เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 29 มีนาคม 2026 at 19:58.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,089
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,069
    ค่าพลัง:
    +26,892
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,089
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,069
    ค่าพลัง:
    +26,892
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ขอเรียนถวายคณะธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุ ๗๕ พรรษาว่า "โลกเราหมุนไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา เราไม่สามารถที่จะปฏิเสธความเจริญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ แต่ว่าเราสามารถนำเอาความเจริญนั้น มาสนับสนุนการเผยแผ่ธรรมะของเราได้ เพียงแต่ว่าต้องดูให้ดีตรงที่ว่า สิ่งที่เราบอกเรากล่าวกับญาติโยมทั้งหลายนั้น ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ?"

    เนื่องเพราะว่าในสมัยแรกไม่มีคำว่า "พระไตรปิฎก" มีแต่ "พระธรรมวินัย" ก็คือมีทั้งหลักคำสอนและคำสั่ง คำสอนก็คือพระธรรม ผู้ฟังสามารถนำไปปฏิบัติตาม แล้วก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนตามวาสนาบารมี ส่วนวินัยก็คือคำสั่ง แปลว่าเป็นสิ่งที่เราต้องประพฤติปฏิบัติ จะละเว้นเสียมิได้ ก็คือศีลทั้ง ๒๒๗ ข้อ และอภิสมาจาร คือในส่วนของศีลที่มานอกพระปาฏิโมกข์อีกต่างหาก

    คราวนี้
    เครื่องไม้เครื่องมือทางโลกที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้เราสามารถส่งผ่านหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปถึงญาติโยมได้ง่ายขึ้น แต่ต้องระวังตรงคำสอนที่อาจจะผิดพลาด เพราะว่าจะทำให้บุคคลอื่นกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ..!

    ท่านทั้งหลายที่ศึกษาประวัติพระพุทธศาสนามาก็จะเห็นอยู่ว่า แค่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานยังไม่ทันจะครบ ๗ วัน สุภัททวุฑฒบรรพชิตเมื่อเห็นเพื่อนสหธรรมิกร้องไห้ อาลัยในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ปรินิพพานแล้ว ก็ได้กล่าวว่า "อย่าเลยท่านทั้งหลาย เป็นการดีแล้วที่เราพ้นจากพระมหาสมณะได้ ตอนที่พระมหาสมณะนั้นยังอยู่ ก็กดข่มพวกเราด้วยวาจาว่า สิ่งนั้นทำไม่ได้ สิ่งนี้ทำไม่ได้ ต้องทำสิ่งนั้น ต้องทำสิ่งนี้ เมื่อพระมหาสมณะปรินิพพานแล้ว เราจักทำสิ่งใดก็ได้" จะเห็นว่า ขนาดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานยังไม่ทันจะครบ ๗ วัน ความคิดของคณะสงฆ์ก็แตกแยกกันเห็นปานนี้แล้ว..!

    พระมหากัสสปะเถระที่เป็นหัวหน้าขบวนฟังภิกษุรูปนั้นแล้วสลดใจ จึงได้คิดทำการสังคายนาพระไตรปิฎก คำว่า "ปิฎก" แปลว่า "ตะกร้า" คือ "เครื่องบรรจุ" มีการแยกแยะออกเป็น ๓ ปิฎก ก็คือ "พระวินัยปิฎก" เกี่ยวกับศีลต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่อาทิกัมมิกะบุคคลเป็นต้นไป "พระสุตันตปิฎก" เกี่ยวกับพระสูตรทั้งสั้น ทั้งกลาง และทั้งยาว ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในวาระต่าง ๆ และ "พระอภิธรรมปิฎก" ในส่วนที่เป็นหลักธรรมล้วน ๆ

    เมื่อทำการสังคายนาก็คือร้อยเรียงขึ้นมาอย่างเป็นระบบ โดยใช้เวลาทำถึง ๗ เดือนด้วยกัน พวกท่านอาจจะคิดว่าแค่สังคายนาคือทบทวน ทำไมต้องใช้เวลานานขนาดนั้น ? คำว่า "สังคายนา" เราใช้ตามภาษาบาลี ก็คือ "สังคีติ" ที่แปลว่า "สวดสาธยาย" ท่านใดที่สวดแจงได้ ที่ขึ้นว่า "ยันเตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ ฯลฯ"
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,089
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,069
    ค่าพลัง:
    +26,892
    เราต้องนึกภาพในช่วงนั้นว่า พระมหากัสสปะเถระนั่งเป็นประธาน ถ้าหากว่าถามเรื่องพระวินัย ก็จะมีพระอุบาลีเถระเป็นผู้ตอบ ถ้าถามเรื่องพระสูตรหรือว่าพระอภิธรรม พระอานนท์เถระจะเป็นผู้ตอบ ถามตอบกันทีละประโยคเหมือนสอนเด็ก อย่างเช่นว่า "ปะฐะมัง ปาราชิกัง กัตถะ ปัญญัตตันติ" ปฐมอาบัติปาราชิก ก็คือศีลข้อแรกนั้นบัญญัติขึ้นที่ไหน ? พระอุบาลีเถระจะตอบว่า "เวสาลิยัง ปัญญัตตันติ" บัญญัติขึ้นที่เมืองเวสาลีขอรับ

    "กัง อารัพภาติ" พระมหากัสสปเถระถามต่อว่าด้วยปรารภเรื่องอะไร พระอุบาลีเถระตอบว่า "สุทินนังกะลันทะปุตตัง อารัพภาติ" ปรารภเรื่องของพระสุทินนกลันทบุตร

    ท่านที่แปลบาลีได้ลองแปลดูนะครับ ถามตอบกันทีละคำแบบนี้ จนกระทั่งหมดหัวข้อนั้นแล้ว สงฆ์ที่เป็น "คณะปูรกะ" ที่กำหนดไว้ ๕๐๐ รูป ถ้าเห็นว่าที่ไหนไม่ตรงก็จะคัดค้านขึ้น ถ้าเห็นว่าตรงแล้วก็มีการสวดสาธยายหัวข้อนั้นขึ้นพร้อมกัน แบบที่เราสวดมนต์ทำวัตรกันนี่แหละครับ

    คราวนี้การสวดของเราถ้าใครจำผิด สวดมาจะไม่เหมือนคนอื่นเขา เสียงจะปรากฏชัดเลยว่าผิด ก็จะมีการหยุดและบอกให้ท่านนั้นแก้ไขจดจำเสียใหม่ เขาถึงได้ใช้คำว่า "สังคีติ" คือ "สวดสาธยาย" ค่อย ๆ ทำไปทีละหัวข้อ ทีละพระสูตรแบบนี้ จึงใช้เวลาถึง ๗ เดือน

    แล้วอะไรเกิดขึ้นรู้ไหมครับ ? พระปุราณะเถระ อาจารย์ใหญ่ฝ่ายทักขิณาคีรีชนบท ก็คือฝ่ายใต้ ทักขิณาก็คือทางด้านขวา ทำไมถึงบอกว่าฝ่ายใต้ ก็คือโบราณเขานับด้วยการหันหน้าหาดวงอาทิตย์ ในเมื่อหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทางด้านขวาก็จะเป็นทิศใต้ ทางด้านซ้ายเป็นทิศเหนือ ดังนั้น คำว่าทักษิณาทาน หรือว่าทักขิณาทาน ทานฝ่ายข้างขวา ก็คือทานสำหรับผู้ตาย..!

    พระปุราณะเถระได้ข่าวว่ามีการสังคายนาพระธรรมวินัย ก็เดินทางมาจากทักขิณาคีรีชนบท ประมาณสุไหงโกลกของเรา กว่าจะมาถึง ๗ เดือนไปแล้ว คณะสงฆ์เห็นว่าเป็นพระเถระ เป็นพระอาจารย์ใหญ่ มีลูกศิษย์มาก ก็เข้าไปเรียนถวายว่า "พวกกระผมได้กระทำสังคายนาพระไตรปิฎกดังนี้ ๆ" บอกลักษณะขั้นตอนและการรวบรวมขึ้นมา

    พระปุราณะเถระตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ? ท่านตอบว่า "ดีแล้ว..อาวุโส สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำนั้นเป็นการดี แต่เราจะประพฤติปฏิบัติเฉพาะที่ได้ยินมาต่อเบื้องพระพักตร์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น" บรรลัยแล้วครับ..! เอาเฉพาะที่ได้ยินจากพระพุทธเจ้า ส่วนที่ไม่ได้ยินกูไม่รับรู้..!

    อย่าลืมนะครับว่าในช่วงที่ท่านได้ยินมา ก็คือช่วงที่เกิดทุพภิกขภัย พระพุทธเจ้าให้ฉันพวกเหง้าบัว รากบัวต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องให้คนประเคน สามารถเก็บเสบียงอาหารเอาไว้ได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่ให้เก็บ สามารถหุงต้มอาหารด้วยตนเองได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่ให้หุงต้ม ถ้าพระปุราณะเถระท่านฟังแค่นี้ แล้วท่านไปทำต่อ ทั้ง ๆ ที่พอหลังทุพภิกขภัยคือการอดอยากผ่านไปแล้ว พระพุทธเจ้าเห็นว่ามีความอุดมสมบูรณ์เกิดขึ้น ทรงสั่งยกเลิกเรื่องนี้ เท่ากับว่าพระปุราณะเถระและคณะศิษย์ทำผิดศีลอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าเอาแต่ที่ท่านได้ฟังมาเองเท่านั้น..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,089
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,069
    ค่าพลัง:
    +26,892
    ปัจจุบันนี้ของเราก็มีครับ "วัดนาป่าพง" สวดพระปาฏิโมกข์แค่ ๑๕๐ ข้อ เพราะยึดในพระไตรปิฎกที่ตนเองอ่านว่าพระวินัยปิฎก คือศีลพระส่วนนี้มีแค่ ๑๕๐ ข้อ แต่ท่านอ่านแล้วไม่แตกฉาน ไม่ได้ดูว่าที่พระพุทธเจ้าเทศน์พระสูตรนั้นเป็นเวลาไหน ? ก็คือเป็นเวลาที่ศีลพระยังมีแค่ ๑๕๐ ข้อ พอมาภายหลัง บัญญัติเพิ่มเติมขึ้นมาเป็น ๒๒๗ ข้อ "ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์" ไม่ฟังตรงนี้ จนกระทั่งโดนทางด้าน "วัดหนองป่าพง" ตัดหางปล่อยวัด ก็คือปล่อยให้อยู่กับวัดนาป่าพงไป

    เอาสมมติทางโลกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ถ้าท่านทั้งหลายบอกว่า "เราจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เพราะว่าสมบูรณ์ที่สุด" อาจจะติดคุกนะครับ..! เพราะว่าปัจจุบันนี้ที่ใช้อยู่ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เห็นหรือยังครับว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พลาดตรงไหน ? นี่กระผม/อาตมภาพออกนอกลู่นอกทางมากไปแล้ว เอาแค่ว่าทำให้เกิดความแตกแยกในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๗ เดือน เพราะว่าพระปุราณะเถระถือทิฏฐิว่า เราจะปฏิบัติเฉพาะส่วนที่ได้ยินจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น..!

    แล้วพอหลังจากนั้น ผ่านไปเกือบ ๑๐๐ ปี การประพฤติปฏิบัติก็ย่อหย่อนลงไปเรื่อย ลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีภิกษุแคว้นวัชชี กำหนดเอาหัวข้อการปฏิบัติพระวินัย ๑๐ อย่างที่ต่างจากคนอื่น อย่างเช่นของเราที่ยึดถือว่า ยาวชีวิก (ยา-วะ-ชี-วิก) คือเกลือ ประเคนครั้งเดียวฉันได้ตลอดชีวิต แต่ถ้าผสมกับกาลิกอื่น ให้นับชีวิตของกาลิกนั้น ก็คือถ้าผสมกับอาหาร แปลว่าเกลือนั้นมีอายุแค่เที่ยง สมมติว่าผสมกับน้ำปานะ เกลือนั้นมีอายุไม่เกิน ๗ วัน แต่ภิกษุวัชชีบุตรฟันธงว่าโลณเภสัช คือเกลือ ประเคนครั้งเดียวใช้ได้ตลอดชีวิต..!

    หรือกำหนดว่าสุรารสอ่อนที่สีเหมือนเท้านกพิราบ ภิกษุสามารถฉันได้..! ไอ้ตรงนี้ชัดเลยครับ ไวน์แดง ไวน์นี่จัดอยู่ในส่วนของเมรัยครับ ก็คือหมักขึ้นมาแล้วมีแอลกอฮอล์ ถ้าสุรานี่กลั่นขึ้นมาแล้วมีแอลกอฮอล์ แยกออกไหมครับ ? งง ๆ อยู่นะ..! เอาเป็นว่าถ้าอีสานบ้านเฮา พวกอุพวกสาโทอะไรนี่คือเมรัยครับ เพราะว่าหมักขึ้นมา แต่ถ้าหากว่ากลั่นขึ้นมาอย่างพวกบรั่นดี อันนี้เป็นสุรา ปัจจุบันบ้านเราก็ประมาณพวกหงส์ทองอะไรพวกนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่ายี่ห้อพวกนี้ยังอยู่หรือเปล่า ?
    กระผม/อาตมภาพก็บวชมานานเกินไป ไม่ได้ติดตามเรื่องทางโลก จำได้ว่าตอนบวช บุหรี่ซองละ ๖ บาทครับ ตอนนี้กี่ร้อยแล้วก็ไม่รู้ ?

    ในเมื่อมีวัตถุ ๑๐ ประการนี้แตกต่างจากคนอื่น ยังไม่มีปัญหา มามีปัญหาตรงที่ว่าพระยสกากัณฑบุตร ท่านเคร่งครัดต่อพระวินัย เดินทางไปถึงแคว้นวัชชี พอเห็นแบบนั้นท่านไม่ทำตาม จริง ๆ จบแค่นั้นได้นะครับ แต่ภิกษุชาววัชชีไม่ยอมจบครับ ก็คือไปตามข่มขู่จะทำร้ายพระยสกากัณฑบุตร จนท่านต้องหนี หนีไปไหนครับ ? ไปพึ่งบารมีกษัตริย์แคว้นวัชชี คือพระเจ้ากาลาโศกราช กราบทูลให้ท่านทราบว่าพระธรรมวินัยของศาสดาที่พระองค์ท่านนับถือ เสื่อมทรามลงไปแบบนี้ ๆ ขอให้ช่วยทำสังคายนาพระธรรมวินัยนี้ใหม่ เพราะเรื่องแบบนี้ ถ้าหากว่าไม่มีเจ้าภาพเหมือนกับการธุดงค์ของเราในครั้งนี้ ก็ทำไม่ได้ครับ จึงต้องขอให้พระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าภาพ
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,089
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,069
    ค่าพลัง:
    +26,892
    แล้วท่านถามว่าจะเอาใครมาเป็นผู้สังคายนาพระธรรมวินัย ? ตอนนั้นเรื่องหลังจากพุทธปรินิพพาน ๑๐๐ ปีครับ ยังมีพระเถระที่อยู่ทันพระพุทธเจ้าอยู่ เพราะว่าท่านอายุ ๑๒๐ ปี คือพระเรวัตตะเถระ คุ้น ๆ กับชื่อนี้ไหมครับ ? พระเรวัตตะเถระบวชตั้งแต่ ๗ ขวบ นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่ ๑๐๐ ปี ท่านยังอยู่ทันครับ เพราะฉะนั้น..ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือมาก ก็ต้องไปตามท่านมา ตามแล้วตามอีกกว่าจะได้ เพราะว่าท่านก็ธุดงค์หนีเข้าป่าไปเรื่อย จนได้มาเป็นประธานในการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๒ แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ ?

    การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรกรวบรวมพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ นี่ ๗๐๐ รูปครับ ไปขนมาจากป่าเลย "ออกมาช่วยกันหน่อยครับหลวงพ่อ อย่าเอาแต่ปลีกวิเวก พระพุทธศาสนาของเราเสื่อมขนาดนี้แล้ว ท่านทั้งหลายจะเอาแต่ความสงบเฉพาะตัว มันไม่ใช่ที่ ออกมาช่วยงานกันสักครั้งครับ" จึงออกมาถึง ๗๐๐ รูป..!

    ฝ่ายภิกษุแคว้นวัชชีบุตร กูทำตามสบาย ผ่อนศีลมาตั้งหลายปี อยู่ ๆ มาเล่นแบบนี้ จึงระดมคนที่เห็นด้วยครับ ระดมคนที่เห็นด้วยกับวัดนาป่าพง เอ้ย..ขออภัย..! ระดมคนที่เห็นด้วยกับคณะของแคว้นวัชชีบุตร ๑๐,๐๐๐ รูปครับ ไม่ใช่พระอรหันต์ แต่เอาคนมากเข้าว่า เรียกว่า "คณะมหาสังฆิกะ" ไปทำสังคายนาพระไตรปิฎกของตัวเอง ใส่กถาวัตถุ ๑๐ ประการนี้ลงไปว่าทำได้ ร่องรอยแตกแยกชัดเจนมากเลยครับคราวนี้ แตกแยกชัดเจนตรงไหนครับ ? คล้าย ๆ กับบ้านเราในปัจจุบันนี้ ก็คือยึดถือคำสอนของอาจารย์เป็นหลัก เขาเรียก "อาจาริยวาท"

    "หลวงตาบัวสอนแบบนี้ กูจะทำแบบนี้ ที่คนอื่นสอนกูไม่เอา" "หลวงปู่ชาสอนแบบนี้ กูจะทำแบบนี้ อย่างอื่นกูไม่เอา" "อาจารย์คึกฤทธิ์สอนแบบนี้ กูจะทำแบบนี้ อย่างอื่นกูไม่เอา" "หลวงพ่อธัมมชโยสอนแบบนี้ กูจะชิตังเมอย่างเดียว อย่างอื่นกูไม่เอา" แตกออกเป็น ๑๘ นิกาย เพราะว่ามีอาจารย์ใหญ่อย่างน้อย ๑๘ ท่านที่มีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมือง นี่แค่ ๑๐๐ ปีเท่านั้นนะครับ..!

    จนกระทั่งผ่านไปอีกประมาณ ๑๒๐ ปี ถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแล้วครับ พระเจ้าอโศกมหาราชหลังจากการรบที่แคว้นกาลิงคะ สังหารข้าศึกไป ๒ แสนกว่าคน เลือดนองท้องช้างเลยครับ..! ไม่สบายใจ "กูฆ่าคนไปมากมายขนาดนี้เพื่อแผ่แสนยานุภาพ มันจะใช่หรือวะ ?" นอนไม่หลับครับ เดินอยู่บนปราสาทชั้นบน

    ไอ้ปราสาทนี่ไม่ใช่ลักษณะที่เราเห็นในปัจจุบันนะครับ "ปาสาโท" ของบาลีก็คือเรือนที่มีหลายชั้น อย่างเช่นว่าอาคารหลังนี้มี ๓ ชั้น เรียกว่าปราสาทได้ครับ และมีอยู่คำหนึ่งที่บางทีพระอุปัชฌาย์บางทีตีความไม่แตก ที่ท่านบอกว่า "เรือนไม่มีหลังคา" เป็นที่อยู่อีท่าไหน เรือนไม่มีหลังคา ? อย่าไปเรียกตามบาลีครับ บ้านเราเรียกว่า "ค่าย" ปักไม้ล้อมรอบ ทำเป็นค่ายพักครับ เรียกว่าเรือนไม่มีหลังคา บางทีถ้าหากว่าเราตีความบาลีไม่แตกก็ยุ่งครับ ลูกศิษย์ถามก็ตอบไม่ได้..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,089
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,069
    ค่าพลัง:
    +26,892
    พระเจ้าอโศกมหาราชเดินกลุ้มใจ จนกระทั่งรุ่งเช้ามองลงมา นิโครธสามเณรเดินสำรวมบิณฑบาตเข้ามาบริเวณนั้น เห็นแล้วเลื่อมใสมาก ขณะที่เราเองวุ่นวายฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับ ทำไมสามเณรรูปนี้ถึงได้สงบระงับขนาดนี้ ? ก็เลยให้ทหารไปนิมนต์เข้ามา ถามว่า "ท่านเป็นใคร ? ยินดีในหลักธรรมของใคร ?" คือไม่ต้องออกภิกขาจาร ไม่ต้องบิณฑบาตแล้ว วันนี้โยมจะถวาย แต่ขอถามหน่อย นิโครธสามเณรก็เลยบอกว่าเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติตามคำสอนของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชจึงขอหลักธรรมของพระพุทธเจ้า พอบอกข้อแรกหงายตึงเลยครับ "ห้ามฆ่าสัตว์" เพิ่งกวาดไป ๒ แสนกว่าคน ก็คือต้องทำตัวเป็นบุคคลผู้ไม่มีเวรไม่มีภัยกับใคร อยู่ที่ไหนก็สบายใจว่าเราไม่มีศัตรู ถ้าอย่างนั้นพระองค์ท่านจะนอนหลับได้ทุกวัน พระเจ้าอโศกมหาราชก็ปรึกษาว่า แล้วโยมทำอย่างนี้มา อยู่ ๆ จะเปลี่ยนไป จะทำอย่างไรได้ เพราะทุกวันนี้ต้องขยายพระราชอาณาจักร

    นิโครธสามเณรให้ขยายอาณาจักรด้วยธรรมวิชัย ธรรมเภรี ก็คือประกาศหลักธรรมแทน พระเจ้าอโศกมหาราชทำตามครับ จากที่เขาเรียกว่า "จันฑาโศก" คือ "อโศกผู้ดุร้าย" พอทำไป ๆ คนเขาเลื่องลือกันมาเป็น "ธรรมาโศก" คือ "อโศกผู้ทรงธรรม" แคว้นต่าง ๆ ไม่ต้องไปไล่ตีแล้วครับ ยอมอ่อนน้อม ถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมาเอง

    พระเจ้าอโศกมหาราชจึงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ประกาศถวายภัตตาหารเช้าแก่ภิกษุวันละ ๕๐๐ รูปทุกวัน พระองค์ท่านไม่หนักหรอกครับ สั่งอย่างเดียว..! ใครไปประเทศศรีลังกาดูสิครับ จะเห็นว่าอ่างที่เขาถวายภัตตาหารโดยบรรดาผู้มีจิตศรัทธา ลักษณะเป็นแอ่งโค้ง ๆ คล้าย ๆ เรือครับ พระเจ้าอโศกมหาราชท่านจะรับหม้อยาคู ก็คือข้าวต้มจากพ่อครัว เทลงทางหัวเรือ ก็จะไหลลงไปด้านท้าย พระสงฆ์ ๕๐๐ รูปเดินผ่าน ก็ใช้บาตรจ้วงตักแล้วก็เดินไปเลย ไม่อย่างนั้น ๕๐๐ รูปนี่ไม่ทันเพลนะครับ

    ในปัจจุบันนี้ เสียดายที่ท่านมรณภาพไปแล้ว หลวงปู่วินะยะ วัดเขาตามะยะที่ประเทศพม่า มีใครเคยไปไหมครับ ? ท่านเลี้ยงคนวันหนึ่งเป็นแสน ๆ เลยครับ ใครมาต้องไปฉันอาหารของท่าน โยมมาต้องไปกินอาหารของท่าน ที่วัดท่านเริ่มถวายภัตตาหารพระตอนตี ๔ ใครจะว่าไม่ได้อรุณก็ไม่ได้ครับ เพราะว่าหลังจากพระแล้วจะเป็นสามเณรและแม่ชี จากสามเณรและแม่ชี แล้วจะเป็นฆราวาส กว่าจะล้างจะเก็บอะไรเสร็จ มื้อเพลต้องมาแล้ว เพราะว่าคนเป็นแสนไปกินครับ..!

    ถ้วยจานชามช้อนทุกอย่างที่วัดเขาตะมะยะเป็นสเตนเลสทั้งหมด เพราะว่าล้างธรรมดาไม่ได้ เขาใส่เข่งทีเป็นร้อย ๆ ใบเขย่าเลยครับ อันแรกก็เขย่าในน้ำสะอาด อันที่ ๒ เขย่าในผงซักฟอก อันที่ ๓ ที่ ๔ เขย่าน้ำสะอาด เทโครมลงไปก็ต้องฉวยไปใช้งานต่อเลย

    หรือใครเคยไปเมืองอมฤตสาร์ไหมครับ ? ที่สุวรรณวิหาร ประเทศอินเดีย ที่นั่นเขาเลี้ยงคนแบบเดียวกันครับ คนเป็นหมื่น ๆ ไปกินกันทุกวัน พอเขาส่งจานมาปุ๊บ
    กระผม/อาตมภาพเห็นแล้วหัวเราะ หันไปบอกโยมว่า "เหมือนวัดเขาตามะยะเลย" คนมีประสบการณ์จะใช้ถ้วยจานที่เป็นสเตนเลส ไม่แตกแน่นอน ที่นั่นก็แบบเดียวกันครับ

    ในอรรถกถาระบุว่า "ครัวไฟของวังพระเจ้าอโศกมหาราชไม่เคยดับเลยทั้งวันทั้งคืน" เนื่องเพราะว่าอาหารเช้าเสร็จ ก็ต้องอาหารเพล อาหารเพลเสร็จ ต้องเตรียมอาหารเช้าวันต่อไป
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,089
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,069
    ค่าพลัง:
    +26,892
    บรรดาเดียรถีย์เห็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาอยู่ดีกินดี อ้วนท้วนสมบูรณ์ ตัวเองกว่าจะขอเขากินได้ให้อิ่มสักมื้อหนึ่งก็ยาก จึงปลอมบวชเข้ามา ถ้าบวชถูกต้องก็ไม่มีปัญหาครับ แต่นี่เล่นโกนหัวห่มผ้าเข้ามาเอง พอถึงเวลาก็ "ตีเนียน" ไปรับอาหาร แต่คราวนี้ เดียรถีย์เหล่านี้ไม่รู้จักหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ถึงเวลาก็สอนคนตามแนวทางตามลัทธิของตัวเอง พระพุทธศาสนาวุ่นวายฉิบหายวายป่วงหมด..! เพราะรายนี้สอนอย่างนี้ รายนั้นสอนอย่างนั้น จนพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระทนไม่ได้ครับ

    เนื่องเพราะว่าบรรดาผู้ปลอมบวช ถึงเวลาจะมาลงปาฏิโมกข์ด้วย พระสงฆ์ไม่ให้ลงด้วยครับ ไอ้เจ้าพวกนั้นดันปากดี ไปฟ้องพระเจ้าอโศกมหาราช พระเจ้าอโศกมหาราชจึงสั่งมหาอำมาตย์บอกว่า "จงไปสั่งให้ภิกษุสงฆ์ปาฏิโมกข์ด้วยกัน" สั่งก็ไม่ทำครับ ไอ้นั่นมันอนุปสัมบัน จะไปลงกับมันอย่างไร ? ศีลไม่เท่ากัน มันปลอมเข้ามากินเท่านั้น มหาอำมาตย์จึงใช้อำนาจตัวเองครับ "ท่านจะลงไหม ? ไม่ลงใช่ไหม ?" ฟันหัวขาดเลย ฆ่าพระไปหลายสิบรูปครับ..!

    จนกระทั่งพระติสสะ ที่เป็นน้องชายของพระเจ้าอโศกมหาราชไปบวช ทนดูไม่ได้ มานั่งขวาง "ท่านจะลงปาฏิโมกข์กับเขาไหม ?" "ไม่ลง" แต่มหาอำมาตย์ไม่กล้าทำอะไรครับ นั่นพระเจ้าน้องยาเธอ จึงกลับไปรายงาน พระเจ้าอโศกมหาราชตกใจมาก กูบอกไปให้แจ้งให้พระลงปาฏิโมกข์ด้วยกันเท่านั้น มึงไปฟันหัวเสียเยอะเลย..! รีบเปลี่ยนไปปรึกษาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระว่า "โยมจะแก้กรรมหนักตรงนี้อย่างไร ?" พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ฉวยโอกาสขอให้พระเจ้าอโศกมหาราชรับเป็นเจ้าภาพสังคายนาพระไตรปิฎก

    ท่านเองก็กำหนดวิธีการว่าอันดับแรก ต้องชำระศาสนาให้บริสุทธิ์เสียก่อน สั่งปิดเมืองเลย..! เกณฑ์เอานักบวชทั้งหมดมา แล้วให้ถามทีละคนว่า "พระศาสดาสอนว่าอะไร ?" ไอ้พวกนั้นไม่เคยศึกษา ไม่รู้ครับ ใครตอบผิดมีสองอย่าง ก็คือรับผ้าขาวสึกไปเลย แล้วอย่ามาให้เห็นหน้าอีก ใครที่ไม่รับผ้าขาว ไม่ยอมสึก ดื้อด้านอยู่ต่อ พระเจ้าอโศกมหาราชสั่งประหารเองครับ หมดไป ๒๐,๐๐๐ กว่าราย..!

    แล้วทำสังคายนาพระไตรปิฎก ด้วยการรวบรวมพระอรหันต์มา ๑,๐๐๐ รูปครับ ทำอยู่ ๙ เดือน จากนั้นพระเจ้าอโศกมหาราชก็ได้รับการถวายแนวคิดว่า ถ้าทิ้งพระธรรมคำสอนไว้เฉพาะในชมพูทวีป อาจจะไม่มั่นคง จึงส่งสมณทูตออกไป ๙ สาย เพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา สายที่ ๘ มาที่สุวรรณภูมิบ้านเราครับ
     
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,089
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,069
    ค่าพลัง:
    +26,892
    นี่บอกกล่าวกับทุกท่านเพื่อให้เห็นชัดเจนว่า สถานการณ์บ้านเราในปัจจุบันนี้ คล้ายคลึงความแตกแยกตั้งแต่การสังคายนาครั้งที่ ๒ แล้ว เพราะตอนนี้ถ้าหากว่าแยกชัด ๆ เลย เรามีมหานิกาย มีธรรมยุติกนิกาย มีจีนนิกาย มีอนัมนิกาย นี่ยังพอไปกันได้ครับ

    แต่ไอ้ที่เหมือนกับนิกายแล้วเขายังไม่เรียกนิกายมีอะไรครับ ? สันติอโศก วัดนาป่าพง ธรรมกาย นี่คือสิ่งที่เป็นสัทธรรมปฏิรูป เข้ามาบั่นทอนพระพุทธศาสนาของเรา ทำให้คนสับสนวุ่นวาย ถ้าเราไม่ยึดหลักธรรมที่แท้จริงไว้ ญาติโยมที่ควรจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ก็จะเสียประโยชน์ไป

    คำสอนบ้าอะไรของมัน อยากไปสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชให้ทำทาน อยากจะไปชั้นดาวดึงส์ให้ทำทานยิ่งกว่า อยากจะไปชั้นยามา ทำทานให้มากยิ่งขึ้น อยากไปชั้นดุสิต ทำให้มาก ๆ ขึ้นไป เห็นหรือยังครับว่าผิดเพี้ยนขนาดไหน ?

    กระผม/อาตมภาพเรียนถวายทุกท่านว่าไม่ได้ให้ไปคัดค้านเขาครับ ถ้าไม่บ้าพอแบบผม แต่ให้ทุกท่านหยิบเอาหลักธรรมที่ถูกต้องไปเผยแผ่ต่อ เพราะว่าส่วนใหญ่เราคือพระวิปัสสนาจารย์ จากกองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย ส่วนใหญ่ต้องสอนเขา ต้องสอนด้วยความระมัดระวังครับ ถ้าสอนในสิ่งที่เราทำได้ถือว่าเสมอตัว แต่อย่าตีความพระไตรปิฎกเอง อ่านพระไตรปิฎกก็ได้ อ่านวิสุทธิมรรคก็ได้ หรือไม่ก็มีเวลาอ่านอรรถกถาก็ได้ แต่อย่าไปถึงฎีกาอนุฎีกา เพราะว่ากระผม/อาตมภาพดูมาแล้ว ท่านตีความผิดเยอะ แล้วยึดหลักตามนั้นเผยแผ่ไปครับ อย่างน้อย ๆ ให้หลักธรรมที่ถูกต้องยังปรากฏอยู่ในบ้านเราเมืองเรา

    โดยเฉพาะส่วนที่สำคัญที่สุด ถ้าเราทำได้เอง พูดอะไรก็ขลังครับ จึงต้อง "ยถาวาที ตถาการี" พูดอะไรต้องทำอย่างนั้น "ยถาการี ตถาวาที" ทำอย่างไรให้พูดอย่างนั้น อย่ามีหน้ามีหลังครับ ไม่ใช่ลับหลังกูตามใจตัวเอง ต่อหน้าก็ทำตีหน้าเคร่งสอนชาวบ้านเขา ไอ้ลักษณะนั้นหลอกลวงเขากินครับ มันจะเป็นอิณบริโภค (อิ-นะ-บอ-ริ-โพก) ก็คือกินแบบเป็นหนี้ เราจะเป็นหนี้เป็นสินไปเรื่อย เดี๋ยวก็ล่มจมครับ..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...