**พระกรรมฐานสาย ลป.ชอบ ลป.คำดี ลป.หลุย และครูบาอาจารย์สายต่างๆ**//

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Lo_olLo, 12 พฤษภาคม 2016.

  1. Lo_olLo

    Lo_olLo เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    3,122
    ค่าพลัง:
    +12,930
    แบบเหรียญ15รัตนจักร.jpg
    ....วันก่อนผู้เขียนได้ขอให้โรงหล่อส่งแบบเหรียญทรงพระพุทธที่ทางโรงหล่อมี ให้ผู้เขียนได้เลือกเพื่อจัดสร้างเหรียญ "รุ่นเหนือดวง" ประทับยันต์รัตนจักร ปรากฏว่าวันนี้ทางโรงหล่อได้ส่งแบบลายเส้นมาหลายพิมพ์ครับ(10กว่าพิมพ์ได้) แต่พิมพ์นี้(ตามภาพ) เป็นพิมพ์กลีบบัวผู้เขียนเห็นว่าสวยดีและเมื่อนำยันต์รัตนจักรมาประทับจะพอดีมากๆครับ และขนาดก็ไม่ใหญ่มากประมาณ 2 ซม. จึงลองให้โรงหล่อทำภาพแบบอาร์ตลายเส้นมาให้ดูก่อนหล่อจริง วันนี้จึงนำมาให้ท่านสมาชิกได้ชมกันก่อนครับ

    88R.jpg

    ....และนี้คือความหมายของยันต์รัตนจักร ที่ถอดมาจากคัมภีร์วชิรสารัตถสังคหะ ของท่านพระสิริรัตนะปัญญาเถระ อายุกว่า500 ปี กล่าวถึงแก้ว ๗ ประการทั้งในทางโลกและทางธรรม ทางโลกคือแก้ว ๗ ประการของพระญาจักพรรดิ ทางธรรมคือ แก้ว ๗ ประการของพระพุทธเจ้าคือโพชฌงค์ทั้ง ๗ คือ
    "จะหะอะมะอิคะปิติ สัตตะวะสูภุปาลิโน สะธะวิปิปะสะอูติ สัตตะวะสูสะยัมภุโน..."
    1.ถอดความหมายว่าวรรคแรก จะหะอะมะอิคะปิติ สัตตะวะสูภุปาลิโน
    .....แก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ประการ(คุณวิเศษทางโลก) คือ
    จะ (จักกะรัตนะ) คือ จักรแก้ว
    หะ (หัตถิรัตนะ) คือ ช้างแก้ว
    อะ (อัสสะรัตนะ) คือ ม้าแก้ว
    มะ (มณิรัตนะ) คือ แก้วมณี
    อิ (อิตถีรตนะ) คือ นางแก้ว
    คะ (คหปติรีตนะ) คือ ขุนคลังแก้ว
    ป (ปริณายะกะรัตนะ) คือ ขุนพลแก้ว

    ส่วนคำว่า สัตตะวะสูภุปาลิโน ท้ายวรรค แปลว่า ผู้ดูแลเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย นัยยะหมายถึง "พระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองโลกนั้นเอง"


    2.ถอดความหมายว่าวรรคสอง สะธะวิปิปะสะอูติ สัตตะวะสูสะยัมภุโน

    .....แก้วของพระพุทธเจ้า ๗ ประการ(คุณวิเศษทางธรรม) คือ
    สะ (สติสัมโพชฌังคะรัตนะ) แก้วคือสติสัมโพชฌงค์
    ธะ (ธัมมะวิจยะสัมโพชฌังคะรัตนะ) แก้วคือธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
    วิ (วิริยะสัมโพชฌังคะรัตนะ) แก้วคือวิริยสัมโพชฌงค์
    ปิ (ปีติสัมโพชฌังคะรัตนะ) แก้วคือปีติสัมโพชฌงค์
    ปะ (ปัสสัทธิสัมโพชฌังคะรัตนะ) แก้วคือปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
    สะ (สมาธิสัมโพชฌังคะรัตนะ) แก้วคือสมาธิสัมโพชฌงค์
    อุ (อุเปกขาสัมโพชฌังคะรตนะ) แก้วคืออุเบกขาสัมโพชฌงค์

    ส่วนคำว่า สัตตะวะสูสะยัมภุโน ท้ายวรรค แปลว่า "พระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบและเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลาย" นัยยะหมายถึง "พระพุทธเจ้าผู้นำพาสัตว์โลกให้ออกจากวัฏสงสารนั้นเอง"

    ซึ่งถือว่าสูตรนี้มีพุทธคุณครบทั้งทางโลกและทางธรรมเลยก็ว่าได้ครับ


    708754514_26913595971631930_5103228500834408513_n.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 มิถุนายน 2026
  2. Lo_olLo

    Lo_olLo เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    3,122
    ค่าพลัง:
    +12,930
    เจ้าคุณ.jpeg
    ...วันนี้ 18 มิถุนายน 2569 เวลา18.00 น. ผู้เขียนและคณะได้เข้ากราบนมัสการ "หลวงพ่อเจ้าคุณจังหวัด(หลวงพ่อมหาสุพัฒน์)" ณ วัดศรีสุทธาวาส จ.เลย ในการนี้ได้กราบน้อมถวายปัจจัยที่ทุกท่านร่วมบุญมาจำนวน 6500 บาท เพื่อสมทบกองทุนเพื่อการศึกษาของโรงเรียนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่ออุปถัมภ์อยู่ครับ(โรงเรียนการกุศลหลวงปู่ศรีจันทร์)

    ....และหลวงพ่อเมตตาถามถึงรูปหล่อพระกัจจายนะ รุ่นเจริญลาภ "ผู้เขียนได้กราบเรียนท่านว่าอยู่ในระหว่างบรรจุมวลสาร ต้องรอคิวจากทางโรงหล่ออยู่ครับ" หลวงพ่อท่านเมตตาปรารภว่า "หลังบรรจุมวลสารเสร็จแล้วเอามาให้หลวงพ่ออธิษฐานอีกครั้งนะ" ผู้เขียนและคณะกล่าว "สาธุ" ในเมตตาธรรมหลวงพ่อท่านครับ

    ...อีกไม่นานรูปหล่อพระกัจจายนะก็ใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์แล้วนะครับ หลังจากหลวงพ่อเมตตาอธิษฐานจิตให้อีกวาระแล้วเสร็จ ผู้เขียนก็จะทยอยจัดส่งให้ทุกท่านที่ร่วมบุญต่อไปครับ


    ขออนุโมทนาครับ

    KK1.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มิถุนายน 2026 at 22:08
  3. Lo_olLo

    Lo_olLo เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    3,122
    ค่าพลัง:
    +12,930
    669.jpg

    "การหล่อพระที่เทวาจะมาดูแลรักษาตลอด"
    ....เมื่อประมาณ ปี2562(ก่อนโควิดเล็กน้อย) ในปีนั้นมีการหล่อพระประธานในวันวิสาขบูชา ที่สำนักสงฆ์ภูน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย ซึ่งสำนักสงฆ์นี้ตั้งอยู่ที่บ้านเกิดของ "พระครูใบฎีกา(พระมหากำพล ธัมมิโก ป.ธ.6)" โดยพระอาจารย์มหากำพลนี้ท่านบวชเณรตั้งแต่สมัยหลวงปู่ศรีจันทร์ยังดำรงธาตุขันธ์อยู่ต่อมาพอท่านบวชเป็นพระเมื่อปี2537 ท่านก็ไปจำพรรษาเพื่อเรียนหนังสือทั้งปริญญาตรีและเปรียญธรรม ที่วัดสัมพันธวงศ์ กทม. อยู่หลายปีจนสำร็จการศึกษาทั้งระดับ ปริญญาโทและเปรียญธรรม 6 ประโยค และได้รับคัดเลือกให้เป็นพระธรรมทูตไปอยู่ที่อินเดียและอเมริกาอยู่หลายปี

    ...ในปีนั้นเอง(พ.ศ.2562) ท่านกลับมาบ้านเกิดท่านโดยท่านปรารภไว้นานแล้วว่า "สำนักสงฆ์ภูผาน้อยนี้ไม่ได้ขึ้นเป็นวัดเสียทีทั้งๆที่เป็นที่พักสงฆ์มานานแล้วตั้งแต่สมัยอาต(พระมหากำพล)เป็นเณร ทั้งยังเป็นสถานที่ ที่หลวงปู่ใหญ่(หลวงปู่ศรีจันทร์)มาสร้างไว้ด้วย จึงอยากสร้างให้ที่นี้เป็นวัดจริงจังเสียทีจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องที่ดินภายหลัง"

    บท3.jpg

    ...หลังจากนั้นมาท่านก็เริ่มดำเนินการทำเรื่องขอเป็นวัดอย่างเป็นทางการ เพราะในที่พักสงฆ์แห่งนี้มีครบพร้อมทั้งหมดมานานแล้วไม่ว่าจะเป็น ศาลาการเปรียญ กุฎิพระสงฆ์ โรงครัว ห้องน้ำห้องท่า รวมไปถึงรั้วรอบขอบชิต ทั้งยังมีบ่อน้ำใช้สอยที่ขุดไว้เรียบร้อย มีการต่อน้ำต่อไฟฟ้าครบพร้อม แต่ขาดเพียงการดำเนินการขึ้นเป็นวัดเท่านั้นเอง เพื่อเป็นปฐมฤกษ์ในการเริ่มสร้างวัด "พระอาจารย์กำพลเลยดำริให้มีการหล่อพระพุทธรูปให้เป็นพระประธานในศาลาขึ้นก่อนเลย" พระสงฆ์ที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่นี้ก็พร้อมใจกับพระอาจารย์กำพลด้วย ว่าอยากให้ที่นี้เป็นวัดเสียที(มีพระอยู่ 4 รูป) ในวันวิสาขบูชาปีนั้นท่านและพระสงฆ์ที่สำนักสงฆ์ภูผาน้อยก็ได้พาศรัทธาญาติโยมชาวบ้าน ร่วมกันหล่อพระประธานขนาดหน้าตัก 50 นิ้ว(ประมาณ 1.20เมตร) เพื่อประดิษฐานบนศาลาการเปรียญคู่กับพระพุทธรูปองค์เดิม(แต่เล็กกว่าประมาณหน้าตัก36 นิ้ว)

    บท4.jpg

    ...ก่อนวันที่จะหล่อพระ 1 วันพระอาจารย์กำพลเล่าให้ผู้เขียนและคณะที่ไปฟังสวดมนต์คืนนั้นฟังครับว่า "การหล่อพระครั้งนี้สำคัญนะ อาตมาไปอยู่วัดสัมพันธวงศ์รู้จักกับ
    เจ้าคุณท่านหนึ่งตอนนั้นท่านอายุ90 กว่าเข้าไปแล้วท่านชื่อหลวงปู่อิน สุวัณโณ ท่านเป็นพระราช(ชั้นเจ้าคุณ) แต่ท่านไม่รับตำแหน่งใดๆลาออกหมดแล้ว ท่านเป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพระสังฆราชแพวัดสุทัศน์ พระสังฆราชแพท่านเป็นพระมหานิกายแต่ท่านไม่เลือกนิกายนะ ไม่ว่าธรรมยุติหรือมหานิกายถ้ามีความตั้งใจไปเรียนวิชาการต่างๆกับท่านได้ทั้งนั้นท่านสอนหมด หลวงปู่อินท่านก็ได้วิชาการหล่อพระพุทธรูปมาเป็นเคล็ดด้วย ต่อมาพออาตมาไปอยู่นั้นได้10 พรรษา(ปี2548) หลวงปู่อินท่านก็ถ่ายทอดการสร้างพระพุทธรูปนี้ต่อให้อาตมา(พระอาจารย์กำพลท่านขอเรียน) อาตมาเลยเอามาหล่อพระประธานครั้งนี้ โดยอุปเท่ห์ท่านว่า จะเป็นพระพุทธรูปที่มีเทวารักษาตลอด ที่ใดที่สร้างพระพุทธรูปตามสูตรนี้ที่แห่งนั้นคำว่า อด อยาก ยาก จน แห้งแล้งจะไม่มีเลย จะเป็นที่พรั่งพร้อมอุดมสมบูรณ์ ดั่งพระพุทธเจ้าเสร็จไปจำพรรษาอยู่ที่นั้นก็ไม่ปาน.."

    บท1.jpg

    ...ฟังมาถึงตรงนี้ผู้เขียนก็เรียนสอบถามท่านครับว่า "พระอาจารย์พอจะบอกได้ไหมครับว่าสูตรนี้มีอะไรบ้าง"

    ....พระอาจารย์มหากำพล ท่านก็มิได้ปิดบังอะไรท่านบอกว่า "นอกจากฤกษ์ต่างๆแล้ว ต้องมีแผ่นจารประกอบการหล่อเป็นชนวน ดังนี้..."

    ....1.แผ่นจารดวงพระประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า เพราะการสร้างพระพุทธรูปอุปมาก็เหมือนทำรูปพระพุทธเจ้าท่านให้เกิดใหม่ ดังนั้นก็ต้องบรรจุดวงท่านเข้าไปสถิตด้วย
    ....2.แผ่นจารพระนามของพระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ อันนี้ถือว่ารวมพลังงานพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ทำให้พระพุทธรูปนี้แทนพระพุทธเจ้าทั้งหลาย กราบพระนี้ก็เท่ากับกราบพระพุทธเจ้าถึง28องค์ในครั้งเดียว(อุปมาเป็นดังสัญลักษณิแทนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์)
    ....3.แผ่นจารบทธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ครบทุกตัวอักษรอันเปลี่ยบเหมือนแทนพระธรรม เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นบนโลกแล้ว สิ่งที่ยืนยันความเป็นพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ บทธรรมจักรกัปปวัตนสูตรถือเป็นธรรมเทศนาครั้งแรกที่ทรงแสดง(อุปมาตัวแทนแห่งพระธรรมทั้งหลาย)
    ....4.แผ่นจารนามพระอสีติมหาสาวก 80 องค์ ซึ่งเป็นตัวแทน เป็นพยานแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าทรงสามารถถ่ายทอดคำสอนและส่งต่อให้ผู้อื่นรู้เห็นตามคำสอนได้ เป็นตัวแทนของพระสงฆ์ทั้งหลายที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้านั้นเอง

    ...ซึ่งแผ่นจารทั้งหมดจะครบองค์พระรัตนตรัยอันมีพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เวลาลงจารต้องลงจารในระหว่างที่
    "พระสงฆ์หมู่ใหญ่ท่านลงปาฏิโมกข์ในอุโบสถหรือในโบสถ์เท่านั้น" เพราะพระที่ลงปาฏิโมกข์ส่วนใหญ่จะเป็นพระที่ศีลบริสุทธิ์ที่สุด เพราะก่อนลงปาฏิโมกข์ พระทุกองค์ต้องแสดงอาบัติก่อน เพราะพระบางองค์อาจพลั้งเผลอทำผิดอาบัติวินัยเล็กน้อยมาได้โดยไม่รู้ตัว การแสดงอาบัติก่อนขึ้นปาฏิโมกข์เท่ากับการชำระล้างให้ศีลนั้นบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ ทั้งการลงปาฎิโมกข์ยังเป็นการแสดงพระธรรมวินัยให้กับพระสงฆ์หมู่ใหญ่ได้ทบทวนพระวินัยเพื่อให้เกิดความละอายและเกรงกลัวต่อบาปทั้งปวง และยังเป็นกำลังใจเพื่อให้ได้บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งการมาบวชในพระพุทธศาสนาคือ "พระนิพพานอีกด้วย" การลงปาฏิโมกข์จึงถือว่ามีอานิสงส์ใหญ่

    ....พระอาจารย์กำพลเล่าพร้อมชี้นิ้วไปทางพานที่มีแผ่นจารมากมาย และเล่าต่อว่า
    "แผ่นจารชุดนี้อาตมาลงจารเองครั้งลงอุโบสถที่วัดเลยหลง(วัดศรีสุทธาวาส)และได้รับอนุญาตจากท่านเจ้าอาวาสทั้งครูบาอาจารย์พระสงฆ์ทั้งหมดให้ลงจารได้ในระหว่างที่มีการสวดปาฎิโมกข์ในอุโบสถได้"

    ....และการลงนามพระสาวกไม่ใช่ลงแค่นามท่านนะ ต้องลงตามสูตรพระบาลีด้วย เช่น เอตตะทักคัง ภิขเวมะมะ สาวะการนัง ภิกขุนัง.....(ตามด้วยนามพระสาวกองค์นั้นๆ) เพราะตำราท่านให้ลงด้วยว่าสาวกท่านเด่นท่านเลิศทางด้านใด จะได้เหมือนน้อมพลังงานสาวกท่านนั้นๆมาเป็นคุณวิเศษคุณสมบัติในพระพุทธรูปนั้นๆด้วย อย่างพระสีวลีท่านเลิศด้านมหาลาภ ก็ต้องลงบทนำก่อนว่าท่านเลิศด้านมหาลาภ(เป็นภาษาบาลี) ก่อนลงนามหรือชื่อของท่าน
    นี้ไม่ได้ง่ายนะ(ท่านพูดไปยิ้มไป) พระสาวกองค์อื่นๆก็แบบเดียวกันลงไปจนครบ 80 ท่านนั้นแหละประกอบด้วย เป็นภิกษุสาวก 47 องค์ พระภิกษุณี 13 องค์ อุบาสก 10 องค์ อาบาสิกา 10 องค์...


    ....ผู้เขียนเลยถามต่อครับว่า "แล้วสูตรนี้นอกจากนำหล่อเป็นพระพุทธรูปองค์ประธานแล้วสามารถนำไปหล่อพระเครื่ององค์เล็กๆได้ไหม"

    ...พระอาจารย์กำพลกรุณาตอบว่า "ในตำราท่านบอกว่า ถ้าทำพระขนาดใหญ่เป็นพระประธานสูตรนี้หล่อได้ 1 องค์
    แต่ถ้าหล่อองค์เล็กไม่เกิด 1 ฝ่ามือให้หล่อได้ไม่เกิน 80 องค์เท่าอายุของพระพุทธเจ้า ท่านว่าจะมีคุณเสมอองค์ใหญ่ได้... แต่ต้องทำรูปพระพุทธเจ้านั้น"

    ....เมื่อฟังตอนนั้นจบผู้เขียนก็เลยพูดทีเล่นทีจริงไปว่า "ถ้าพระอาจารย์ยังพอมีจารเผื่อๆบ้าง กระผมก็อยากจะข้อไว้ เผื่อในอนาคตจะได้มีโอกาสสร้างพระพุทธรูปกับเข้าสักองค์...(ยิ้มแห่งๆให้ท่าน)"

    ...พระอาจารย์กำพลท่านก็ไม่ได้ตอบอะไร ท่านก็ยิ้มๆก่อนท่านจะบอกว่า
    "ไว้เดียวมีโอกาสอาตมาจะทำไว้ให้โยมอาจารย์แล้วกัน" ก่อนผู้เขียนจะยกมือขึ้นท้วมหัวสาธุ

    ...แล้วงานหล่อพระในปีนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ จนทำพิธีสมโภชและขึ้นประดิษฐานจนเมื่อปี 2564 "ทางราชการก็ประกาศให้สำนักสงฆ์ภูผาน้อยขึ้นเป็นวัดอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา" แต่พระอาจารย์กำพลท่านก็ไม่ได้มางานฉลองวัดด้วยนะครับ เพราะติดช่วงโควิดระบาดและท่านก็อยู่จำพรรษาเป็นพระธรรมทูตที่วัดไทยในแคลิฟอร์เนียด้วย จึงไม่สามารถเดินทางกลับไทยได้

    ...จนเมื่อปี พ.ศ.2565 งานวันบูรพาจารย์หลวงปู่ศรีจันทร์ในปีนั้น ผู้เขียนก็ได้พบกับพระอาจารย์กำพลอีกครั้ง และท่านก็เมตตาผู้เขียนมากๆ หลังจากฟังสวดมนต์งานบูรพาจารย์เสร็จ ท่านก็เดินลงมาจากอาสนะและเดินตรงมาที่ผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนก็มองไม่เห็นท่านหรอกครับ กำลังเตรียมของจะเดินออกจากศาลาเพื่อไปขึ้นรถกลับบ้านผู้คนก็เยอะอีกด้วย ท่านก็มาสะกิดหลังผู้เขียนผู้เขียนหันหน้าไป เลยจำได้ว่าท่านคือพระอาจารย์มหากำพล เลยก้มลงกราบท่านก่อนจะพูดคุยกับท่านสักพักเพราะท่านจะต้องเดินทางกลับ กทม. เพื่อไปขึ้นเครื่องกลับอเมริกา ก่อนลากลับท่านก็นำแผ่นจาร
    "สูตรการหล่อพระพุทธรูป" ที่ได้กล่าวไปข้างตนนั้นให้ผู้เขียน ใส่ในซองเอกสารขนาด A4 อย่างดี แล้วท่านก็บอกว่า "อันนี้อาตมาลงในการสวดลงปาฏิโมกข์ที่ วัดไทยในอเมริกาให้ครบสูตรแล้วนะ อาตมามอบให้โยมอาจารย์ไว้เผื่อได้หล่อพระพุทธรูป หรือเอาไว้ทำประโยชน์อื่นๆต่อไปในอนาคต"

    ....ผู้เขียนก้มกราบท่านอีกครั้ง ก่อนจะถวายปัจจัยค่าเดินทางให้กับคนติดตามท่านมาด้วยจำนวน 2000 บาทก่อนท่านจะขอตัวเดินทาง และในปีต่อ
    มา
    (ปี2566) ผู้เขียนก็ได้รับข่าวที่หน้าเศร้าเนื่องจาก "พระมหากำพล" ท่านได้มรณะภาพที่อเมริกาด้วยโรคปัจจุบันทันด่วนคือเส้นเลือดในสมองแตก(Stroke)ในระหว่างที่ออกบิณฑบาตร ก่อนจะนำร่างท่านกลับมาบำเพ็ญกุศลที่ไทยในปีนั้น สิริอายุ 48ปี 28 พรรษา

    ....ผู้เขียนก็ได้เก็บแผ่นจารชุดนี้ไว้เสียตั้งนาน คิดว่าจะได้สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่(เป็นเจ้าภาพเองไม่ได้ไปร่วมหล่อกับใคร) แต่ก็ไม่มีโอกาสเสียที และไม่มีวาระกาลด้วย จึงเก็บมาถึง 5 ปีจนวันนี้คิดว่า "ถ้าสร้างพระพุทธรูปไม่ได้ งันก็สร้างพระเล็กแล้วกัน" จึงมีโครงการที่จะสร้างพระเล็กตามอุปเท่ห์เลยครับ ไม่เกิน 80 องค์ ตามแบบที่โพสไปนี้ ไว้ถ้าสร้างแล้วเสร็จจะเรียนแจ้งให้ทุกท่านได้ร่วมบุญกันอีกครั้งนะครับ...ขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาอ่านจรจบครับ

    ชนวนมวลสาร11.jpeg

    ชนวนมวลสาร22.jpeg

    ชนวนมวลสาร33.jpeg

     

แชร์หน้านี้

Loading...