เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 24 มิถุนายน 2026 at 19:54.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,553
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,158
    ค่าพลัง:
    +26,951
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,553
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,158
    ค่าพลัง:
    +26,951
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ นักเรียนก็เห็นว่าการเตรียมเครื่องเสียงสำหรับหลวงพ่อใช้งานมีการผิดพลาด ถ้าหากว่าพวกเราเป็นผู้บริหาร จะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน ? ด่าสาดเสียเทเสีย หรือว่าจะทำอะไร ? ประมาณว่า "ลงโทษ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ตบหน้า ยึดเมีย ไล่ออก..!" แล้วพวกเราเห็นว่าหลวงพ่อแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน ? ก็คือนั่งมอง ไม่เห็นจะต้องไปด่า เดี๋ยวเขาก็รู้ว่าเขาทำผิดเอง

    เรื่องพวกนี้ต้องแล้วแต่สถานการณ์ บางคนประเภทหนังหนา หน้าด้าน ก็ต้องด่ากันให้กระจายไป ทุกวันนี้พวกเราทำครูบาอาจารย์หน้าเหี่ยว แก่เร็วกันไปเยอะแล้ว..!

    คราวนี้ส่วนหนึ่งที่เรามานั่งกันอยู่ตรงนี้ แล้วต้องทำโน่นทำนี่ ซึ่งฝืนจากความต้องการของพวกเรามาก หลายคนหงุดหงิด กลุ้ม อยากจะไปทำอย่างอื่นมากกว่า ขอให้รู้ว่าถ้าใครเป็นอย่างนี้ ก็คือการฝึกอบรมนี้มีผลดี เนื่องเพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เรามาอบรมนั้น เป็นการจำกัดเขตของเราไม่ให้ทำตามใจกิเลส แล้วต้องทำในสิ่งที่กิเลสไม่ชอบด้วย โบราณเขาเรียกว่าปฏิบัติธรรมแล้วเกิดตบะ คำว่าตบะเป็นภาษาบาลี แปลเป็นไทยว่าความร้อนในการเผากิเลส พอกิเลสโดนเผาก็หงุดหงิด หาทางไปไม่ได้ อยากจะวิ่งหนีจากที่นี่ไป แต่ก็ติดด้วยระเบียบต่าง ๆ

    ส่วนบางคนพอทำวัตรก็หลับ จริง ๆ แล้วนี่เป็นเรื่องดีมาก..! ไม่ได้พูดประชด เนื่องเพราะว่าการหลับเป็นสมาธิขั้นต้น ใครก็ตามที่ฝึกหัดสมาธิแล้วหลับ ไม่ใช่ไม่ดี เป็นเรื่องดี เพียงแต่ว่าสมาธิหยาบเกินไป จิตขาดการรับรู้ ก็เลยตัดหลับ

    ถ้าใครฟังพระสวดมนต์หรือตนเองสวดมนต์ ไหว้พระ หรือนั่งสมาธิแล้วหลับบ่อย ๆ ถ้าต้องการความก้าวหน้ามากขึ้น ให้เอากำลังใจจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออก อย่าให้หลุดไปไหน เพราะว่าถ้าสมาธิยังไม่ละเอียด เผลอเมื่อไรก็จะหลับ ก็คือหลุดจากลมหายใจเข้าออกเมื่อไรก็หลับ..!

    เมื่อเช้านี้หลวงพ่อบอกกับพวกเราว่า ถ้าหากว่าสมาธิดี เราจะเรียนหนังสือเก่งโดยอัตโนมัติ แต่คราวนี้พอสมาธิดีขึ้น หลายอย่างที่ตามมา อาจจะทำให้เราทำอะไรไม่ถูก ก็คือพอสมาธิทำให้สภาพจิตเราสงบลง ความผ่องใสของจิตมีมากขึ้น ก็จะไปรู้ไปเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ปกติจะไม่รู้ไม่เห็น อย่างเช่นว่าเห็นแสง เห็นสี เห็นเทวดานางฟ้า เหล่านี้เป็นต้น

    เนื่องเพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีอยู่เป็นปกติ เพียงแต่ว่าจิตเราหยาบเกินไป ถ้าพูดภาษาทั่ว ๆ ไปก็คืออยู่คนละมิติ หรือคนละระดับกัน เมื่อสภาพจิตละเอียดพอ ไปอยู่ในระดับเดียวกัน หรือมิติเดียวกัน เราก็รู้เห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,553
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,158
    ค่าพลัง:
    +26,951
    คราวนี้ที่ว่าจัดการไม่ถูกก็คือ พวกเราส่วนใหญ่ พอเห็นสิ่งที่ดีที่สวยงามก็ชอบ อยากจะเห็นอีก แต่พอเห็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม น่ากลัว เราก็กลัว ไม่อยากเห็นอีก ทั้ง ๆ ที่การรู้เห็นเป็นเรื่องปกตินี่แหละ แต่เราไปเอากิเลสตัวเองเข้าไปปนด้วย ความอยากรู้เห็น หรือว่าไม่อยากรู้เห็นก็จะเป็นตัวปิดกั้น ทำให้การปฏิบัติครั้งต่อ ๆ ไปของเราไม่สามารถที่จะรู้เห็นได้อีก..!

    พวกเราจะสังเกตว่ามีอาจารย์บางท่าน ถึงเวลาใบ้หวยแม่นมาก แต่หลังจากนั้นไม่กี่งวดก็เจ๊งไม่เป็นท่า..! เนื่องเพราะว่าไปอยากเห็นอีก การรู้เห็นเหมือนอย่างกับหน้าต่างอยู่ตรงหน้าเรา เราต้องมองออกไปพอดี ๆ กับหน้าต่างถึงจะมองเห็น ความอยากเห็นเหมือนอย่างกับเรายืดคอเลยหน้าต่าง หรือไม่มีความอยากเสียเลยก็ลดต่ำลงกว่าหน้าต่าง ก็เห็นแต่ผนัง ไม่เห็นอะไร การรู้เห็นจึงสูญหายไป

    ในส่วนที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเรา ก็คือไม่รู้ไม่เห็นเป็นดี แต่ว่าก็ควรปฏิบัติให้ถูก อย่างเช่นว่าไปพักอยู่ที่ไหน ให้ตั้งใจนึกถึงเจ้าที่เจ้าทางในสถานที่นั้นด้วยความเคารพ ว่าเรามาขออยู่อาศัยแค่วันนี้ คืนนี้ หรือว่ากี่วันก็บอกเขาไป ถ้ามีอะไรล่วงเกินก็ให้ขออภัยแก่เราด้วย แล้วถ้าเราทำส่วนที่เป็นบุญเป็นกุศลอะไร ก็ให้เขาอนุโมทนา เราจะได้รับประโยชน์ ได้รับความสุขจากความดีที่ทำอย่างไร ก็ขอให้เขาได้รับด้วย

    ถ้าลักษณะแบบนี้ไปอยู่ที่ไหนก็ปลอดภัย ไม่โดนรบกวน เรื่องนี้มีคนจำนวนมากที่เจอมาแล้ว เพื่อนหลับเหมือนกับตายเลย แต่ตัวเองโดนดึงแข้งดึงขา นอนไม่ได้ พอถึงเวลาสว่างขึ้นมา ถามเพื่อนซึ่งบอกว่าทำแบบนี้ก่อนนอน ส่วนตัวเองไม่ได้ทำ

    เรื่องของโลกอื่น จะเป็นผีเป็นเทวดาอะไรก็ตาม ความจริงเขาก็อยู่ปะปนกับเรานี่แหละ แต่อยู่ในส่วนที่ละเอียดกว่า ถ้าหากว่าเขาต้องการที่จะติดต่อกับเรา เขาก็จะสร้างความหยาบของตนเองขึ้นมา ด้วยการดึงเอา ดิน น้ำ ลม ไฟ รอบข้างเข้าไปรวมกัน เพื่อให้หยาบพอที่จะสัมผัส หรือให้เราเห็นได้

    คราวนี้เราจะรู้สึกแบบที่หลายคนเคยโดนผีหลอก ก็คือเย็นวาบ ๆ ขนลุกเกรียว ๆ อยู่ตลอด ถ้าว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะหลักฟิสิกส์ ก็คือพลังงานบริเวณนั้นโดนเขาดึงไป เพื่อที่ให้รวมตัวขึ้นมาให้เราเห็น หรือว่าให้หนาแน่นพอที่จะหักคอเราได้..! ในเมื่อพลังงานบริเวณนั้นโดนดึงไปหมด จึงเกิดช่องว่างสูญญากาศขึ้นมา เราก็จะรู้สึกหนาว คืนนี้ไม่ต้องนอนกันแล้ว..! นี่หลวงพ่อพยายามอธิบายแบบเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดแล้วนะ
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,553
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,158
    ค่าพลัง:
    +26,951
    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ในเมื่อเราไม่สามารถที่จะสังเกตได้ หรือว่าเราไม่สามารถที่จะติดต่อได้ แต่ให้ปลอดภัยไว้ก่อน ก็คือเชื่อว่ามี แล้วพยายามทำตัวให้ถูก เราอยู่ที่ไหนก็จะสะดวกและปลอดภัย เหมือนกับเด็ก ๆ รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ไปที่ไหนก็ฝากเนื้อฝากตัวกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เขารักเขาเอ็นดู ก็ไม่มาเบียดเบียนมารบกวนเรา

    แต่ถ้าเราไม่ทำตรงนี้แล้วไปเจอเข้า วิธีที่ดีที่สุดก็คือรีบลุกขึ้นมาสวดมนต์ไหว้พระ อุทิศส่วนกุศลให้ท่านทั้งหลายที่อยู่รอบบริเวณนั้น แล้วก็ขอให้ช่วยคุ้มครองปกปักรักษาเราด้วย ถ้าทำแบบนั้นก็รอดตัวไป

    หลวงพ่อเจอตัวอย่างมาแล้ว ก็คือคนที่ต้องวิ่งไปอยู่กลางลานวัดจนสว่าง เนื่องเพราะว่าเวลาเขามาดึงมาเตือนให้เราทำความดีก่อนนอน เราก็ไม่ได้ทำ ไม่ทราบว่าพวกเราได้รับการอบรมแบบเก่า ๆ มาหรือเปล่า? ก็คือให้กราบหมอนสวดมนต์ก่อนนอน คราวนี้ไอ้เจ้านั่นไม่ทำยังไม่พอ พอเขามาดึงแข้งดึงขาเตือน ยังไปด่าเขาอีก ว่าถ้าแน่จริงก็มาชัด ๆ สิวะ..! เป็นเรื่องเลยขอรับพระคุณท่าน คราวนี้ไม่ได้มาชัด ๆ อย่างเดียว เล่นจับศาลาเขย่าเลยทั้งหลัง เหมือนแผ่นดินไหว ก็เลยต้องวิ่งตาลีตาเหลือกออกจากศาลา ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ก็ไปนั่งอยู่กลางลานวัด ก็โดนยุงหามไปฝากลูกของมัน..!

    พวกเราควรที่จะเชื่อถือเรื่องเก่า ๆ เอาไว้บ้าง อยู่ในลักษณะว่าทำไปแล้วไม่เสียหลาย มีแต่ประโยชน์มากกว่าโทษ อย่าเอาแต่ความรู้สมัยใหม่เข้ามา ยังดีที่ว่ายุคนี้สมัยนี้ผีมีน้อย ความจริงไม่ได้น้อยหรอก มีมากขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ไฟฟ้าทำให้ผีปรากฏตัวได้น้อยลง

    พวกเราเรียนไฟฟ้ามา ไฟฟ้าของเรากระพริบด้วยความถี่ ๕๐ ครั้ง/วินาที แต่ด้วยความที่กระพริบเร็วมาก เราจึงรู้สึกว่าแสงไฟนิ่ง ๆ คราวนี้ เวลาผีจะหลอกเรา หรือจะติดต่อกับเรา เขาต้องดึงเอา ดิน น้ำ ไฟ ลม รอบข้างนั้นมารวมกัน เพื่อให้ชัดพอที่เราจะได้รู้เห็น แต่เจ้าไฟฟ้าที่กระพริบแผล็บ ๆ ๆ ๆ อยู่ตลอดเวลา ไปกระแทกจนกระทั่งโมเลกุลพวกนั้นรวมตัวกันไม่ได้

    ดังนั้น..ใครที่กลัวผีแล้วเปิดไฟนอน ถือว่าทำถูก แต่ถูกครึ่งเดียว เนื่องเพราะว่าเจ้าพวกที่กำลังน้อย บุญน้อย อานุภาพน้อย ก็รวมกันไม่ได้ แต่เจ้าพวกที่เก่งกว่านั้น เท่าที่หลวงพ่อเจอมา แม้แต่เที่ยง ๆ ก็มา เปิดไฟสว่างแค่ไหนก็มา ถ้าเจอระดับนั้นก็ตัวใครตัวมันนะจ๊ะ..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ผู้เข้ารับการอบรม ตลอดจนญาติโยมทั้งหลายแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...