ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “วาสนา นาน่วม” แฉกัมพูชาใช้ยุทธวิธีเดิม! ส่งชาวบ้านไถที่ดินรุกล้ำแนวพื้นที่อ้างสิทธิ์ ทหารไทยต้องเข้าเจรจา-ผลักดันกลับ
    .
    ยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดย วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งว่า “ทหารเขมรใช้ยุทธวิธีเดิม!ส่งชาวเขมรรุกยึดที่ไถดินประชิดเส้นแดงไทย หลักเขต48-49สระแก้ว ทหารพรานไทยไล่! เดี๋ยวก็มาอีก”
    .
    ล่าสุด กองทัพภาคที่ 1 เผยแพร่เอกสารชี้แจงว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจากกองกำลังบูรพา เมื่อ 16 พ.ค.69 เวลา 10.00 น. โดย ฉก.โคกสูงและชุดควบคุมทหารพรานที่ 12 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีชาวกัมพูชา นำรถไถมาเตรียมทำการเกษตร ในพื้นที่ระหว่าง จต.ส.42 - จต.ส.44 บ.อ่างศิลา ต.โนนหมากหมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว
    .
    โดยชุดควบคุมทหารพรานที่ 12 ได้จัดกำลังพลทำการตรวจสอบ พบว่ามีชาวบ้านกัมพูชาเข้ามาไถแปลงเตรียมทำการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่นอกเขตเส้นแดง (เลยเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์) เข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทยและพบว่ามีทหารฝั่งกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 จึงนำกำลังทหารพรานเข้าเจรจา พร้อมทั้งเปิดจีพีเอสชี้พิกัดแนวเขตเส้นแดงและเส้นน้ำเงิน ให้ทหารกัมพูชาทราบว่าชาวบ้านกัมพูชากำลังละเมิด MOU 43 ในการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ของทั้งสองประเทศ และกำลังรุกล้ำเกินแนวเส้นสีแดง ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทย อย่างชัดเจนจึงประสานให้แจ้งหยุดปฏิบัติการต่างๆที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อ้างสิทธิ์พร้อมนำข้อมูลไปชี้แจงผู้บังคับบัญชาของทั้งสองฝ่ายให้รับทราบ
    .
    ผลการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา เบื้องต้นให้ชาวกัมพูชายกเลิกและยุติการทำแปลงเกษตรดังกล่าว จนกว่าข้อตกลงเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พร้อมชี้แจงข้อมูลให้ชาวบ้านฝ่ายไทยที่ได้รับผลกระทบให้เข้าใจสถานการณ์ และดำเนินการประสานแม่กองชายแดนเข้ามาสำรวจพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเข้าสู่กระบวนการปักปันเขตแดนต่อไป
    .
    #ชาวกัมพูชา #ทหารกัมพูชา #ทหารไทย #ชายแดนไทยกัมพูชา #ไถที่ดิน #ไถที่ดินรุกล้ำ #ไถที่ดินรุกล้ำชายแดน #สระแก้ว #กองทัพภาคที่1 #กองกำลังบูรพา #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36

    https://www.facebook.com/share/1CxWeF8xM9/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทหารเขมรใช้ยุทธวิธีเดิม ส่งคนรุกยึดที่ไถดิน ประชิดเส้นแดงไทย หลักเขต48-49 สระแก้ว กองกำลังบูรพาเข้าระงับเหตุชายแดน

    17 พฤษภาคม 2569 #กองทัพภาคที่1 เปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อได้รับรายงานจาก #กองกำลังบูรพา ว่า พบ #ชาวเขมร นำรถไถเข้ามาเตรียมทำการเกษตรในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน #อำเภอโคกสูง #จังหวัดสระแก้ว ซึ่งฝ่ายไทยระบุว่าเป็นการรุกล้ำเข้ามาเกิน “แนวเส้นสีแดง” อันเป็นเขตอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน
    .
    รายงานระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. หลัง ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 และหน่วยเฉพาะกิจโคกสูง ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า มีชาวกัมพูชา #นำรถไถเข้ามาปรับพื้นที่ เพื่อเตรียมทำการเกษตร บริเวณระหว่างจุดตรวจ จต.ส.42 ถึง จต.ส.44 บ้านอ่างศิลา ตำบลโนนหมากหมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัด สระแก้ว
    .
    หลังเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบว่ามีชาวบ้านกัมพูชาหลายรายกำลังไถพื้นที่จริง และยัง #พบกำลังทหารฝ่ายกัมพูชา อยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย โดยฝ่ายไทยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ “นอกเขตเส้นน้ำเงิน” หรือ #เกินพื้นที่อ้างสิทธิ์ร่วม และ #ล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ฝั่งไทย
    .
    เจ้าหน้าที่ทหารพรานของไทยจึงเข้าเจรจากับฝ่ายกัมพูชา พร้อมใช้ระบบ GPS และแผนที่แนวเขตเพื่อชี้พิกัด “#เส้นแดง” และ “#เส้นน้ำเงิน” ให้เห็นชัดเจน โดยยืนยันว่าการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว #เข้าข่ายละเมิดบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ปี 2543 ระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งกำหนดแนวปฏิบัติในพื้นที่ชายแดนที่ยังไม่มีข้อยุติเรื่องการปักปันเขตแดน
    .
    ฝ่ายไทยจึงขอให้หยุดกิจกรรมทั้งหมดในพื้นที่พิพาทชั่วคราว และให้ทั้งสองฝ่ายรายงานข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามเป็นความตึงเครียดบริเวณชายแดน
    .
    ผลการเจรจาเบื้องต้น ฝ่ายกัมพูชายินยอมให้ชาวบ้านหยุดไถดินและยุติการทำแปลงเกษตรในพื้นที่ดังกล่าวชั่วคราว จนกว่าการหารือเรื่องแนวเขตจะมีข้อสรุปที่ชัดเจน
    .
    ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยได้เร่งประสาน “#แม่กองสนาม” เพื่อเข้า #สำรวจพื้นที่อย่างละเอียด และเตรียมดำเนินการตามกระบวนการ #ปักปันเขตแดน ในระดับ #คณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชาต่อไป
    .
    ฝ่ายความมั่นคงไทยมองว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้มักเกิดขึ้นเป็นระยะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนถาวร ซึ่งบางครั้งชาวบ้านทั้งสองฝ่ายอาจเข้าใจแนวเขตไม่ตรงกัน หรือใช้พื้นที่ทำกินต่อเนื่องมายาวนาน
    .
    อย่างไรก็ตาม พื้นที่ชายแดนในจังหวัด สระแก้ว ถือเป็นจุดอ่อนไหวด้านความมั่นคง เพราะเคยเกิดกรณีพิพาทเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิ์มาแล้วหลายครั้งในอดีต ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวบริเวณแนวชายแดนถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
    .
    กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า จะยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มความสามารถ พร้อมเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาจะใช้แนวทางเจรจาและกลไกความร่วมมือระหว่างสองประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้งสองฝ่าย
    .
    .
    #ชายแดนไทยเขมร
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    #กัมพูชาไว้ใจไม่ได้
    #เขมรเป็นภัยคุกคามประเทศไทย
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/1CUaMNQ223/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ลุงโยชน์” เปิดใจถูกจับในฝั่งไทย ชี้ทหารเขมรทำบันไดลิง ปีนขึ้นมาตั้งฐาน ในฝั่งไทย หวั่นคนไทยอีกหลายสิบยังติดคุกเขมร
    FB_IMG_1779005936856.jpg
    17 พฤษภาคม 2569 ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาอีก เมื่อ “#ลุงโยชน์” วัย 58 ปีที่เคยถูกควบคุมตัวในกัมพูชา ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเหตุการณ์ ยืนยันว่าตนเองถูกจับกุม “ในฝั่งไทย” โดยพวก #ทหารกัมพูชา ได้ทำ “#บันไดลิง” ปีนหน้าผาขึ้นมาตั้งฐานในพื้นที่ของไทย
    .
    “ลุงโยชน์” เล่าว่า จุดที่ตนถูกจับกุมนั้น ในอดีตไม่เคยมีฐานกำลังของทหารกัมพูชาปรากฏอยู่มาก่อน แต่ภายหลังพบว่ามีการทำทางขึ้นลักษณะคล้าย “บันไดลิง” ไต่หน้าผาเพื่อขึ้นมาตั้งกำลังบนพื้นที่สูง โดยเชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตไทย
    .
    แม้ในช่วงถูกควบคุมตัวจะถูกปิดตา แต่จากลักษณะภูมิประเทศ เส้นทาง และระยะเวลาการเดินทาง ทำให้มั่นใจว่าจุดที่ถูกควบคุมตัวนั้นอยู่ในฝั่งไทย ไม่ใช่ในเขตกัมพูชาอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง
    .
    ฝ่ายความมั่นคงไทย ระบุว่า พื้นที่ชายแดนบางส่วน โดยเฉพาะบริเวณภูเขาและหน้าผา เป็นพื้นที่ที่ยังมีข้อถกเถียงเรื่องแนวเขตแดน และหลายจุดใช้สภาพภูมิประเทศธรรมชาติเป็นแนวแบ่งเขต ทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาอยู่เป็นระยะ
    .
    อีกประเด็นที่ “ลุงโยชน์” แสดงความกังวล คือยังมี #คนไทยอีกกว่า40ชีวิต ที่อยู่ระหว่าง #ถูกควบคุมตัวหรือรับโทษในเรือนจำกัมพูชา โดยได้เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งเข้าช่วยเหลือ ดูแลด้านสิทธิมนุษยชน และตรวจสอบข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีอย่างใกล้ชิด
    .
    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาคนไทยถูกจับกุมตามแนวชายแดนกัมพูชาเกิดขึ้นเป็นระยะ ทั้งกรณีลักลอบข้ามแดน เข้าไปหาของป่า ทำงานผิดกฎหมาย หรือเข้าไปในพื้นที่อ้างสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว ขณะที่บางกรณีกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ
    .
    กรณีลักษณะนี้สะท้อนปัญหาเรื้อรังของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งบางส่วนยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน 100% โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขา ป่า และหน้าผาที่เข้าถึงยาก ทำให้ทั้งสองฝ่ายยังคงต้องใช้กลไกการเจรจาและคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมในการแก้ไขปัญหา
    .
    .
    #ชายแดนไทยเขมร
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    #กัมพูชาไว้ใจไม่ได้
    #เขมรเป็นภัยคุกคามประเทศไทย
    .
    .
    #Thaitribune
    https://www.facebook.com/share/p/1GFE8w1ayY/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บุกทลายฐาน “แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ” เมืองบาเวต จับผู้ต้องสงสัย 111 คน พบโยงเครือข่ายพนันออนไลน์

    17 พฤษภาคม 2569 ทางการกัมพูชา ยังปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ครั้งใหญ่ หลัง #ตำรวจจังหวัดสวายเรียง เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ชื่อ Global Commercial Plaza ใน #เมืองบาเวต เมื่อ 14 พฤษภาคมซึ่งได้รับข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของ #เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมาย
    .
    ปฏิบัติการนี้สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้รวม 111 คน จากหลายสัญชาติ ประกอบด้วย #ชาวเวียดนาม 59 คน #ชาวจีน 36 คน #ชาวปากีสถาน 13 คน #หญิงชาวไทย 1 คน #ชายชาวเมียนมา 1 คน และ #ชาวกัมพูชา 1 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงรวม 14 คน สะท้อนลักษณะของขบวนการที่มีโครงสร้างข้ามชาติและใช้แรงงานจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย
    .
    เจ้าหน้าที่ตรวจยึดอุปกรณ์จำนวนมากภายในอาคาร ทั้งคอมพิวเตอร์แบบออลอินวัน โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ CPU จอคอมพิวเตอร์ รวมถึงรถยนต์และรถจักรยานยนต์หลายคัน ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลงทุนออนไลน์ หลอกความรัก หรือการสร้างบัญชีปลอมผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงเหยื่อในหลายประเทศ
    .
    ฝ่ายสืบสวน รายงานว่า ภายในอาคารมีลักษณะคล้ายสำนักงานขนาดใหญ่ แบ่งเป็นโซนปฏิบัติงานและพื้นที่พักอาศัย ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับฐานปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์ที่เคยถูกทลายในหลายพื้นที่ชายแดนของกัมพูชา เมียนมา และลาวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
    .
    หลังการจับกุม ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดถูกส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และเตรียมนำตัวขึ้นศาลชั้นต้นจังหวัดสวายเรียง ขณะที่สถานที่เกิดเหตุถูกสั่งปิดและอายัดพื้นที่ทันที เพื่อป้องกันการกลับมาใช้งานซ้ำ
    .
    สิ่งที่ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น คือภาพถ่ายและป้ายภายในอาคารที่พบโลโก้ “OKVIP” ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายการพนันออนไลน์ผิดกฎหมายรายใหญ่ในพื้นที่เมืองบาเวตมานานหลายปี รวมถึงชื่อ “KJC” ที่มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการรับสมัครแรงงานออนไลน์เข้าสู่เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์
    .
    นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงไซเบอร์มองว่า เมือง บาเวต กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “จุดยุทธศาสตร์” ของอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากตั้งอยู่ติดชายแดนเวียดนาม มีเส้นทางคมนาคมสะดวก และมีการลงทุนจากทุนต่างชาติจำนวนมาก ทำให้บางเครือข่ายใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย
    .
    ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มเผชิญปัญหาเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ขยายตัวรวดเร็ว ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ และการหลอกลงทุนคริปโต โดยองค์กรอาชญากรรมเหล่านี้มักใช้โมเดล “สำนักงานปิด” ที่มีทั้งที่พัก อุปกรณ์สื่อสาร และระบบรักษาความปลอดภัยภายในอาคารเดียวกัน
    .
    ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานจาก #องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ว่า คนทำงานจำนวนหนึ่งในเครือข่ายเหล่านี้ อาจถูกหลอกมาทำงานหรือถูกบังคับใช้แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย
    .
    ปฏิบัติการล่าสุดของทางการกัมพูชา จึงถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของแรงกดดันจากนานาชาติ ที่ต้องการให้ประเทศในภูมิภาคร่วมกันปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง หลังหลายประเทศเริ่มได้รับผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของประชาชนจากขบวนการหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติ
    .
    .
    #ชายแดนไทยเขมร
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    #กัมพูชาไว้ใจไม่ได้
    #เขมรเป็นภัยคุกคามประเทศไทย
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1Ay5XgVdKW/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แจ้งข้อหาแล้วตำรวจเอาผิด “คนขับรถไฟ-พนักงานคุมไม้กั้น” คดีชนรถเมล์มักกะสัน ดับ 8 ศพ เร่งสอบเพิ่มหาสาเหตุแท้จริง

    17 พฤษภาคม 2569 ความคืบหน้ากรณี #อุบัติเหตุร้ายแรงบริเวณ #จุดตัดทางรถไฟ ใกล้สถานี #สถานีรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์ มักกะสัน ซึ่งเกิดเหตุขบวน #รถไฟพุ่งชนรถโดยสารสาธารณะ จนมีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก ล่าสุด สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน ได้แจ้งข้อหากับผู้เกี่ยวข้องเบื้องต้นแล้ว 2 ราย
    .
    พันตำรวจเอก อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ เผยว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา “#กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับบาดเจ็บสาหัส” กับ #คนขับขบวนรถไฟขณะเดียวกัน #เจ้าหน้าที่ควบคุมไม้กั้นทางรถไฟ ก็ถูกแจ้งข้อหาในลักษณะเดียวกัน หลังตำรวจสอบปากคำและรวบรวมหลักฐานตั้งแต่คืนที่ผ่านมา
    .
    ผู้กำกับ สน.มักกะสัน ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้การสอบสวนยังดำเนินต่อเนื่อง และหากพบพยานหลักฐานเพิ่มเติม อาจมีการพิจารณาแจ้งข้อหาอื่นเพิ่มเติมในภายหลัง ทั้งในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ #การควบคุมสัญญาณเตือน และ #มาตรฐานความปลอดภัย บริเวณจุดตัดทางรถไฟ
    .
    บรรยากาศที่ สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เสียหายจากเหตุการณ์มาจอดบริเวณลานหน้าโรงพัก เพื่อรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสภาพรถอย่างละเอียด รวมถึงตรวจสอบเรื่องประกันภัยและกรมธรรม์ที่เกี่ยวข้อง
    .
    ส่วนรถโดยสารประจำทางคันเกิดเหตุ ถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บไว้ใกล้พื้นที่เกิดเหตุ ขณะที่หัวรถจักรของขบวนรถไฟถูกนำไปเก็บรักษาที่ชุมทางรถไฟมักกะสัน เพื่อรอการตรวจสอบเชิงเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญด้านระบบราง
    .
    จากโศกนาฏกรรมกลางกรุง เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 บริเวณจุดตัดทางรถไฟใกล้สถานีมักกะสัน เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยขบวนรถไฟได้พุ่งชนรถโดยสารสาธารณะที่กำลังข้ามทางตัด ส่งผลให้เกิดแรงกระแทกรุนแรงจนรถโดยสารเสียหายอย่างหนัก มีผู้โดยสารติดอยู่ภายในจำนวนมาก
    .
    ภาพจากวันเกิดเหตุเผยให้เห็นสภาพรถเมล์ที่ด้านข้างถูกชนจนฉีกขาด ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัครต้องเร่งใช้เครื่องตัดถ่างช่วยเหลือผู้บาดเจ็บท่ามกลางความโกลาหล เสียงไซเรนรถพยาบาลดังต่อเนื่องตลอดหลายชั่วโมง
    .
    รายงานเบื้องต้นระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุและเสียชีวิตภายหลังรวม 8 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยบางรายมีอาการสาหัสจากแรงกระแทก
    .
    หลังเกิดเหตุ ประเด็นที่สังคมตั้งคำถามอย่างหนัก คือระบบไม้กั้นและสัญญาณเตือนบริเวณจุดตัดดังกล่าว ว่ามีการทำงานผิดพลาดหรือไม่ รวมถึงการควบคุมความเร็วของขบวนรถไฟ และการมองเห็นของคนขับรถโดยสารในช่วงเกิดเหตุ
    .
    หลายฝ่ายยังย้อนตั้งข้อสังเกตว่า จุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวนไม่น้อย ยังคงเป็น “จุดเสี่ยง” ที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก แม้จะมีการติดตั้งไม้กั้นและสัญญาณเตือนแล้วก็ตาม โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนที่การจราจรหนาแน่น
    .
    ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบรางมองว่า อุบัติเหตุลักษณะนี้มักเกิดจาก “ความผิดพลาดซ้อนกันหลายชั้น” ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยมนุษย์ ระบบเตือนภัย การสื่อสาร หรือการตัดสินใจในเสี้ยววินาที และจำเป็นต้องตรวจสอบทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงเอาผิดรายบุคคล
    .
    ขณะเดียวกัน ครอบครัวผู้เสียชีวิตบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินเรื่องเอกสารและติดตามความคืบหน้าคดี ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอีกในอนาคต
    .

    คลิปบันทึกภาพ วงจรปิด .. ก่อนรถไฟพุ่งชนรถเมล์ “เจ้าหน้าที่รถไฟ” ยกธงแดง ตีธงให้หยุด !!!!????
    การปฏิบัติหน้าที่ประมาทหรือไม่?

    Cr : ขอบคุณคลิปวิดีโอ : เจ้าของคลิปวิดีโอ , ดาวแปดแฉก
    .
    .
    #Thaitribune


    https://www.facebook.com/share/v/1BGq5kT2AS/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐสภาไฟเขียว “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” 611 เสียง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องแก้วิกฤต PM2.5 ระยะยาว

    17 พฤษภาคม 2569 หลังการ #ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้พิจารณา #ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ท่ามกลางบรรยากาศการอภิปรายที่เข้มข้นและได้รับความสนใจจากทั้งภาคประชาชน นักสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายด้านสุขภาพทั่วประเทศ
    .
    การอภิปรายต่อเนื่องหลายชั่วโมง ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนน 611 เสียง ถือเป็นก้าวสำคัญของความพยายามผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดฉบับแรกของประเทศไทย ที่มุ่งจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ มากกว่าการใช้มาตรการเฉพาะหน้าแบบที่ผ่านมา
    .
    ระหว่างการประชุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาหลายคนลุกขึ้นอภิปรายถึงผลกระทบจากวิกฤต PM2.5 ที่สะสมมานาน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ และเขตอุตสาหกรรม ซึ่งประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่องทุกปี
    .
    หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายสำคัญคือ รศ.วิษณุ อรรถวานิช ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญ ที่ชี้ว่าปัญหาอากาศพิษไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กระทบถึงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยตรง พร้อมระบุว่าการผ่านร่างกฎหมายครั้งนี้ถือเป็น “ข่าวดีของประเทศ” เพราะสะท้อนว่าปัญหา PM2.5 กำลังถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
    .
    บรรยากาศในห้องประชุมมีทั้งการอภิปรายเชิงวิชาการและการสะท้อนเสียงจากพื้นที่จริง โดย สส. หลายจังหวัดภาคเหนือกล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่นควันที่เกิดขึ้นซ้ำทุกฤดูแล้ง ขณะที่ตัวแทนจากพื้นที่อุตสาหกรรมอภิปรายถึงปัญหาการปล่อยมลพิษจากโรงงานและการขนส่งที่ยังขาดกลไกควบคุมที่มีประสิทธิภาพ
    .
    สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการ #ลดค่าฝุ่น #PM2.5 แต่ครอบคลุมถึง “#สิทธิในการเข้าถึงอากาศสะอาด” ของประชาชน การ #กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศ #ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ #การใช้มาตรการภาษีหรือกลไกทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจในการลดการปล่อยมลพิษ
    .
    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการอากาศสะอาดระดับชาติ เพื่อทำงานแบบบูรณาการระหว่างหลายหน่วยงาน หลังที่ผ่านมา ปัญหาฝุ่นมักติดขัดเรื่องอำนาจหน้าที่และการทำงานแยกส่วนของแต่ละกระทรวง
    .
    นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมมองว่า จุดสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการเปลี่ยนแนวคิดจาก “การแก้ปัญหาเมื่อค่าฝุ่นพุ่งสูง” ไปสู่ “การป้องกันและจัดการต้นเหตุ” ไม่ว่าจะเป็นการเผาในที่โล่ง การปล่อยมลพิษจากรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม หรือมลพิษข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน
    .
    อย่างไรก็ตาม แม้ร่างกฎหมายจะผ่านรัฐสภาแล้ว แต่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด โดยขั้นตอนต่อไป ร่างดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาของ #คณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา ก่อนส่งกลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง หากผ่านครบทุกขั้นตอน จึงจะสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ได้
    .
    ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยติดอันดับเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงต้นปีที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงจนโรงเรียนต้องหยุดเรียน ประชาชนจำนวนมากเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ และเศรษฐกิจบางพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
    .
    หลายฝ่ายจึงมองว่า ร่างกฎหมายอากาศสะอาดครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการ “รับมือรายวัน” ไปสู่การสร้างระบบจัดการคุณภาพอากาศระยะยาว ที่มีเป้าหมายชัดเจนและมีกฎหมายรองรับอย่างจริงจัง
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1AvkVuT5Zh/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ## ทำไม Canada ถึง “ไม่มีทองคำสำรอง” ทั้งที่โลกกำลังแห่สะสม?

    เรื่องนี้ฟังดูขัดแย้งมาก…
    ประเทศที่มีเหมืองทองเยอะติดอันดับโลก กลับ “ไม่มีทองเก็บไว้เลย”

    และที่น่าสนใจคือ
    Canada เป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G7 ที่ขายทองคำออกจนหมด 100%

    คำถามคือ…เขาคิดอะไรอยู่?

    ---

    ### ต้องย้อนกลับไปที่ “วิธีคิด” ของธนาคารกลาง

    หลังยุค Bretton Woods System สิ้นสุดในปี 1971
    โลกไม่ได้ผูกค่าเงินกับทองคำอีกต่อไป

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
    “ทองคำไม่จำเป็นอีกแล้ว” ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่ม

    ธนาคารกลางของแคนาดาเลือกมองทองคำแบบนี้:

    * ไม่ให้ดอกเบี้ย
    * ไม่มี cash flow
    * มีต้นทุนเก็บรักษา
    * ขายออกแล้วเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นได้

    สรุปง่าย ๆ คือ
    ทองคำ = สินทรัพย์ที่ “นอนนิ่ง”

    ในขณะที่
    พันธบัตรรัฐบาล (โดยเฉพาะสหรัฐฯ) = สินทรัพย์ที่ “สร้างรายได้”

    ---

    ### แคนาดาเลือก “ผลตอบแทน” แทน “ความปลอดภัย”

    Bank of Canada ค่อย ๆ ขายทองออกมาตั้งแต่ช่วงปี 1980s
    และขายต่อเนื่องยาวหลายสิบปี

    จนสุดท้าย…ขายหมดในปี 2016

    เงินที่ได้ถูกเอาไปถือ:

    * พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
    * เงินดอลลาร์
    * สินทรัพย์การเงินที่มีสภาพคล่องสูง

    แนวคิดคือ
    “โลกยุคใหม่ใช้เงินกระดาษ ไม่ใช่ทองคำ”

    ในช่วงนั้น…มันดูสมเหตุสมผลมาก

    เพราะ:

    * เงินเฟ้อต่ำ
    * ระบบการเงินเสถียร
    * ดอลลาร์แข็งแกร่ง

    ---

    ### ความย้อนแย้ง: ประเทศผลิตทอง แต่ไม่เก็บทอง

    สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงหนักขึ้นคือ

    Canada เป็นหนึ่งในผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ของโลก

    มีเหมือง มีทรัพยากร
    แต่ “ไม่มีทองในคลังของรัฐ”

    นี่เหมือนประเทศน้ำมันที่ไม่เก็บน้ำมันสำรองเลย

    ในมุมเศรษฐศาสตร์
    มันอาจไม่ผิด

    แต่ในมุม “ความมั่นคง”
    มันเริ่มถูกตั้งคำถาม

    ---

    ### โลกเปลี่ยน…แต่แคนาดาไม่เปลี่ยน

    ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
    ธนาคารกลางทั่วโลกกลับมา “ซื้อทอง” อย่างหนัก

    โดยเฉพาะ:

    * จีน
    * รัสเซีย
    * อินเดีย

    เหตุผลคือ:

    * ลดการพึ่งพาดอลลาร์
    * ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
    * ใช้เป็นสินทรัพย์กลางในโลกที่ไม่แน่นอน

    แต่แคนาดา…ยังไม่มีทองแม้แต่กรัมเดียว

    นี่ทำให้หลายคนมองว่า
    นโยบายนี้ “เริ่มไม่ทันโลก”

    ---

    ### แล้วมันผิดไหม?

    คำตอบคือ…ไม่ใช่ขาวหรือดำ

    ข้อดีของแคนาดา:

    * มี liquidity สูง
    * ถือสินทรัพย์ที่ขายได้ทันที
    * ได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ย

    ข้อเสีย:

    * ไม่มี “insurance” แบบทองคำ
    * เสี่ยงต่อการพึ่งพาระบบการเงินโลก
    * ถ้าเกิดวิกฤตค่าเงิน → ไม่มี hard asset รองรับ

    ---

    ### มุมมองแบบนักลงทุน: นี่คือการเดิมพัน

    สิ่งที่ Canada ทำ
    คือ “เดิมพันกับระบบการเงินสมัยใหม่”

    เดิมพันว่า:

    * ดอลลาร์จะยังแข็งแกร่ง
    * ตลาดการเงินจะยังทำงานปกติ
    * พันธบัตรจะยังเป็น safe haven

    แต่ถ้าวันหนึ่ง
    ความเชื่อมั่นในระบบเหล่านี้เริ่มสั่นคลอน

    ประเทศที่มีทอง
    จะมี “back-up plan”

    แต่ประเทศที่ไม่มี
    จะต้องพึ่งพาระบบ 100%

    ---

    ### สิ่งที่โลกกำลังตั้งคำถาม

    วันนี้คำถามไม่ใช่แค่
    “ทองให้ผลตอบแทนไหม”

    แต่คือ
    “ถ้าระบบมีปัญหา คุณมีอะไรอยู่ในมือ?”

    นี่คือเหตุผลที่แม้แต่ธนาคารกลาง
    ยังกลับมาซื้อทองอีกครั้ง

    และนี่คือเหตุผลที่กรณีของแคนาดา
    ถูกหยิบมาพูดซ้ำ ๆ ในช่วงหลัง

    ---

    ### บทสรุป

    การที่ Canada ไม่มีทองคำสำรอง
    ไม่ใช่เพราะเขา “ไม่มีความสามารถ”

    แต่เป็นเพราะเขา “เลือก”

    เลือกผลตอบแทน
    เลือกสภาพคล่อง
    เลือกเชื่อในระบบการเงินโลก

    คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ

    ในโลกที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
    การ “ไม่มีทองเลย”

    ยังเป็นการตัดสินใจที่ถูกอยู่หรือไม่…

    https://www.facebook.com/share/17Th26z8fj/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รู้ไหมครับว่า อสังหาฯ ส่วนใหญ่ ไม่เหมาะกับการลงทุนเพื่อปล่อยเช่า

    ผมพูดเรื่องนี้มา 10 ปีแล้วครับ และยังพูดอยู่ทุกวันนี้

    ไม่ใช่ทุกทรัพย์ที่ปล่อยเช่าได้ครับ และไม่ใช่ทุกโครงการที่คุ้มค่าพอจะลงทุน

    แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องนี้ จนกว่าจะซื้อมาแล้วและเจ็บตัวไปเรียบร้อยครับ

    ---

    เหตุผลแรก ทำเลผิด

    ทำเลที่ดีสำหรับอยู่อาศัย กับทำเลที่ดีสำหรับปล่อยเช่า มันไม่ใช่สิ่งเดียวกันครับ

    บ้านหลังสวย วิวดี อากาศดี อยู่แล้วมีความสุข แต่ห่างรถไฟฟ้า ไม่มีออฟฟิศ ไม่มีมหาวิทยาลัยแถวนั้น หาคนเช่าไม่ได้ครับ ห้องว่างเดือนแล้วเดือนเล่า ผ่อนแบงก์เองทุกเดือน

    ในขณะที่คอนโดเก่า ห้องเล็ก วิวไม่สวย แต่เดิน 3 นาทีถึง BTS ใกล้ออฟฟิศ ใกล้มหาวิทยาลัย ปล่อยเช่าได้ตลอดครับ มีคนทักถามเข้ามาไม่ขาด

    ผมมองว่าทำเลที่ดีสำหรับนักลงทุนต้องตอบคำถามข้อเดียวให้ได้ครับ ว่า "คนเช่าเขาอยู่ที่นี่เพราะอะไร และสิ่งนั้นมันหายไปได้ไหม?"

    ถ้าตอบได้ชัด ทำเลนั้นใช้ได้ครับ

    ---

    เหตุผลที่สอง ราคาผิด

    นี่คือกับดักที่ละเอียดอ่อนที่สุดครับ และหลายคนไม่ทันระวัง

    หลายคนคิดว่าทำเลดี ราคาแพง ก็น่าจะปล่อยเช่าได้แพงตามด้วย แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปครับ

    ลองนึกภาพคอนโดติดรถไฟฟ้า ติดถนนใหญ่ ทำเลดีมากครับ ราคาขายก็สูงตาม สมมติห้องละ 5-6 ล้านบาท

    แต่พอไปดูตลาดเช่าแถวนั้นจริงๆ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นจ่ายค่าเช่าได้แค่เดือนละ 10,000-12,000 บาทครับ

    พอคำนวณ Yield ออกมาได้แค่ 2-3% เท่านั้น สำหรับคนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่า ตัวเลขนี้ไม่คุ้มเลยครับ

    ผมเรียกสิ่งนี้ว่า "ทำเลดีเกินกว่าที่ตลาดเช่าแถวนั้นจะรับไหว" ครับ

    แต่ถ้าซื้อเพื่ออยู่เองก็อีกเรื่องหนึ่งเลยนะครับ เพราะทำเลดีราคาก็ไปต่อได้ ถือไว้แล้วมูลค่าขึ้นแน่นอน แค่ต้องรู้ก่อนว่าซื้อเพื่ออะไร

    ดังนั้นก่อนซื้อทุกครั้ง ผมจะถามตัวเองก่อนเสมอครับว่า ซื้อเพื่ออยู่เอง หรือซื้อเพื่อปล่อยเช่า เพราะคำตอบมันเปลี่ยนทุกอย่างเลยครับ ทั้งทำเล ราคา และขนาดห้องที่ควรเลือก

    ---

    เหตุผลที่สาม จับกลุ่มลูกค้าผิด

    นี่คือเรื่องที่คนมองข้ามมากที่สุดครับ แต่มันสำคัญพอๆ กับทำเลเลย

    ก่อนซื้อทรัพย์ทุกชิ้น ผมจะถามตัวเองก่อนเสมอว่า "คนเช่าของผมคือใคร?"

    ถ้าตอบไม่ได้ชัดเจน ผมไม่ซื้อครับ

    อสังหาฯ แต่ละประเภทมีลูกค้าต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ คอนโดใจกลางเมืองลูกค้าคือวัยทำงาน อพาร์ตเมนต์ใกล้มหาวิทยาลัยลูกค้าคือนักศึกษา บ้านชานเมืองลูกค้าคือครอบครัวที่ต้องการพื้นที่

    ถ้าคุณซื้อคอนโดราคาสูงในทำเลที่ล้อมรอบด้วยโรงงาน กลุ่มพนักงานโรงงานไม่มีกำลังจ่ายค่าเช่าในราคาที่คุณต้องการครับ ผลคือห้องว่าง หรือต้องลดราคาเช่าจนไม่คุ้ม

    แต่ถ้าซื้อห้องพักราคากลางๆ ใกล้นิคมอุตสาหกรรม กลุ่มพนักงานต้องการที่พักใกล้ที่ทำงานในราคาที่เหมาะสม เต็มตลอด ไม่มีว่างครับ

    ลูกค้าที่ถูกต้องคือทุกอย่างครับ ถ้าไม่มีคนต้องการเช่า ทำเลดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย

    ---

    แล้วทรัพย์ที่ปล่อยเช่าได้จริงหน้าตาเป็นยังไง?

    ผมสรุปง่ายๆ ให้ครับ

    ทรัพย์ที่ดีสำหรับปล่อยเช่าต้องปล่อยเช่าได้ทันทีที่โอน ต้องให้ Yield ไม่ต่ำกว่า 5% ต้องอยู่ในทำเลที่ Demand เช่าสม่ำเสมอ และราคาที่ซื้อต้องสมเหตุสมผลกับกำลังจ่ายของกลุ่มลูกค้าในย่านนั้นครับ

    ถ้าทรัพย์ไหนผ่านทั้ง 4 ข้อนี้ ลงทุนได้แน่นอนครับ

    ถ้าผ่านแค่ 2-3 ข้อ ต้องคิดให้ดีก่อนครับ

    ถ้าไม่ผ่านเลย มีทรัพย์ดีๆ อีกเยอะในตลาดรอให้ไปหาอยู่ครับ ไม่ต้องฝืน

    ---

    ---

    ลงทุนอสังหาฯ ไม่ยากครับ แต่เลือกทรัพย์ผิดครั้งเดียว อาจเจ็บได้นานหลายปี

    https://www.facebook.com/share/p/18cNkXCMhJ/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Trump เยือนปักกิ่งไร้ดีลใหญ่ จีนไม่ขยับ Taiwan-ชิป แร่หายากยังคุมเกม

    ภาพที่ออกมาดูเหมือนการกลับมาของผู้นำโลกสองขั้ว
    แต่สิ่งที่ “ไม่ได้เกิดขึ้น” อาจสำคัญกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น

    การพบกันระหว่าง Donald Trump และ Xi Jinping ที่ปักกิ่งในปี 2026 ถูกคาดหวังว่าจะเป็น turning point ของโลก
    แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา กลับเป็นเพียง “การประคองสถานการณ์” มากกว่าการเปลี่ยนเกม

    ไม่มีข้อตกลงเรื่องอิหร่าน
    ไม่มีความคืบหน้าเรื่องไต้หวัน
    ไม่มีดีลชิป AI อย่าง Nvidia H200
    ไม่มีความชัดเจนเรื่องการปล่อยแร่ rare earth
    และไม่มีการปล่อยตัว Jimmy Lai

    สิ่งที่ได้มีเพียง “ดีลเชิงการค้า” ระดับหนึ่ง เช่น การที่จีนตกลงซื้อเครื่องบินจาก Boeing ราว 200 ลำ และสินค้าเกษตรบางส่วน

    คำถามคือ…นี่คือความล้มเหลว หรือมันสะท้อน “โลกใบใหม่” ที่กำลังเกิดขึ้น

    ในภาพใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการค้าอีกต่อไป
    มันคือการแข่งขันเชิงโครงสร้างใน 3 แกนหลัก

    หนึ่ง เทคโนโลยี
    สอง ภูมิรัฐศาสตร์
    สาม ทรัพยากรสำคัญของโลก

    กรณีชิป H200 คือภาพชัดที่สุด
    สหรัฐฯ พยายามจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ขั้นสูงของจีน
    ขณะที่จีนก็ไม่ยอม “ซื้อ” หรือพึ่งพาเทคโนโลยีที่อาจถูกปิดเมื่อไหร่ก็ได้

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือ supply chain โลกเริ่ม “แยกขั้ว”
    บริษัทเทคโนโลยีต้องเลือกว่าจะอยู่ใน ecosystem ของฝั่งไหน
    การผลิตไม่ได้ไหลลื่นแบบ globalized เหมือน 10 ปีก่อนอีกแล้ว

    นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง Nvidia หรือชิป
    แต่มันคือการ rewrite ระบบเศรษฐกิจโลกใหม่ทั้งหมด

    อีกด้านหนึ่งที่เงียบแต่ทรงพลังมาก คือ rare earth

    จีนยังคงเป็นผู้ควบคุม supply ของแร่หายากที่ใช้ในทุกอย่าง
    ตั้งแต่ EV, battery, semiconductor ไปจนถึงอาวุธ

    การที่ไม่มีข้อตกลงเรื่องนี้
    แปลว่า leverage ยังอยู่ในมือจีนเต็มๆ

    ในโลกที่พลังงานสะอาดกำลังโต
    ใครคุม rare earth ได้ = คุมอนาคตอุตสาหกรรม

    และนี่คือจุดที่สหรัฐฯ ยังแก้เกมไม่สำเร็จ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งสองฝ่าย “ไม่ได้ต้องการชนะทันที”
    แต่กำลังเล่นเกมยาว

    สหรัฐฯ ต้องการชะลอการเติบโตของจีนในเทค
    จีนต้องการซื้อเวลาเพื่อพึ่งพาตัวเองให้ได้

    ผลลัพธ์คือ Summit แบบนี้
    ที่ไม่มี headline ใหญ่
    แต่เต็มไปด้วย “สัญญาณเงียบ”

    ในมุมของนักลงทุน นี่คือโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็น baseline

    หุ้นเทคจะไม่ได้โตแบบเดิม เพราะโดนการเมืองแทรก
    ห่วงโซ่อุปทานจะมีต้นทุนสูงขึ้น
    เงินลงทุนจะไหลตาม “ความมั่นคง” มากกว่า efficiency

    อสังหาในบางประเทศอาจได้อานิสงส์
    เพราะบริษัทต้องย้ายฐานการผลิต
    ทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัยจะยังมีบทบาท
    เพราะความตึงเครียดไม่ได้หายไป

    ที่สำคัญที่สุดคือ “globalization แบบเดิมกำลังจบ”

    สิ่งที่ Trump ได้กลับไป อาจไม่ใช่ดีลใหญ่
    แต่เป็นการ “หยุดไม่ให้สถานการณ์แย่ลง”

    ขณะที่จีนเอง ก็ไม่ได้เสียอะไร
    และยังรักษา leverage สำคัญไว้ครบ

    เกมนี้เลยไม่มีผู้ชนะในระยะสั้น
    แต่กำลังสร้างผู้ชนะในระยะยาว

    คำถามคือ
    โลกกำลังเดินไปสู่ระบบสองขั้วแบบเต็มรูปแบบ
    หรือเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน…ที่ยังไม่มีใครเห็นปลายทางชัดเจน

    https://www.facebook.com/share/p/18aWcWJpZk/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทภ.1 โดย กกล.บูรพา เจรจาให้ชาวบ้านฝั่งกัมพูชางดทำการเกษตร ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ควบคู่ประสานแม่กองสนามเข้าสำรวจพื้นที่ ยืนยันเดินหน้ารักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่
    #TruthFromThailand

    https://www.facebook.com/share/1CbZ1vzaa3/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กับดักจ่ายบัตรขั้นต่ำ ทำงานอย่างไร ? ทำไมมีกลไก คิดดอกเบี้ย 2 ก้อน /โดย ลงทุนแมน
    (The English version is below.)
    รูดใช้บัตรเครดิตและ “จ่ายขั้นต่ำ” ไปก่อน
    หนึ่งในท่าประจำที่มนุษย์เงินเดือนใช้

    ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย
    ได้กำหนดเรตยอดชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ที่ 8% ต่อปี

    สมมติว่า ยอดหนี้บัตรเครดิต 10,000 บาท เราปิดหนี้แค่ 800 บาท ให้ทันกำหนดชำระ
    เพียงแค่นี้เราก็ไม่ต้องติดเครดิตบูโร

    แต่รู้หรือไม่ว่า ถ้าเรารูดบัตรเครดิต สมมติว่าจ่าย 10,000 บาท
    แต่เราชำระขั้นต่ำ 8% ของเดือน
    ยอดดอกเบี้ยที่โดนคิด จะไม่ใช่แค่คิดเฉพาะก้อนที่เหลือค้างชำระเท่านั้น แต่จะโดนคิดจาก 2 ก้อนเลยทีเดียว..

    ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
    ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

    หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ถ้าเรามียอดค้างชำระบัตรเครดิต
    แล้วเราชำระไม่ครบ หรือขาดไปแค่ 10 บาท หรือ 20 บาท ก็โดนคิดดอกเบี้ยแล้ว

    อย่างสมมติว่า เรารูดซื้อสินค้าที่ 10,000 บาท

    วันสรุปยอดค่าใช้จ่าย หลาย ๆ ค่ายบัตรเครดิต มักจะเสนอ 3 วิธีการชำระเงิน ได้แก่

    ทางเลือกที่ 1 จ่ายขั้นต่ำที่ 800 บาท (ทางเลือกที่มักเป็น Default บนแอปพลิเคชันบัตรเครดิต)
    ทางเลือกที่ 2 แบ่งจ่าย โดยกำหนดยอดชำระเอง
    ทางเลือกที่ 3 จ่ายเต็มจำนวนที่ 10,000 บาท

    ทีนี้ สมมติว่าตัวอย่างเคสการใช้บัตรเครดิต
    - รูดซื้อสินค้า 10,000 บาท ในวันที่ 1 มกราคม
    - สรุปยอดบัญชี โดยมียอดค้างชำระ 10,000 บาท ในวันที่ 30 มกราคม
    - มีกำหนดชำระภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ หรือในอีก 15 วันถัดมา

    จากเคสนี้
    - ถ้าหากเราเลือกทางเลือกที่ 3

    คือจ่ายเต็มจำนวนที่ 10,000 บาท เพื่อปิดยอดบัตรเครดิตให้หมด
    ภายในระยะเวลาที่กำหนด คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ แบบนี้เราจะไม่เสียดอกเบี้ย

    เพราะบริษัทผู้ออกบัตรเครดิต จะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย ให้กับผู้ใช้บัตรเป็นเวลา 40-50 วัน
    ซึ่งถ้าหากผู้ใช้บัตรเครดิตสามารถเคลียร์ยอดค้างชำระจนหมด ผู้ใช้บัตรเครดิตก็จะไม่เสียดอกเบี้ย

    - แต่ถ้าหากเราเลือกทางเลือกที่ 1 คือจ่ายขั้นต่ำ
    หรือทางเลือกที่ 2 คือเลือกปิดยอดแค่บางส่วน เมื่อเป็นแบบนี้ เราจะเริ่มโดนคิดดอกเบี้ย

    แล้วถ้าเราเลือกจ่ายขั้นต่ำ จะโดนคิดดอกเบี้ยอย่างไร ?

    สมมติ เรามียอดค้างชำระที่ 10,000 บาท
    และเราเลือกจ่ายขั้นต่ำไป 800 บาท ภายในวันกำหนดชำระ หรือวันที่ 14 พอดี
    เราจะเหลือเป็นยอดหนี้คงค้าง 9,200 บาท

    ซึ่งตรงนี้ หลายคนก็อาจจะเข้าใจว่า ดอกเบี้ยจากบัตรเครดิต
    จะคิดเฉพาะแค่ดอกเบี้ยจากยอดหนี้คงค้าง หรือแค่เฉพาะก้อน 9,200 บาท แค่นั้น

    แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะถ้าเราจ่ายไม่ครบยอด หรือแบ่งจ่ายแค่บางส่วน
    ดอกเบี้ยจะคิดจากยอดค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน ตั้งแต่วันที่เรารูดบัตรเครดิตเลย

    อธิบายง่าย ๆ คือ ดอกเบี้ยบัตรเครดิต จะคิดเป็น 2 ก้อน
    - ก้อนที่ 1 คือคิดดอกเบี้ยจากยอดบัตรเครดิตทั้งหมด โดยนับวันคิดดอกเบี้ยจากวันแรกที่รูด
    - ก้อนที่ 2 คือคิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ค้างชำระ

    ทีนี้ลองดูไปทีละก้อน

    - ก้อนที่ 1 คือคิดดอกเบี้ยจากยอดบัตรเครดิตทั้งหมด

    อย่างในกรณีนี้ คือรูดใช้ วันที่ 1 มกราคม
    วันที่ 30 มกราคม ยอดเรียกเก็บ 10,000 บาท
    และเราแบ่งชำระค่าบัตรเครดิต ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

    เมื่อเป็นแบบนี้ ดอกเบี้ยก็จะคิดตั้งแต่วันที่เรารูด คือวันที่ 1 มกราคม ไปจนถึงวันที่เราจ่ายเงินจริง ๆ คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เมื่อคิดเป็นจำนวนวันแล้ว อยู่ที่ 45 วัน

    โดยอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต จะอ้างอิงตามกฎหมายที่ 16% ต่อปี

    ดอกเบี้ยที่เราต้องชำระก็จะเท่ากับ
    ยอดที่รูดไป x อัตราดอกเบี้ย x (จำนวนวันนับตั้งแต่ที่เรารูด ÷ 365)

    เท่ากับ 10,000 บาท x 16% ต่อปี x (45 วัน ÷ 365 วัน)
    หรือเท่ากับ 197.3 บาท

    - ก้อนที่ 2 คือดอกเบี้ยจากยอดหนี้ค้างชำระ

    รูด 10,000 บาท และเราเลือกจ่ายขั้นต่ำไป 800 บาท

    ก็เท่ากับว่า เราเหลือหนี้ค้างชำระอีก 9,200 บาท
    ซึ่งก้อนหนี้ที่ค้างชำระนี้ ก็จะถูกยกไปสรุปเป็นยอดค้างชำระในรอบบิลเดือนถัดไป ซึ่งก็คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์

    โดยดอกเบี้ย ก็จะคิดจากจำนวนวันที่เราค้างหนี้
    คือตั้งแต่วันที่เราได้จ่ายยอดค้างชำระขั้นต่ำ คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์
    ไปจนถึงวันสรุปยอดบัญชีรอบถัดไป คือ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยคิดเป็นจำนวนวัน 14 วัน

    ดอกเบี้ยที่เราต้องชำระในส่วนนี้จะเท่ากับ
    ยอดหนี้คงค้าง x อัตราดอกเบี้ย x (จำนวนวันที่เราค้างหนี้ ÷ 365)

    เท่ากับ 9,200 บาท x 16% ต่อปี x (14 วัน ÷ 365 วัน)
    หรือเท่ากับ 56.5 บาท

    สรุปแล้ว ถ้าเราเป็นหนี้บัตรเครดิต 10,000 บาท
    แต่แบ่งจ่ายขั้นต่ำที่ 800 บาท

    เราก็จะเจอดอกเบี้ย 2 ก้อน
    คือ ดอกเบี้ยจากยอดบัตรเครดิตทั้งหมด (ก้อนที่ 1) + ดอกเบี้ยจากยอดหนี้ค้างชำระ (ก้อนที่ 2)

    เท่ากับ 197.3 + 56.5 = 254 บาท

    จากตรงนี้ จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยก้อนที่ 2 หรือดอกเบี้ยจากยอดหนี้ค้างชำระนั้น ไม่มากเท่าไร

    แต่จะไปหนักตรง ดอกเบี้ยก้อนที่ 1 คือดอกเบี้ยจากยอดบัตรเครดิตทั้งหมดตั้งแต่ที่เรารูด

    ซึ่งสิ่งที่ลงทุนแมนกำลังจะบอกก็คือ
    ถ้าเราเป็นหนี้จากการรูดบัตรเครดิต พอสรุปยอดแล้ว เราจ่ายเงินไม่ครบแม้แต่ 10 บาท หรือ 20 บาท
    ไม่ว่าอย่างไร เราก็โดนดอกเบี้ยขั้นต่ำ “จากก้อนที่ 1” หรือหนี้จากยอดบัตรเครดิตทั้งหมดอยู่ดี

    ซึ่งถ้าเราไปดูจากตัวอย่างเดียวกัน

    สมมติว่า เรารูด 10,000 บาท ในวันที่ 1 แล้ว
    วันสรุปยอดบัญชี หรือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เรากลับจ่ายไม่ครบ 10,000 บาท
    นี่คือค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เราต้องชำระ

    - ถ้าเราแบ่งจ่าย 9,980 บาท ดอกเบี้ย 197 บาท
    - ถ้าเราแบ่งจ่าย 9,900 บาท ดอกเบี้ย 198 บาท
    - ถ้าเราแบ่งจ่าย 9,000 บาท ดอกเบี้ย 203 บาท
    - ถ้าเราแบ่งจ่าย 7,000 บาท ดอกเบี้ย 216 บาท
    - ถ้าเราแบ่งจ่าย 5,000 บาท ดอกเบี้ย 228 บาท
    - ถ้าเราแบ่งจ่าย 3,000 บาท ดอกเบี้ย 240 บาท
    - ถ้าเราแบ่งจ่ายขั้นต่ำที่ 800 บาท ดอกเบี้ย 254 บาท

    จากตัวเลขดอกเบี้ยนี้ จะเห็นได้ว่า ต่อให้เรามีหนี้บัตรเครดิต
    แล้วจ่ายเงินไม่ครบ แม้ว่าจะขาดไปแค่ 20 บาท

    เราก็จะโดนคิดดอกเบี้ยอย่างน้อย 197 บาท เพราะมีดอกเบี้ย “ก้อนที่ 1”
    ซึ่งก็คือดอกเบี้ยจากยอดค้างชำระเต็มจำนวน ค้ำไว้เป็นฐานนั่นเอง

    และถ้าเดือนต่อไป เราเลือกแบ่งชำระโดย “จ่ายขั้นต่ำ” อีกรอบ
    เงินก้อนนั้นก็จะไปหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย จนเหลือ “0” ก่อน
    จากนั้นจึงค่อยไปหักเงินต้น ซึ่งก็คือยอดหนี้ที่เรารูดบัตรเครดิตทีหลัง

    อย่างสมมติว่า
    ถ้าเราเลือกจ่ายขั้นต่ำที่ 800 บาท นอกจากเราจะโดนคิดดอกเบี้ยในเดือนแรกแล้ว

    ในเดือนต่อไป ถ้าเราจ่ายหนี้บัตรเครดิตที่ 800 บาทเท่าเดิม
    เงินส่วนนี้ ก็จะเอาไปโปะดอกเบี้ยที่ 16% จนหมดก่อน
    แล้วค่อยเอาไปโปะเงินต้น หรือยอดค้างชำระที่เรารูด

    โดยงวดต่อไป มียอดค้างชำระคงเหลือเท่าไร ก็จะนำไปคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นก้อนนั้น

    ทีนี้ เคสที่ร้ายแรงที่สุด ของการใช้บัตรเครดิตและจ่ายขั้นต่ำ
    ก็คือ เรารูดซื้อสินค้าทุกเดือน และจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน จนกลายเป็นหนี้สะสม

    ลงทุนแมนจะลองคำนวณให้ดูว่า

    ถ้าเรารูดซื้อสินค้าทุกวันที่ 1 ของเดือน เดือนละ 10,000 บาท
    แล้วเราจ่ายขั้นต่ำทุกเดือนที่ยอด 8% ในวันกำหนดชำระ หรือวันที่ 14 ของเดือนถัดไป

    เรามาดูกันว่ายอดหนี้แต่ละเดือน จะพอกพูนขึ้นมาอย่างไร เริ่มจาก

    - เดือน 1 จะมียอดค้างชำระ 10,000 บาท
    - เดือน 2 จะมียอดค้างชำระ 19,454 บาท ดอกเบี้ย 254 บาท
    - เดือน 3 จะมียอดค้างชำระ 28,518 บาท ดอกเบี้ย 367 บาท

    - เดือน 4 จะมียอดค้างชำระ 37,142 บาท ดอกเบี้ย 538 บาท
    - เดือน 5 จะมียอดค้างชำระ 45,411 บาท ดอกเบี้ย 701 บาท
    - เดือน 6 จะมียอดค้างชำระ 53,337 บาท ดอกเบี้ย 858 บาท

    - เดือน 7 จะมียอดค้างชำระ 60,936 บาท ดอกเบี้ย 1,008 บาท
    - เดือน 8 จะมียอดค้างชำระ 68,221 บาท ดอกเบี้ย 1,152 บาท
    - เดือน 9 จะมียอดค้างชำระ 75,204 บาท ดอกเบี้ย 1,289 บาท

    - เดือน 10 จะมียอดค้างชำระ 81,898 บาท ดอกเบี้ย 1,421 บาท
    - เดือน 11 จะมียอดค้างชำระ 88,316 บาท ดอกเบี้ย 1,548 บาท
    - เดือน 12 จะมียอดค้างชำระ 94,469 บาท ดอกเบี้ย 1,670 บาท
    - เดือน 13 จะมียอดค้างชำระ 100,367 บาท ดอกเบี้ย 1,786 บาท

    จะเห็นได้ว่า แค่ผ่านไป 1 ปี ถ้าเราเลือกรูดใช้ 10,000 บาทต่อเดือน แล้วจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อย ๆ ยอดค้างชำระ ที่รวมดอกเบี้ยไว้แล้ว ก็จะพุ่งสูงจนสะสมถึง 100,000 บาท

    ซึ่งยอดค้างชำระ 100,000 บาท ถ้าเรายังชำระหนี้ไม่หมด
    ดอกเบี้ยก็จะวิ่งไปเรื่อย ๆ จนกว่าเงินต้นหรือยอดค้างชำระจะหมดลงไป

    ถึงตรงนี้ ก็น่าจะเห็นภาพมากขึ้นว่า การ “จ่ายขั้นต่ำ” ที่เป็นเหมือนท่าง่าย ของมนุษย์เงินเดือน
    แต่ถ้าทำบ่อย ๆ ก็อาจเป็นกับดักหนี้ที่บวมขึ้นเป็นอย่างมากโดยไม่รู้ตัว
    อย่างที่เราเห็นหลาย ๆ เคส ในสังคมไทยปัจจุบัน

    ซึ่งถ้าหากเรารูดบัตรเครดิต แล้วไม่สามารถจ่ายได้ภายในงวดเดียว
    เราก็ต้องพยายามมองหาทางเลือกอื่น ในการบริหารจัดการหนี้บัตรเครดิต

    ทางเลือกนั้นก็อย่างเช่น

    - การผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือน ถ้าจำเป็นต้องซื้อสินค้า
    และสินค้านั้นเข้าร่วมเงื่อนไขผ่อนชำระ กับบริษัทผู้ออกบัตรเครดิต

    - โทรหาบริษัทผู้ออกบัตรเครดิต เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ที่เหลืออยู่ และต่อรองดอกเบี้ย
    กับบริษัทผู้ออกบัตรเครดิต

    - ในระหว่างที่เป็นหนี้ ให้ชะลอการใช้บัตรเครดิต โดยรูดให้น้อยลง แล้วจัดการหนี้ที่เหลืออยู่ให้หมดไปก่อน

    และทั้งหมดนี้ เป็นวิธีการจัดการหนี้บัตรเครดิต โดยหลีกเลี่ยงการจ่ายขั้นต่ำ
    ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ใช้บัตรเครดิต อาจมีหนี้บวมขึ้นมาก
    และชำระหนี้ไม่ทัน จนเกิดปัญหาหนี้ล้นตัวจนจ่ายคืนไม่ไหว ตามมานั่นเอง..

    How Does the Minimum Credit Card Payment Trap Work ?
    Why Is Interest Calculated in 2 Parts ?
    By Longtunman

    Using a credit card and choosing to “pay only the minimum amount” first is one of the common moves used by salary workers.

    Currently, the Bank of Thailand has set the minimum credit card payment rate at 8%.

    Suppose we have credit card debt of 10,000 baht. If we pay only 800 baht by the payment due date, that is enough to avoid getting a bad credit record.

    But did you know that if we swipe a credit card for 10,000 baht and then pay only the 8% minimum amount for that month, the interest charged will not be calculated only on the remaining unpaid balance.

    Instead, the interest will be calculated in 2 parts.

    Why is that the case ?
    Longtunman will explain.

    Many people may not know that if we have an outstanding credit card balance and we do not pay the full amount, even if we are short by only 10 or 20 baht, we will already be charged interest.

    For example, suppose we use a credit card to buy a product worth 10,000 baht.

    On the statement date, many credit card issuers usually offer 3 payment options:
    Option 1: Pay the minimum amount of 800 baht
    This is often the default option shown in credit card applications.
    Option 2: Pay in installments, by choosing the payment amount ourselves.
    Option 3: Pay the full amount of 10,000 baht.

    Now let’s suppose this is the credit card usage case:
    - We buy a product worth 10,000 baht on January 1.
    - The statement closes with an outstanding balance of 10,000 baht on January 30.
    - The payment is due by February 14, or 15 days later.

    From this case:

    If we choose Option 3,
    which is paying the full amount of 10,000 baht to clear the credit card balance within the required period, by February 14, we will not have to pay interest.

    That is because credit card issuers provide an interest-free period of around 40 to 50 days for cardholders.

    If the cardholder can fully clear the outstanding balance, they will not have to pay any interest.

    But if we choose Option 1,
    which is paying only the minimum amount, or Option 2, which is paying only part of the balance, we will start being charged interest.

    So if we choose to pay only the minimum amount,
    how will the interest be calculated ?

    Suppose we have an outstanding balance of 10,000 baht and we choose to pay only the minimum amount of 800 baht by the payment due date, exactly on February 14.

    We will then have a remaining unpaid balance of 9,200 baht.

    At this point, many people may understand that credit card interest will be calculated only on the remaining unpaid balance, or only on the 9,200 baht amount.

    But in reality, that is not the case.

    If we do not pay the full amount, or if we pay only part of the balance,
    interest will be calculated from the full spending amount starting from the day we swiped the credit card.

    To explain it simply, credit card interest is calculated in 2 parts:
    The first part is interest on the total credit card spending amount,
    counted from the first day the card was used.
    The second part is interest on the outstanding unpaid balance.

    Now let’s look at each part.

    Part 1: Interest on the Total Credit Card Spending Amount
    In this case, we used the card on January 1.

    On January 30, the billed amount was 10,000 baht.

    And we made a partial credit card payment on February 14.

    In this situation, interest will be calculated from the day we swiped the card, which is January 1, until the actual payment date, which is February 14.

    This is equal to 45 days.

    The credit card interest rate is based on the legal rate of 16% per year.

    So the interest we have to pay is calculated as:
    Amount spent x interest rate x number of days from the transaction date ÷ 365
    That equals:
    10,000 baht x 16% per year x 45 days ÷ 365 days
    Or around 197.3 baht.

    Part 2: Interest on the Outstanding Unpaid Balance
    We spent 10,000 baht
    and chose to pay the minimum amount of 800 baht.

    That means we still have an outstanding unpaid balance of 9,200 baht.

    This unpaid debt will be carried over and included in the next billing cycle, which closes on February 28.

    The interest will be calculated based on the number of days we carry this unpaid debt.

    That means from the day we paid the minimum amount, February 14, until the next statement date, February 28.

    This equals 14 days.

    So the interest for this part is calculated as:
    Outstanding balance x interest rate x number of days the debt remains unpaid ÷ 365
    That equals:
    9,200 baht x 16% per year x 14 days ÷ 365 days
    Or around 56.5 baht.

    In summary, if we have credit card debt of 10,000 baht
    but pay only the minimum amount of 800 baht,
    we will face interest in 2 parts:
    Interest on the total credit card spending amount, Part 1
    plus
    interest on the outstanding unpaid balance, Part 2
    That equals:
    197.3 + 56.5 = 254 baht

    From this, we can see that the second part,
    which is interest on the outstanding unpaid balance,
    is not that large.

    The heavier part is the first part,
    which is interest on the total credit card spending amount
    starting from the day we swiped the card.

    What Longtunman is trying to say is this:
    If we create credit card debt,
    and after the statement closes, we do not pay the full amount,
    even if we are short by only 10 or 20 baht,
    we will still be charged interest from the first part,
    which is based on the full credit card spending amount.

    Looking at the same example:
    Suppose we swipe 10,000 baht on January 1.
    But on the statement payment date, February 14,
    we do not pay the full 10,000 baht.

    These are the interest costs we would have to pay:
    - If we pay 9,980 baht, the interest is 197 baht.
    - If we pay 9,900 baht, the interest is 198 baht.
    - If we pay 9,000 baht, the interest is 203 baht.
    - If we pay 7,000 baht, the interest is 216 baht.
    - If we pay 5,000 baht, the interest is 228 baht.
    - If we pay 3,000 baht, the interest is 240 baht.
    - If we pay only the minimum amount of 800 baht, the interest is 254 baht.

    From these interest figures, we can see that
    even if we have credit card debt
    and fail to pay the full amount by only 20 baht,
    we will still be charged at least 197 baht in interest.

    That is because the first part of the interest
    is based on the full outstanding spending amount.

    And if, in the following month,
    we choose to make another partial payment by paying only the minimum amount again,
    that payment will first be used to clear the interest expense
    until the interest balance becomes zero.

    Only after that will the remaining payment be used to reduce the principal,
    which is the original credit card debt.

    For example,
    if we choose to pay the minimum amount of 800 baht,
    we will already be charged interest in the first month.

    In the next month, if we still pay only 800 baht again,
    that money will first be used to pay off the 16% interest.

    Only after the interest is fully cleared
    will the remaining money be used to reduce the principal,
    or the outstanding balance from our credit card spending.

    In the next billing cycle,
    whatever outstanding balance remains
    will continue to be used as the principal for calculating interest.

    Now, the worst-case scenario
    for using a credit card and paying only the minimum amount
    is when we keep swiping the card every month
    and keep paying only the minimum amount every month.

    Eventually, this turns into accumulated debt.

    Longtunman will calculate an example.

    Suppose we use a credit card to buy products
    on the 1st day of every month, spending 10,000 baht per month.

    And we pay only the 8% minimum amount every month
    on the payment due date, which is the 14th day of the following month.

    Let’s see how the outstanding balance grows month by month.
    - Month 1: Outstanding balance of 10,000 baht
    - Month 2: Outstanding balance of 19,454 baht, interest of 254 baht
    - Month 3: Outstanding balance of 28,518 baht, interest of 367 baht
    - Month 4: Outstanding balance of 37,142 baht, interest of 538 baht
    - Month 5: Outstanding balance of 45,411 baht, interest of 701 baht
    - Month 6: Outstanding balance of 53,337 baht, interest of 858 baht
    - Month 7: Outstanding balance of 60,936 baht, interest of 1,008 baht
    - Month 8: Outstanding balance of 68,221 baht, interest of 1,152 baht
    - Month 9: Outstanding balance of 75,204 baht, interest of 1,289 baht
    - Month 10: Outstanding balance of 81,898 baht, interest of 1,421 baht
    - Month 11: Outstanding balance of 88,316 baht, interest of 1,548 baht
    - Month 12: Outstanding balance of 94,469 baht, interest of 1,670 baht
    - Month 13: Outstanding balance of 100,367 baht, interest of 1,786 baht

    As we can see, after only 1 year,
    if we spend 10,000 baht per month by credit card
    and keep paying only the minimum amount,
    the outstanding balance, including interest,
    can grow until it accumulates to 100,000 baht.

    And if this 100,000 baht outstanding balance is still not fully paid off,
    the interest will continue to run
    until the principal or outstanding balance is completely cleared.

    At this point, we can probably see the picture more clearly.

    “Paying only the minimum amount” may seem like an easy move for salary workers.

    But if we do it often,
    it can become a debt trap that quietly grows larger and larger without us realizing it.

    This is something we can see in many cases in Thai society today.

    So if we use a credit card
    and cannot pay the balance in full within one billing cycle,
    we should try to look for other ways to manage credit card debt.

    Those options may include:
    - Choosing a 0% installment plan for 10 months,
    if we really need to buy the product
    and that product is eligible for installment payment
    with the credit card issuer.

    - Calling the credit card issuer
    to restructure the remaining debt
    and negotiate a lower interest rate.

    - While still in debt, slowing down credit card usage
    by swiping less
    and focusing on clearing the remaining debt first.

    And all of these are ways to manage credit card debt
    while avoiding minimum payments.

    Because paying only the minimum amount
    is one of the main reasons why credit card users
    may see their debt grow significantly,

    until they can no longer keep up with repayments
    and eventually fall into a debt problem
    that becomes too large to handle.

    https://www.facebook.com/share/p/1ZrGVNPQxg/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,244
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Bank of America เตือน
    ให้นักลงทุนขายหุ้น
    ก่อนถึง “วันเกิดทรัมป์”
    กลางเดือนมิถุนายน

    (รายละเอียดในคอมเม้นท์)

    นักวิเคราะห์ของ Bank of America ระบุว่า ช่วงต้นถึงกลางเดือนมิถุนายน อาจเป็นจุดที่นักลงทุนควร “ลดความเสี่ยง” และทยอยขายทำกำไรหุ้นบางส่วน หลังตลาดสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้น AI และ Semiconductor ปรับตัวขึ้นแรงจนเริ่มมีสัญญาณ “ร้อนแรงเกินไป”

    โดยรายงานได้ยก “วันเกิดครบรอบ 80 ปีของทรัมป์” ในวันที่ 14 มิถุนายน เป็นหนึ่งใน Event สำคัญที่อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของตลาด ร่วมกับ

    * การประชุม OPEC
    * การประชุม G7
    * ฟุตบอลโลก
    * และการประชุม Fed ครั้งแรกภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh

    BofA มองว่า ขณะนี้ตลาดกำลังอยู่ในภาวะ “Bull Capitulation” หรือภาวะที่นักลงทุนแห่ไล่ซื้อหุ้นเทคโนโลยีและ AI อย่างหนักจากความกลัวตกรถ

    พร้อมเตือนว่า “การเมืองสุดขั้ว = ความผันผวนสุดขั้วของ Wall Street” และหากเงินเฟ้อยังสูง อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางนโยบายทางเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถกระทบตลาดหุ้นได้ในระยะต่อไป

    https://www.facebook.com/share/1crZW6gAVU/
     

แชร์หน้านี้

Loading...