศาสตร์ของไทยจะเหลือเพียงแค่ชื่อในหนังสือท่องเที่ยว และคนไทยต้องกลายเป็นผู้เช่าแผ่นดินเสมือนของต่างชาติเพื่อทำมาหากินไปตลอดกาล
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/1DDow8Cqjb/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,560
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สรุปเรื่องการลงทุนซื้อเครื่องบิน จากสหรัฐและจีน เพื่อเป็นกระดูกสันหลังของ การท่องเที่ยวกัมพูชา

    กัมพูชา สั่งซื้อเครื่องบินจากอเมริกา
    โดยได้รับของแถมเป็นสิทธิ์ ในการบินตรง เครื่องบินที่สั่งซื้อจากอเมริกา สายการบินแห่งชาติกัมพูชาจะใช้ในไฟล์ทเดินทางไกล เช่น ยุโรปหรืออเมริกา ใช้งบลงทุนทั้งหมด หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านบาท

    สายการบินแห่งชาติมีความจําเป็นจะต้องขยายศักยภาพรองรับการแข่งขันในอนาคต จึงตัดสินใจ สั่งซื้อเครื่องบิน จากจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินที่เหมาะสมกับการบินไม่เกิน 5 ชั่วโมง ซึ่งเหมาะสมกับการเป็นเครื่องบิน เดินทางในภูมิภาคเอเชีย

    ซึ่งของแถมจากการสั่งซื้อครั้งนี้คือลูกค้าคนจีนที่จะเดินทางมาเที่ยวกัมพูชาในอนาคต งบลงทุนประมาณสี่หมื่นหกพันล้านบาท

    เท่ากับทางกัมพูชาลงทุนด้านการขยายศักยภาพ การท่องเที่ยวทางเครื่องบินไปแล้ว #หนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาท โดยประมาณ

    ทุกอย่างคือการลงทุนเพื่ออนาคตครับ เพราะว่ากัมพูชามองการ ปรับเปลี่ยนครั้งนี้คือโครงสร้างสําคัญซึ่งจะเป็นสิ่ง สําคัญในการดึงนักท่องเที่ยวและขยายภาคธุรกิจต่างๆ

    ซึ่งถ้าไม่มีกรณีพิพาทกับไทย ทุกอย่างจะดูดีกว่านี้เยอะครับ

    หลังจากพิพาทกับไทยก็มีเรื่องของสแกมเมอร์ ซึ่งหลังจากนั้นเราก็รู้ครับว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างจนถึงปัจจุบัน การท่องเที่ยว ขอใช้คำว่าดิ่ง คือยังพอมีนักท่องเที่ยว แต่จำนวน
    ถือว่าต่ํามาก ๆ ตัวเลขคร่าว ๆ ก็ลดลงไปประมาณ 50 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่นับรวม นักท่องเที่ยวจากชายแดนที่ไทยปิดด่าน

    สนามบินนานาชาติที่เปิดใหม่หลังจากได้รับผลกระทบ จากเริ่มสแกมเมอร์
    แม้จะได้รับรางวัลสนามบินที่สวยงามจากประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่ผู้ใช้บริการก็คือนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาหรือนักธุรกิจ ซึ่งตอนนี้ จํานวนลดลงเป็นอย่างมาก

    สรุปโดยรวมคือเป็น กลยุทธ์ที่ดีครับ เพราะในตอนที่เริ่มคิด เท่ากับเป็นการยกระดับ คือเปลี่ยนสนามบินเก่าและเปิดสนามบินใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพรวมไปถึงข้อกำหนดเก่า ๆ ที่กัมพูชาติดเงื่อนไขมาโดยตลอด เช่น การบินตรงเข้าสหรัฐ รวมไปถึง ต้องการเป็นฮับในภูมิภาคเช่นเดียวกับไทย

    แต่ระหว่างทางสะดุดด้วยนโยบายของตนเองจนเกิดเป็นกรณีพิพาทและตามมาด้วยการปิดด่าน รวมไปถึงปัญหาภายในประเทศของเขาเองนั่นคือปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งเมื่อสะท้อนออกมา มีหลายชาติ ที่ได้รับผลกระทบ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน

    โดยในการสั่งซื้อ เป็นการค่อย ๆ จ่าย ยังไม่กระทบทีเดียวครับ แต่ก็น่าสนใจ เพราะถือเป็นการลงทุนที่ เดิมถือว่าคุ้มค่าในการลงทุนครับ แต่สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตค่อนข้างไม่แน่นอนครับ

    ttps://www.facebook.com/photo?fbid=1474562178047832&set=a.464652715705455&locale=th_TH

     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,560
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Marks & Spencer หมดสัญญา!
    ปิดฉากในไทย หลังทำตลาดนาน 31 ปี

    ตอนที่มาเปิดที่ไทยใหม่ ๆ ตอนนั้น คุกกี้ หรือขนม
    ที่มีไส้แดงๆตรงกลาง ของแบรนด์กำลังเป็นที่นิยมด้วย
    ภรรยาชอบทานมากครับ

    สรุปคือ หมดสัญญาครับ โดยกลุ่มเซนทรัล ไม่ดำเนินการต่อ เพราะเหตุผลทางความคุ้มทุนของธุรกิจ ปิดตำนาน 31 ปีครับ

    ttps://www.facebook.com/photo?fbid=1474037908100259&set=a.464652709038789&locale=th_TH
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,560
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รอยร้าวที่กลายเป็นสะพานสู่ความตาย: นวัตกรรมชิปเปลี่ยนโลก และโศกนาฏกรรมใต้เงาสงครามเทคโนโลยีของ ‘วัง ตานห้าว’
    การจากไปอย่างกะทันหันในวัยเพียง 31 ปีของ วัง ตานห้าว (汪丹浩) นักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoc) ผู้ปราดเปรื่องแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน (UMich) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2026 ทิ้งไว้เพียงเงื่อนงำของการทำร้ายตัวเองหลังจากการเข้าพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สืบสวนกลางของสหรัฐฯ (#FBI) และงานวิจัยชิ้นประวัติศาสตร์บนหน้าวารสาร Nature ที่กลายเป็นจุดตัดสำคัญในสงครามเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจโลก
    บัดนี้ ผ่านไปเกือบสี่เดือนหลังจากโศกนาฏกรรม เถ้ากระดูกของวัง ตานห้าว ได้ถูกส่งกลับคืนสู่มาตุภูมิประเทศจีนแล้ว ท่ามกลางความโศกเศร้าอย่างแสนสาหัสของผู้เป็นมารดาเลี้ยงเดี่ยวซึ่งเป็นครอบครัวสายตรงเพียงคนเดียวที่ฟูมฟักเขามา รวมถึงคู่หมั้นสาวที่เดิมทีมีแผนจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยกันในช่วงฤดูร้อนนี้ที่ประเทศจีน แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยว่า ทั้งสองต้องเผชิญกับภาวะบอบช้ำทางจิตใจอย่างรุนแรงจากการสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่มีวันกลับคืน
    เส้นทางสู่บ้านเกิดที่ไม่มีวันมาถึง
    ก่อนเกิดเหตุสะเทือนขวัญ วัง ตานห้าว กำลังเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านเกิดในเดือนพฤษภาคมเพื่อเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ โดยเขาได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำ (Faculty position) ณ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน (USTC) ในเมืองเหอเฝย ซึ่งเป็นสถานศึกษาเก่าอันเป็นที่รักของเขา การพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สืบสวนของ #สหรัฐฯ เกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 มีนาคม เพียงหนึ่งวันก่อนที่เขาจะตัดสินใจจบชีวิตตนเองในเมืองแอนน์อาร์เบอร์ รัฐมิชิแกน ทิ้งงานวิจัยระดับเปลี่ยนโลกที่กำลังจะเสร็จสิ้นไว้เบื้องหลัง
    นับตั้งแต่ปี 2022 ตันห่าวได้ร่วมงานในห้องปฏิบัติการของศาสตราจารย์ เจ๋อเทียน มี่ (Zetian Mi) ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน เพื่อพัฒนาวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงที่จะช่วยปลดล็อกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเทคโนโลยีระบบแสงแห่งอนาคต จนผลงานของเขาได้รับการเชิดชูและเผยแพร่บนเว็บไซต์หลักของมหาวิทยาลัยอย่างโดดเด่นในปี 2024 และ 2025
    ความลับของผลึกศาสตร์: เมื่อ ‘รอยร้าว’ กลายเป็น ‘สะพานเชื่อม’
    ในโลกของเซมิคอนดักเตอร์ยุคถัดไป ผลงานวิจัยของ วัง ตานห้าว ที่ตีพิมพ์ในเดือนเมษายน 2025 ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ไขปริศนาโครงสร้างผลึกประเภท “#ไนไตรด์เฟอร์โรอิเล็กทริก” (#FerroelectricNitrides)
    โดยปกติแล้ว วัสดุเฟอร์โรอิเล็กทริกมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถสลับขั้วไฟฟ้าบวก-ลบได้ด้วยกระแสไฟ และจะคงขั้วนั้นไว้แม้ไม่มีกระแสไฟเลี้ยง (คล้ายกับแม่เหล็กที่เปลี่ยนขั้วได้) ทว่าทางทฤษฎีแล้ว วัสดุชนิดนี้ไม่น่าจะคงสภาพอยู่ได้ เพราะเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า แรงผลักอันรุนแรงตรงจุดเชื่อมต่อระหว่างโดเมน (Domain Walls) ที่ชี้ไปคนละทิศทาง ควรจะทำให้โครงสร้างผลึกแตกสลายและพังทลายลง
    แต่สิ่งที่ วัง ตานห้าว และทีมวิจัยค้นพบผ่านกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM) กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง:
    -พันธะที่เหลืออยู่คือตัวยึดเกาะ: ณ จุดเชื่อมต่อที่พร้อมจะแตกหัก โครงสร้างผลึกในระดับอะตอมจะเกิดรอยร้าวขนาดเล็กจิ๋ว ซึ่งทำให้เกิด "พันธะค้างคา" (Dangling Bonds) หรืออะตอมที่มีอิเล็กตรอนอิสระหลงเหลืออยู่
    -ทางด่วนอิเล็กตรอน: อิเล็กตรอนอิสระเหล่านี้นอกจากจะเข้าไปช่วยสะเทินแรงผลักประจุไฟฟ้าไม่ให้ผลึกแตกสลายแล้ว พวกมันยังรวมตัวกันสร้าง "ทางด่วนนำไฟฟ้าพิเศษ" (Superhighway) ที่มีความหนาแน่นของประจุมากกว่าทรานซิสเตอร์แกลเลียมไนไตรด์ทั่วไปถึง 100 เท่า
    -ทรานซิสเตอร์ที่ปรับแต่งได้: ทางด่วนไฟฟ้านี้สามารถเปิด-ปิด เคลื่อนย้ายตำแหน่ง และปรับระดับการนำไฟฟ้าได้ตามต้องการด้วยสนามไฟฟ้า ซึ่งหมายถึงการสร้างวัสดุที่สามารถ “บันทึกข้อมูลและนำไฟฟ้าได้ในเวลาเดียวกัน”
    ความมั่นคงระดับชาติ: ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องจับตา?
    นวัตกรรมของ วัง ตานห้าว ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องทดลองทางวิชาการ แต่มันคือแกนกลางของยุทโธปกรณ์ทางการทหารในโลกความเป็นจริง
    วัสดุในตระกูล #แกลเลียมไนไตรด์ (GaN) คือหัวใจของ #ระบบเรดาร์ขั้นสูง ของ #กองทัพสหรัฐฯ เช่น เรดาร์ AN/SPY-6 ของกองทัพเรือ, เรดาร์ AN/TPS-80 G/ATOR ของกองทัพวิกาล รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่าง #Patriot และ #THAAD ผู้ใดที่ครอบครองเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์นี้ในเจเนอเรชันถัดไป ผู้นั้นคือผู้คุมความได้เปรียบในน่านฟ้าและสงครามคลื่นความถี่
    ขณะเดียวกัน #จีน คือผู้ควบคุมห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำของ #แร่แกลเลียม (#Gallium) ถึง 98% ของโลก และชิ้นส่วนทหารของ #สหรัฐฯ กว่า 11,000 รายการยังต้องพึ่งพาแร่ธาตุนี้จากซัพพลายเออร์จีน ในช่วงปลายปี 2024 จีนได้ตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการแบนการส่งออกแร่แกลเลียมและเจอร์เมเนียมไปยังสหรัฐฯ โดยตรง
    งานวิจัยของ ตันห่าว ที่สามารถปฏิวัติสถาปัตยกรรมชิปและลดการพึ่งพาแร่แกลเลียมลงได้ จึงกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดที่หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ทั้งในแง่ของเงินทุนวิจัยที่ได้รับส่วนหนึ่งจากกองทัพบกสหรัฐฯ (Army Research Office) และความกังวลเรื่องการถ่ายโอนเทคโนโลยีไปยังประเทศจีน
    ราคาของความระแวง และอนาคตที่สูญเสีย
    การจากไปอย่างน่าสลดใจของ วัง ตานห้าว ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในหมู่นักวิจัยต่างชาติบนแผ่นดินสหรัฐฯ สหภาพแรงงานนักวิจัยหลังปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ระบุว่า ความตายของเขาเกิดขึ้นท่ามกลาง "#บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว" ที่แผ่ซ่านในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและนักวิจัยที่ทำงานภายใต้แรงกดดันจากนโยบายความมั่นคงอันเข้มงวด
    แม้จะไม่มีการตั้งข้อหาหรือหลักฐานการกระทำความผิดใด ๆ ปรากฏต่อสาธารณะ แต่การเคาะประตูบ้านจากเจ้าหน้าที่รัฐในยามวิกาลได้กลายเป็นฝันร้ายที่พรากชีวิตของนักวิทยาศาสตร์ผู้มีอนาคตไกล และฉีกกระชากครอบครัวที่เฝ้ารอการกลับบ้านของเขาไปตลอดกาล
    ในแง่วิทยาศาสตร์ การค้นพบเรื่องกลไกการสะเทินประจุที่เกิดจากรูปทรงเรขาคณิตของผลึกของ ตานห้าว จะยังคงอยู่และเป็นรากฐานให้แก่นวัตกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์รุ่นถัดไป แต่ในแง่มนุษยธรรม เหตุการณ์นี้ทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้โลกตระหนักว่า ภายใต้กำแพงความมั่นคงและความระแวงแคลงใจระหว่างประเทศ ราคาที่ต้องจ่ายอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขงบประมาณ แต่คือชีวิตของผู้อุทิศตนเพื่อปูทางให้แก่อนาคตของมนุษยชาติ
    #ChinaFocus
    Ref.: University Herald/SCMP
    ttps://www.facebook.com/photo/?fbid=1042433908294148&set=a.184625140741700&locale=th_TH

     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,560
    ค่าพลัง:
    +97,153
    C919 ผ่านด่านทดสอบบิน EASA ไร้ปัญหาฮาร์ดแวร์ แต่เส้นทางสู่ใบรับรองการบินยุโรปยังอีกยาวไกล

    ทีมนักบินทดสอบจาก #องค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (#EASA) กำลังจะเสร็จสิ้นกระบวนการทดสอบภาคอากาศ (Flight Testing) ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายเดือนในประเทศจีน โดยไม่พบความเสี่ยงร้ายแรงในส่วนของฮาร์ดแวร์ (No major hardware risks) บนเครื่องบินพาณิชย์ลำแคบรุ่น #C919 ที่ผลิตโดยรัฐวิสาหกิจจีนอย่าง COMAC (Commercial Aircraft Corporation of China)

    แม้ข่าวนี้จะถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการเขยิบเข้าใกล้ใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัย (Certification) จากยุโรป แต่แหล่งข่าวเตือนว่า การบินทดสอบเสร็จไม่ได้หมายความว่าจะได้รับใบรับรองในเร็ววันนี้

    เคี่ยวกรำระดับโหด: ดันเครื่องบินเข้าสู่สภาวะสุดขั้ว

    การทดสอบโดย EASA ที่เมืองเซี่ยงไฮ้เป็นส่วนหนึ่งของขั้น ตอนที่ 3 จากทั้งหมด 4 ขั้นตอนของกระบวนการรับรองมาตรฐาน ทีมนักบินทดสอบได้ผลักดัน C919 ไปจนถึงขีดจำกัดวิกฤต เช่น การบังคับเครื่องให้อยู่ในภาวะควงสว่าน (Spin) และอาการร่วงกริยา (Stall) เพื่อสอบทานความแข็งแกร่งของโครงสร้าง และเก็บข้อมูลเชิงลึกมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานยุโรป

    นอกจากนี้ การทดสอบยังรวมถึง:
    -การรอคอยสภาพอากาศวิกฤต: นักบินต้องรอสภาพอากาศเลวร้าย อุณหภูมิ หรือความชื้นที่จำเพาะ เพื่อทดสอบสมรรถนะการรับมือของเครื่อง

    -การจำลองระบบล้มเหลว (System Malfunctions): เพื่อประเมินการทำงานของระบบสำรอง (Backup Systems) และคอมพิวเตอร์ควบคุมการบิน

    -ด่านทดสอบพิเศษสำหรับนักบินต่างชาติ: มีการนำกัปตันชาวยุโรปที่ประจำการในจีนมาทดลองบินบนเครื่องจำลอง (Simulator) โดยมี EASA คอยสังเกตการณ์ เพื่อยืนยันว่านักบินต่างชาติสามารถควบคุม Cockpit ที่ออกแบบโดยจีนได้อย่างราบรื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งผ่านพ้นไปด้วยดีตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

    เพื่อรักษาความเป็นกลางและน่าเชื่อถือ EASA ได้สั่งการให้นักบินและช่างเทคนิคที่ปฏิบัติงานในจีน "ลดการพูดคุยที่ไม่จำเป็น" กับเจ้าหน้าที่จีน และห้ามให้ข้อคิดเห็น (Feedback) ทันทีหลังจบการทดสอบแต่ละครั้ง

    ทำไมใบรับรองสากลถึงสำคัญกับ COMAC?
    C919 ถูกวางตำแหน่งให้เป็นคู่แข่งโดยตรงของ #AirbusA320 และ #Boeing737 ในตลาดโลก แม้ปัจจุบัน C919 จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ภายในประเทศจีนมานานกว่า 3 ปี และมีการส่งมอบให้สายการบินจีนไปแล้วราว 37 เครื่อง แต่หากขาดใบรับรองจากองค์กรการบินฝั่งตะวันตกอย่าง EASA หรือ FAA (สหรัฐฯ) C919 จะไม่สามารถก้าวออกไปแข่งขันในตลาดการบินระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    นัยสำคัญทางเทคนิคและกรอบเวลา

    แม้การผ่านทดสอบภาคอากาศโดยไม่เจอข้อบกพร่องทางกายภาพ (Hardware) จะเป็นสัญญาณบวก แต่งานหลังจากนี้ถือเป็น "ภูเขาลูกใหญ่" ที่ COMAC ต้องข้ามผ่าน:

    1. การคัดกรองข้อมูลมหาศาล (Data Analysis): ผู้ประเมินต้องนำข้อมูลการบินทั้งหมดมาวิเคราะห์อย่างละเอียด ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การสั่งปรับแก้ซอฟต์แวร์ควบคุมการบิน (Software Tweaks) และสั่งทดสอบเพิ่มเติมในบางประเด็น

    2. กรอบเวลาที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปี: Florian Guillermet ผู้อำนวยการบริหารของ EASA เคยเปิดเผยไว้ว่า กระบวนการประเมิน C919 ทั้งหมดอาจต้องใช้เวลารวม 3 ถึง 6 ปี

    C919 มีฐานโครงสร้างและฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่งพอจะผ่านด่านโหดของยุโรปได้ แต่บททดสอบที่แท้จริงนับจากนี้คือเรื่องของระบบซอฟต์แวร์ เอกสารทางเทคนิค และกระบวนการทางกฎหมายการบิน ซึ่งจีนยังคงต้องใช้ความอดทนในการเดินทางไกลอีกหลายปีกว่าที่ C919 จะได้บินฉิวบนท้องฟ้ายุโรปและทั่วโลก

    #ChinaFocus #เครื่องบินพาณิชย์

    Ref.: SCMP
    ttps://www.facebook.com/photo?fbid=1047296571141215&set=a.184625140741700&locale=th_TH
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,560
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หมัดสวนปักกิ่ง! SMIC ทะลวงกำแพงคว่ำบาตรสหรัฐฯ ซุ่มผลิตชิป 7 นาโนเมตรสำเร็จ สั่นคลอนยุทธศาสตร์สกัดขาเทคโนโลยีจีน

    เซี่ยงไฮ้ — Semiconductor Manufacturing International Corp. (SMIC) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของจีน ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการกระโดดข้ามขีดจำกัดทางเทคโนโลยีถึง 2 เจเนอเรชัน หักหน้ามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่พยายามกดหัวไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง

    รายงานจาก TechInsights หน่วยงานวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เปิดเผยว่า SMIC ได้เริ่มส่งมอบชิปประมวลผลที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 7 นาโนเมตร (7nm) ให้กับลูกค้าแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่จากเดิมที่ #SMIC มีศักยภาพเปิดเผยอยู่เพียงระดับ 14 นาโนเมตรเท่านั้น ท่ามกลางคำสั่งแบนของ #สหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายปี 2020 ที่ห้ามไม่ให้บริษัทใดๆ ส่งออกเครื่องจักรผลิตชิปตั้งแต่ระดับ 10 นาโนเมตรลงไปให้แก่จีนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

    เจาะลึกเบื้องหลัง: ชิปซิ่งสายฟ้าที่สหรัฐฯ คาดไม่ถึง

    การขยับขยายเทคโนโลยีในครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดหุ้นฝั่งเอเชียทันที โดยหุ้นของ SMIC ในฮ่องกงพุ่งขึ้น 1.9% ขณะที่หุ้นกลุ่มอุปกรณ์และซัพพลายเออร์ชิปของจีน เช่น Shanghai Fudan Microelectronics และ Naura Technology ทะยานขึ้นมากกว่า 5%

    รายละเอียดที่น่าสนใจในเชิงลึกมีดังนี้:
    -เริ่มผลิตเงียบๆ มาเป็นปี: เว็บไซต์ของ MinerVa Semiconductor ซึ่งเป็นลูกค้าของ SMIC ระบุว่า ชิป 7 นาโนเมตรรุ่นนี้ได้เริ่มกระบวนการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) มาตั้งแต่ กรกฎาคม 2021 แล้ว เพียงแต่ในเวลานั้นไม่มีการเปิดเผยชื่อโรงงานผู้ผลิตออกสู่สาธารณะ

    -ความคุ้มทุนที่รัฐบาลพร้อมอุ้ม: ในโลกธุรกิจปกติ สิ่งที่จะตัดสินว่าเทคโนโลยีใหม่จะรอดหรือไม่คือ "อัตราผลตอบแทนการผลิต" (Yield Rate) หรือเปอร์เซ็นต์ของชิปที่ใช้งานได้จริงในแต่ละล็อต (เหมือนที่ Intel เคยติดหล่มเทคโนโลยีหนึ่งอยู่นานถึง 5 ปีเพราะทำยอดชิปดีได้ไม่มากพอ) แต่ SMIC ไม่ได้เดินเกมภายใต้ระบบกลไกตลาดทั่วไป เพราะนี่คือวาระแห่งชาติของปักกิ่ง รัฐบาลจีนพร้อมจะจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยผลขาดทุน ขอเพียงให้ประเทศมีชิปขั้นสูงใช้งานและลดการพึ่งพาต่างชาติได้สำเร็จ

    -ข้อจำกัดที่ยังต้องจับตา: แม้จะขยับมาถึง 7 นาโนเมตร แต่อนาคตของ SMIC ยังคงเผชิญกำแพงหนาเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงเครื่องพิมพ์แผ่นวงจรระดับ #EUV (Extreme Ultraviolet Lithography) ของบริษัท #ASML จากเนเธอร์แลนด์ได้ ซึ่งเครื่องจักรนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการดันเพดานบินไปสู่ชิประดับ 5 นาโนเมตรและ 3 นาโนเมตรเหมือนที่ TSMC และ Samsung กำลังทำอยู่

    ความท้าทายของวอชิงตัน: รอยรั่วที่อุดไม่หมด

    ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของ SMIC ในรอบนี้ นำมาสู่คำถามสำคัญในสภาคองเกรสว่า มาตรการควบคุมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ นั้นมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเสือกระดาษที่จีนสามารถหาช่องว่างดัดแปลงเทคโนโลยีเดิม (เช่น เครื่องจักรระดับ 14 นาโนเมตร) มาผลิตชิปที่ก้าวหน้ากว่าเดิมได้

    สส. ไมเคิล แมคคอล และ สว. มาร์โก รูบิโอ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยกระดับการควบคุมให้เข้มงวดขึ้นทันที เพราะนอกจากเรื่องการแข่งขันทางเทคโนโลยีแล้ว สหรัฐฯ ยังกังวลว่าชิปขั้นสูงเหล่านี้อาจถูกส่งต่อไปให้รัสเซียเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการทหารและหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรเช่นกัน

    บทสรุปในเกมกระดานนี้สะท้อนชัดเจนว่า ยิ่งสหรัฐฯ พยายามปิดกั้นและกดดันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีที่บีบให้ปักกิ่งต้องทุ่มทรัพยากรไม่อั้นเพื่อเร่งสร้างระบบนิเวศชิปของตัวเอง และความสำเร็จระดับ 7 นาโนเมตรในครั้งนี้ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าจีนกำลังเรียนรู้วิธีเติบโตท่ามกลางวงล้อมเด็ดขาดกว่าที่ทำเนียบขาวประเมินไว้มาก

    #ChinaFocus

    Ref.: Bloomberg (China’s Top Chipmaker Achieves Breakthrough Despite US Curbs)
    ttps://www.facebook.com/photo/?fbid=1046549167882622&set=a.184625144075033&locale=th_TH
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,560
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หมัดสวนปักกิ่ง! SMIC ทะลวงกำแพงคว่ำบาตรสหรัฐฯ ซุ่มผลิตชิป 7 นาโนเมตรสำเร็จ สั่นคลอนยุทธศาสตร์สกัดขาเทคโนโลยีจีน

    เซี่ยงไฮ้ — Semiconductor Manufacturing International Corp. (SMIC) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของจีน ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการกระโดดข้ามขีดจำกัดทางเทคโนโลยีถึง 2 เจเนอเรชัน หักหน้ามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่พยายามกดหัวไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง

    รายงานจาก TechInsights หน่วยงานวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เปิดเผยว่า SMIC ได้เริ่มส่งมอบชิปประมวลผลที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 7 นาโนเมตร (7nm) ให้กับลูกค้าแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่จากเดิมที่ #SMIC มีศักยภาพเปิดเผยอยู่เพียงระดับ 14 นาโนเมตรเท่านั้น ท่ามกลางคำสั่งแบนของ #สหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายปี 2020 ที่ห้ามไม่ให้บริษัทใดๆ ส่งออกเครื่องจักรผลิตชิปตั้งแต่ระดับ 10 นาโนเมตรลงไปให้แก่จีนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

    เจาะลึกเบื้องหลัง: ชิปซิ่งสายฟ้าที่สหรัฐฯ คาดไม่ถึง

    การขยับขยายเทคโนโลยีในครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดหุ้นฝั่งเอเชียทันที โดยหุ้นของ SMIC ในฮ่องกงพุ่งขึ้น 1.9% ขณะที่หุ้นกลุ่มอุปกรณ์และซัพพลายเออร์ชิปของจีน เช่น Shanghai Fudan Microelectronics และ Naura Technology ทะยานขึ้นมากกว่า 5%

    รายละเอียดที่น่าสนใจในเชิงลึกมีดังนี้:
    -เริ่มผลิตเงียบๆ มาเป็นปี: เว็บไซต์ของ MinerVa Semiconductor ซึ่งเป็นลูกค้าของ SMIC ระบุว่า ชิป 7 นาโนเมตรรุ่นนี้ได้เริ่มกระบวนการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) มาตั้งแต่ กรกฎาคม 2021 แล้ว เพียงแต่ในเวลานั้นไม่มีการเปิดเผยชื่อโรงงานผู้ผลิตออกสู่สาธารณะ

    -ความคุ้มทุนที่รัฐบาลพร้อมอุ้ม: ในโลกธุรกิจปกติ สิ่งที่จะตัดสินว่าเทคโนโลยีใหม่จะรอดหรือไม่คือ "อัตราผลตอบแทนการผลิต" (Yield Rate) หรือเปอร์เซ็นต์ของชิปที่ใช้งานได้จริงในแต่ละล็อต (เหมือนที่ Intel เคยติดหล่มเทคโนโลยีหนึ่งอยู่นานถึง 5 ปีเพราะทำยอดชิปดีได้ไม่มากพอ) แต่ SMIC ไม่ได้เดินเกมภายใต้ระบบกลไกตลาดทั่วไป เพราะนี่คือวาระแห่งชาติของปักกิ่ง รัฐบาลจีนพร้อมจะจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยผลขาดทุน ขอเพียงให้ประเทศมีชิปขั้นสูงใช้งานและลดการพึ่งพาต่างชาติได้สำเร็จ

    -ข้อจำกัดที่ยังต้องจับตา: แม้จะขยับมาถึง 7 นาโนเมตร แต่อนาคตของ SMIC ยังคงเผชิญกำแพงหนาเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงเครื่องพิมพ์แผ่นวงจรระดับ #EUV (Extreme Ultraviolet Lithography) ของบริษัท #ASML จากเนเธอร์แลนด์ได้ ซึ่งเครื่องจักรนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการดันเพดานบินไปสู่ชิประดับ 5 นาโนเมตรและ 3 นาโนเมตรเหมือนที่ TSMC และ Samsung กำลังทำอยู่

    ความท้าทายของวอชิงตัน: รอยรั่วที่อุดไม่หมด

    ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของ SMIC ในรอบนี้ นำมาสู่คำถามสำคัญในสภาคองเกรสว่า มาตรการควบคุมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ นั้นมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเสือกระดาษที่จีนสามารถหาช่องว่างดัดแปลงเทคโนโลยีเดิม (เช่น เครื่องจักรระดับ 14 นาโนเมตร) มาผลิตชิปที่ก้าวหน้ากว่าเดิมได้

    สส. ไมเคิล แมคคอล และ สว. มาร์โก รูบิโอ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยกระดับการควบคุมให้เข้มงวดขึ้นทันที เพราะนอกจากเรื่องการแข่งขันทางเทคโนโลยีแล้ว สหรัฐฯ ยังกังวลว่าชิปขั้นสูงเหล่านี้อาจถูกส่งต่อไปให้รัสเซียเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการทหารและหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรเช่นกัน

    บทสรุปในเกมกระดานนี้สะท้อนชัดเจนว่า ยิ่งสหรัฐฯ พยายามปิดกั้นและกดดันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีที่บีบให้ปักกิ่งต้องทุ่มทรัพยากรไม่อั้นเพื่อเร่งสร้างระบบนิเวศชิปของตัวเอง และความสำเร็จระดับ 7 นาโนเมตรในครั้งนี้ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าจีนกำลังเรียนรู้วิธีเติบโตท่ามกลางวงล้อมเด็ดขาดกว่าที่ทำเนียบขาวประเมินไว้มาก

    #ChinaFocus

    Ref.: Bloomberg (China’s Top Chipmaker Achieves Breakthrough Despite US Curbs)
    ttps://www.facebook.com/photo?fbid=1046549167882622&set=a.184625144075033&locale=th_TH
     

แชร์หน้านี้

Loading...