เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 11 เมษายน 2026 at 08:10.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,140
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,080
    ค่าพลัง:
    +26,897
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,140
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,080
    ค่าพลัง:
    +26,897
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ สามเณรภาคฤดูร้อนของเราส่วนใหญ่ก็สึกหาลาเพศไปแล้ว ส่วนที่เหลือก็ให้ตั้งหน้าตั้งตาสั่งสมบุญกุศลของเราไป อย่าลืมว่าการสร้างบุญในระหว่างที่เป็นพระภิกษุสามเณรนั้น มีอานิสงส์มากกว่าตอนเป็นฆราวาสหลายเท่า เนื่องเพราะว่าเรามีศีลมากกว่า เหมือนกับคนที่ลงทุนด้วยเงินมากกว่า ถึงเวลาได้กำไรก็ย่อมกำไรมากกว่า แล้วบุคคลที่สร้างบุญสร้างกุศลอย่างสม่ำเสมอ ถึงเวลาทำอะไรก็สะดวกกว่าคนอื่น ดังนั้น..สามเณรที่อยู่ต่อก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำให้ดีที่สุด ถ้าไม่ไหวเมื่อไรก็บอก อย่าไปกัดฟันอยู่แล้วก็ทำให้เสียหาย..!

    ช่วงนี้ในวงการคณะสงฆ์ของเรามีเรื่องราวสารพัดเกิดขึ้น เพียงแต่ว่าข่าวสงครามในตะวันออกกลางจะกลบไปเสียเกือบหมด หลายเรื่องก็เกี่ยวกับการที่พระของเราเสพยาเสพติด มีอยู่แห่งหนึ่งโดนจับสึกทั้งวัด..! ตั้งแต่เจ้าอาวาสยันลูกวัด อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากการที่เจ้าอาวาสทุจริต เบิกเงินวัดแล้วโอนให้ผู้หญิง โดยที่ชี้แจงไม่ได้ว่าโอนไปทำไม ? ชาวบ้านจึงขับไล่ ไม่ให้อยู่ที่วัดนั้นอีก..!

    กระผม/อาตมภาพจึงได้บอกว่า
    ความจริงการอบรมพระเณรของเรา ไม่จำเป็นต้องให้การศึกษาอะไรมากมาย แค่สอนให้รู้จักละอายชั่วกลัวบาป รักศีลของตนเองก็จบแล้ว หลายต่อหลายท่านจะเห็นว่าในปัจจุบันนี้ นักบวชเราที่รักศีลของตนเองนั้นมีน้อยลง เรื่องของศีลนั้น ถ้าจะรักษาจนกระทั่งเกิดผลจริง ๆ ต้องอยู่ในระดับที่ตัวตายดีกว่าศีลขาด..!

    แต่กระผม/อาตมภาพก็เห็นมามากต่อมาก โดยเฉพาะเรื่องเงิน พระภิกษุบางรูปรู้จักพระสังฆาธิการแทบทุกรูปในงาน ถึงเวลาก็อาสาเจ้าภาพในการถวายซองปัจจัยให้กับพระที่นิมนต์มา แต่ว่าสิ่งที่เห็นก็คือ ถึงเวลาถ้าพระท่านมาไม่ครบตามที่นิมนต์แล้วมีซองเหลือ ท่านก็ยัดใส่ย่ามตัวเอง โดยที่ไม่ได้ดูว่าในซองนั้นเขาใส่ไว้เกินบาท..!

    ตอนที่กระผม/อาตมภาพจัดงานอายุวัฒนมงคล ๘๐ ปี ถวายพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระเทพเมธากร (ณรงค์ ปริสุทโธ ป.ธ. ๔) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี อดีตเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ประชุมชนาราม (วัดท่ามะขาม) ด้วยความที่นิมนต์พระภิกษุสามเณรหมดทั้งจังหวัดจริง ๆ จะพระเล็กเณรน้อยก็นิมนต์หมด คราวนี้การเตรียมซองปัจจัยก็เตรียมตามยอดพระภิกษุสามเณรที่แจ้งมาของทุกวัด ก็คือ ๕๗๘ วัดกับ ๙๑ สำนักสงฆ์ โดยที่ถวายพระทั่วไปและสามเณรรูปละ ๕๐๐ บาท

    ด้วยความที่ว่าพระภิกษุสามเณรจำนวนมากมายมหาศาล ถ้าให้มารับทีละรูปก็คงจะไม่ไหว จึงได้มอบภาระให้กับเจ้าคณะอำเภอรับไปแจกแทน ก็คืออำเภอนั้นมีพระกี่รูป ก็มอบซองปัจจัยให้ไปตามจำนวนนั้น แต่มีอยู่สองอำเภอที่ได้ข่าวมาว่าไม่ได้แจกให้กับใครแม้แต่ซองเดียว..! ก็คืออมไปเฉย ๆ แม้ว่าเมื่อเป็นจำนวนเงินแล้วจะจำนวนมากมาย แต่จะคุ้มค่ากับการที่เราขาดจากความเป็นพระหรือเปล่า ? ก็ต้องคิดดูด้วย..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,140
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,080
    ค่าพลัง:
    +26,897
    ในเมื่อพระภิกษุสามเณรของเราไม่รู้จักละอายชั่วกลัวบาป ไม่รักศีลของตัวเอง จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะควบคุมคณะสงฆ์ให้ดีได้ จึงเป็นเรื่องของเจ้าอาวาสและพระอุปัชฌาย์อาจารย์ ที่จะต้องเคี่ยวเข็ญอบรมสั่งสอน แต่ว่าพระภิกษุสมัยนี้ ส่วนใหญ่ก็มีความรู้ทางโลกมามาก แล้วก็มาคิดว่าสามารถที่จะเอาตัวรอดในทางธรรมได้ ดังนั้น..ในส่วนของการอยู่กับพระอุปัชฌาย์อาจารย์ ๕ พรรษา เขาถึงไม่ค่อยจะปฏิบัติกัน..!

    เรื่องต่อไปก็คือเรื่องที่พระอุปัชฌาย์ไปตบหัวนักร้องในงานแห่นาค ซึ่งต้องบอกว่าพระอุปัชฌาย์ผิดเต็ม ๆ เพราะว่าลุแก่โทสะ ความจริงวิธีจัดการดี ๆ มีมากมาย ครูบาอาจารย์หลายท่านก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง อย่างเช่นว่าถ้านาคเมามา หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ก็หิ้วย่าม กราบลาพระกลับเลย ต่อให้เจ้าภาพยิ่งใหญ่แค่ไหน ท่านก็ไม่บวชให้ บอกสั้น ๆ แค่ว่า "หายเมาเมื่อไรแล้วค่อยมาบวช" ซึ่งถ้าหากว่าเราเห็นว่าแห่กันนานจนเกินเหตุ ก็หิ้วย่ามกลับวัดก็ได้ ไม่เห็นจะต้องไปตบหัวใครเลย..!

    แต่ว่าท่านก็โดนสั่งพักจากหน้าที่ไปแล้ว เพราะว่าการลงโทษพระอุปัชฌาย์นั้น มีทั้งตำหนิโทษ ภาคทัณฑ์ พักจากหน้าที่ ถอดถอนจากความเป็นพระอุปัชฌาย์ หนักเบาว่ากันไปตามลำดับ ตัวท่านเองได้บทเรียนไปแล้ว ต่อไปก็น่าจะทำอะไรได้รอบคอบกว่านี้

    อีกเรื่องหนึ่งก็การทางป่าไม้โดยชุดพยัคฆ์ไพร เข้าไปสำรวจพื้นที่ของสำนักสงฆ์บ่อน้ำพระอินทร์ของหลวงตาสิ้นคิด แล้วก็แจ้งให้รู้ว่าท่านบุกรุกพื้นที่ของหลวง ซึ่งหลายต่อหลายท่านก็ "ดราม่า" กันยกใหญ่ว่า ท่านอุตส่าห์สละเงิน ๑๕ ล้านบาท เพื่อสร้างถนนบริเวณชายแดน แล้วไม่เห็นคุณงามความดีตรงนี้เลย ไปขับไล่ท่านได้อย่างไร ?

    ตรงนี้เราต้องแยกให้ออกว่า การทำความดีส่วนความดี การทำผิดกฎหมายส่วนผิดกฎหมาย ถ้าหากว่าไม่มีอะไรผิดกฎหมาย ใครก็ทำอะไรท่านไม่ได้ ในเมื่อเขาตรวจสอบแล้วว่ามีการรุกล้ำพื้นที่หลวง ซึ่งไม่ได้รับอนุญาต ก็แปลว่าทำผิดกฎหมายจริง ๆ ซึ่งก็มีท่านเจ้าของรีสอร์ทแห่งหนึ่งพร้อมจะถวายที่ดิน ๒๗ ไร่ ให้ท่านไปสร้างวัดที่นั่น ถ้าหากว่าไปกันก็จบแล้ว
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,140
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,080
    ค่าพลัง:
    +26,897
    แต่ว่านี่ยังมีการมา "ดราม่า" ออกโซเชียลทั้งตัวท่านเองและลูกศิษย์ โดยที่ไม่ได้คำนึงว่า เรื่องของการสร้างความดีกับเรื่องของการผิดกฎหมายเป็นคนละประเด็นกัน ไม่ว่าคุณจะมีคุณงามความดีแค่ไหนก็ตาม ถ้าทำผิดกฎหมายก็จะโดนลงโทษ..!

    เพียงแต่ว่าในส่วนนี้ ถ้าหากว่าเราท่านทั้งหลายไม่ใช้อารมณ์จริง ๆ ก็จะเห็นว่า สิ่งที่ท่านทำนั้นมีทั้งถูกและผิด แต่คนเราเวลาศรัทธาใครก็มักจะหน้ามืดตามัว จึงมีโอกาสที่จะหลงผิด โดนหลอกลวงได้ง่าย เพียงแต่ว่าหลวงตาท่านยังไม่ได้หลอกลวงใคร นอกจากคำสอนบางประเภทที่แหกคอกพระไตรปิฎก..!

    แล้วส่วนที่ทุกท่านสังเกตจะเห็น ไม่ว่าคณะสงฆ์ธรรมยุตหรือมหานิกาย ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องนี้เลย หลวงตาท่านก็น้อยใจถึงขนาดบอกว่า "ไม่ต้องมาปกป้องกูก็ได้" แต่ทุกท่านลองคิดดูว่า เรื่องเกิดขึ้นในองค์กรของตน แต่คณะสงฆ์ไม่ขยับตัวเลย เป็นเพราะอะไร ?

    ถ้าเราดูวีรกรรมของท่านก็จะเห็นว่า มีหลายอย่างที่แหกคอกนอกสายครูบาอาจารย์ แม้ทางคณะสงฆ์ตักเตือนแล้วก็ไม่ฟัง อาจจะคิดว่าตนเองมีผู้สนับสนุนจำนวนมาก หรือว่ามีผู้ที่เห็นด้วยกับท่านเป็นจำนวนมาก แต่เราต้องดูจารีตประเพณีในหมู่สงฆ์ด้วย ไม่ใช่เอาแต่กระแสเป็นหลัก ในเมื่อท่านไม่ฟังทางคณะสงฆ์ ถึงเวลาเกิดเรื่องขึ้น คณะสงฆ์จึงไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย ก็แปลว่าท่านสร้างเหตุอย่างไร ก็ได้รับผลอย่างนั้น

    ดังนั้น..ไม่ว่าจะเป็นศิษย์หรือาจารย์ที่มาบีบน้ำตาออกโซเชียล ขอให้ตั้งสติสักนิดหนึ่ง แล้วพิจารณาในลักษณะอัตตนา โจทยัตตานัง คือ การกล่าวโทษโจทก์ตนเองสักหน่อยว่า ข้อผิดพลาดนั้นอยู่ตรงไหน ? แม้แต่ตัวกระผม/อาตมภาพเอง บางทีพยายามหาข้อผิดพลาดแล้ว หาข้อผิดพลาดอีก แต่หาไม่เจอ แล้วทำไมถึงโดนเสียหนัก..!? ท้ายสุดก็สรุปว่า
    "มึงผิดตั้งแต่เกิดมาแล้ว ถ้ามึงไม่เกิดมา มึงก็ไม่เจอกับเรื่องอย่างนี้" ก็ขอถวายแก่หลวงตาสิ้นคิดว่า ถ้าหากหาความผิดไม่เจอจริง ๆ เอาแนวคิดของกระผม/อาตมภาพไปใช้ก่อนก็ได้..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...