บทความให้กำลังใจ(คนขี้ลืม)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    โยมถามพระตอบ ตอนที่ ๙
    พระไพศาล วิสาโล
    คำถามที่ ๑. กราบนมัสการพระอาจารย์ที่เคารพ หากต้องดูแลญาติผู้ใหญ่ที่ป่วย ซึ่งมีอาการคิดมาก จิตตก และมักจะคิดวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ อยู่เสมอนั้น โยมควรจะมีวิธีดูแลผู้ป่วยและใจตนเองอย่างไรคะ เพราะยิ่งดูแลยิ่งรู้สึกหดหู่และจิตตกตามไปด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างยิ่งค่ะ

    ตอบ คุณควรพยายามชักนำให้เขากลับมาอยู่กับปัจจุบัน หันมาชื่นชมหรือยินดีกับสิ่งที่มีอยู่รอบตัว มองเห็นสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่กับตัว มีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในปัจจุบัน รวมทั้งชวนให้เขาระลึกถึงความดีที่เคยทำหรือสิ่งเขาภาคภูมิใจ

    เป็นธรรมดาของผู้ป่วย ใจมักจะลอยไปอดีตบ้าง ไหลไปอนาคตบ้าง เพราะนอนอยู่เฉย ๆ ไม่มีอะไรทำ จิตจึงฟุ้งซ่านได้ง่าย และมักหลงวนอยู่กับเรื่องเดิมที่ฝังใจ (ซึ่งมักเป็นเรื่องลบมากกว่าเรื่องบวก) ผู้ดูแลจึงควรหาเวลาสนทนาพูดคุยกับเขาอยู่เนือง ๆ หรือชวนให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล เช่น สวดมนต์ ถ้าทำด้วยกันได้ก็จะดี อย่าปล่อยให้เขาทำคนเดียว วิธีนี้จะดีต่อผู้ดูแลด้วย เมื่อเขาเริ่มคุ้นเคยแล้ว ก็ชวนเขาทำสมาธิด้วยกัน แม้ ๕ นาทีก็ยังดี แต่ควรทำบ่อย ๆ เป็นกิจวัตร จะช่วยให้เขามีสติดีขึ้น

    ส่วนคุณเองก็ควรหมั่นดูใจตนเองบ้าง ดูแลผู้อื่นแล้ว อย่าลืมรักษาใจตนเองด้วย อย่าปล่อยใจจมอยู่กับอดีต/อนาคต หรืออารมณ์ที่เศร้าหมอง พยายามรู้ทันความคิดและอารมณ์ดังกล่าวให้รวดเร็ว แล้วพาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เวลาทำอะไร ใจก็อยู่กับสิ่งนั้น อย่าเพิ่งไปคิดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง จะทำให้วิตกกังวลหรือเครียดได้ง่าย

    หากทำได้อย่าที่ว่ามา แม้จะเหนื่อยกาย แต่ใจไม่เหนื่อย แล้วอย่าลืมหาเวลาพักผ่อนหรือปลีกตัวจากการดูแลบ้าง จิตใจจะได้ผ่อนคลาย ที่สำคัญคือเมื่อถึงเวลาพักก็ควรพักจริง ๆ คือพักทั้งกายและใจ อย่าเอาเรื่องผู้ป่วยมาคิดให้เป็นกังวล วางเขาลงไปจากใจบ้าง โดยเฉพาะเวลาที่ไม่ได้อยู่ดูแลเขา

    ควรเตือนใจตนเองบ้าง ว่าหากเห็นว่าเขาไม่ควรคิดมากหรือวนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ คุณก็ไม่ควรทำอย่างนั้นกับตนเอง

    คำถามที่ ๒. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพ ก่อนอื่นโยมกราบขออภัยหากคำถามนั้นไม่เหมาะสมค่ะ โยมอยากทราบว่าจะบาปไหมคะ หากนำหนังสือธรรมะเข้าไปอ่านระหว่างทำธุระในห้องน้ำ กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างยิ่งที่เมตตาชี้แนะค่ะ

    ตอบ คุณนำหนังสือธรรมะไปอ่าน ไม่ว่าในห้องพระ ห้องนอน หรือห้องน้ำ รวมทั้งไม่ว่าในท่าใด นั่ง ยืน หรือนอน หากทำด้วยความเคารพในธรรม เห็นคุณค่าของธรรม มีความใฝ่รู้ในธรรม ย่อมไม่เป็นบาป เพราะเป็นการกระทำด้วยจิตที่เป็นกุศล จะว่าไปแล้วการทำเช่นนั้นดีกว่าการปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน จนเป็นอกุศลหรือเกิดความทุกข์ (ซึ่งมักเกิดกับผู้คนเวลาทำกิจส่วนตัวในห้องน้ำ) การทำอะไรก็ตามเพื่อให้จิตเป็นกุศล เกิดสติและปัญญา ย่อมเป็นสิ่งดีทั้งนั้น ไม่ว่าอยู่ในสถานที่ใดเวลาใดก็ตาม

    คำถามที่ ๓. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพ หากที่บ้านทำธุรกิจที่ผิดศีล คือขายสุรา และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องช่วยขายด้วยในบางครั้ง ผมไม่อยากขาย ไม่อยากผิดศีล แต่ก็ห้ามคนที่บ้านไม่ได้ ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ หากคิดว่าสักแต่ขายตามหน้าที่ อย่างนี้จะได้ไหมครับ กราบขอบพระคุณพระอาจารย์มากครับ

    ตอบ หากคุณเลี่ยงไม่ได้ จำต้องขายเหล้าด้วยความจำเป็น ก็ควรทำด้วยใจที่ไม่ยินดี หรือไม่ดีใจที่มีเงินเข้าร้าน ขณะเดียวกันก็ควรหาทางช่วยเหลือทางบ้านให้ห่างไกลจากธุรกิจชนิดนี้เท่าที่จะทำได้ เช่น ชี้ให้เห็นโทษที่เกิดจากเหล้า ไม่ว่าโทษที่เกิดกับผู้ซื้อ(หรือผู้บริโภค) และโทษที่เกิดกับผู้ขาย รวมทั้งแนะนำทางเลือกที่ดีกว่าการขายเหล้า

    ผู้ค้าเหล้าจำนวนมากขายสินค้าชนิดนี้เพราะเห็นว่ารายได้ดี ทำกำไรได้มากกว่าสินค้าชนิดอื่น จำนวนไม่น้อย “เสพติด”กำไรที่ได้จากเหล้า จนถอนตัวได้ยาก ในกรณีเช่นนั้นควรใช้วิธีค่อย ๆ “ถอน” คือ ขายให้น้อยลง (หรือสั่งเข้าร้านให้น้อยลง) แล้วหาสินค้าหรือธุรกิจชนิดอื่นมาทดแทน หากมีความเพียร ทุ่มเทเวลาและสติปัญญาให้กับสินค้าหรือธุรกิจชนิดใหม่มากขึ้น ในที่สุดก็จะทำรายได้ทดแทนเหล้าได้ ถ้าคุณมีกำลังก็ลองหาสินค้าตัวใหม่มาเข้าร้าน หรือทำธุรกิจอย่างใหม่มาเสริม หากทำได้ดี จนครอบครัวของคุณเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าหรือน่าสนใจกว่า ก็ง่ายที่เขาจะเลิกขายเหล้าและมาทำธุรกิจใหม่ดังกล่าว
    :- https://www.visalo.org/article/5000s15_2.html
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    อดทนต่อคำล่วงเกิน
    พระนางมาคันทิยาให้สินจ้างแก่ชาวนครทั้งหลายแล้วกล่าวว่า "ท่านทั้งหลายพร้อมกับพวกผู้ชายที่เป็นทาสและกรรมกร จงด่าจงบริภาษพระสมณโคดม ผู้เสด็จเที่ยวเข้ามาภายในพระนคร ให้หนีไป."

    พวกมิจฉาทิฏฐิผู้ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยได้ติดตามพระพุทธเจ้า ต่างตระโกนด่า

    "เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นอูฐ เจ้าเป็นโค เจ้าเป็นลา เจ้าเป็นสัตว์นรก เจ้าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน สุคติไม่มีสำหรับเจ้า ทุคติเท่านั้นอันเจ้าพึงหวัง."

    พระอานนท์ได้กราบทูลคำนี้กะพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาวนครเหล่านี้ ย่อมด่า ย่อมบริภาษเราทั้งหลาย, เราทั้งหลายไปในที่อื่นจากพระนครนี้เถิด."

    พระศาสดา. ไปไหน อานนท์?
    พระอานนท์. สู่นครอื่น พระเจ้าข้า.

    พระศาสดา. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ด่าอยู่ บริภาษอยู่, เราจักไปในที่ไหนอีก อานนท์?
    พระอานนท์. สู่นครอื่นแม้จากนครนั้น พระเจ้าข้า.

    พระศาสดา. เมื่อมนุษย์ในที่นั้น ด่าอยู่ บริภาษอยู่ เราทั้งหลายจักไปในที่ไหน (อีก) เล่า อานนท์?
    พระอานนท์. สู่นครอื่นแม้จากนครนั้น (อีก) พระเจ้าข้า.

    พระศาสดา. อานนท์ การทำอย่างนั้นไม่ควร อธิกรณ์เกิดขึ้นในที่ใด
    เมื่อมันสงบแล้วในนั้นนั่นแหละ การไปสู่ที่อื่นจึงควร, อานนท์ ก็เขาพวกไหนเล่า ย่อมด่า?

    พระอานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหมดจนกระทั่งทาสและกรรมกร ย่อมด่า.

    พระศาสดาตรัสว่า "อานนท์ เราเป็นเช่นกับช้างที่เข้าสู่สงคราม การอดทนต่อลูกศรที่แล่นมาจาก ๔ ทิศเป็นภาระของช้างที่เข้าสู่สงครามฉันใด, ชื่อว่าการอดทนถ้อยคำที่ชนทุศีลแม้มากกล่าวแล้ว เป็นภาระของเราฉันนั้นเหมือนกัน"

    เราจักอดกลั้นคำล่วงเกิน เหมือนช้างอดทนต่อลูกศร
    ที่ตกจากแล่งในสงครามฉะนั้น, เพราะชนเป็นอันมากเป็นผู้ทุศีล.
    ชนทั้งหลาย ย่อมนำสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม
    พระราชาย่อมทรงสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้ว, บุคคลผู้อดกลั้นคำล่วงเกินได้ ฝึก (ตน) แล้ว
    เป็นผู้ประเสริฐในมนุษย์ทั้งหลาย, ม้าอัสดร ๑ ม้าสินธพผู้อาชาไนย ๑ ช้างใหญ่ชนิดกุญชร ๑
    ที่ฝึกแล้วย่อมเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่บุคคลที่มีตนฝึกแล้วย่อมประเสริฐกว่า (สัตว์พิเศษนั้น).
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47074

     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    "เข้าใจว่าตนดี นั่นคือมานะเกิด"

    "ผู้ใดเข้าใจว่าตนดีแล้ว" นั่นยังไม่ทันดี ถ้าหากเข้าใจว่าดีแล้ว "คนนั้นเรียกว่ามานะเกิดขึ้นแล้ว" อย่างพระสารีบุตรเทศน์ให้ พระโมคคัลลานะ ท่านบอกว่า "ท่านถือว่าท่านมีฤทธิ์เดชมีปฏิหาริย์ อันนั้นเรียกว่า มานะ" คือเกิดบรรลุวิเศษวิโส "ครั้นท่านถือว่า รู้รอบหมดทุกสิ่งทุกอย่างอันนั้นคือ ทิฏฐิ ท่านจงละทิฏฐิ มานะนั้นเสีย" แล้วจะอยู่เป็นสุข ลองดู

    "ท่านวิเศษวิโสถึงขนาดนั้น มีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มีอำนาจปาฏิหาริย์เหาะเหินเดินอากาศได้ ดำดินบินบนได้ ก็เป็นจริงอย่างนั้น" ท่านเป็นจริงอย่างนั้นจริง ๆ "แต่หากว่าถืออันนั้นแล้ว มันเป็นมานะ เป็นทิฏฐิในตัว ละทิฏฐิมานะนั้นแล้ว" นั่นละจะอยู่เย็นเป็นสุข .. "

    "วิธีชำระจิต"
    (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
    :- https://www.dhammathai.org/monktalk/dbview.php?No=3538
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    โยมถามพระตอบ : ตอนที่ ๕
    พระไพศาล วิสาโล
    คำถามที่ ๑. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลครับ ผมมีข้อสงสัยในการปฏิบัติว่า ในการเจริญสติในชีวิตประจำวัน เวลาที่ทำอะไรอยู่เราก็ให้มีสติรู้อยู่กับสิ่งนั้น อย่างนี้เวลาที่เราต้องทำงานที่ใช้ความคิด เวลานั้น เราจะมารู้สึกตัวอย่างไรดีครับ เพราะเวลาที่ต้องใช้ความคิดเรื่องงาน หรือเรื่องต่างๆ ผมสังเกตว่า เวลานั้นผมจะเข้าไปอยู่ในความคิดเต็มที่ ไม่เห็นตัวเองเลยครับ

    ตอบ เวลาทำงานที่ต้องใช้ความคิด ก็ควรคิดอย่างมีสติ เมื่อเผลอคิดไปเรื่องอื่น ก็ให้มีสติรู้ทัน พาใจกลับมาคิดในเรื่องที่เป็นปัจจุบัน หรือหากคิดจนเกิดความเครียด ก็ให้รู้ตัวว่ากำลังเครียด จะได้หยุดพักหรือผ่อนคลายกายและใจสักครู่ก่อนจะทำงานต่อ สติยังช่วยให้ไม่หมกมุ่นกับงานจนลืมเวลากินเวลานอนหรือลืมกิจอื่นที่มีนัดหมายเอาไว้ อันที่จริงเวลาทำงานใดก็ตามควรกลับมารับรู้กาย เช่น ลมหายใจเข้าออก เป็นระยะ ๆ ใจจะได้ไม่ถลำเข้าไปในงานจนลืมตัว

    คำถามที่ ๒. พี่ชายและเพื่อนของหนูมีมิจฉาทิฏฐิอย่างมากเลยค่ะ พี่ชายไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง ซ้ำยังพูดว่าพระพุทธประวัติทั้งหลายเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของปาฏิหาริย์ต่างๆ ที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม บอกว่าการเกิดมาต่างกันเป็นเรื่องของความบังเอิญ และเสื่อมศรัทธาในพระศาสนาอย่างรุนแรงจากการเห็นข่าวของพระสงฆ์ที่ประพฤติไม่สมควร ไม่ทราบว่า เราจะพูดหรือทำอย่างไรให้คนใกล้ตัวมีสัมมาทิฐฐิได้ หรือหนูควรจะปล่อยไปดีคะ

    ตอบ ถึงแม้เขาไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง หรือคิดว่าพุทธประวัติเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่หากเขามีคุณธรรม เชื่อในคุณงามความดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็เป็นสิ่งที่คุณน่าจะรับได้ ไม่ควรปริวิตกหรือมองว่าเป็นเรื่องเลวร้าย ท่าที่ที่คุณควรมีต่อเขาคือ มีความเมตตากรุณา อย่ารังเกียจหรือโกรธเคืองเขาที่เขาคิดต่างจากคุณ สนับสนุนและชื่นชมยินดีเมื่อเขาทำความดี เมตตากรุณาและความสงบเย็นมั่นคงของคุณจะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณค่าของพุทธศาสนาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การโต้เถียงกับเขาจนหัวเสียหรือโกรธเคืองเขา หากว่าในวันข้างหน้าเขาประสบทุกข์ หาทางออกไม่เจอ ก็อย่านิ่งดูดาย ก็ควรแนะนำให้เขารู้จักวิธีแก้ทุกข์ตามแนวทางของพุทธศาสนา เช่น การทำสมาธิ หากเขาสนใจและปฏิบัติตามจนเห็นผล ศรัทธาในพุทธศาสนาหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะบังเกิดแก่เขาเอง

    จะว่าไปแล้วมองในแง่ของพุทธศาสนา การเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับการทำความดีหรือการมีคุณธรรมประจำใจ รวมถึงการเข้าใจสัจธรรมของชีวิต แทนที่คุณจะพยายามโน้มน้าวให้เขาเชื่อในพุทธประวัติ จะดีกว่าหากคุณชักชวนให้เขาลองปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ หากเขาลองปฏิบัติดูในที่สุดก็จะเห็นได้เองว่าพระธรรมนั้นมีคุณค่า สามารถแก้ทุกข์ หรือช่วยให้จิตใจเป็นสุข ชีวิตมีความเจริญงอกงาม ถึงตอนนั้นเขาก็จะเกิดศรัทธาในพระพุทธองค์ไปเอง

    คำถามที่ ๓. เมื่อก่อนผมเป็นคนเกเร และคบเพื่อนเกเรอยู่มาก ตอนนี้พอผมหันมาปฏิบัติธรรม จึงถูกเพื่อนๆ ในกลุ่มแอนตี้ เวลาชวนมาปฏิบัติธรรมก็ถูกด่า จะคล้อยตามก็ไม่สมควร จะเลิกคบก็เสียดายมิตรภาพ ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ กราบขอพระอาจารย์เมตตาชี้แนะครับ

    ตอบ หากเพื่อนของคุณยังไม่สนใจการปฏิบัติธรรม คุณก็อย่าเพิ่งชวนเขา ควรทำแต่ผู้เดียวไปก่อน ขณะเดียวกันก็อย่าหวั่นไหวกับคำต่อว่าของเขา ให้ถือว่าคำพูดดังกล่าวเป็นการบ้านที่ช่วยฝึกใจของคุณให้เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวไปกับโลกธรรม (สรรเสริญ หรือนินทา) แม้ว่าความตั้งใจใฝ่ธรรมของคุณจะทำให้เหินห่างจากเพื่อนไปบ้าง ก็อย่าเสียใจ ขอให้ตระหนักว่ามิตรภาพที่แท้จริงนั้นไม่ได้เกิดจากการเฮโลทำอะไรเหมือน ๆ กัน (โดยเฉพาะทำชั่วเหมือนกัน) แต่เกิดจากความจริงใจ ซื่อตรงและความปรารถนาดีต่อกัน ตราบใดที่คุณยังมีความจริงใจ ซื่อตรง และปรารถนาดีต่อเพื่อน เพื่อนที่แท้จริงย่อมมองเห็นและนับถือคุณเป็นเพื่อนต่อไป รวมทั้งพร้อมให้อิสระแก่คุณในการทำสิ่งที่คุณเห็นว่าสำคัญ

    จำเพาะเพื่อนเทียมเท่านั้นที่ไม่เห็นความสำคัญของความจริงใจ ซื่อตรง และปรารถนาดีที่คุณมีต่อเขา ในกรณีเช่นนั้นหากเขาจะทำตัวเหินห่างจากคุณหรือถึงกับเลิกคบคุณไป ก็นับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับคุณ อย่าลืมว่า มงคลสูงสุดข้อแรกที่พระพุทธเจ้าทรงสอนก็คือ การไม่คบคนพาล หากมีเพื่อนที่เป็นพาลชน ก็อย่าคบเลย อยู่คนเดียวยังจะดีเสียกว่า ขอให้ระลึกว่าแม้ไม่มีใครเลย คุณก็ยังมีเพื่อนอยู่ นั่นคือตัวคุณ ถ้าคุณรู้จักเป็นมิตรกับตัวเองแล้ว อยู่ที่ไหนก็ไม่เหงา ทำอะไรก็มีความสุขอยู่เสมอ
    :- https://www.visalo.org/article/5000s10.html

     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    ฟังพระเล่ามา ห้ามขำคนเดียว
    ถ้าตอนใส่บาตรแล้วที่ยืนสกปรกมาก จะต้องถอดรองเท้าใส่บาตรด้วยหรือไม่ ?
    “พระไม่ฉันรองเท้านะโยม”...ไม่ต้องเอารองเท้าใส่มานะ.....

    ------------------------------------------------

    พระนอนไม่หลับ เลยไปหาหมอใหม่จบมาจากเมืองนอก
    หมอ: เป็นอะไรครับ
    พระ : จำวัดไม่ได้จ๊ะโยมหมอ

    หมอ: (ทำหน้างง) แล้วจะกลับวัดยังไง
    พระ: (ทำหน้างงด้วย) มามอไซรับจ้างก็ต้องกลับมอไซนะโยม

    หมอ: (ทำหน้าง๊งงง) แล้วมอไซรับจ้างจำวัดได้เหรอ
    พระ: (ทำหน้าง๊งงงด้วย) มอไซรับจ้างจำวัดไม่ได้หรอกโยม มีแต่พระที่จำวัดได้

    หมอ: (ทำหน้างงง๊งงง) อ้าวไหนบอกว่าจำวัดไม่ได้ไง
    พระ : !=-+#@ %^&*( +๐"ฯ, ?


    จำวัดเป็นภาษาพระแปลว่านอน.........................

    หมอ: อ๋ออออออออออออออออออออออออออ

    ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า "ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูลวัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา"

    อาตมาก็ตอบว่า หลักๆเลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละครที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ พอตอบออกไปอย่างนี้ โยมก็สวนกลับทันที "ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน"

    อาตมาก็จะอธิบา ยไปว่า ดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก และที่สำคัญหากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้าใจ ตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลก และจะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไร ซึ่งนอกจากการอ่าน การดูและการฟังแล้ว หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮาก็ได้มาจากการพูดคุยกับเหล่าโยมๆนี่แหละ

    อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา
    "พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองนะคะ"
    "หา อะไรนะ"
    "พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองค่ะ"
    "ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมา แล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร"
    "อ๋อ ขอโทษค่ะ"
    หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า "เจริญพร"
    "ค่ะ เจริญพรเช่นกัน"
    แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย

    ข้างต้นก็คือ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม จนถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่น พอเข้ามาในกุฏิแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่งทันที
    "ถวายสังฆทานค่ะ"

    พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู
    "ไม่ต้องค่ะ" โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น
    "ดิฉันท่องได้ค่ะ เพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ" เธอพนมมือขึ้น ก่อนกล่าวว่า

    "อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิ คิกขุ สังโฆ" (ที่ถูกต้องจะต้องเป็น ภิกขุ สังโฆ)

    พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา "คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆ
    นะหลวงพี่"

    อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า "คิกขุ แปลว่า น่ารัก

    สังโฆ แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก" เท่านั้นแหละ
    พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย

    แต่ก็มีบางกรณีที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก อย่างเมื่อเร็วๆนี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา "หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ"
    "ไปไหนล่ะโยม" "ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ"

    โห นิมนต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้ แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่ ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม

    จากตัวอย่างข้างต้น คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่มันก็สะท้อนให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษ เท่านั้น เช่นงานบวช งานศพ

    ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ฆราวาสกับพระจึงสนทนากันไหลลื่น
    ไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสดุ้งแต่อย่างใด ซึ่งถ้าพูดถึงศัพท์
    แสงที่แสลงใจแล้ว ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก เช่นมีอยู่

    ครั้งหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆอยู่ ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา
    "แม่ๆ พระมาขอข้าว"
    "มาเยอะไหมลูก" "มา 2 อัน"
    โห เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ

    ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอนเด็กๆด้วย

    "ถ้าพระกิน เรียก ฉัน"
    " พระนอน เรียก จำวัด" (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)
    " พระป่วย เรียก อาพาธ"
    " พระตาย เรียก มรณภาพ" (ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)
    " แล้วพระอาบน้ำล่ะ เรียกอะไรเอ่ย" คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง
    "เรียกคนมาดู"

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=33396
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    คนขี้ลืม
    มีชายคนหนึ่งเป็นคนขี้ลืม ขี้ลืมจริงๆ เรื่องอะไรจำได้ประเดี๋ยวเดียว
    แล้วก็ลืมหมดเขาจะทำอะไรไม่ได้เลย

    วันหนึ่งชายขี้ลืมคนนี้ถือมีดเข้าไปในป่าเพื่อจะไปตัดต้นไม้
    เดินทางไปได้สักพักหนึ่ง เกิดปวดอุจจาระ จึงเอามีดฟัดติดกับต้นไม้ไว้
    แล้วก็หาที่หลบไปถ่ายอุจจาระ

    พอถ่ายอุจจาระเสร็จก็เดินออกมา เห็นมีดเล่มหนึ่งอยู่ที่ต้นไม้
    เขาลืมไปว่าเป็นมีดของตัวเอง

    เขาดีใจมากจึงรีบวิ่งไปคว้ามีดมาถือไว้ แล้วจับมีดชูขึ้นพลางเต้นไปรอบๆ
    แล้วพูดว่า “วันนี้โชคดีแต่เช้าเลยมีดของใครก็ไม่รู้ยังใหม่อยู่
    ลับเอาไว้คมกริบทีเดียวเจ้าของมีดนี้แย่มาก ของดีๆ อย่างนี้มาลืมไว้ได้
    อ้ายคนไม่รู้จักรักษาของ คนอย่างนี้ทำมาหากิน อะไรมีแต่จะล่มจม”

    เผอิญเขาเดินไปเหยียบเอาอุจจาระที่ตนเองถ่ายไว้เมื่อครู่นี้เข้า
    ลืมว่าเป็นของตัวเองจึงตะโกนด่าขึ้นว่า

    “อ้ายคนอุบาทว์ที่ไหนมาถ่ายไว้ได้ ที่ทั้งป่ากว้างใหญ่มาทำโสโครก
    เอาไว้ตรงนี้เอง อ้ายมนุษย์อัปรีย์”

    ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

    ขึ้นชื่อว่าคนขี้ลืมแล้ว มักจะลืมได้ทุกอย่าง ฉะนั้นจงทำอะไรด้วยความมีสติเสมอ
    (จากนิทานพื้นบ้านชุด ขำขัน)

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=20458
     

แชร์หน้านี้

Loading...