บทความให้กำลังใจ(จิตนี้กลับกลอก)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,939
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,107
    sea2.jpg
    เขียนลงบนพื้นทราย...
    เป็นเรื่องราวของเพื่อน ๒ คนที่กำลังเดินทางอยู่กลางทะเลทราย
    เมื่อเดินทางถึงจุดหนึ่ง ก็เกิดการโต้เถียงกัน
    เพื่อนคนหนึ่งก็ตบหน้าเพื่อนอีกคนหนึ่ง
    เพื่อนคนที่ถูกตบหน้า ไม่ว่าอะไรสักคำ
    แต่กลับเขียนข้อความไว้ที่พื้นทรายว่า

    "วันนี้เพื่อนรักของฉัน ตบหน้าฉัน"

    พวกเขาเดินทางกันต่อไป จนกระทั่งพบแหล่งน้ำกลางทะเลทราย
    พวกเขาตัดสินใจอาบน้ำที่นั่น เพื่อนคนที่ถูกตบหน้าก็เกิดจมน้ำ
    แต่ก็โชคดีที่เพื่อนอีกคนช่วยชีวิตไว้ได้
    เมื่อเขาหายตกใจจากการจมน้ำ เขาก็จารึกข้อความไว้ที่ก้อนหินว่า

    "วันนี้เพื่อนรักของฉัน ช่วยชีวิตฉันไว้"

    เพื่อนคนที่ช่วยชีวิตเขาและตบหน้าเขารู้สึกแปลกใจในการกระทำของเขา
    จึงเอ่ยปากถาม ว่า........

    "ทำไมตอนที่ฉันทำร้ายเธอ เธอเขียนลงบนพื้นทราย แต่ตอนนี้เธอเขียนลงบนหิน"
    เพื่อนอีกคนยิ้มและตอบว่า
    "เมื่อเพื่อนทำร้ายเรา เราควรจะเขียนลงบนทราย
    เพื่อให้สายลมแห่งอโหสิพัดมา และลบมันทิ้งไป

    และเมื่อมีความประทับใจเกิดขึ้นเราควรจะจารึกไว้ในศิลาแห่งความทรงจำจากใจ
    ซึ่งสายลมจะมิอาจทำให้มันเลือนลางได้"

    จงเรียนรู้ที่จะเขียนลงบนพื้นทราย

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=21288
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,939
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,107
    ไม่เป็นไร ใครๆ เขาก็ทำกัน.jpg
    ไม่เป็นไร ใครๆ เขาก็ทำกัน

    ในวัยเด็ก ชัย เป็นเด็กที่น่ารัก นิสัยดี หน้าตาดี ที่สำคัญ ชัย อ่อนน้อม และเคารพ เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ มาตลอด เมื่อชัยอายุ 6 ขวบ ขณะที่นั่งรถไปกับพ่อ ถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินกำหนด พ่อแอบยื่นเงิน 500 บาทให้ตำรวจ และได้รับอนุญาตปล่อยตัวไป

    พ่อหันมาพูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก เงินแค่นี้ซื้อเวลา ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 8 ขวบ ป้าพาไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเงิน 75 บาท เมื่อป้าไปชำระเงิน ยื่นแบ็งค์ร้อยให้พนักงาน ซึ่งต้องได้รับเงินทอน 25 บาท แต่ป้ากับได้รับเงินทอน 55 บาท เพราะลูกค้ามากและเข้าใจว่าแบ็งค์ 50 บาทคือ 20 บาท ป้ารับเงินทอนและใส่กระเป๋าทันที แทนที่จะบอกพนักงานว่าทอนเงินผิด

    เมื่อออกจากร้านป้าก็พูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรหลาน ความผิดของเขาเองใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 9 ขวบ ครูให้การบ้านปลูกต้นหอมแดงในกระบะ 2 สัปดาห์ แล้วนำไปส่งที่โรงเรียน แม่ลืมซื้อหัวหอมแดงมาให้ชัย เมื่อครบกำหนดวันส่ง แม่ให้พ่อไปซื้อต้นหอมแดงที่ตลาดและฝังลงในกระบะให้ชัยนำไปส่งครู

    แม่พูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก ครูไม่รู้หรอก มีส่งก็ดีแล้ว ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 12 ขวบ ชัยทำแว่นตาใหม่ราคาแพงของลุงแตก ลุงจึงนำใบเสร็จไปอ้างกับบริษัทเครดิตที่ลุงใช้บริการอยู่ว่าแว่นตาถูกขโมยได้รับเงินชดใช้มา 15,000 บาท เต็มราคาที่ซื้อมา

    ลุงพูดกับชัยอย่างภาคภูมิใจว่า "ไม่เป็นไรหรอกหลาน สิทธ์ของเราใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 15 ปี ได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน ครูผู้ฝึกสอนได้สอนวิธีเสียบฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บโดยไม่ผิดถือว่าอยู่ในเกม

    ครูฝึกบอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก ได้เปรียบไว้ก่อนเป็นดี ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 16 ปี ได้ไปทำงานระหว่างปิดเทอมที่แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ต ของห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง หัวหน้าแผนกให้ชัยจัดกระเช้าผลไม้ โดยแนะนำให้จัดวางผลไม่สวยจวนจะเน่าอยู่ก้นตะกร้า คัดผลสวย ใบโตสีสด จัดวางอยู่ส่วนบน

    หัวหน้าแผนกสอนว่า "ไม่เป็นไรหรอก ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เอง แต่นำไปฝากคนอื่น ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 18 ปี ได้สมัครสอบเพื่อเข้าขอรับทุนของมหาวิทยาลัย ปรากฏผลทราบเป็นการภายในว่ามาเป็นอันดับ 2 เมื่อพ่อรู้เข้าจึงไปพูดกับกรรมการซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ในที่สุดชัยก็ได้รับทุน

    พ่อพูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก เป็นโอกาสของเรา ใครใครถ้ามีโอกาส เขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 19 ปี เพื่อนเอาข้อสอบปลายปีที่ขโมยมาขายกับชัยเป็นเงิน 1,500 บาท ชัยลังเลใจและตัดสินใจซื้อในที่สุด

    เพราะเพื่อนพูดว่า "ไม่เป็นไรหรอกชัย เกรดมีผลกับอนาคตนะ ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 24 ปี ชัยถูกจับข้อหายักยอกเงินบริษัท 15,000,000 บาท และต้องติดคุก พ่อกับแม่ไปเยี่ยม ร้องไห้เสียใจ และตัดพ้อต่อว่า

    "ทำไมลูกทำอย่างนี้ ไม่นึกถึงพ่อแม่บ้างหรอ ที่บ้านเราไม่เคยสอนให้ลูกเป็นโจรเลยนะ..."

    -พ่อแม่รังแกฉัน-


    ‪#‎หลวงพ่อสอนไว้‬‬
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48537
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,939
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,107
    นิทานเก่า ๆ ในประเทศอินเดีย
    ท่านจุลลกเศรษฐี ในเมืองพาราณสี เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม เป็นบัณฑิตที่รู้จักปรากฏการณ์ต่าง ๆ วันหนึ่งจุลลกเศรษฐีไปเฝ้าพระราชา ระหว่างทางเห็นหนูตายตัวหนึ่ง เขามองดูท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า บุคคลผู้มีปัญญา อาจเอาหนูตายตัวนี้ไปเป็นทุนเลี้ยงลูกเมียได้

    ชายผู้ยากไร้คนหนึ่งชื่อ จูฬันเตวาสิก ได้ยินท่านเศรษฐีพูดเช่นนั้น ก็คิดว่า ท่านเศรษฐีไม่รู้จริงคงไม่พูด จึงเอาหนูตายตัวนั้นไปขายคนเลี้ยงแมวได้ทรัพย์มากากนิกหนึ่ง (กากนิก เป็นมาตราเงินอินเดียในสมัยนั้นที่มีค่าน้อยที่สุด เทียบมาตราเงินไทย 1 สตางค์)

    จากนั้นก็นำทรัพย์หนึ่งกากนิกนั้นไปซื้อน้ำอ้อยงบ (น้ำอ้อยที่เคี่ยวแล้วทำเป็นแผ่นสะดวกกับการพกพา) แล้วเอาหม้อใบหนึ่งตักน้ำ ไปยืนคอยพวกช่างดอกไม้กลับจากป่า ให้ชิ้นน้ำอ้อยและให้ดื่มน้ำคนละกระบวย พวกช่างดอกไม้ก็ให้ดอกไม้คนละกำมือแก่เขา

    จูฬันเตวาสิกเอาดอกไม้ไปขายได้เงินกลับมามากขึ้น ก็นำเงินนั้นไปซื้อน้ำอ้อยงบและไปยืนคอยพวกช่างดอกไม ้เช่นเดิม ทำเช่นนี้จนเขามีเงินถึง 8 กหาปณะ (4 บาทเท่ากับ 1 กหาปณะ)

    วันหนึ่ง ฝนตก พายุหนัก กิ่งไม้แห้งบ้างสดบ้างถูกพายุพัดลงมาเป็นอันมากในพระราชอุทยาน คนเฝ้าอุทยานไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี จูฬันเตวาสิกจึงรีบไปบอกคนเฝ้าว่า ถ้าจะให้ใบไม้กิ่งไม้เหล่านั้นแก่เขา เขาจะขนออกไปให้หมด คนเฝ้าสวนดีใจรีบบอกให้เขามาขนไปในทันที

    ด้วยความดีใจ จูฬันเตวาสิกรีบกลับไปที่สนามเด็กเล่น ให้น้ำอ้อยแก่เด็ก ๆ แล้วขอแรงให้ช่วยขนกิ่งไม้จนหมดภายในเวลาไม่นาน กิ่งไม้จำนวนมากกองอยู่ที่หน้าประตูพระราชอุทยาน ก็พอดีกับช่างหม้อหลวงที่มาเที่ยวหาฟืน เพื่อเผาภาชนะดินของหลวงพบเข้า จึงขอซื้อกิ่งไม้เหล่านั้น

    จากการขายไม้ ชายยากจนอย่างจูฬันเตวาสิกมีทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 16 กหาปณะแล้ว เมื่อมีทรัพย์มากขึ้น เขาจึงคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง ด้วยการตั้งตุ่มน้ำไว้ไม่ไกลจากประตูเมือง เพื่อให้บริการคนหาบหญ้า 500 คน เหล่าคนหาบหญ้าพอใจในบริการที่มีน้ำใจของเขา จึงเอ่ยปากว่า หากต้องการให้พวกตนช่วยอะไร ขอให้บอกได้เลย

    นอกจากคนหาบหญ้าแล้ว จูฬันเตวาสิกยังได้ผูกมิตรกับคนมากหน้าหลายตา ทำให้เขามีเพื่อนมากมาย วันหนึ่ง เพื่อนดีคนหนึ่งก็มาบอกข่าวแก่เขาว่า พรุ่งนี้จะมีพ่อค้าม้านำม้า 500 ตัว มายังนครแห่งนี้
    จูฬันเตวาสิกจึงไปพบคนหาบหญ้า และขอซื้อหญ้าเตรียมเอาไว้

    วันรุ่งขึ้น พ่อค้าม้านำม้า 500 ตัวมาถึง ก็พบว่ามีเพียงจูฬันเตวาสิกที่มีหญ้าขาย เขาได้กำไรจากการขายหญ้าในครั้งนี้ 1,000 กหาปณะ

    โอกาสต่อมา ก็มีเพื่อนมาแจ้งข่าวแก่เขาว่า มีพ่อค้านำเรือสำเภาขนาดใหญ่มาจอดเทียบท่า
    จูฬันเตวาสิกไม่รอช้า รีบไปขอเหมาสินค้าทั้งลำเรือเอาไว้ เมื่อพ่อค้ารายอื่นมาถึงจึงต้องมาซื้อสินค้าจากเขา สุดท้ายเขาได้ทรัพย์มาเป็นจำนวนถึง 200,000 กหาปณะ

    เมื่อได้ทรัพย์เป็นจำนวนมากเช่นนี้ เขาก็เกิดความคิดว่า "เราควรเป็นคนกตัญญู นำทรัพย์ที่ได้ไปตอบแทนท่านเศรษฐี"

    เร็วเท่าใจคิด จูฬันเตวาสิกถือทรัพย์ 100,000 กหาปณะไปมอบให้เศรษฐีเพื่อเป็นการตอบแทน พอท่านเศรษฐีทราบเรื่องทั้งหมด เห็นในสติปัญญา และความเฉลียวฉลาด จึงยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย และเมื่อเศรษฐีล่วงลับไปแล้ว จูฬันเตวาสิกก็ได้เป็นเศรษฐีแห่งเมืองนั้นสืบต่อมา

    นิทานเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การเชื่อฟังท่านผู้รู้ ไม่ดูเบาต่อคำสั่งสอน พยายามปฏิบัติตาม และทำอย่างมีปัญญา ใคร่ครวญพิจารณาให้ดี มีความคิดรอบคอบ และเมื่อได้ทรัพย์มาแล้วก็ระลึกถึงผู้มีพระคุณ บุคคลผู้มีคุณสมบัติเช่นนี้ ย่อมไม่ตกต่ำ มีแต่จะตั้งตนได้และเจริญรุ่งเรือง ความรู้ ความประพฤติ และการงานที่ดีย่อมเป็นที่พึ่งพิงของบุคคลได้ดีกว่าส ิ่งอื่น ดังภาษิตที่ว่า "ไม่มีมิตรใดเสมอได้ด้วยวิชชา"

    ชะตากรรมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยั่งถึงได้ แต่ความเพียรพยายามเป็นสิ่งที่เรารู้ได้และอยู่ในอำนาจของเรา การทำความเพียรให้เป็นหน้าที่ของเรา การให้ผลเป็นหน้าที่ของกรรม

    เมื่อหวังความสำเร็จผล ก็ต้องรู้จักรอคอย และควรคอยอย่างสงบ ไม่ใช่กระวนกระวายใจ อะไรที่ควรได้ ย่อมได้มาเองโดยผลแห่งกรรม หรือความเพียรชอบนั้นแล

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=29580
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,939
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,107
    บ้านหลังสุดท้ายของช่างไม้
    มีช่างไม้สูงอายุคนหนึ่ง ต้องการจะเกษียณตัวเองและใช้ชีวิตที่หรูหรากับภรรยา
    จึงบอกความต้องการดังกล่าวกับนายจ้างที่เค้าทำงานให้มาทั้งชีวิต

    นายจ้างบ่นเสียดาย ที่จะต้องสูญเสียช่างฝีมือดีไป หวังจะให้เขาทำงานต่อ
    แต่ช่างไม้ก็ยังยืนกรานขอเกษียณตัวเองตามเดิม
    นายจ้างจึงได้ขอร้องให้ช่างคนนี้ช่วยสร้างบ้านให้อีกสัก ๑ หลัง

    นายจ้างพูดว่า "เอาอย่างนี้ ผมมีที่ดินว่างอยู่ติดทะเลสาบอยู่แปลงหนึ่ง
    ทิวทัศน์งดงามเป็นอย่างมาก แต่ขาดบ้านพักตากอากาศ
    ผมอยากให้คุณสร้างบ้านหลังสุดท้าย โดยที่คุณต้องใช้วัสดุไม้ที่ดีที่สุด
    และใช้ฝีมือที่ปราณีตที่สุดในการสร้าง" ช่างไม้ก็ฝืนใจตอบตกลง

    จากนั้นช่างไม้ก็ลงมือสร้างบ้านไม้หลังสุดท้ายของตนเอง แต่ในใจกลับคิดว่า
    เดี๋ยวเราก็เกษียณแล้ว ถ้าทำออกมาไม่ดี นายจ้างไล่ออกก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว แล้วทำไมต้องตั้งใจด้วยล่ะ?

    ดังนั้น ช่างไม้ก็ไม่ได้คัดเลือกไม้ที่แข็งแรงมาสร้างบ้าน
    แต่เลือกไม้ส่ง ๆ เป็นไม้คุณภาพต่ำจากภูเขา
    เขาไม่ใส่ใจว่าบ้านจะแข็งแรงหรือไม่ เพียงสักแต่ว่าสร้างให้เสร็จ ๆ ไป

    จนในที่สุดเขาก็ทาสีเพื่อให้ภายนอกดูสวยงามและปกปิด
    เขาคิดในใจว่า ขอให้ข้างนอกดูดีไว้ก่อน พอส่งงานได้ก็พอ
    โครงสร้างภายในจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เจ้านายดูไม่ออกหรอก

    ครั้นพอบ้านสร้างเสร็จก็พบว่า มันไม่เหมือนงานที่เป็นฝีมือของช่างคนนี้เลยแม้แต่น้อย บ้านที่สร้างมาก็เป็นงานที่หยาบ ๆ วัตถุดิบที่ใช้ก็ด้อยคุณภาพ
    มันช่างเป็นการจบชีวิตช่างฝีมือดีที่ไม่สวยหรูเลย

    วันที่งานเสร็จ นายจ้างก็มาตรวจงาน ผลปรากฏว่าเป็นที่พอใจอย่างมาก
    นายจ้างดูไม่ออกว่าขาดตกบกพร่องอะไร

    ก่อนที่นายจ้างจะไปเขาตีไหล่ช่างไม้เบา ๆ ควักกุณแจออกมาพวงหนึ่งยื่นส่งให้ช่างไม้ แล้วบอกว่า
    "ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของคุณแล้ว ผมขอบคุณมากที่คุณอยู่ทำงานกับผมมานานหลายปี นี่ถือเป็นของขวัญเกษียณที่ผมตั้งใจจะมอบให้คุณ"

    เมื่อช่างไม้ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับตกใจและอุทานกับตัวเองว่า
    น่าละอายจริง ๆ ถ้าเขารู้สักนิดว่ากำลังสร้างบ้านของตัวเองอยู่ เขาก็คงตั้งใจสร้างให้ดีกว่านี้

    คุณได้เรียนรู้อะไร? จากนิทานเรื่องนี้.
    เช่นเดียวกับพวกเรา ที่กำลังสร้างชีวิตของตัวเราเอง
    ด้วยการสั่งสมสิ่งต่าง ๆ วันละเล็กวันละน้อย
    และบ่อยครั้ง ที่เราไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการสรรค์สร้างชีวิตของตัวเอง

    และเมื่อวันหนึ่งมาถึง เราก็จะตระหนักว่า
    เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราเป็นผู้สร้างขึ้นมาทั้งหมด ..

    และเมื่อถึงวันนั้น เรามักจะพูดเสมอว่า ถ้าเราสามารถย้อนกลับไปได้
    เราจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้!

    แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ... พวกเราทุกคนก็เปรียบเสมือนช่างไม้
    ทุก ๆ วันพวกเรากำลังตอกตะปู ปูกระดาน หรือแม้แต่กำลังเลือกกำแพงให้กับชีวิตตัวเอง

    ดังคำพูดที่ว่า "ชีวิตในอนาคตก็คือสิ่งที่เราสร้างด้วยตัวเราเอง"

    ทัศนคติ และ ทางเลือกต่าง ๆ ที่พวกเราได้เลือกกันในวันนี้
    ก็เสมือนกับการสร้าง "บ้าน" (ชีวิต) ที่เราจะต้องอยู่กับมัน.....

    ดังนั้นจงสร้างบ้านด้วยความฉลาด และจงจำไว้ว่า

    "จงทำงานเหมือนกับว่า....เราไม่ต้องการเงินทอง
    จงรักราวกับว่า......เราไม่เคยเจ็บ
    จงเต้นระบำ(ร่าเริง)ราวกับว่า.....ไม่มีใครจ้อง"

    ความเสมอต้นเสมอปลายก็นับว่าเป็นคุณธรรมอีกประการหนึ่งที่เราไม่ควรละเลย
    ทุกวันนี้เราทำอะไรกันอยู่ เราได้เก็บเกี่ยวสิ่งที่ดี ๆ ให้กับชีวิตของเราหรือยัง???...

    จงใช้ชีวิตราวกับว่ามันคือ "วันสุดท้าย"
    เพราะนี่คือวิธีเดียว .. ที่จะสร้างชีวิตได้อย่างดีที่สุด ..

    ธรรมอำนวยพร
    ขอให้.....มีจิตที่รู้ ที่ตื่น ที่เบิกบาน (พุทธะ)
    ขอให้.....ทำการงานด้วยความสุข (อิทธิบาทสี่)
    ขอให้.....ขจัดทุกข์ได้ด้วยปัญญา (อริยสัจสี่)
    ขอให้.....มีดวงตาที่เห็นความจริง (ไตรลักษณ์)
    ขอให้.....เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยไตรสิกขา (ศีล, สมาธิ, ปัญญา)

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48301
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,939
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,107
    จิตนี้กลับกลอก
    กุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ตามหาโค โคหายไป จึงเข้าป่า พบโคผู้ในเวลาเที่ยง ปล่อยเข้าฝูง ถูกความหิวกระหายรบกวนแล้ว จึงเข้าไปสู่วิหาร ถึงสำนักของภิกษุทั้งหลาย ไหว้แล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. อาหารอันเหลือจากภิกษุทั้งหลายฉันยังมีอยู่. ภิกษุเหล่านั้นเห็นเขาถูกความหิวรบกวนแล้ว จึงกล่าวว่า “เชิญท่านถือเอาอาหารแล้วกินตามสบายเถิด”
    เขารับอาหารกินจนอิ่ม แล้วยกมือไหว้ภิกษุทั้งหลายแล้ว ถามว่า “ท่านขอรับ วันนี้ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายได้ไปสู่ที่นิมนต์หรือครับ?” ภิกษุทั้งหลายตอบว่า “อุบาสก วันนี้ ไม่มี, ภิกษุทั้งหลายย่อมได้อาหารแบบนี้ทุกวันนั่นแหละ.”

    เขาคิดว่า “เราลุกแต่เช้า แม้ทำการงานเนืองๆ ตลอดคืนและวัน ก็ยังไม่ได้อาหารมีกับอันอร่อยอย่างนี้, ภิกษุเหล่ามีอาหารขนาดนี้ เราจะต้องการอะไรด้วยความเป็นคฤหัสถ์ เราจักเป็นภิกษุ” ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายขอบรรพชาแล้ว.

    พวกภิกษุให้เขาบรรพชาแล้ว. เขาได้อุปสมบทแล้ว ทำวัตรและปฏิวัตร ซึ่งเป็นอุปการะแก่ภิกษุทั้งปวง. เธอได้มีสรีระอ้วนท้วนโดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน นึกถึงสมัยเป็นฆารวาส นึกถึงกาม พอสึกไปทำการงานรู้สึกเบื่อ สรีระก็ซูบผอม. ก็กลับมาบวชใหม่. เขาบวชๆ สึกๆ ถึง ๖ ครั้ง

    ภิกษุทั้งหลายคิดว่า “ภิกษุนี่ เป็นไปในอำนาจแห่งจิตเที่ยวไปอยู่” จึงขนานนามแก่เธอว่า “จิตตหัตถเถระ”

    เมื่อนายจิตตหัตถ์นั้นสึกๆบวชๆ จนภริยาตั้งครรภ์. ในวาระที่ ๗ เขาแบกเครื่องไถจากป่าไปเรือน วางเครื่องใช้ไว้แล้ว เข้าห้องด้วยประสงค์ว่า “จักหยิบผ้ากาสาวะของตน.”

    ในขณะนั้น ภรรยาของเขากำลังนอนหลับ. ผ้าที่หล่อนนุ่งหลุดลุ่ย น้ำลายไหลออกปาก, จมูกก็กรนดังครืดๆ, ปากอ้า, กัดฟัน. หล่อนปรากฏแก่เขาประดุจสรีระที่พองขึ้น. เขาคิดว่า “สรีระนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์. เราบวชตลอดกาลประมาณเท่านี้แล้ว อาศัยสรีระนี้ จึงไม่สามารถบวชเป็นภิกษุนานได้” ดังนี้แล้ว ก็ฉวยผ้ากาสาวะพันท้อง พลางออกจากเรือน.

    ขณะนั้น แม่ยายของเขายืนอยู่ที่เรือนติดต่อกัน เห็นเขากำลังเดินไปด้วยอาการอย่างนั้น สงสัยว่า “เจ้านี่กลับไปอีกแล้ว เขามาจากป่าเดี๋ยวนี้เอง พันผ้ากาสาวะที่ท้อง ออกเดินบ่ายหน้าตรงไปวิหาร, เกิดเหตุอะไรกันหนอ?” จึงเข้าเรือนเห็นลูกสาวหลับอยู่ รู้ว่า

    “เขาเห็นลูกสาวของเรานี้ มีความรำคาญไปเสียแล้ว” จึงตีลูกสาว กล่าวว่า “นางชั่วชาติ จงลุกขึ้น. ผัวของเอ็งเห็นเองกำลังหลับ มีความรำคาญไปเสียแล้ว, ตั้งแต่นี้เองจะไม่มีเขาละ”

    ลูกสาวกล่าวว่า “หลีกไป หลีกไปเถิดแม่ เขาจะไปข้างไหน, อีก ๒-๓ วันเท่านั้น ก็มาอีก.”

    แม้นายจิตตหัตถ์นั้น บ่นไปว่า “ไม่เที่ยงเป็นทุกข์” กำลังเดินไปๆ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. เขาไปไหว้ภิกษุทั้งหลายแล้ว ก็ขอบรรพชา. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “พวกเราจักไม่อาจให้ท่านบรรพชาได้, ความเป็นสมณะของท่านจักมีมาแต่ที่ไหน? ศีรษะของท่านเช่นกับหินลับมีด.”

    เขากล่าวว่า “ท่านขอรับ พวกท่านโปรดอนุเคราะห์ให้กระผมบวชในคราวนี้อีกคราวหนึ่งเถิด.” ภิกษุเหล่านั้นจึงให้เขาบวชแล้ว ด้วยอำนาจแห่งอุปการะ.พิจารณาความไม่เที่ยงได้ ๒-๓ วันเท่านั้น เธอก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ภิกษุแม้เหล่านั้นพูดกับเธอว่า “คุณจิตตหัตถ์ ถึงเวลาที่คุณจะสึกแล้ว. ทำไมในครั้งนี้ คุณจึงชักช้าอยู่เล่า?” จิตตหัตถ์กล่าวว่า “ผมไม่เป็นผู้เกี่ยวข้องด้วยเรือน ผมตัดได้แล้ว, ต่อไปนี้ พวกผมมีความไม่ไปเป็นธรรมดา.”

    พวกภิกษุพากันไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้ถูกพวกข้าพระองค์พูดอย่างนี้ กล่าวชื่ออย่างนี้ เธอพยากรณ์พระอรหัต เธอพูดคำไม่จริง.” พระศาสดาตรัสว่า “อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราได้ทำการไปและการมา ในเวลาไม่รู้พระสัทธรรม ในเวลาที่ตนยังมีจิตไม่มั่นคง, บัดนี้ บุตรของเรานั่นละบุญและบาปได้แล้ว”

    ได้ตรัสสองพระคาถาเหล่านี้ว่า

    ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์ แก่ผู้มีจิตไม่มั่นคง ไม่รู้แจ้งซึ่ง
    พระสัทธรรม มีความเลื่อมใสอันเลื่อนลอย,
    ภัย (ความกลัว) ย่อมไม่มีแก่ผู้มีจิตอันราคะไม่ซึมซาบ
    มีใจไม่ถูกโทสะตามกระทบ ละบุญและบาปได้ ตื่นอยู่.

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47016
     

แชร์หน้านี้

Loading...