เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 16 พฤษภาคม 2026 at 21:45.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,355
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,117
    ค่าพลัง:
    +26,918
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,355
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,117
    ค่าพลัง:
    +26,918
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันพระแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ กระผม/อาตมภาพต้องมอบฉันทะให้กับพระภิกษุสงฆ์ทุกรูปของวัดท่าขนุน ลงอุโบสถทบทวนพระปาฏิโมกข์แทน เนื่องเพราะว่าตนเองยังเดินทางอยู่ สิ่งที่ต้องทำก็คืออธิษฐานอุโบสถ โดยตั้งนะโมฯ ๓ จบ แล้วว่า "อชฺช เม อุโปสโถ วันนี้เป็นวันอุโบสถของเรา"

    อากาศยามเช้าที่โรงแรม Sofitel Hangzhou Westlake อยู่ที่ ๒๐ องศาเซลเซียส ลดลงไป ๑ องศาเซลเซียส แสงแดดจัดจ้าตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะมีพระอาทิตย์ทรงกลดด้วย

    หลังจากที่กระผม/อาตมภาพทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ก็ลงไปนั่งรอเวลาห้องอาหารเปิด ซึ่งนอกจากเปิดตรงเวลาแล้ว เหล่าบริกรชายหญิงต่าง ๆ ยังยืนประจำที่กันเต็มไปหมด สำหรับบางท่านแล้วอาจจะรู้สึกอึดอัดมาก เนื่องเพราะว่ากินอะไรเสร็จ ถ้ามีถ้วยมีจานอะไรที่ว่าง ก็จะมีคนมาเก็บไปทันที ความรู้สึกคล้ายกับว่า เขาเร่งให้เรารีบ ๆ กินให้เสร็จอย่างนั้นแหละ..!

    วันนี้พวกเราออกเร็วนิดหนึ่ง เนื่องเพราะว่า "เผือกน้อย" (นายเฉลิมเดช รุจิราวรรณ) ปรารภว่าเป็นวันเสาร์ คนจีนหยุดงาน อาจจะออกมาท่องเที่ยวกันมาก จากที่ตั้งใจจะเดินทางตอน ๘ โมงเช้า จึงเลื่อนมาเป็น ๗ โมงครึ่ง รถยนต์ที่ทางโรงแรมเรียกให้นั้น ก็คืออาเฮียคันที่รับใช้เราเมื่อวานนี้เอง พาพวกเราวิ่งเลาะริมทะเลสาบไปยัง "วัดหลิงอิ่น" ซึ่งคำว่า "หลิงอิ่น" ก็คือ "ประทับอยู่ในวิญญาณ"

    ไม่ทราบเหมือนกันว่าวัดนี้มีอะไรที่ประทับจิตประทับใจขนาดนั้น..! แต่ขณะที่พวกเราวิ่งมานั้น เขามีการวิ่งการกุศลอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งพวกเราแทบจะอยู่ท้าย ๆ ขบวนวิ่งของเขาพอดี รถจึงติดหนักเอาเรื่องทีเดียว

    ขนาดนั้นก็ตาม เมื่อลงรถแล้วเดินไปเล็กน้อย พวกเราทุกคนก็ทำท่าช็อค เนื่องเพราะว่าหน้าวัดหลิงอิ่นนั้น แน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนล้นยาวออกมาเกือบถึงสะพานข้ามคลอง..! โดยเฉพาะทางช่องต่าง ๆ ที่จะต้องสแกนบัตรเพื่อเข้าไปข้างใน

    อันดับแรกเลย พวกเราต้องวิ่งหาเจ้าหน้าที่ถามเขาว่า ไปสแกนคิวอาร์โค้ดแสดงตัวตรงไหน ? กว่าจะหาเจ้าหน้าที่เจอและได้รับคำแนะนำ ก็ต้องปลุกปล้ำกันอยู่พักใหญ่ ครั้นเข้าไปถึงประตูหลักด้านใน ก็ยังมีแบ่งออกเป็นสองประตูซ้ายขวา แต่ละประตูมีช่องให้เข้าได้ ๖ ช่อง ต้องไปสแกนพาสปอร์ต โดยที่แต่ละช่องนั้นแถวยาวเหยียดทีเดียว "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) นิมนต์กระผม/อาตมภาพไปอยู่แถวเดียวกัน เนื่องเพราะเล็งเห็นแล้วว่า แถวของกระผม/อาตมภาพนั้นน่าจะไร้อนาคต แล้วก็เป็นจริงเสียด้วย..!

    เมื่อเข้าไปถึงด้านใน มีมังกรที่เขาทำโครงด้วยไม้และใช้ใบไม้ประเภทใบตองตึงทำเป็นตัวมังกร ดูหน้าตาก็น่าคบค้าสมาคมอยู่ทีเดียว พวกเราถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย แล้วก็เดินไหลตามกลุ่มคนไปเรื่อย จนกระทั่งส่วนใหญ่เลี้ยวขวาเข้าไป ถึงได้ทราบว่ามาถึงบริเวณวิหารของวัดหลิงอิ่น ซึ่งเป็นวิหารหลักแล้ว

    วัดนี้ใหญ่โตโหฬารมาก มีพื้นที่กว้างหลายร้อยไร่ โดยเฉพาะส่วนในสุดนั้น มีกระเช้าขึ้นไปสักการะพระประธานบนยอดเขาด้วย แต่พวกเราตั้งใจมาแค่พื้นที่ส่วนกลางนี้เท่านั้น เดินเข้าไปข้างในก็มีเจ้าหน้าที่แจกธูปให้ ไม่ต้องเสียเงินค่าเช่าค่าซื้อเหมือนกับที่อื่น
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,355
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,117
    ค่าพลัง:
    +26,918
    ครั้นเข้าไปถึง ปรากฏว่าบรรดาอาเฮีย อาเจ้ อาตี๋ อาหมวย ต่างก็จุดธูปแล้วก็ไหว้ซ้าย ไหว้ขวา ไหว้หน้า ไหว้หลัง อธิษฐานเป็นการใหญ่ กระผม/อาตมภาพเห็นคนกลุ่มหนึ่งใช้วิธีเผาธูปเลย รู้สึกชอบใจ เพราะว่าไหม้ทันใจดี..! จึงเข้าไปร่วมวงหย่อนธูปลงไปเผากับเขาด้วย แล้วก็เข้าสู่วิหารด้านหลัง ซึ่งเป็นรูปของพระสกัณฑกุมารหันหน้าออกมา อีกฝั่งหนึ่งก็คือพระมหากัจจายนะ หรือว่าพระสังกัจจายน์ "หมีเล่อฝอ" ของประเทศจีนนั่นเอง ด้านข้างก็คือท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔

    เมื่อถ่ายรูปเสร็จสรรพแล้ว ก็ต้องไหลตามคนจำนวนมากออกมา ตอนแรกว่าจะตรงไปยังวิหารกลางเลย แต่ "เผือกน้อย" กับ "ทิดโฮป" (นายกฤตบุญ ปัญจรัตนากร) บอกว่าควรที่จะแวะทางวิหารข้าง ซึ่งเป็นวิหารของพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปก่อน

    ครั้นเมื่อแวะเข้าไปแล้ว ไม่ได้มีแต่พระอรหันต์ ๕๐๐ รูปเท่านั้น หากแต่เขายังสร้างรูปพระมหาโพธิสัตว์ทั้ง ๔ เอาไว้ให้กราบไหว้บูชาด้วย ประกอบไปด้วย

    พระมัญชุศรีโพธิสัตว์แห่งปัญญา ภูเขาอู่ไถซาน หรือที่บ้านเราเรียกภาษาแต้จิ๋วว่า "โง้วไท้ซัว"

    พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ผู้ประกอบด้วยมหาจริยาแห่งเอ๋อเหมยซาน หรือที่เราเรียกกันส่วนใหญ่ว่า "ง้อไบ๊ซัว"

    พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ผู้เลิศทางมหาปณิธานแห่งจิ่วหัวซาน หรือที่บ้านเราเรียกว่า "เก้าฮั้วซัว"

    และพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือว่าเจ้าแม่กวนอิมแห่งผู่โถวซาน ซึ่งบ้านเราเรียกตรงกันที่ว่า "กวนอิม" หรือ "กวานยิน" ซึ่งออกเสียงใกล้เคียงกัน ไม่ถือว่าผิดพลาดแตกต่างกันมากนัก

    ส่วนรูปพระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ นั้นไม่สามารถที่จะจดจำได้หมดว่ามีใครต่อใครบ้าง โดยเฉพาะทำเป็นชั้นเป็นฉาก เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนเวียนหัวไปหมด..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,355
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,117
    ค่าพลัง:
    +26,918
    เมื่อเข้าไปถึงทางด้านในกราบพระกันแล้ว กระผม/อาตมภาพจึงต้องนำทางออกมาด้านนอก ด้วยความที่ว่าสถานที่ไหนถ้าตนเองเคยผ่านมาแล้วก็มักจะจำได้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็มีหวังหลงกันอยู่ในวิหารใหญ่นั่นเอง.. แล้วเราก็ขึ้นไปยังอาคารหลังที่สอง ซึ่งเป็นพระอมิตาภพุทธเจ้ากับเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งพิงอยู่ทางด้านหลังพร้อมทารกทอง - ทาริกาหยก ซึ่งในส่วนนี้นั้นบรรดาผู้ที่ไม่ทราบก็มักจะกราบแต่ทางด้านหน้า แต่กระผม/อาตมภาพไปสักการะทางด้านหลังด้วย

    วิหารหลังต่อไปยังคงเป็นพระอมิตาภพุทธเจ้า แต่ว่ามีพระโพธิสัตว์บริวารอยู่ซ้ายขวา แล้วก็ไปยังวิหารหลังสำคัญซึ่งตอนนี้กำลังจัดงานนิทรรศการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ นี้เอง ก็แปลว่าเพิ่งจะจัดมาได้แค่ ๓ - ๔ วัน เหมือนอย่างกับเตรียมรับพวกเราเอาไว้อย่างนั้นแหละ..!

    ด้านหน้ามหาวิหารแห่งนี้มีแผ่นหินมหึมา แกะสลักเป็นรูปของพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ทรงสิงห์ แล้วก็สถานที่ต่าง ๆ ตลอดจนกระทั่งสิงห์บริวารที่เล่นกับลูก แกะสลักได้ละเอียดละออจนไม่น่าเชื่อว่าแกะจากหินแกรนิตทั้งแผ่น พวกเราถ่ายรูปหมู่กันตรงนี้ แล้วเข้าไปชมนิทรรศการข้างใน ซึ่งมีภาพเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หรือว่าพระพุทธศาสนา ตลอดจนกระทั่งรูปของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยเฉพาะมีชิ้นหนึ่งแกะจากเหง้าไม้ละเอียดยิบเลยทีเดียว ดูแล้วประทับใจมาก

    เพียงแต่ว่าบรรดาภาพต่าง ๆ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์นั้น ดูแล้วว่าน่าจะขยายมาจากภาพเล็ก จึงทำให้ค่อนข้างที่จะเบลอ แต่ก็ยังเห็นใจที่ท่านทั้งหลายตั้งใจจัดงานออกมาให้ดีที่สุด ได้ถ่ายรูปภายในไปหลายร้อยรูป แต่ต้องขออภัยที่ลงรูปให้ดูแค่ไม่กี่รูปเท่านั้น เนื่องเพราะเกรงใจท่านที่อินเตอร์เน็นไม่เร็ว มีหวังได้รอกันจนหลับไปหลายตื่น กว่าที่รูปมากมายจะขึ้นกันหมด..

    พวกเราขึ้นสู่ที่สูงไปเรื่อย ๆ จนถึงมหาวิหารหลังสุดท้าย ซึ่งประกอบไปด้วยพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ส่วนใหญ่เราเรียกว่าพระพุทธเจ้า ๓ กาล ก็คืออดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล เมื่อเข้าไปกราบไหว้สักการะ กระผม/อาตมภาพก็ยังคงทำเหมือนเดิม ก็คือหยอดตู้ทำบุญไป ๑๐๐ หยวน โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่สามารถจะเข้าไปได้นั้น ไม่ทราบเหมือนกันว่า "เผือกน้อย" ไปพูดกับผู้ดูแลท่าไหน บอกว่าเป็นพระสงฆ์จาก "ไท่กั๋ว" คือ ประเทศไทย เขาก็เลยเปิดให้เข้าไปถ่ายรูปข้างในแบบหน้าตาเฉย..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,355
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,117
    ค่าพลัง:
    +26,918
    ครั้นสักการะในช่วงที่เราตั้งใจไว้จนหมดแล้ว พวกเราก็ออกมาทางด้านนอก นัดพบกันบริเวณร้านขายของที่ระลึกของทางวัด โดยที่แวะไปเข้าห้องน้ำเสียก่อน ตอนแรกก็ไม่คิดว่าห้องน้ำ นึกว่าเป็นวิหารใหญ่หลังใดหลังหนึ่งของทางวัด เพราะว่าทำได้กลมกลืนกับสภาพวัดเป็นอย่างมาก

    เข้าห้องน้ำแล้วก็แวะไปที่วิหารประดิษฐานป้ายสถิตวิญญาณแล้วจึงเดินออกมา จนกระทั่งพวกเรามากันครบ โดยที่ " น้องวรรณ" (นางสาวธิดาวรรณ หยกอุบล) และ "เอ๋" (นายไพฑูรย์ เพิ่มศิรินิวาส) [/aB]สองตายายมาช้าที่สุด เพราะว่าชอบถ่ายรูปกระจุกกระจิกต่าง ๆ โดยเฉพาะ "เอ๋" ของเรามีการไลฟ์สดเสียด้วย..!

    เมื่อเข้าไปภายในร้านขายของที่ระลึกของทางวัดก็สู้คนที่แน่นขนัดไม่ได้ แถมข้าวของยังราคาแพงอีกต่างหาก รูปสลักพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ก็ห้ามถ่ายรูป จึงได้แต่เดินเซ็ง ๆ ออกมาข้างนอก ชวนกันว่าไปดูพระที่เขาแกะสลักไว้ตามผนังหินภูเขากันดีกว่า..!

    ว่าแล้วก็เดินออกมา พยายามที่จะเลาะชายลำห้วยไป โดยที่ไม่ปีนขึ้นเบื้องสูง เพราะว่าหลายคนเริ่มท้อกับที่สูงเสียแล้ว ชมพระตามถ้ำต่าง ๆ ที่เขาแกะสลักเอาไว้ แม้ว่าจะไม่มากมายเหมือนถ้ำหมื่นพุทธที่หยุนกังสือคูก็ตาม แต่ว่าแกะสลักได้ละเอียดละออและสวยงามทีเดียว เนื่องเพราะว่ายังผ่านเวลามาไม่มากนัก เพียงแต่มวลมหาประชาชนชาวจีนแน่นไปหมด..!

    พวกเรามาถ่ายรูปกับท้าวเวสสุวรรณปางมหาเศรษฐีที่บริเวณใกล้ทางออก ผู้คนก็ยังเกะกะ จนกระผม/อาตมภาพต้องส่งรูปให้ "ทิดโฮป" ซึ่งมีความสามารถในการตัดแต่งรูป ใช้เวลาไม่ถึงนาทีก็ลบบุคคลที่ไม่ต้องการออกไปเสียเกลี้ยง..! รู้สึกว่าเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก เนื่องเพราะว่าคอมพิวเตอร์สมัยนี้ทำได้ทุกอย่าง

    เมื่อถ่ายรูปหมู่แล้ว พวกเราต้องเดินย้อนมานิดหนึ่งแล้วเบี่ยงขวา เพราะว่าเขาให้ออกทางเดียว ซึ่งทางนั้นก็คือร้านขายของที่ระลึกต่าง ๆ ระดับชาวบ้านทั่วไป ไม่ใช่ร้านของทางวัด เดินดูไปก็บ่นกันไปว่าราคาค่อนข้างสูง จนกระทั่งมาถึงเครื่องนับจำนวนคน เดินผ่านไปแล้ว ก็ยังต้องเดินกันไกลเป็นกิโลเมตร กว่าที่จะมาถึงป้ายจอดรถบัส

    พวกเรานั่งรถเมล์รอบทะเลสาบซีหู ซึ่งคิดราคา ๒ หยวนเหมือนเดิม มาลงยังบริเวณหน้าศาลบูชาของยอดขุนพลเยว่เฟย หรือขุนพลงักฮุยในภาษาแต้จิ๋ว แต่ว่าเราไม่ได้เข้าวัด หากแต่ว่าเดินข้ามอุโมงค์ไปยังอีกฝั่งหนึ่งเพื่อเข้าสู่ร้านอาหาร

    กระผม/อาตมภาพอ่านภาษาจีนหน้าร้านไม่ออก อ่านภาษาอังกฤษได้ว่า "HEFU NOODLE" ก็เลยไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นร้านบะหมี่เหอฝูหรือเปล่า ? เข้าไปข้างในแล้ว "ทิดโฮป" ถามว่า "หลวงพ่อจะฉันอะไร ?" กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ขอเป็นอาหารจานเดียวดีกว่า เพราะว่ายังรู้สึกแน่นท้องอยู่เลย"

    "ไอ้ตัวเล็ก" (พัชรีภรณ์ หยกอุบล) บอกว่า วันนี้ตั้งใจให้ฉันอาหารจานเดียวอยู่แล้ว กระผม/อาตมภาพจึงจิ้มลงไปยังอาหารชนิดหนึ่ง ซึ่งภาษาอังกฤษบอกว่ามีรสเปรี้ยว ดูท่าว่าจะเหมาะกับสภาพตนเอง พักเดียวเท่านั้น เจ้าของร้านก็ยกมาส่ง ปรากฏว่าหน้าตาเหมือนกับข้าวซอยของเรา แต่ว่ามีซี่โครงหมูตุ๋นมาด้วย พร้อมกับไข่ต้มยางมะตูมและผักอีก ๑ จาน
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,355
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,117
    ค่าพลัง:
    +26,918
    กระผม/อาตมภาพเททั้งหมดลงไปรวมกัน กดผักเย็นเฉียบเพราะว่าเขาแช่เย็นลงไปที่ก้นชาม แล้วตนเองก็ส่งรูปไปรอเวลาไป จนกระทั่งมั่นใจว่าไม่ร้อนลวกปากแล้ว กงจึงจัดการโกยใส่ปาก รู้สึกว่าคิดถูก เพราะว่าข้าวซอยเมืองจีนนี้อร่อยทีเดียว โดยเฉพาะซี่โครงหมูตุ๋นนั้น เขาสามารถตุ๋นจนกระดูกอ่อนแทบจะละลายเลย..!

    กินกันเสร็จเรียบร้อยแล้วออกมา มีบุคคลที่ต้องการที่จะได้กาแฟยี่ห้อ "Luckin (ลัคกิ้น)" หรือว่าพูดเป็นภาษาอังกฤษก็คือ "ลัค อิน" นั่นเอง พวกเราจึงต้องเดินไปร้านกาแฟ รอเสียเป็นนาน กว่าที่จะได้ชากาแฟอย่างที่ต้องการ แล้วเดินย้อนกลับมามุดลงอุโมงค์ ไปโผล่ที่หน้าประตูศาลบูชาของขุนพลเยว่เฟย

    พวกเราเข้าไปซื้อตั๋ว ที่นี่บอกว่าไม่มีการลดราคาให้ชาวต่างชาติที่เป็นผู้สูงวัย กระผม/อาตมภาพกับ "ป้ามอย" (นางสาวมณีวรรณ สัมฤทธิ์) จึงต้องใช้ตั๋วราคาเดียวกับผู้อื่น สแกนเข้าไปทางด้านในแล้ว ก็เดินเบียดกับมวลมหาประชาชนเข้าไปที่วิหารหลัก ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปเคารพยอดขุนพลเยว่เฟย พวกเราตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแล้วก็ถ่ายรูปร่วมกันตรงนี้

    จากนั้นก็ดูภาพสีที่เขียนอยู่ ส่วนใหญ่ก็เป็นวีรกรรมการรบของยอดขุนพลท่านนี้ มาทางวิหารข้างซ้ายขวา ก็ยังมียอดขุนพลอีกสองท่านซึ่งเป็นคนสนิท และก็โดนคำสั่งประหารไปพร้อมกันนั่นเอง เป็นรูปเคารพและบรรดาภาพสีต่าง ๆ ที่แสดงวีรกรรมเหมือนกัน

    กระผม/อาตมภาพอุทิศส่วนกุศลให้ทุกท่านแล้วเดินออกทางด้านข้าง ซึ่งมีอาคารต่าง ๆ มากมาย ภายในนี้เป็นสวนร่มรื่นสะอาดสะอ้านเลยทีเดียว บรรดาอาคารต่าง ๆ แสดงชีวประวัติตลอดจนกระทั่งรูปปั้นของยอดขุนพลท่านนี้ จนกระทั่งวนออกมาในสวน ก็มีรูปของแม่ท่านกำลังสักหลังให้กับลูกชายที่เป็นภาษาจีนกลางว่า "จิ้งจงเป้ากั๋ว" ถ้าแปลเป็นไทยก็คือ "ปกป้องประเทศชาติด้วยชีวิต" แต่ถ้าจะเอาแค่ ๔ คำแบบภาษาจีนก็คงประมาณว่า "รักชาติยิ่งชีพ" นั่นเอง

    พวกเราเดินไปจึงกระทั่งถึงบริเวณสุสานของยอดขุนพลเยว่เฟยกับลูกชาย พูดง่าย ๆ ก็คือโดนประหารทั้งพ่อทั้งลูก ขึ้นไปสักการะทางด้านบนแล้วก็ยังดีใจ เพราะว่ามีชาวบ้านนำเอาช่อดอกไม้มาวางไว้มากมายทีเดียว แปลว่ายังไม่มีใครลืมวีรกรรมของสุดยอดขุนพลท่านนี้

    ส่วนทางด้านประตูเข้าทางขวามือตอนขาเข้านั้นมีรูปหล่อของ "ฉินฮุ่ย" หรือที่ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า "ฉิ่นไกว่" กับ "นางหวังซื่อ" ผู้เป็นภรรยา โดนหล่อรูปให้คุกเข่าขอขมาอยู่ต่อหน้าสุสานของท่านยอดขุนพลท่านนี้ และมีป้ายติดไว้ด้วยว่า "ขอให้นักท่องเที่ยวอย่าได้แสดงอาการที่ไม่เคารพด้วยการถ่มน้ำลายใส่อีก" แต่กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีคนเดินมาตบกะโหลกรูปปั้นอยู่เสมอ..! คิดดูแล้วก็เป็นเวลานับพันปีแล้ว ยังโดนคนรังเกียจขนาดนี้ รู้สึกว่าคนทำดี ชาวบ้านเขารักก็ให้ความเคารพ ส่วนคนทำชั่วอยู่ในลักษณะแบบนี้ ก็โดนคนรังเกียจเป็นพันปีเหมือนกัน..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,355
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,117
    ค่าพลัง:
    +26,918
    พวกเราเดินออกมาตรงทางออก ซึ่งเป็นร้านขายของที่ระลึก ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครซื้ออะไรบ้าง ? เพราะว่ากระผม/อาตมภาพเดินผ่านประตูออกมาเลย หลังจากที่ "เผือกน้อย" กับ "ทิดโฮป" ปรึกษาหารือเส้นทางกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินไปขึ้นรถเมล์ ลงจากรถเมล์ที่วิ่งไปแค่ ๖ ป้าย คราวนี้พื้นที่นั้นไม่มีรถเมล์ พวกเราจึงต้องเดินแล้วเดินเล่า โดยเฉพาะเดินไปเป็นระยะทางที่ไกลมาก..!

    ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ก็มาถึง "พิพิธภัณฑ์ผ้าไหมแห่งชาติจีน" กระผม/อาตมภาพเป็นตัวแทนของคณะไปลงชื่อ ตลอดจนกระทั่งหมายเลขของหนังสือเดินทางและหมายเลขโทรศัพท์ แล้วก็ผ่านเข้าไปทางด้านในฟรี ไม่ต้องเสียเงิน..!

    ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นน้ำพุเต้นระบำ ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็เข้าไปทางด้านใน ด้านล่างเป็นโถงว่างให้เป็นที่พักผ่อนหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ? พวกเราต้องขึ้นห้องโถงชั้นบนไป ซึ่งช่วงแรกนั้นเป็นการแสดงออกซึ่งการปลูกหม่อน เลี้ยงไหมต่าง ๆ ช่วงที่สองเป็นผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นข้าวของเครื่องใช้เสื้อผ้าอาภรณ์ต่าง ๆ แต่ละชิ้นแต่ละอย่างล้วนแล้วแต่สวยงามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะลายปักต่าง ๆ ละเอียดยิบทีเดียว ดูจากชุดใหญ่หรือว่า "ต้าผ่าว" เหล่านั้นแล้ว น่าจะเป็นของบรรดาลูกท่านหลานเธอหรือขุนนางผู้ใหญ่ เพราะว่ารอยปักนั้นละเอียดยิบเอามาก ๆ

    พวกเราดูจนกระทั่งทั่วและถ่ายรูปจนพอใจแล้ว ก็ตรงไปยังอาคารหลังที่ ๒ ตรงนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นภาพผ้าไหมปัก ที่ทำเป็นฉากกั้นบังตา มีความละเอียดงดงามประณีตเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งลงไปที่ชั้นใต้ดินของอาคาร ๒ ตรงนี้มีหุ่นสองตัวที่แสดงการใส่ชุดผ้าไหมโบราณแบบหรูหรามาก และก็ยังมีสิ่งของและผ้าปักต่าง ๆ ที่เป็นลวดลายสวยงามละเอียดละออ ดูแล้วก็รู้สึกภาคภูมิใจแทนคนจีน ที่เขามีศิลปะวัฒนธรรมสุดยอดขนาดนี้

    เมื่อเดินมาถึงช่วงหลังเป็นบรรดาเครื่องทอผ้าแบบต่าง ๆ ทั้งใหญ่และเล็ก ซึ่งบ้านเราปัจจุบันนี้ การทอผ้าก็อยู่ที่ ๓ ตะกอ ๔ ตะกอ สูงสุดก็อยู่ที่ ๘ ตะกอ แต่ทางด้านเมืองจีนนี้ บางเครื่องมีเป็นร้อยตะกอ..! จนกระทั่งพวกเรานับไม่ไหว "ไอ้ตัวเล็ก" ทำท่าเป็นมัคคุเทศก์นำกระผม/อาตมภาพเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ จนกระทั่งครบแล้ว ก็ออกมาทางด้านนอก เป็นบริเวณร้านขายของที่ระลึก ซึ่งสิ่งของต่าง ๆ ทำมาจากผ้าไหมเสียเป็นส่วนมาก และแถมยังมีห้องน้ำอย่างดีให้เข้าเสียด้วย

    เมื่อออกจากห้องน้ำมา "ไอ้ตัวเล็กกว่า" หรือ "น้องวรรณ" บอกว่า "ยังมีรูปหล่ออยู่ทางด้านโน้น หลวงพ่อไม่ได้เดินไป" กระผม/อาตมภาพจึงเดินไปถ่ายรูปประติมากรรม ซึ่งเป็นรูปผู้หญิงอยู่ในลักษณะโชว์ผ้าไหมให้ดูว่า สามารถใช้ผ้าไหมอย่างไรบ้าง แล้วก็เดินหลงเข้าไปอาคารอีกหลังหนึ่ง ซึ่งติดเครื่องปรับอากาศเย็นเจี๊ยบเลยทีเดียว..!

    ทางด้านนี้มีบรรดาหุ่นต่าง ๆ ซึ่งสวมใส่ชุดที่ทำจากผ้าไหมหรูหรา จนกระทั่งบรรดาภาพพระบฏ หรือที่เรียกเป็นภาษาทิเบตว่า "ผ้าทังกา" ปักเป็นลวดลายพระโพธิสัตว์บ้าง สิ่งเคารพทางพระพุทธศาสนาบ้าง สวย ๆ งาม ๆ ตลอดจนกระทั่งบรรดาชุดระดับสุดยอดของฮ่องเต้หรือว่าฮองเฮา ก็จัดแสดงอยู่ในด้านนี้เช่นกัน
     
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,355
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,117
    ค่าพลัง:
    +26,918
    เมื่อดูจนทั่วแล้วเดินกลับออกมา ถามิ"เผือกน้อย" ว่า "ออกทางไหน ?" อีกฝ่ายบอกว่า "มาทางไหนก็ออกทางนั้นครับ" กระผม/อาตมภาพที่มีความจำดี จึงพาย้อนกลับมาทางอาคาร ๒ จากชั้นล่างก็ขึ้นชั้นบน จากชั้นบนก็เดินทะลุมาอาคารแรกชั้นที่ ๒ กว่าจะลงมาที่โถงชั้นที่ ๑ ปรากฏว่าช้ากว่าคนอื่นที่เดินลัดออกข้างไปแบบหน้าตาเฉย..!

    พวกเราเรียกรถแท็กซี่โดยแอพพลิเคชั่น โดยที่แบ่งออกเป็น ๓ คัน เพราะว่ามากัน ๙ คน เพื่อที่จะไปยังถนนที่เขาจะไปช็อปปิ้งกัน โดยเฉพาะถนนสายนี้นั้นไม่ได้ห่างจากโรงแรมที่พักมากนัก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อ "ถนนเหอฝ่าง" รถคันหนึ่งนั่ง ๓ คน โดยที่เขาคิดราคา ๑๕ หยวน

    เมื่อรถมาถึง พวกเราต้องวิ่งตาลีตาเหลือกข้ามถนนไป เพราะว่าเขาไม่ได้มาด้านที่เรารออยู่ โดยเฉพาะเป็นการข้ามถนนช่วงที่ไม่มีทางม้าลายเสียด้วย..! เมื่อขึ้นรถได้ คนขับบอกให้เรากดหมายเลขโทรศัพท์ ๔ ตัวสุดท้าย ของผู้ที่เรียกผ่านแอพเพื่อเป็นการยืนยัน แล้วก็พาฝ่ารถติดมาส่งยังถนนเหอฝ่าง

    เมื่อลงแล้วพวกเราส่วนใหญ่ก็พุ่งเข้าใส่ร้านขายชานมไข่มุกและกาแฟอีกตามเคย ส่วนที่เหลือก็เดินดูสินค้าต่าง ๆ หลังจากที่ถ่ายรูปหมู่แล้ว กระผม/อาตมภาพก็เดินดุ่ยไปเรื่อย เนื่องเพราะได้รับคำบอกเล่าว่า เดินตรง ๆ ไปประมาณ ๑.๕ กิโลเมตรแล้วก็เลี้ยวขวา จะเป็นเส้นทางกลับไปที่โรงแรม Sofitel Hangzhou Westlake ของเรา

    แต่เดินออกมาได้หน่อยเดียว "เผือกน้อย" ก็ชวนให้เข้าไปในร้านขายยา ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมใหญ่โตมโหฬารขนาดนั้น.ใ! มีการสอนให้เด็ก ๆ เลือกยา หั่นยา บดยาต่าง ๆ แบบโบราณเสียด้วย ข้าวของที่ระลึกต่าง ๆ ก็มีมากมาย โดยเฉพาะมีน้ำสมุนไพรใบยาต่าง ๆ เอาไว้จำหน่าย และมีสถานที่นั่งพักผ่อนอีกต่างหาก ข้าวของต่าง ๆ ก็จัดเรียงเอาไว้น่าซื้อน่าหาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะมีคำอธิบายและราคาติดเอาไว้เสร็จสรรพ

    กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปในนี้แล้วก็เดินวนออกมา ปรากฏว่า "น้องเล็ก" และ "ไอ้ตัวเล็ก" ก็เดินตามออกมาด้วย บอกว่าจะกลับไปพักผ่อน เนื่องเพราะว่าวันนี้ทางที่เราไปก็คือ บริเวณศาลบูชาของแม่ทัพงักฮุยและวัดหลิงอิ่นนั้น มีบรรดาน่าจะเป็นดอกหลิวปลิวว่อนไปหมด พวกเราที่แพ้เกสรดอกไม้จึงมีการจามไปตาม ๆ กัน ทำให้ท่านที่ไม่ไหวก็ขอกลับที่พักก่อน โดยที่เดินไปก็ดูสินค้าต่าง ๆ ไปด้วย เป็นถนนคนเดินที่น่าเดินมาก แม้ว่าตอนนี้เวลาบ่าย ๓ โมงแล้ว แดดก็ยังจัดจ้าอีกต่างหาก

    พวกเราเดินมาจนกระทั่งแทบจะไร้แรงบินจึงมาถึงโรงแรมที่พัก ทุกคนก็ตัดสินใจว่า"วันนี้จะไม่ไปไหนแล้ว" กระผม/อาตมภาพสรงน้ำแล้วซักผ้า ตากเรียบร้อยก็มาส่งงาน แต่ด้วยความที่รูปมีมากเหลือเกิน จึงต้องหยุดลงกลางคัน มาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเสียก่อน

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...