พระสมเด็จวัดเกศไชโยเนื้อกระเบื้องหลังคาโบสถ์ พระสมเด็จฝังตะกรุดหลวงพ่อลมูลวัดเสด็จผง๑๒นักกษัตริย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,274
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1775481147965.jpg FB_IMG_1775481151292.jpg

    หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร เจ้าอาวาสวัดบุ่งขี้เหล็ก
    ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ. อุบล ฯ พระอริยสงฆ์สาวก ศิษย์พระคุณเจ้าสมเด็จลุน นครจำปาสักและพระคุณเจ้าสมเด็จตัน( ศิษย์เอกพระคุณเจ้าสมเด็จลุน) บางท่านอาจสงสัยว่าท่านทันได้เป็นศิษย์ของหลวงปู่สมเด็จลุน จริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ผมมั่นใจ เพราะผม มีหนังสือของท่าน
    ที่ท่านมอบให้น้องคนหนึ่งที่ผมรู้จัก ซึ่งเขาเคยบวชเณรอยู่กับท่าน หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า พระธรรมธาตุ ( พระอาจารย์สำเร็จลุน )

    ในหนังสือเล่มนี้หลวงปู่จันทร์หอมท่านได้ เผยแพร่ประวัติ
    ของท่านไว้ว่าท่านเป็นคนไทยเกิดที่เมืองไทยแต่ครอบครัวของท่านได้ย้ายไปทำไร่ทำนาทำสวนที่ทางฝั่งลาวเพราะมีความอุดมสมบูรณ์ดี
    พอท่านอายุได้ 12 ปี หลวงปู่สมเด็จตันท่านได้ขอกับพ่อแม่ของท่าน ขอตัวท่านไปเป็นศิษย์คอยอุปฐาก ตอนแรกสมเด็จตันท่านให้บวชเป็นผ้าขาวน้อยก่อน ให้ถือศีล 8 ต่อมาท่านก็บวช
    เณรให้ตอนนั้นท่านอยู่ภูเขาควาย ไม่นานสมเด็จตันก็พาท่านมากราบนมัสการสมเด็จลุน ที่ภูมะโรง และฝากให้เป็นศิษย์หลวงปู่สมเด็จลุน ท่านอยู่ปฎิบัติธรรมกับ สมเด็จลุน ในเรื่องธรรมธาตุจนแตกฉานภายใน 5 ปี สมเด็จจึงพากราบนมัสการลาสมเด็จลุนไปเดินวิเวกตามป่าเขา เพื่อหาประสบการณ์ ในสัจจธรรมเป็นเวลา 2 ปีกว่า ตอนนั้นท่านอายุ 20 เต็มย่างเข้า21ปีสมเด็จตันจึงพาท่านออกจากป่ามาบวชพระให้ เมื่อบวชพระแล้วหลวงปู่จันทร์หอมท่านคิดอยากเรียนปริยัติธรรม ท่านจึงขอแยกทางกับสำเร็จตัน ท่านเรียนจนจบ ป.ธ. 4 ประเทศลาว ท่านใช้เวลาเรียน 8 ปี หลังเรียนจบแทนที่หลวงปู่จะยินดีอยู่ในหมู่บ้านที่เจริญ หรืออยู่ในเมือง และ ยินดีในการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อตำแหน่งทางคณะสงฆ์จะมอบให้ แต่ตรงกันข้ามท่านกลับยินดีอยู่ในป่าเหมือนเดิม ท่านจึงหันหลังมุ่งหน้าเข้าป่าโดยไปยึดภูมะโรงเป็นที่พำนักบำเพ็ญธรรมทั้งนี้เพราะจิตวิญญาณของท่าน ได้ฝึกอบรมทางด้านวิปัสสนากรรมฐานมาตั้งแต่อายุ 12 – 21 ปีโลกต่างมิติท่านได้เห็น ได้พบตั้งแต่สมัยเดินวิเวกในป่ากับสมเด็จตัน
    เพียงอยากรู้ปริยัติเท่านั้นท่านถึงเสียสละเวลาเรียน

    ในการไปอยู่ภูมะโรงครั้งที่ 2 นี้ ท่านอยู่ถ้ำแต่เพียงลำพังรูปเดียวจะถามว่าไม่มีพระรูปอื่นบ้างหรือไร ถึงได้อยู่เพียงลำพังรูปเดียวท่านว่า มีพระหลายรูปแต่อยู่กันรูปละถ้ำบางครั้งหรือบางรูปก็อยู่ภูละรูปไม่เที่ยวไปหากัน หรือไม่คุยกัน ต่างรูปต่างทำหน้าที่ไปตามปกติของใครของมัน จะพบกันหรือมารวมกันก็ต่อเมื่อวันลงอุโบสถ มาลงรวมกันที่ภูมะโรงนั้น แต่มารวมกัน ณ ที่ ๆ พำนักของ
    สมเด็จลุนซึ่งท่านเป็ประธานสงฆ์ และแสดงธรรมปาฏิโมกข์ แจกพระธรรมวินัยและอบรมข้อวัตรปฏิบัติธรรมให้กับลูกพระที่มาลง
    พระอุโบสถ หลังจากนั้นแล้วท่านจะออกคำสั่งให้พระรูปใดแสดงธรรมเทศนาให้พวกบังบด หรือพวกลับแลฟัง เพราะในวันนั้นพวกบังบดหรือพวกลับแลก็จะมาจำศีลฟังธรรมเหมือนกัน ไม่ต่าง
    อะไรกับโลกมนุษย์เรา ที่ต่างกันคือ เขาถือศีล 5 ไม่ให้บกพร่องและราคะอกุศล มูล 3 เขาละได้กว่ามนุษย์เรา

    หลวงปู่จันทร์หอม ท่านพูดถึงพระที่มาลงอุโบสถในวัน
    ลงอุโบสถนั้น ท่านว่าน่าตื่นเต้นสำหรับคนไม่เคยเห็น เพราะพระที่มาแต่ละรูปนั้นไม่เหมือนกัน บางรูปเหาะมาทางอากาศ บางรูปไม่รู้ว่ามาทางไหน พอเห็นทีเขานั่งประจำที่เรียบร้อยแล้วรอกันก็รอไม่นาน เพียงแต่ที่ลงอุโบสถพร้อมเท่านั้น พระรูปที่เหลือก็มาถึงพอดี ๆ ไม่เคยได้นั่งรอกันเวลาเลิกก็เหมือนกันเวลาพระจะกลับที่พัก พระนั้นก็ไปดังที่กล่าวมา บางรูปเดินไปยังไม่ไกลนักก็หายจากสายตาไปได้ง่าย ๆ

    หลวงปู่จันทร์หอม ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่เป็นเลิศทางด้านฤทธิ์ซึ่งพระผู้ที่เป็นเลิศทางฤทธิ์ท่านจะเก่งในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น มหาอุตต์ คงกระพันแคล้วคลาด เมตตามหานิยมค้าขายดี นะจังงัง ป้องกันภัย ขับไล่ภูตผีปีศาจกันถอนคุณไสยคุณผีคุณคน ฯ ล ฯ

    เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของ หลวงปู่จันทร์หอม
    มีพี่ท่านหนึ่งที่เป็นศิษย์ของ หลวงปู่พิศดู ธรรมจารีย์
    วัดเทพธารทอง จ.จันทบุรี ท่านกรุณาเล่าให้ผม
    ฟังว่า ตอนที่ หลวงปู่ละมัย สำนักสงฆ์สวนป่าสมุนไพร
    จ. เพชรบูร์ พระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมไปด้วย ความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งท่านเคยได้แนะนำพี่ท่านนี้ ให้ไปกราบ หลวงปู่จันทร์หอมวัดบุ่งขี้เหล็ก กับ หลวงปู่ฟัก วัดเขาวงพระจันทร์
    จ. ลพบุรี ตอนที่พี่คนนี้ถามหลวงปู่ละมัยท่านว่า " หลวงปู่เมตตาบอกผมด้วยครับว่าพระรูปใดที่ผมควรจะไปกราบ"หลวงปู่ละมัยท่านบอกว่า ตอนนี้ในไทย มี 2 องค์นี้เก่งจริง( ตอนนั้น หลวงปู่พิศดู วัดเทพธารทอง และ หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน ท่านละสังขารไปแล้วครับ)
    เว็บพลังจิต

    หลวงปู่จันทร์หอม วัดบุ่งขี้เหล็ก อ.เขมราฐ จ.อุบลฯ พระเกจิชื่อดังในสายสำเร็จลุน ศิษย์เอกสำเร็จตัน ผู้เก่งกาจ วิชาของหลวงปู่จันทร์หอมถือได้ว่าอยู่ในลำดับต้นๆ ในสายของสำเร็จลุน

    ถึงขนาดมีคำพูดกันว่า "ในอุบลราชธานีปัจจุบันนี้มีสิงห์เหนือเสือใต้อยู่" กล่าวคือ สิงห์เหนือได้แก่หลวงปู่คำบุ ซึ่งมีชื่อเสียงแถบพิบูลมังสาหาร ตาลสุม ส่วนเสือใต้ก็คือหลวงปู่จันทร์หอมนั่นเองที่มีชื่อเสียงในละแวก เขมราฐ วารินชำราบ นอกจากนี้หลวงปู่จันทณ์หอมผู้นี้เองซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ของเหรียญปราบอริราชศัตรูพ่าย (เหรียยระเบิd 8 ลูก) อันลือลั่นคงกระพัน ปืn ระเบิd มีd ไม้ ไม่ได้กินเลือd ในปัจจุบัน ท่านเก่งเรื่องธาตุและหนุนธาตุมาก เครื่องรางที่โด่งดังของท่านก็คือ ตะกรุดธาตุ 4 โด่งดังมากทางมหาอุด พวกทหารอากาศขึ้นท่านมากเลยครับ สำเร็จลุน เป็นพระผู้ทรงอภิญญา หลวงปู่จันทร์หอม สุภาธโร เกิดที่เมืองไทย จังหวัดอุบลราชธานี เป็นศิษย์สำเร็จลุน ปัจจุบันหลวงปู่จันทร์หอม สุภาธโร อยู่ที่วัด บุ่งขี้เหล็ก ตำบลนาของ อำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี แต่งโปโล ประเทศลาวก็เคยเป็นศิษย์สำเร็จลุนเกิดหมู่บ้านเวินไซ เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก ประเทศลาว ชึ่งวัดที่ท่านอยู่คือวัดบ้านเนิน วัดบ้านเนินไซ หมู่บ้านที่ท่านเกิด เป็นพระผู้ทรงอภิญญา ทราบว่าเป็นคนเจ้าระเบียง อายุ ๑๒ ปี ทำงานแบบชาวบ้านธรรดา พ่อแม่ใช้ทำอะไรก็ขี้เกียจ พ่อแม่จึงนำไปฝากเป็นเณร เมื่อบวชเป็นเณรก็ฉันอาหารมื้อเดียวตลอดมา และยอมทำงานเป็นอย่าง ๆ แม้แต่นุ่งสบงจีวลก็เป็นระเบียบ ไม่เคยท่องและอ่านหนังสือเลย หลังจากฉันภัตตาหารเช้าเสร็จก็สอนคัมภีร์อยู่บนธรรมนาสน์ (นอกจากทำกิจวัตรตามปกติ) ต่อมาก็เข้านอนไม่สนใจอ่านหนังสือเหมือนเพื่อน เจ้าอาวาสเรียกไปถาม บอกว่ากินข้าว กินปลาเสียเปล่า อาจารย์ให้ท่องหนังสือ สามเณรลุนก็ท่องให้อาจารย์ฟังเริ่มแต่มูลน้อย มูลกลาง ศรัทา สังฆทา ปาฏิโมกข์ สนมูลได้หมด เก่งกว่าอาจารย์เสียอีก หลวงปู่จันทร์หอมท่านเป็นศิษย์สมเด็จลุน ยุคสุดท้ายท่านมีโอกาสได้ศึกษาวิชากับสมเด็จลุนโดยตรงนะครับเนื่องจากท่านเป็นหลานของสมเด็จตัน สังฆราชเมืองลาวองค์ต่อจากสมเด็จลุน ตะกรุดยุคแรกๆ ท่านจะจารมือให้รอรับได้เลย ก่อนเอาไปถ้าเป็นทหารตำรวจท่านให้ลองก่อนโดยทำเสร็จท่านผูกคอแมวที่ท่านเลี้ยงไว้แล้วให้ยิjไม่มีออกครับ นี่คือตะกรุดที่สร้างชื่อให้ท่านจากนั้นท่านก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

    วันนี้จะเล่าประสบการน์ให้ฟังครับ เรื่องมีอยู่ว่า น้องชายผมห้อยรุ่นนี้ไว้ในคอตลอด ไปเที่ยวงานบุญประจำปี แล้วมีเรื่องกับวัยรุ่นต่างถิ่น น้องผมโดนรุมกระทื.บ ทั้งขว.ด ไม้ เก้าอี้ มีดdจนสลบ เพื่อนน้องผมโทรมาบอก ว่าน้องผมถูกตีจนสลบแล้วรถ 1669 มารับไปโรงพยาบาล ยังไม่รู้เป็นอย่างไง อีกประมาน 30 นาทีได้ ทาง รพ. โทรมาบอกผมว่าพี่ชายคนเจ็บใช่ไหมครับ ผมบอกหมอว่าใช่ครับ หมอว่าน้องคุนไม่เป็นอะไรแล้วนะครับ มาถึง รพ.คนเจ็บก็ลุกนั่งแล้วเดินเฉย เหมือนไม่มีอะไร แล้วออกจาก รพ. ทันที ตอนเช้าผมโทรไปถามน้องผมว่าเป็นอะไรเจ็บตรงไหนบ้าง (น้องผมตอบว่า ตอนถูกรุมตี มีเสียงผู้ชายมาบอกว่าให้นอนๆหลับไปเลย จะไม่เป็นอะไร น้องผมก็สลบไป ไม่รู้เสียงนั้นมาจากไหน) แล้วญาติ ผมก็ได้ไปตรงจุดเกิดเหตุที่มีเรื่องกัน แล้วไปถามร้านขายส้มตำ แม่ค้าบอกว่า คนนี้มื้อคืนอาการสาหัส สลบแล้วแม่ค้าดึงน้องผมมาซ่อนไว้เพราะโดนรุมตี ทั้งมีด ไม้ เก้าอี้ ขวด จนสลบ แล้วแม่ค้าโทรเอารถโรงบาลมา แปลกมาครับแม่ค้าบอกว่าคงเจ็บหนัก แต่น้องชายผมไม่ได้เป็นอะไรเลย แค่เสื้อขาด แล้วตาบวมนิดหน่อย (ผมเชื่อว่าเหรียญอามหลวงปู่จันทร์หอม ที่น้องผมห้อยคอ คงช่วยน้องชายผม เเละเสียงที่มาบอกน้องผม อาจเป็นเสียงหลวงปู่

    หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร มรณะภาพแล้ว วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ11.11น.แห่งวัดบุ่งขี้เหล็ก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญอาร์มรุ่นแรก หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร เหรียญมากประสบการณ์

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20260406_200835.jpg IMG_20260406_200904.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,274
    ค่าพลัง:
    +21,466
    พระชัยวัฒน์ ๙ ยอด วัดสุทัศนฯ ปีพ.ศ. ๒๕๓๗
    วันเพ็ญกลางเดือนสิบสอง

    พระชัยวัฒน์ (พระไชยวัฒน์) เริ่มในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แห่งกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร ในยุคนั้นจะมีการอันเชิญพระไชยวัฒน์ ขึ้นไปประดิษฐานไว้ทั้งบนเรือ และหลังช้าง เป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์ ของพระมหากษัตริย์ และแม่ทัพนั้นเอง เพื่อจะได้ใช้อัญเชิญไปได้โดยสะดวก จึงมักสร้างเป็นพระโลหะขนาดหน้าตักประมาณ ๓- ๕ นิ้ว

    ส่วนพระชัยวัฒน์ ในรูปแบบที่จำลององค์พระให้เล็กลงเพื่อเหมาะแก่การอัญเชิญไว้ติดตัว ตามหลักฐานเอกสารที่ปรากฎที่เก่าที่สุดนั้น ถูกบันทึกไว้ใน ราชกิจานุเบกษา เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๑๘๑ ประกาศเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๐ ว่า พระไชยวัฒน์นั้น ได้เริ่มแรกสร้างในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เพื่อพระราชทานให้แก่ พระราชโอรสที่จะเสด็จไปศึกษาต่อยังต่างประเทศในทวีปยุโรป เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ในยุคนั้นเรียกว่า "พระไชยวัฒน์ทองคำองค์เล็ก" สร้างคราวแรกจำนวน ๕๐ องค์ หล่อด้วยทองคำ หนัก ๑ เฟื้อง

    โดยเริ่มพระราชพิธี วันเสาร์ เดือนแปด ขึ้น ๙ ค่ำ ปีระกา หลังจากสวดมนต์ ครบ ๓ วัน จึงเริ่มเททองหล่อพระ ในวันอังคาร เดือนแปด ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีระกา และโปรดให้สร้างตลับเป็นรูปดวงตราปทุมอุณาโลม ตรงกลางเป็นแก้วเปล่า และมีสายสร้อยสำหรับสวมคอด้วย

    -----------------------------------------------------

    วัดสุทัศน์ฯ มีชื่อเสียงโด่งดังด้านการสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ปฐมบูรพาจารย์ผู้ให้กำเนิดพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ ฯ และได้ถ่ายทอดมาเป็นรุ่นๆ จนมาถึงในยุคปัจจุบัน

    พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ จะหล่อหลอมและปลุกเสกที่วัดสุทัศน์ ฯ ในคืนวันเพ็ญกลางเดือนสิบสองของทุก ๆ ปี โดยทำพิธีพุทธาภิเษกตลอดทั้งคืน มีพระพิธีธรรมจตุวรรคสวด จตุรเวทภาณวาร ทิพย์มนต์ และคาถามหาพุทธาภิเษก และในระหว่างที่พระพิธีธรรมสาธยายมนต์ ก็มีเหล่าพระเกจิอาจารย์นั่งปรกอธิฐานจิตเพื่อเพิมความเข็มขลังให้มากยิ่งขึ้น

    พระชัยวัฒน์ 9 ยอด วัดสุทัศน์เทพวราราม ครบชุด 9 องค์ จัดสร้างในปี พ.ศ. 2537 หล่อลอยองค์เนื้อทองดอกบวบ(เนื้อสำริดแก่ทองคำ) ตอกโค๊ต สท ที่พื้นด้านใต้องค์พระ

    พุทธคุณเสริมบารมี ส่งเสริมหน้าที่การงาน มีชัยในการแข่งขัน ค้าขายร่ำรวย มีโภคทรัพย์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ประสพแต่ความสุข ความเป็นมงคล ฯลฯ ประกอบด้วย
    ยอดที่ 1 พระชัยวัฒน์กะไหล่ทอง
    ยอดที่ 2 พระชัยวัฒน์หม่อมมิตร
    ยอดที่ 3 พระชัยวัฒน์หุ้มก้น (สมาธิ)
    ยอดที่ 4 พระชัยวัฒน์หุ้มก้น (มารวิชัย)
    ยอดที่ 5 พระชัยวัฒน์พุทธนิมิตร
    ยอทที่ 6 พระชัยวัฒน์น้ำเต้าเอียง
    ยอดที่ 7 พระชัยวัฒน์ฉลองสุพรรณบัฏ
    ยอดที่ 8 พระชัยวัฒน์ 87
    ยอดที่ 9 พระชัยวัฒน์ทองทิพย์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระชัยวัฒน์ ๙ ยอด ยอดที่ ๖ พระชัยวัฒน์น้ำเต้าเอียง
    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260406_202449.jpg IMG_20260406_202517.jpg IMG_20260406_202545.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,274
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1757675177816.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนที่ 1 จากไผ่สามกอ สู่หนองทองทราย)
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก เกิดในสกุล เพ็งสุข ครอบครัวท่านมีเชื้อสายจีน จึงตั้งชื่อท่านว่า จั๊ว มีความหมายว่า "รวดเร็ว คล่องตัว" พื้นเพเดิมครอบครัวอาศัยอยู่พระนคร แต่เนื่องจากต้องหนีภัยสงครามการสู่รบ การทิ้งระเบิดในเขตพระนคร
    พ่อและแม่ของท่าน จึงพาอพยพย้ายมาอยู่ที่ ตำบลสิบเอ็ดศอก จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2485
    หลวงพ่อจั๊ว เพ็งสุข เกิดในปี พ.ศ. 2487 เมื่ออายุได้ 7 ปี
    พ่อของท่านได้นำมาฝากเรียน กับหลวงพ่อเสือที่วัดไผ่สามกอ ให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อศึกษาอ่านเขียนภาษาไทยขอมบาลี
    ตามวิถีชายไทยแต่โบราณกาล
    ตัวท่านเองในวัยเยาว์ ก็สนใจทางด้านนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้เห็นคนมากมายทั้งคนบ้า
    คนใบ้ คนโดนผีเข้า โดนกระทำย่ำยีด้วยคุณไสย์มนต์ดำต่างๆ แวะเวียนเข้ามาให้หลวงพ่อเสือ ได้รักษาอยู่เป็นประจำ ซึ่งหลวงพ่อเสือ ท่านจะใช้ทั้งสมุนไพร,ยาต้ม,คาถาอาคม,น้ำมันหัวยา และน้ำมนต์ สงเคราะห์รักษาให้ไป ตามแต่อาการของแต่ละคน หนักเบา มากน้อยแตกต่างกันไป
    ภาพจำของท่าน วัดไผ่สามกอ ขณะนั้น จึงเหมือนโรงหมอที่รักษาคนไข้ และผู้ตกทุกข์ได้ยาก มากกว่าจะเป็นวัดเสียอีก
    ตัวหลวงพ่อเองในช่วงนั้น แม้จะเป็นเณรน้อย
    แต่ก็มีความสนใจ ช่วยเตรียมสมุนไพร ต้มยา
    คอยหยิบจับช่วยงานหลวงพ่อเผย จึงทำให้ได้เรียนรู้ตัวยาสมุนไพรต่างๆ เป็นอย่างดี
    หลวงพ่อเผย สีลสาโร องค์นี้สำคัญมาก
    เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดเก็บสมุนไพร และต้มยา อีกทั้งยังรอบรู้เวทย์วิทยาคมหลายแขนงเป็นที่ไว้วางใจของหลวงพ่อเสือ เป็นอย่างมาก
    สามเณรจั๊ว ได้ร่ำเรียนทางด้านภาษา คาถาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อเสือ อยู่ประมาณ 4 ปี
    ก็ต้องพบกับเหตุการณ์ สูญเสียครั้งใหญ่
    เมื่อหลวงพ่อเสือ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ ได้มรณภาพลง ในช่วงปลายปี 2498 ก่อนงานฉลองปีใหม่ เพียง 2 วันเท่านั้น
    เมื่อสิ้นร่มโพธิ์ใหญ่ สามเณรจั๊ว ในวัย 11 ปี
    ก็รู้สึกเคว้งคว้างเป็นอย่างมาก แต่ดีที่ได้รับ
    การดูแลสั่งสอนต่อจากหลวงพ่อเผย.. สามเณรจั๊ว
    จึงได้เรียนวิชา และช่วยงานหลวงพ่อเผยต่อ
    อีกหลายปี จนถึงปี พ.ศ. 2504 มีพระธุงค์กลุ่มนึง
    ผ่านมาพักที่วัดไผ่สามกอ และได้พูดคุยเรื่องระหว่างทางธุดงค์ ซึ่งมีเรื่องตื่นเต้นมากมาย ทำให้สามเณรจั๊ว ซึ่งกำลังเข้าสู่วัยหนุ่ม 17 ปี
    มีความสนใจเป็นอย่างมาก จึงเข้าไปขออนุญาตหลวงพ่อเผย ซึ่งท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะวิชาความรู้ที่วัดนี้ เณรก็เรียนจนแตกฉานหมดแล้ว ออกธุดงค์โปรดผู้ทุกข์ยาก สร้างบุญกุศลต่อ ก็เป็นการดี
    เมื่อได้รับอนุญาต ก็กราบลาหลวงพ่อเผย ติดตามคณะพระธุดงค์มุ่งหน้าสักการะรอยพระพุทธบาทสระบุรี ระหว่างทางก็ได้ช่วยรักษาญาติโยมตามหมู่บ้านต่างๆไปด้วย
    เมื่อเดินทางมาถึงบ้านหนองทองทราย เขตพื้นที่จังหวัดนครนายก ได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง นั่งสมาธิอยู่โคนต้นหว้าใหญ่มีลูกสุกเต็มต้น แต่เป็นที่สังเกตุว่า ต้นไม้นั้นไม่มีนก หรือกระรอกมากินเลย และที่หน้าแปลกยิ่งไปกว่านั้นคือ บริเวณที่ท่านนั่งสมาธินั้น สะอาดเป็นวงกลม
    ไม่มีใบไม้หรือลูกหว้าตกใส่เลย ต่างจากภายนอกวง ที่มีทั้งใบและลูกหล่นเต็มไปหมด เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก
    จึงเกิดความเลื่อมใส ขอแยกตัวจากคณะพระธุดงค์ เพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนวิชาด้วย จึงทราบว่าท่านชื่อ หลวงพ่อเอีย มหาวิริโย จำพรรษาอยู่ วัดหนองทองทรายนี้เอง
    หลวงพ่อเอียท่านนี้ ค่อนข้างเก็บตัวสันโดษ พูดน้อย ไม่ค่อยรับกิจนิมนต์ไปไหน มุ่งแต่ฝึกสมาธิ
    เจริญภาวนา บางทีก็หายเข้าป่าไปทีละหลายวัน
    กว่าจะกลับออกมา
    หลวงพ่อจั๊ว เมตตาเล่าให้ฟังถึงประวัติช่วงนี้ว่า
    ช่วงนั้นถึงเราจะเป็นเณร แต่ก็อายุ 17 ปี วัยหนุ่มแล้ว กำลังอยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอยากเก่ง
    จึงตั้งใจเรียนวิชากับหลวงพ่อเอียอยู่ 2 ปีเต็ม
    จนอายุได้ 19 ปี ใกล้บวชเป็นพระ ตอนนั้นมั่นใจตัวเองเป็นอย่างมาก เช้าวันนึงหลวงพ่อเอียท่านเรียกเข้าไปหา แล้วบอกว่าจะพาออกธุดงค์ไปที่แห่งหนึ่ง
    แล้วท่านก็พาเดินเข้าป่าไปสักระยะนึง ก็เกิดเรื่องน่าอัศจรรย์ขึ้น คือป่าแถบนี้ ท่านเองก็เคยเดินผ่าน แต่เป็นป่ารกทึบไว้หาสมุนไพร แต่มาครั้งนี้หลังจากเดินมาสักพัก กลับพบว่าไม่คุ้นตาเลย แถมยังมีหมู่บ้านอีกด้วย มีผู้คนแปลกหน้ามากมาย ไม่มีใครที่รู้จักเลยสักคน แล้วเท่าที่เห็น
    อีกอย่างคือ ไม่มีคนแก่เลย มีแต่หนุ่มสาวทั้งนั้น
    จึงได้ถามหลวงพ่อเอีย ว่าหมู่บ้านนี้มาได้อย่างไร
    ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่เคยผ่านป่าแถบนี้ประจำ
    หลวงพ่อเอียท่านตอบว่า นี่คือเมืองลับแล
    มีอยู่ตรงนี้มาตลอด เป็นมิติทับซ้อนกัน
    ต้องคนมีศีลมีธรรม หรือคนที่เขาอยากให้เข้ามาเท่านั้น จึงเข้าได้ ชาวบ้านที่นี่ รักษากุศลกรรมบทสิบกันทั้งนั้น หมู่บ้านนี้ร่มเย็นตลอดเวลาไม่มีร้อน
    เมื่อเดินผ่านไปถึงท้ายหมู่บ้าน พบเป็นป่าร่มเย็นเงียบสงบด้วยต้นไม้ใหญ่ มีเสียงน้ำตกธารน้ำไหล ดึงจิตใจให้นิ่งสงบยิ่งนัก
    และมีพระภิกษุนั่งในกรดบ้าง นั่งสมาธิตามโคนต้นไม้บ้าง เดินจงกรมบ้าง หลายรูปเลยทีดียว
    หลวงพ่อเอียท่านบอกว่า วันนี้พามาส่ง
    พามาดูให้เห็น ครั้งต่อไปต้องมาเอง ถ้าอยากเก่ง ต้องขอเรียนเพิ่มกับหลวงพ่อ หลวงปู่ต่างๆ ในนี้
    โดยต้องให้สัจจะวาจา จะไม่เปิดเผยชื่อ หลวงพ่อหลวงปู่แต่ละองค์เป็นอันขาด
    ท่านก็รับคำ และได้เรียนวิชาลึกลับต่างๆ จากเมืองลับแลแห่งนี้อยู่ประมาณ 1 ปีเต็ม จนอายุครบ 20 ปี
    จึงได้บวชเป็นพระ ในปี พ.ศ. 2507 ได้รับฉายาว่า นันทโก
    เมื่อบวชเป็นพระหนุ่มเต็มวัย บวกกับวิชาความรู้เต็มเปี่ยมจากครูบาอาจารย์ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    จึงอยากออกธุดงค์อีกครั้งตามความตั้งใจเดิม
    เมื่อสมัยเป็นสามเณร คือไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี จึงขอกราบลาหลวงพ่อเอีย
    ออกธุดงค์เดี่ยวมุ่งหน้าสู่จังหวัดสระบุรี
    ซึ่งครั้งนี้ก็สมใจหมาย ได้สักการะรอยพุทธบาทสมดั่งตั้งใจ
    ระหว่างนั้นก็ได้ยินคนพูดถึงกิตติศัพท์ ของหลวงพ่อมี วัดเขาสมอคอน ว่ามีความเข้มขลังมาก
    โดยเฉพาะมีดหมอของท่าน ชาวบ้านจากลพบุรี
    ที่เดินทางมาสักการะรอยพระพุทธบาทต่างพกติดตัวกันทั้งนั้น เพราะระหว่างทางต้องผ่านป่าเขา ผจญผีป่า,ไข้ป่า,สัตว์ร้ายนาๆชนิด ถ้ามีมีดของท่านติดตัว ก็ไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆ แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดการเดินทาง
    หลวงพ่อจั๊วจึงเกิดความสนใจ มุ่งหน้าสู่จังหวัดลพบุรี เพื่อจะไปเรียนวิชาการทำการสร้างการเสกมีดหมอ การเดินทางครั้งนี้เป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะตลอดเส้นทางต้องช่วยเหลือผู้คนตามหมู่บ้านต่างๆ มากมาย
    ช่วงที่เดินทางไปถึงวัดสมอคอน ในขณะนั้น
    หลวงพ่อมี ท่านพึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลได้ไม่นาน จึงมีผู้คนมาที่วัดกันอย่างคึกคัก
    บวกกับชื่อเสียงมีดหมอของท่าน ทั้งพระทั้งฆราวาส มาขอเรียนวิชากันมากมายเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊วเอง ก็เข้ากราบ ฝากตัวขอเรียนวิชากับท่านด้วยเช่นกัน
    การสร้างมีดหมอของท่านนั้นส่วนใหญ่จะหลอม
    จากเหล็กโลหะเก่า เนื่องจากเป็นเมืองโบราณมี
    โลหะเก่าเยอะ เศษดาบ เศษหอกโบราณ ยอดปราสาท รวมทั้งโลหะต่างๆ ที่หาได้ตามท้องถิ่น นำมาหลอม ตีขึ้นรูปเป็นใบ ตอกอักขระ จารเลขยันต์ และเข้าด้ามปลุกเสกกันที่วัดทั้งหมดเลย
    แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สั่งมาจากนครสวรรค์ ชาวบ้านสั่งมากันเองบ้าง พ่อค้านำมาส่งบ้างเป็นงานช่างพยุหะคีรีซะส่วนใหญ่ เนื่องจากรอของทางวัดกันไม่ไหว เพราะมีขั้นตอนการทำค่อนข้างช้า และยุ่งยากมากไม่ทันต่อความต้องการ
    หลวงพ่อจั๊วเอง ท่านก็ได้ศึกษาจากหลวงพ่อมี จนเข้าใจในขั้นตอนทุกอย่างของการทำมีดหมอ สามารถสร้างเสก และทดลองใช้ จนเป็นที่พอใจแล้ว
    ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หลวงพ่อมี ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอพอดี ในปี พ.ศ. 2509 จึงได้อยู่ช่วยเตรียมงานฉลองตำแหน่ง จนแล้วเสร็จ จึงกราบลาหลวงพ่อมี ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้ทางธรรม และช่วยเหลือชาวบ้านต่อไป
    ท่านใช้เวลาธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดช่วยเหลือรักษาผู้คนมากมาย จนกระทั้งถึงปี พ.ศ. 2512 จึงได้เดินทางกลับมายัง วัดหนองทองทรายอีกครั้ง เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อเอีย ผู้เป็นอาจารย์
    ซึ่งเข้าสู่วัยชราแล้ว ช่วงนี้เองก็มีชาวบ้านมาขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคภัยต่างๆ ให้บ้าง,ให้ถอนยาสั่งก็มี ซึ่งก็ล้วนแต่หายกลับไปอย่างน่าอัศจรรย์ ชื่อเสียงปากต่อปาก
    ทำให้ผู้คนจากที่ต่างๆ เริ่มมากันมากขึ้น เริ่มมีการขอวัตถุมงคล จารตะกรุด ผ้ายันต์ต่างๆ รูปถ่าย จีวร เพื่อไว้บูชากันมากขึ้น
    ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ทางโรงเรียนบ้านหนองทองทราย
    ต้องการจะสร้างอาคารเรียนใหม่ ต้องการปัจจัยจำนวนมาก จึงมาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อเอีย,หลวงพ่อจั๊ว
    ท่านไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม จึงอนุญาตให้สร้างเป็นเหรียญรูปเหมือน ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2513 โดยกำหนดฤกษ์ปลุกเสก ตรงกับวันเสาร์ห้า ที่แข็ง และเป็นมหามงคลยิ่ง
    ออกให้ร่วมทำบุญ มี 2 แบบเป็นรูปไข่ และเหรียญกลม อย่างละ 1000 เหรียญ
    โดยมอบหมายลูกศิษย์กลุ่มนึง
    ไปเดินเรื่องติดต่อโรงงานแถบจังหวัดนครปฐมให้ทำการปั๊มเหรียญให้ แต่ไม่ทราบว่าสื่อสารกันผิดพลาดอย่างไร เหรียญที่ปั๊มออกมาจึงใส่ชื่อวัดผิด กลายเป็น "วัดหนองครองทรายแทน"
    การปั๊มเหรียญในตอนนั้น ยังใช้ต้นทุนสูง
    เหรียญทั้งหมดก็ปั๊มเสร็จหมดแล้วด้วย จึงไม่ได้แก้ไขกัน ปล่อยเลยตามเลย หลังปลุกเสกเสร็จ
    ก็แจกศิษย์ใกล้ชิดบางส่วน และออกให้ทำบุญ
    ใครที่มาทำบุญกับหลวงพ่อจั๊ว จะได้รับแจกวัตถุมงคล ผู้ชายรับแจกเหรียญรูปไข่ ผู้หญิงรับเหรียญกลม ไม่นานก็ได้ทุนเพื่อช่วยในการก่อสร้างอาคารเรียน บ้านหนองทองทรายในปี พ.ศ. 2514 นอกจากนี้ยังได้แรงศรัทธา มีงบจากหน่วยงานราชการห้างร้านต่างๆ นำมาร่วมในครั้งนี้ อย่างล้นหลาม
    จนหลวงพ่อได้แบ่งเงินส่วนหนึ่ง ไปช่วยในงานสร้างกุฏิสงฆ์วัดโพธิ์เย็นอีกด้วย
    สืบเนื่องจากเหตุการณ์ ที่ได้เดินทางไปปั๊มเหรียญ
    ที่นครปฐมในครั้งนั้น ศิษย์ที่กลับมาได้มีการพูดคุยกันถึงพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่ง ว่าโด่งดังมากเก่งเรื่องการสร้างตุ๊กตาทอง มีชีวิต เรียกเงินเรียกทองได้ตามขอ จะใช้เฝ้าไร่เฝ้าสวนก็ดียิ่ง
    แม้แต่เจ้าของโรงงานปั๊มพระ ยังมีไว้บูชาเลย
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็เกิดความสนใจอย่างยิ่ง
    แต่ด้วยยังติดกิจสงเคราะห์ญาติโยม จึงยังไม่อาจเดินทางไปพิสูจน์ได้
    ติดตามต่อตอนสองตอนจบ


    1757675317848.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนจบ จากหนองทองทราย สู่บางพึ่ง ถึงต้นกระรอก)
    ล่วงถึงปลายปี พ.ศ. 2514 จึงได้ตัดสินใจ
    เดินทางเข้ามายังนครปฐม เพื่อพิสูจน์เรื่องตุ๊กตาทองที่ยังติดอยู่ในใจตั้งแต่ปีที่แล้ว
    เมื่อมาถึงวัดสามง่าม พบชาวบ้านหลายคนกำลังมุงดูบางอย่างอยู่ในคลอง จึงได้หยุดมองดูสักพัก ก็ไม่เห็นมีอะไร แต่ชาวบ้านก็ยังมุงดูกันอยู่ไม่ไปไหน
    จึงได้ถามหนึ่งในชาวบ้านที่มุงดู ว่ากำลังรอดูอะไรกัน ชาวบ้านคนนั้นตอบว่า กำลังรอของดี
    จากอาจารย์เสือ ท่านกำลังทำให้ ดำน้ำลงไปเสกพระ จารตะกรุดใต้น้ำ
    หลวงพ่อจั๊ว ได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจมาก
    จึงได้รอดูต่อ เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง
    ก็มีพระรูปนึงโผล่ขึ้นมาจากน้ำจริงๆ เสียงชาวบ้าน ฮือฮา ต่างพากัน พูดว่าอาจารย์ขึ้นมาแล้ว
    หลวงพ่อจั๊ว ท่านรู้สึกได้ทันทีว่า วัดสามง่ามแห่งนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดพระลูกวัดยังเก่งถึงเพียงนี้
    แล้วองค์หลวงพ่อเต๋ จะเก่งขนาดไหน ท่านจึงรีบมุ่งหน้าไปยังกุฏิหลวงพ่อเต๋ เพื่อสอบถามเรื่องการสร้างเสกกุมารทอง หลวงพ่อเต๋ท่านก็เมตตาอธิบายเล่าให้ฟังเป็นอย่างดี แต่ท่านก็กำชับในตอนท้ายว่า
    "การฟังหรือจดจำใดๆ ก็มิอาจพิสูจน์ได้เท่าทำจริง"
    แล้วก็พูดต่อว่า ถ้าสนใจจริงให้อยู่ศึกษาลงมือทำจริงเลย โดยให้ไปที่ด้านหลังวัดใกล้ๆป่าช้า วัตถุมงคลต่างๆ รวมถึงกุมารทองของวัด ล้วนสร้างอยู่ที่นั่น หากสงสัย หรือติดขัดเรื่องอะไรให้กลับมาถามท่านได้ตลอด ถ้าท่านไม่อยู่ ให้ถามจากอาจารย์เสือได้เลย เขารู้เยอะ เรียนเยอะ ตอบแทนท่านได้
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้อยู่ช่วยงานสร้างวัตถุมงคล
    และศึกษาวิธีการผสมดินแร่อาถรรพ์เถ้ากระดูก
    การเรียกจิต เรียกธาตุ เคล็ดวิชาต่างๆ ในการสร้างเสก กุมารทองเป็นอย่างดี โดยส่วนใหญ่ จะได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เสือ เนื่องจากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านติดกิจนิมนต์ไปนอกวัดบ่อยไม่ค่อยมีเวลา
    ทำให้หลวงพ่อจั๊ว สนิทสนมกับพระอาจารย์เสือเป็นพิเศษ ทั้งสอง ได้แลกเปลี่ยนวิชากันหลายอย่าง และด้วยอายุของพระอาจารย์เสือที่มาก
    กว่า หลวงพ่อจั๊วประมาณ 18 ปี หลวงพ่อจั๊วจึงเคารพเปรียบดั่งรุ่นพี่ และอาจารย์อีกองค์หนึ่งของท่านเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ได้สร้างกุมารทองตามตำรับหลวงพ่อเต๋ได้สำเร็จ นอกจากจะเสกเอง
    อย่างเต็มที่แล้ว ยังได้พระอาจารย์เสือ และหลวงพ่อเต๋ เสกเพิ่มให้อีก ก่อนออกให้ผู้ศรัทธาได้ร่วมทำบุญ พร้อมกับกุมารของวัดสามง่ามในปี พ.ศ. 2515 โดยกุมารทองรุ่นนี้ พระอาจารย์เสือ ได้นำไปไว้ที่กุฏิท่านหลายองค์เลยทีเดียว เพื่อไว้แจกลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านอีกด้วย
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ออกเดินทางรักษาผู้คนไปตามสถานที่ต่างๆ
    โดยใช้วิธีการ ล่องเรือไปตามท่าน้ำสำคัญ ที่มีผู้คนจำนวนมาก เพราะในสมัยนั้นใช้การเดินทางกัน ทางน้ำเป็นหลัก ท่าเทียบเรือในยุคนั้นจึงเป็นแหล่งรวมผู้คน
    เหมาะกับการ สงเคราะห์ช่วยเหลือคนเป็นอย่างยิ่ง

    1757675201121.jpg 1757675213104.jpg
    ท่านทำเช่นนั้นอยู่ร่วม 2 ปี จนได้พบกับหลวงพ่อบุญเสริม แห่งวัดบางพึ่ง พระประแดง สมุทรปราการ ได้ชักชวนให้ท่านมาอยู่ที่วัดบางพึ่งด้วยกัน
    ด้วยเหตุที่วัดบางพึ่งนี้ เป็นท่าเทียบเรือสำคัญ มีกลุ่มคนทั้งไทยและจีน
    ล่องเรือมาพัก,มาค้าขาย ขึ้นลงที่ท่าน้ำแห่งนี้จำนวนมาก
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้มาอยู่ที่วัดบางพึ่งแห่งนี้ ในปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา
    ข่าวการมาอยู่ของพระหนุ่ม ผู้มีวิชาเหนือโลก รักษาคนบ้าให้คืนสติ,รักษาคนใบ้ให้พูดได้ คนเป็นอัมพาต หรือแม้แต่มะเร็ง ก็รักษาได้หายขาด เรื่องหนังเหนียวคงกะพันถึงขนาดนั่งสมาธิบนแผงตะปูได้ ก็เป็นที่เลื่องลือไปไกล ชาวบ้านมากมาย ต่างพากันมารักษา มาขอของดีกับท่าน ที่วัดบางพึ่ง
    จึงเริ่มมีการสร้างวัตถุมงคล เหรียญเสมารุ่นแรกของท่านขึ้น โดยด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปหลวงพ่อนั่งเต็มองค์ ด้านหลังเหรียญวางยันต์ห้า พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ และคาถาเน้นหนักทางด้านเมตตาคงกระพันไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีการใส่เลข ๑ ไทยไว้เป็นสัญลักษณ์ เสมารุ่นแรกของตัวท่านอีกด้วย
    เมื่อปั๊มเหรียญเสร็จ พบมีจุดสังเกตุที่แตกต่างเป็นตำหนิสำคัญ คือตรงลายกนกขอบข้างเหรียญด้านหน้า ตรงตำแหน่งเหนือศรีษะด้านซ้ายของหลวงพ่อนั้น บางเหรียญมีแท่งคล้ายตะกรุดฝังอยู่ ลูกศิษย์ต่างพากันเรียกว่า บล็อกฝังตะกรุด และจัดให้เป็นบล็อกนิยม เนื่องจากพบเห็นได้น้อยมาก คาดว่ามีไม่เกิน 200 เหรียญ จากจำนวนการสร้างรวมประมาณ 2000 เหรียญ
    พระผงรูปเหมือน,พระสมเด็จ,พระพิมพ์ชินราชเนื้อผงน้ำมัน และเหรียญหล่อเนื้อชิน ซึ่งสร้างจากมวลสาร ที่หลวงพ่อรวบรวมมา ขณะยังธุดงค์ ตั้งแต่สมัยเป็นเณรซึ่งล้วนเป็นผง และโลหะวิเศษ จึงสร้างพระได้ไม่มากนัก
    ได้พิมพ์ละ 100 กว่าองค์เท่านั้น ใครมีต่างหวงแหน
    โดยเฉพาะ กลุ่มพ่อค้าชาวจีน ต่างให้ความเคารพศรัทธาในตัวหลวงพ่อจั๊ว เป็นอย่างมาก
    พาออกทุน สร้างวัตถุมงคลไว้ที่วัดแห่งนี้อีกหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ
    เหรียญหลังมีดหมอครึ่งองค์
    มีทั้งแบบรูปไข่ และแบบพุ่มข้าวบิณฑ์
    อย่างละประมาณ 500 เหรียญ ก็สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2517 นี้ด้วยเช่นกัน จากกลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนที่มีความเชื่อเรื่องมีดหมอรักษาโรค และปราบคุณไสย์ได้ของหลวงพ่อ
    เหรียญนั่งเต็มองค์ หลังกุมารทอง รุ่น 1 ปี พ.ศ. 2518 ก็ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ เรื่องกุมารทองเรียกลาภ ช่วยเรื่องการค้าขาย ของกลุ่มลูกศิษย์เชื้อสายจีนด้วยเช่นกัน จำนวนสร้างรวม ประมาณ 500 เหรียญ
    รูปอัดกระจก ก็มีนำมาให้หลวงพ่อจาร และเสกให้อีกหลายวาระเลยทีเดียว
    นอกจากนี้ ยังมีเหรียญสำคัญอีก 1 รุ่น ที่หลวงพ่อตั้งใจสร้างเพื่อ บูชาครูของท่าน คือ หลวงพ่อเสือ วัดไผ่สามกอ เนื่องในโอกาสครบรอบมรณภาพ 20 ปี เป็นเหรียญเสมา ด้านหน้ารูปหลวงพ่อเสือ ด้านหลังหลวงพ่อจั๊ว ซึ่งสร้างออกในงานกฐิน ของวัดบางพึ่งช่วงปลายปี พ.ศ. 2518 จำนวนการสร้างรวม 1000 เหรียญ
    เหรียญรุ่นนี้ จัดเป็นเหรียญที่หายากมาก กลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนในยุคนั้น พากันไล่เก็บหมดเพราะเชื่อว่าเป็นเหรียญที่มีพุทธคุณซ้อน
    ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2520 มีลูกศิษย์ชาวไทย เชื้อสายจีนหลายคนจากชลบุรี ที่เคยมารักษากับหลวงพ่อ ได้เดินทางมานิมนต์หลวงพ่อให้มาจำวัดที่จังหวัดชลบุรี
    โดยเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ได้รวมตัวกัน สร้างวัดขึ้นมา
    ชื่อ "วัดสังข์รักษา" (วัดต้นกระรอก) อยู่ในชุมชนบ้านต้นกระรอก
    ยังขาดปัจจัยหลายอย่าง จึงอยากให้หลวงพ่อมาอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจให้กับญาติโยม และเป็นที่พึ่งยามยาก คอยปัดเป่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ชาวบ้านต้นกระรอกแห่งนี้
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็มิได้ขัดศรัทธาญาติโยม
    และเห็นความตั้งใจจริงของกลุ่มชาวบ้าน จึงรับนิมนต์ จะย้ายมาอยู่ที่วัดใหม่ ชลบุรีแห่งนี้
    แต่ขอจัดการงานรักษาชาวบ้าน ที่วัดบางพึ่ง
    ที่บางราย ยังต้องรับยา,ต้องรักษาต่อเนื่อง
    ไม่อาจทิ้งไปในทันที ทันใดได้
    เรื่องของกรรมเป็นสิ่งที่มิอาจฝืน
    ดั่งคำพระศาสดา ว่าสัตว์ทั้งหลายนั้น
    ล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม
    มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
    มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้
    ดีหรือชั่วย่อมได้รับผล แห่งกรรมนั้นแน่นอน
    ไม่มีใครจะฝืน หรือหลีกหนีจากหลักการนี้ได้
    คำคนโบราณก็ยังเคยกล่าวถึงเช่นกัน พระเกจิที่พุทธคุณหนักไปทางคงกระพันชาตรี มักมีอายุไม่ยืนยาวนัก หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ท่านใช้วิชารักษาคน
    แบบเหนือโลกมาตลอด ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง เหมือนเป็นการฝืนกรรม ฝืนโชคชะตาของบุคคลนั้นๆ ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุให้ตัวท่านเอง ต้องอายุสั้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เมื่อหลวงพ่อท่านได้มรณภาพลงอย่างกะทันหัน ในปี พ.ศ. 2521 ในขณะนั่งทำสมาธิ และไม่ออกจากสมาธิครั้งนั้นอีกเลย
    ยังความโศกเศร้าเสียใจ ต่อคณะศิษย์ทุกคนเป็นอย่างมาก
    ร่างของท่านถูกนำใส่โรงแก้ว ตั้งไว้ที่วัดบางพึ่ง ไม่เน่า,ไม่เปื่อย,เล็บงอก,ผมงอก ไม่ส่งกลิ่นเหม็นใดๆ
    ภายหลัง ช่วงปลายปี พ.ศ. 2521 เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อพายุใหญ่ 2 ลูก คือ พายุเบส และ พายุคิท ได้ดาหน้าเข้าถล่มประเทศไทยอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งวัดบางพึ่งด้วย
    กลุ่มลูกศิษย์จึงได้ย้ายร่างของท่าน พร้อมกับร่างของลูกศิษย์ชาวจีนตระกูลหนึ่ง หนีภัยน้ำท่วมมายัง "วัดต้นกระรอก" อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตามเจตนารมณ์เดิม ที่หลวงพ่อเคยรับนิมนต์ไว้ ว่าจะมาอยู่ที่วัดแห่งนี้
    โดยร่างของลูกศิษย์ชาวจีน ได้ฝังไว้ในพื้นที่ด้านหลังวัด
    ส่วนร่างของหลวงพ่อจั๊ว ในโรงแก้ว พร้อมวัตถุมงคลของท่านที่ใส่มาในโรงแก้ว รวมถึงรูปเหมือนของหลวงพ่อขนาดเท่าองค์จริง ได้ตั้งไว้ให้ญาติโยม ชาวบ้านได้สักการะบูชา สืบมาจนถึงปัจจุบัน
    แหล่งที่มาข้อมูล หนังสือพิมพ์ บางกอกไทม์,นิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์,อัตชีวประวัติหลวงพ่อจั๊ว,บันทึกเรื่องเล่ากลุ่มลูกศิษย์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลผู้เรียบเรียงอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อจั๊วปี ๒๕๑๗
    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260405_181131.jpg IMG_20260405_181158.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 เมษายน 2026 at 16:40
  4. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,531
    ค่าพลัง:
    +7,773
    ขอจองเหรียญหลวงพ่อจั๊ว ปี17ครับ
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,274
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1763980122266.jpg




    ชีวประวัติ
    พระครูวินัยธร (หลุย) ธมมธโร วัดลาดบัวขาว (วัดราชโยธา)เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร
    ชาติกาล ๑๘ สิงหาคม ๒๔๗๑ ชาติภูมิ ตำบลบ้านโคน อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ อุปสมบทอายุ ๔๒ปี มรณภาพ ๑๒ พฤจิกายน ๒๕๕๕ เวลา 00.0๔น. สิริรวมอายุได้ ๘๔ปี ๔๒พรรษา
    พระครูวินัยธร ธมมธโร หรือหลวงปู่หลุย เป็นที่รู้จักของชาวบ้านในระแวกวัดลาดบัวขาวในฐานะพระหมอเป้นพระผู้เปี่ยมด้วยจิตอันงดงามบริสุทธิ ได้ปฎิบัติตนเป็นที่พึ่งของคนทังหลายทังชาวพุทธและอิสลามที่อยู่ในระแวกวัดที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างแท้จริง ผู้ใดมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรหากได้ไปกราบไหว้ขอความช่วยเหลือแล้วเป็นไม่ผิดหวังเพราะท่านมีบารมีธรรมอันแก่กล้าไม่เพียงแต่วิชาทางแพทย์ ในด้านวิชาอาคมต่างๆทั้งการเสกนำ้มันมนต์ ลงกระหม่อม ขับไล่"ของ"ฯลฯ ท่านสามารถใช้วิชาเหล่านั้นอย่างเชี่ยวชาญและมีอานุภาพยิ่ง คนทั้งหลายที่มาหาท่านจึงมีเหตุแห่งทุกข์ที่แตกต่างกันไป ประวัติชีวิตของพระคุณเจ้าพระครูวินัยธร ธมมธโร(หลุย)ซึ่งท่านได้อ่านมาแล้วนี้เป็นเพียงประวัติโดยสังเขปที่นำมาเผยแพร่ เรื่องราวอันแปลกพิศดารต่างๆในชีวิตของท่านนั้นที่จริงมีอยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้คาถาอาคม ผจญกับอมนุษย์และเดรัจฉานวิชาทั้งหลายหรือการศึกษาวิชาอาคมกับอาจารย์ต่างๆซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นจะลงให้ลูกศิษย์ได้อ่านในภายหลังนะครับ ความจริงที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือ ท่านอาจารย์นับเป็นผู้ทรงศิลเปี่ยมด้วยบารมี มีคนูปการอย่างใหญ่หลวงในฐานะผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาท่านเป็นผู้มีเมตตาที่ยิ่งใหญ่ดุจพระโพธิสัตว์เป็นพระอริยะแห่งยุค ปัจจุบันหายากยิ่งรูปหนึ่งซึ่งสมควรแก่การกราบไหว้บูชาอย่างแท้จริงครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    สมัยก่อนถ้าใครอ่านหนังสือพระศักดิ์สิทธิ์จะลงประวัติและเรื่องราวหลวงปู่หลุยอยู่กับหลวงปู่ทองวัดราชโยธา

    พระสมเด็จหลวงปู่หลุยวัดราชโยธาหลังหนุมาน ยกชุด ๒ องค์ ๒ พิมพ์

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260407_162834.jpg IMG_20260407_162901.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,274
    ค่าพลัง:
    +21,466
    29028016_349549838863820_3910366752898285568_n.jpg



    หลวงพ่อเงิน เคยเอ่ยปากชมว่า .....

    "ไอ้หนูคนนี้เป็นเทวดามาเกิด ใครก็เลี้ยงไม่ได้นอกจากเรา ขอให้โยมยกเด็กคนนี้ให้มาเป็นลูกของเราเถิด"

    ครั้งหนึ่งในการปลุกเสกวัตถุมงคลพระสมเด็จของท่านเกิดปาฏิหาริย์แผ่นดินไหว

    หลวงปู่ทองดำปลุกเสกเดี่ยว ด้วยพลังจิตที่สูงและกฤติยาอาคมชั้นเลิศ ขณะหลวงปู่ทองดำกำลังนั่งปลุกเสกพระสมเด็จฯ ดังกล่าวได้เกิดแผ่นดินไหวรอบปริมณฑลที่ปลุกเสกนั้น ชาวบ้านและลูกศิษย์ที่อยู่บริเวณนั้นต่างตกใจ ยกมือไหว้ท่วมหัวและประจักษ์ในความเข้มขลังของพระสมเด็จฯนี้ และเป็นที่มาของชื่อพระสมเด็จรุ่นนี้ว่า “สมเด็จแผ่นดินไหว”

    ...........

    หลวงปู่ทองดำ ฐิตวัณโณ" หรือ "พระนิมมานโกวิท" วัดท่าทอง ต.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ หรือ หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทองเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง แก่กล้าในพลังจิตพุทธาคม ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างยิ่ง

    อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า ทองดำ เม่นพริ้ง เกิดเมื่อปี 2441 ที่บ้านไซโรงโขน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายบุญนาค-นางจ่าย เม่นพริ้ง มีอาชีพล่องเรือค้ายาสูบ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 4

    ในวัยเด็กอายุประมาณ 3 ขวบ บิดามารดาได้นำไปถวายเป็นบุตรบุญธรรมของ หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ พระคณาจารย์ชื่อดังแห่งวัดบางคลาน จ.พิจิตร

    หลวงพ่อเงิน เคยเอ่ยปากชมว่า "ไอ้หนูคนนี้เป็นเทวดามาเกิด ใครก็เลี้ยงไม่ได้นอกจากเรา ขอให้โยมยกเด็กคนนี้ให้มาเป็นลูกของเราเถิด" ตั้งแต่นั้นมาหลวงพ่อเงินได้เลี้ยงดูอบรมสั่งสอน จนสามารถท่องบทสวดมนต์ได้อย่างรวดเร็วในวัยเพียงน้อยนิดเท่านั้น

    เมื่อ อายุ 22 ปี ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ อุโบสถวัดวังหมู ต.หาดกรวด อ.เมืองอุตรดิตถ์ โดยมี พระครูวิเชียรปัญญามหามุนี (เรือง) เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ เจ้าอาวาสวัดท่าถนน ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แส เจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ ต.ไผ่ล้อม อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระกรรมวาจารย์ พระครูดวง เจ้าอาวาสวัดวังหมู เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ฐิตวัณโณ

    หลังจากบวชแล้ว ได้จำพรรษาที่วัดท่าทอง 1 พรรษา และย้ายไปจำพรรษาที่วัดท่าถนน 3 พรรษา ต่อมาตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทองว่างลง ญาติโยมกราบอาราธนาให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ระหว่างเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าทอง หลวงปู่ทองดำได้ศึกษาความรู้ด้านปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมตรี ซึ่งระหว่างเรียนท่านได้มุ่งมั่นพัฒนาวัดท่าทองไปพร้อมๆ กัน จนเป็นที่เชิดหน้าชูตาทางพุทธศาสนาวัดหนึ่งในอุตรดิตถ์

    เมื่อปี พ.ศ.2504 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระนิมมานโกวิท และปี พ.ศ.2510 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์

    นอกจากเล่าเรียนทาง ปริยัติธรรมแล้ว หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทองยังสนใจวิชาโหราศาสตร์ และเรื่องวิทยาคม โดยช่วงวัยเด็กระหว่างเรียนหนังสือกับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ได้ศึกษาวิชาอยู่ยงคง กระพันกับโยมปู่เพื่อป้อง กันตัว

    กล่าวกันว่า ในช่วงวัยรุ่น หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทองท่านชอบการชกมวยจนได้รับฉายาว่า "ดำ ท่าทาง" เพราะท่านเรียนวิชากับโยมปู่ของท่าน โดยเฉพาะวิชาอยู่ยงคงกระพัน วิชาธนูมือ คือก่อนขึ้นชกมวย ท่านจะท่องคาถา เขียนที่ฝ่ามือเมื่อขึ้นชกจะทำให้มีพละกำลังและคม ทำให้คู่ชกแตกได้ง่าย

    ระหว่าง จำพรรษาที่วัดท่าทองยังไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อทิม วัดกลาง อ.เมืองพิจิตร พระเกจิอาจารย์ชื่อดังเกี่ยวกับตะกรุดโทน และหลวงพ่อทิมได้เมตตาถ่ายทอดวิชาและมอบตำราไสยเวทต่างๆ ให้จนหมดสิ้น ซึ่งหลวงปู่ทองดำ วัดท่าทองได้ใช้วิชาความรู้พัฒนาพุทธศาสนาเรื่อยมา

    กิตติศัพท์ ความเลื่องลือในปฏิปทาอันแรงกล้าและจริยวัตรอันงดงามของหลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง ขจรขจาย ไปไกลทุกสารทิศ พระเกจิอาจารย์รุ่นหลังหลายรูปให้ความเคารพนับถือในตัวท่าน ต่างเดินทางไปกราบไหว้และสนทนาธรรมอยู่เสมอ

    พระเทพวิทยาคมเถร หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อริยสงฆ์แห่งแดนที่ราบสูงที่ปัจจุบันจำพรรษาที่วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา ก็เคยมากราบไหว้สนทนาธรรมกับหลวงปู่ทองดำถึงวัดท่าทอง สร้างความฮือฮาให้กับพุทธศาสนิกชนที่ทราบข่าวเป็นยิ่งนัก

    หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง ได้ละสังขารเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 สิริอายุ 107 ปี

    ใน ช่วงที่หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทองท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้อธิษฐานจิตปลุกเสกพระเครื่องวัตถุมงคลไว้จำนวนมาก อาทิ พระเนื้อดิน สร้างไว้ก่อนปี 2500 พิมพ์ซุ้มนครโกษา พิมพ์ยอดขุนพลบ้านปืน พระนางพญาพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก แผ่นยันต์ตะกรุด ชานหมาก รูปเหมือน สติ๊กเกอร์ติดหน้ารถ พระพิมพ์สมเด็จ พระนางพญา ปี 2523 ล็อกเกต พระปิดตา เหรียญ พระกริ่ง นางกวัก สีวลี เป็นต้น
    ถือเป็นพระเครื่องของหลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง ที่ได้รับความนิยมจากบรรดาเซียนพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญโภคทรัพย์หลวงปู่ทองดำยกชุด ๒ เหรียญ

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260407_183950.jpg IMG_20260407_184011.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,274
    ค่าพลัง:
    +21,466
    ลพ สะอาด2.jpg

    พระสมเด็จอู่ทอง
    หลวงพ่อสะอาด วัดเขาแก้ว จ.นครสวรรค์
    ประวัติการสร้าง
    ผงที่นำมาสร้างสมเด็จหลวงพ่อ อู่ทอง เมื่อ พ.ศ.2509 ทางกรมศิลปกรได้ขุกกรุเมืองบนคือบ้านโคกไม้เดน อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ได้พบกรุสมบัติ สมัยทวารวดี ในสมัยของพระนางเจ้าจามเทวีมีคูเมืองเก่าใหญ่โต ได้พบสมบัติมากพอสมควรแต่ผ้าทิพย์ที่หน้าแท่นพระหลงเหลืออยู่ทางวัดพระปรางได้เก็บรักษาไว้
    มวลสารสมเด็จอู่ทอง
    อาตมาได้ขอนำมารวมกับผงพระธาตุเมืองศรีเทพ , ผงใต้แท่นหลวงพ่อเชียงแสน , ผงใต้แท่นหลวงพ่ออู่ทอง , ผงพระนอนไสยาตร์และมวลสารอื่นๆ อีกหลายชนิดซึ่งแต่ละชนิดมีอายุอยู่ในระยะ 1,000 ปี , ของทวารวดี 500 ปี , หลวงพ่ออู่ทอง 300 ปี , ผงพระนอนไสยาตร์ , พระสมเด็จแท้ วัดระฆังที่หัก , ผงหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล , ผงหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ , ผงหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว และอื่นๆ อีกมากน่านำไปใช้ติดตัวและบูชาดีทางด้านค้าขายและแคล้วคลาดจากอันตรายเยี่ยมมาก
    พุทธคุณ
    พระนี้ทำการสร้างครั้งเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียอายุการสร้างประมาณ 20 กว่าปี มีประการณ์มากมายนับเป็นโอกาสดีที่ญาติโยมทั้งหลายได้มีไว้ติดตัวไปเหนือมาใต้ให้ตั้งใจนึกถึง หลวงพ่ออู่ทอง – หลวงพ่อเทศ – หลวงพ่อเดิม – หลวงพ่อกัน และคุณบิดา-คุณมารดา จึงนำติดตัวไปเถิดจะเกิดผลดีอย่างยิ่ง แคล้วคลาดอันตรายดีเยี่ยมทางค้าขายเมตตาก็เยี่ยม ลองใช้ดูเถิดท่านทั้งหลาย

    หลวงพ่อสะอาด วัดเขาแก้ว นครสวรรค์
    23 มกราคม 2017 ·
    หลวงพ่อสะอาด อาวุธฺฑสีโล (พระครูนิวิฐมณีวงศ์) เทพเจ้าแห่งเมืองพยุหะคีรี ผู้สืบทอดตำนานการสร้างมีดหมอสายหลวงปู่เทศ วัดสระทะเล และหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
    **********************
    ชาติภูมิ
    หลวงพ่อสะอาด อาวุธฺฑสีโล หรือในราชทินนามที่ “พระครูนิวิฐมณีวงศ์” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขาแก้ว ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ท่านมีนามเดิมว่า “สะอาด จันทร์สมบัติ”
    ท่านถือกำเนิดเมื่อวันอาทิตย์ แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่ ปี จอ ตรงกับวันที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ ณ บ้านเลขที่ ๑๐ หมู่ที่ ๗ ตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โยมบิดาชื่อเอก จันทร์สมบัติ โยมมารดาชื่อ ย้วย จันทร์สมบัติ
    การศึกษา
    โยมพ่อเอก จันทร์สมบัติได้นำหลวงพ่อสะอาดหรือเด็กชายสะอาดในขณะนั้น มาฝากตัวเป็นศิษย์ในความดูแลและอุปการะของหลวงพ่อกัน เจ้าอาวาสวัดเขาแก้ว เพื่อให้ได้รับการศึกษาจากทางโลกในโรงเรียนพยุหะวิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอำเภอพยุหะคีรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖
    หลวงพ่อสะอาดท่านได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อกันตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์จวบจนท่านมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ท่านจึงได้กราบลาหลวงพ่อกันไปบวชที่วัดพระปรางค์เหลืองซึ่งเป็นวัดบ้านเกิด เมื่อวันเสาร์ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๓๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๗ โดยมี พระครูประสุตธรรมโชติ รองเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท วัดใหญ่ จังหวัดชัยนาท เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สอน จิรธมฺโม วัดพระปรางค์เหลือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สนม อติธมฺโม วัดพระปรางค์เหลือง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาในทางพระพุทธศาสนาว่า “อาวุธฺฑสีโล”
    ภายหลังจากที่หลวงพ่อสะอาดท่านอุปสมบทแล้ว ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดพระปรางค์เหลือง ๓ พรรษา เมื่อท่านสอบได้นักธรรมชั้นโท เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้แล้ว ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านจึงได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดเขาแก้ว เพื่อปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อกันและมาศึกษาเล่าเรียนต่อนักธรรมชั้นเอกที่สำนักวัดเขาแก้ว และท่านก็สอบนักธรรมชั้นเอกได้ในปีนั้นเอง
    การศึกษาพุทธาคม
    หลวงพ่อสะอาด อาวุธฺฑสีโล ท่านเป็นยอดพระเกจิคณาจารย์ผู้ทรงคุณวิทยาคมอย่างเอกอุในยุคปัจจุบัน ท่านเป็นผู้สืบทอดพุทธาคมสายหลวงปู่เทศ วัดสระทะเล และหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อย่างแท้จริง ท่านมิได้ตั้งตนยกเมฆแต่ประการใด กล่าวคือ ในสมัยที่ท่านเป็นเด็ก ท่านได้ศึกษาหาความรู้ในด้านพุทธเวทวิทยาคมจากโยมพ่อเอก จันทร์สมบัติ ครูคนแรกของท่านซึ่งเป็นฆราวาสจอมขมังเวทย์แห่งเมืองพยุหะคีรีในสมัยนั้น ซึ่งโยมพ่อเอกนี้เองท่านได้เรียนวิชาอาคมมาอย่างชำชองจากหลวงพ่ออิน วัดหางน้ำหนองแขม จังหวัดนครสวรรค์ หลวงพ่ออินรูปนี้ท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ และเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน คือท่านทั้ง ๒ เป็นศิษย์ของหลวงปู่เทศ วัดสระทะเล เหมือนกัน
    ตั้งแต่วันที่หลวงพ่อสะอาด อาวุธฺฑสีโล ย้ายมาจำพรรษาและอยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อกันที่วัดเขาแก้วนั้น นอกจากท่านจะศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจากหลวงพ่อกัน ซึ่งเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพแล้ว ท่านยังได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจากโยมพ่อเอก จันทร์สมบัติ ซึ่งเป็นศิษ์หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำหนองแขม ควบคู่กันไป
    ในสมัยที่ท่านฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อกันเพื่อศึกษาวิชาอาคมนั้น หลวงพ่อกันได้ถามท่านคำหนึ่งว่า “จะสิกขาลาเพศไหม” ซึ่งหลวงพ่อสะอาดท่านก็ได้ตอบหลวงพ่อกันไปว่า “ไม่สึก” หลวงพ่อกันท่านจึงยอมสอนวิชาการทำมีดหมอ ตลอดจนสอนคาถาอาคมต่าง ๆ ที่ท่านได้ล่ำเรียนมาจากหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ให้หลวงพ่อสะอาดจนหมด
    การเรียนวิชาอาคมกับหลวงพ่อกันนั้น หลวงพ่อสะอาดท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อถึงวันอังคาร วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ หลวงพ่อกันท่านจะชวนหลวงพ่อสะอาดไปที่อุโบสถ เพื่อสอนหลวงพ่อสะอาดลงตะกรุดและทำมีดหมอ ซึ่งวิธีสอนของหลวงพ่อกันนั้น ท่านก็จะให้หลวงพ่อสะอาดลงตะกรุดแทนท่านบ้าง เข้าด้ามมีดหมอแทนท่านบ้าง ซึ่งตำราที่หลวงพ่อกันใช้สอนหลวงพ่อสะอาดนั้นก็เป็นตำราเดียวที่ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
    จากนั้นหลวงพ่อกันก็จะนำมีดหมอและตะกรุดที่หลวงพ่อสะอาดลงเสร็จมาเสกเอง หลวงพ่อสะอาดท่านลงตะกรุดและทำมีดหมอถวายหลวงพ่อกันแบบนี้มากว่า ๒๐ พรรษา จวบจนหลวงพ่อกันท่านได้ละสังขารไป เป็นที่รู้กันในหมู่พระภิกษุวัดเขาแก้วและผู้คนชาวพยุหะคีรีในสมัยนั้นว่าหลวงพ่อกันท่านไว้วางใจและเมตตาหลวงพ่อสะอาดเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ท่านให้หลวงพ่อสะอาดลงตะกรุดและเข้าด้ามมีดหมอแทนท่าน เพราะหลวงพ่อกันท่านแน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่าวิชาอาคมทุกอย่างที่ท่านได้สอนให้แก่หลวงพ่อสะอาดหรือพระภิกษุสะอาดในขณะนั้น หลวงพ่อสะอาดหรือพระภิกษุสะอาดได้เล่าเรียนจนเกิดความเชี่ยวชาญจนอยู่ในระดับที่ท่านสามารถให้ลงแทนท่านได้ จนภายหลังจากที่หลวงพ่อกันท่านละสังขารและได้จัดการบำเพ็ญกุศลศพหลวงพ่อกันเสร็จแล้ว หลวงพ่อสะอาดท่านก็ยังได้จำพรรษาที่วัดเขาแก้วเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
    หลวงพ่อสะอาดทำนุบำรุงวัดเขาแก้ว วัดพระปรางเหลือง และช่วยเหลือสาธารณะกุศลต่าง ๆ เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน เป็นเวลากว่า ๕๖ ปี ท่านใช้ปัจจัยส่วนตัวบ้าง ปัจจัยที่มีผู้ร่วมทำบุญกับท่านบ้าง และปัจจัยที่เป็นเงินเช่าบูชามีดหมอของท่านบ้าง รวมเป็นปัจจัยกว่า ๘๙,๗๑๖,๖๓๕ บาท (แปดสิบเก้าล้านเจ็ดแสนหนึ่งหมื่นหกพันหกร้อยสามสิบห้าล้านบาท)
    หลวงพ่อสะอาด ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ลูกทุ่ง คือ ท่านเป็นพระแท้ พูดจริง ทำจริง ใจนักเลง ตรงไปตรงมา วัตถุมงคลของท่านทุกอย่างถ้าท่านยังเสกไม่พอใจ ท่านจะไม่ให้ลูกศิษย์ของท่านนำไปติดตัวเป็นอันขาด แต่ถ้าท่านเสกจนเป็นที่พอใจแล้วใครจะลองเอาไปทำอะไรก็สามารถลองได้ทุกเวลา เพราะวัตถุมงคลของท่านมากด้วยประสบการณ์ ทางด้านคงกระพันและมหาอุดเป็นอย่างมาก จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาลูกศิษย์มาแล้วนับไม่ถ้วน
    หลวงพ่อสะอาดท่านเป็นที่นับถือและรู้จักในหมู่พระเกจิอาจารย์ด้วยกันว่าท่านมีดี เช่น หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรค์ หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้ ครูบาสายทอง วัดท่าไม้แดง และหลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน
    ในส่วนของหลวงพ่อพูนนั้น หลวงพ่อสะอาดท่านให้ความเคารพนับถือหลวงพ่อพูนเป็นอย่างยิ่ง ท่านนับถือหลวงพ่อพูนในฐานะพี่น้องและได้มีการแลกเปลี่ยนวิชากันเลยที่เดียว
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อสะอาดที่โดดเด่นทางพุทธาคมในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นวัตถุมงคลที่ท่านได้ลำเรียนมาจากหลวงพ่อกัน วัดเข้าแก้ว และโยมพ่อเอก จันทร์สมบัติ อาทิเช่น มีดหมอ ตะกรุด สิงห์งาแกะ สิงห์แกะจากไม้มะขามตายพราย อายุกว่า ๔๐๐ ปี และพระผงหลวงพ่ออู่ทอง ที่ท่านสร้างไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ ในคราวเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซีย โดยรวบรวมมวลสารต่าง ๆ อายุหลายร้อยปีมาผสมสร้างเป็นพระผงหลวงพ่อ อู่ทอง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    องค์นี้ เนื้อ โซนสี ดำ ผสมเกษา เห็นเด่นชัด

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260407_194628.jpg IMG_20260407_194653.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,274
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1775564955198.jpg 1775395049551.jpg

    ประวัติการสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคลชุดนี้พระสมเด็จ หลัง ภปร.
    "พระวิบูลเมธาจารย์" (หลวงพ่อเก็บ) เจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี สร้างวัตถุมงคล เมื่อครั้งที่ท่านได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์ โดยมีการจัดสร้างเหรียญรูปเหมือน เป็นรุ่นสุดท้าย ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ในปี พ.ศ.๑๕๑๖ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงเป็นประธานตัดลูกหวายนิมิตวัดดอนเจดีย์ แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลวงพ่อเก็บท่านจึงได้สร้างวัตถุมงคล หลายชนิดเพื่อเป็นที่ระลึกในการนั้น คือ
    1.พระกริ่งพระองค์ดำ
    2.กริ่งพระองค์ขาว
    3.เหรียญเผค็จศึก หลัง ภปร
    4.พระผงสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ภปร.
    5.เหรียญรูปเหมือนของท่าน
    6.และพระผงพิมพ์ต่าง ๆ

    หลังจากนั้นได้ทำพิธีพุทธาภิเษกโดยพระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้นอันมี "สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 เป็นประธานจุดเทียนชัย" พระเกจิอาจารย์ที่ร่วมพิธีครั้งนั้นได้แก่
    1. หลวงพ่อเก็บ วัดดอนเจดีย์
    2. หลวงพ่อปุย วัดเกาะ
    3. หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่
    4. หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์
    5. หลวงพ่อเจริญ วัดธัญญวารี
    6. หลวงพ่อสม วัดดอนบุบผาราม
    7. หลวงพ่อเปลื้อง วัดสุวรรณภูมิ
    8. หลวงพ่อแช่ม วัดราษฎรบำรุง
    9. หลวงพ่อสอิ้ง วัดดอนเจดีย์ (ปัจจุบันอยู่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร)
    เป็นต้น

    ประวัติ หลวงพ่อเก็บ วัดดอนเจดีย์ นามเดิม ชื่อ เก็บ นามสกุล พุฒิเจริญ
    เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๗
    บิดาชื่อ นายรัด มารดาชื่อ นางโค้
    เกิดณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
    มีศักดิ์เป็นหลานอา ของสมเด็จป๋า และ "หลานลุง"ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ
    อุปสมบทเมื่อ วันที่๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ณ พัทธสีมาวัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

    โดยมี
    พระครูอุภัยภาดารักษ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระอาจารย์หอม วัดสองพี่น้อง เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระอาจารย์ล้วน เจ้าอาวาสวัดละครทำ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาอยู่ในสำนักของ พระอุปัชฌาย์วัดสองพี่น้อง ๑ พรรษา แล้วย้ายเข้าไปศึกษาบาลี ที่วัดพระเชตุพน กับสมเด็จป๋า สมัยที่ยังเป็นพระมหาปุ่น พอได้เป็นเปรียญธรรม ๕ ประโยค
    สมเด็จป๋าก็ส่งให้กลับมาเปิดสำนักเรียนบาลีที่วัดสองพี่น้อง เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๓ วัดสองพี่น้องจึงเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุพรรณบุรีสำนักหนึ่งตั้งแต่นั้นมา และตัวท่านเองก็สอบได้เป็นเปรียญธรรม
    ๗ ประโยค เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ ถือเป็นพระมหารูปแรกที่สอบได้ ป.ธ. ๗ ในนามคณะสงฆ์จังหวัดสุพรรณฯ ในเวลาต่อมา และศิษย์สองพี่น้องของท่านตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่น ต่อ ๆ มาได้อยู่สนองงาน ของคณะสงฆ์ปัจจุบัน อาทิ
    ๑. พระธรรมมหาวีรานุวัตร (ฉลอง จินตาอินโท ป.ธ.๕) เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี
    ๒. พระราชปริยัติสุธี (สอิ้ง สิรินนฺโท ป.ธ.๘) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี
    ๓.พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.๙) (รองสมเด็จพระราชาคณะ) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ หัวหน้าสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูต และเจ้าคณะภาค ๗
    ๔. พระธรรมปัญญาภรณ์ (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.๙) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง เจ้าคณะภาค และ ศิษย์สายสองพี่น้อง + ดอนเจดีย์ ที่สำเร็จเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค ยังดำรงสมณเพศอยู่อีกหลายรูป
    ครั้นถึง พ.ศ.๒๕๐๑ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๗ (สมเด็จป๋า) วัดพระเชตุพน ฯ กรุงเทพ ฯ สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ "พระธรรมวโรดม"เจ้าคณะตรวจการคณะสงฆ์ภาค ๗ เห็นว่าวัดดอนเจดีย์ เป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวาย
    "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช" พระผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน ควรมีพระผู้ใหญ่ไปอยู่ประจำ จึงสั่งให้ "พระวิบูลเมธาจารย์" (หลวงพ่อเก็บ) วัดสองพี่น้อง เจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง รักษาการเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี
    ไปอยู่ประจำตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๑ จนกระทั้ง มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๕ สิริอายุได้ ๖๙ ปี ๔๙ พรรษา

    ยุคสมัยของ หลวงพ่อพระวิบูลเมธาจารย์ ได้เปิดสำนักเรียนขึ้น มีพระภิกษุสามเณรมาอาศัยอยู่ศึกษาเล่าเรียนถึง ๑๓๐ รูปเศษนับเป็นยุคที่การศึกษารุ่งเรืองมาก
    และถือว่าพลวงพ่อเป็นปูชนียบุคคลผู้วางรากฐานไว้ให้กับวัดดอนเจดีย์ อย่างแท้จริง

    การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อเก็บ
    เมื่อท่านได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์แล้ว นอกจากจัดการศึกษาของพระภิกษุ-สามเณรให้เจริญมั่นคง ท่านเห็นว่า "แผ่นดินอันเป็นที่ตั้งพระบรมราชานุสรณ์นี้" เป็นแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ ก่อให้เกิดชัยมงคลแก่ประเทศชาติ
    จึงริเริ่มสร้างวัตถุมงคลตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยให้พระ-เณร ตักน้ำในสระวัดซึ่งมีสีขาว คล้ายน้ำซาวข้าว มาแกว่งสารส้ม แล้วนำตะกอนมาทำเป็นพระพิมพ์ต่าง ๆ มากมาย แจกลูกศิษย์ และผู้เคารพนับถือการสร้างวัตถุมงคล
    ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นดินเผาทั้งหมดแต่ตอนหลังใช้ผงดอกไม้ที่คนนำมาบูชาเป็นหลัก
    ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช" ได้ทรงเสด็จตัดลูกหวายนิมิต หลวงพ่อเก็บท่านจึงได้สร้างวัตถุมงคล หลายชนิดเพื่อเป็นที่ระลึกในการนั้น คือ
    พระกริ่งพระองค์ดำ
    กริ่งพระองค์ขาว
    เหรียญ ภปร.
    พระผงสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ภปร.
    เหรียญรูปเหมือนของท่านปี 2511 เหรียญหน้านูน ประสบการณ์สุดยอด
    และพระผงพิมพ์ต่าง ๆ
    แล้วทำพิธีพุทธาภิเศกโดยพระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้นอันมี "สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๗ เป็นประธานจุดเทียนชัย" และหลังจากการสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้แล้วหลวงพ่อเก็บก็ได้ยุติการสร้างวัตถุมงคลตั้งแต่นั้นมา
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อเก็บมีอยู่ไม่กี่รุ่น ในพื้นที่อำเภอดอนเจดีย์และใกล้เคียงหวงแหนกันมาก มีประสบการณ์มากมายโดยเฉพาะทางด้านเมตตามหานิยมเป็นเลิศ พ่อค้าแม่ขายในตลาดดอนเจดีย์นับถือกันมาก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระสมเด็จหลวงพ่อเก็บวัดดอนเจดีย์ หลัง ภปร. พิธีใหญ่หลวงพ่อมุ่ยวัดดอนไร่ร่วมปลุกเสก ปี ๒๕๑๖

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260407_192658.jpg IMG_20260407_192738.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...