รูปถ่ายหลังตะกรุดหลวงปู่จ่างเขื่อนเพชรองค์บดินทร์หลวงปู่แหวนเสก ๖ เดือน

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,209
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774108944339.jpg 1774108849357.jpg 1774108821715.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

    หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม นครปฐม หลวงพ่อพูล ชื่อนี้ประจักษ์ในฐานะพระเกจิอาจารย์อันดับหนึ่งของประเทศไทยและนับเป็นสุดยอดพระผู้ยิ่งใหญ่ด้วยเมตตาบารมี เป็นเนื้อนาบุญอันไพศาล..... ที่ผ่านมาชีวิตของท่านอุทิศแล้วในพระพุทธศาสนา.....ด้วยแรงกายแรงใจช่วยเหลือผู้ยากไร้มิเคยขาด ที่สำคัญท่านพ้นวังวนของกิเลสและตัณหา มุ่งแผ่เมตตาธรรมโดยถ้วนหน้าแก่ทุกชีวิตที่เข้ามาพึ่งใบบุญโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ สายตาของท่านมองทุกคนด้วยความเท่าเทียม ทุกคนจึงได้รับจากการปฏิบัติจาก หลวงพ่อพูล อย่างดีมาโดยตลอด หลวงพ่อพูล เป็นพระที่มีเคร่งครัดพระธรรมวินัย ด้วยความสมถะท่านจะนิ่ง พูดน้อย จนได้รับสมญา �ของจริงต้องนิ่งใบ้� หลวงพ่อพูลท่านเกิดในสกุล �ปิ่นทอง� เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย. 2455 ปีชวด (ร.ศ.131) เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน บิดาชื่อ �นายจู ปิ่นทอง� มารดาชื่อ �นางสำเนียง ปิ่นทอง� ณ บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ดอนยายหอม นครปฐม จบการศึกษาประถม 4 ที่โรงเรียนวัดเห้วยจระเข้ นครปฐม ปีพ.ศ. 2471 จากนั้นจึงได้ฝึกอ่านเขียนอักษรขอมและแพทย์แผนโบราณจาก �ปู่แย้ม ปิ่นทอง� ผู้นี้มีศักดิ์เป็นปู่แท้ๆ และได้รับการถ่ายทอดวิชา คาถาอาคม จาก �หลวงปู่จ้อย� วัดบางช้างเหนือ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง �หลวงปู่กลั่น� วัดพระประโทนเจดีย์ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม วัยหนุ่มหลวงพ่อพูล นั้น ชอบวิชาการต่อสู้ของลูกผู้ชาย จึงฝึกและศึกษาวิชามวยไทย และที่สำคัญท่านเคยเป็นนักมวยฝีมือดีคนหนึ่ง จนมีอายุครบวัยเกณฑ์ทหาร หลวงพ่อพูล ได้ทำหน้าที่พลเมืองดีของชาติ ด้วยการไปทำการคัดเลือกทหาร สังกัดทหารม้า เป็นทหารรักษาพระองค์ กองบัญชาการ เดิมอยู่ที่สะพานมัฆวาน กรุงเทพฯ ซึ่งตรงกับช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดย หลวงพ่อพูลได้รับยศเป็นนายสิบตรี มีเงินเดือนขณะนั้นเดือนละ 2 บาท เรื่องการเป็นทหารรับใช้ชาตินี้นับเป็นความภาคภูมิใจของท่านเป็นอย่างมาก หลังจากปลดจากประจำการแล้ว ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2480 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 12 ค่ำ ปีฉลู ณ พัทธสีมาวัดพระงาม อ.เมือง จ.นครปฐม โดยมี พระครูอุตตการบดี (หลวงปู่สุข ปทฺวณฺโณ) เจ้าคณะ อ.เมือง เจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังบวชแล้ว ได้พำนักอยู่ที่วัดพระงาม ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี เมื่อ พ.ศ.2482 ในระหว่างนี้เองหลวงพ่อพูลท่านได้ให้ความสนใจศึกษาด้านการเจริญสมาธิจิต ฝึกฝนวิปัสสนากรรมฐาน ตามคำสอนควบคู่กับการศึกษาวิชาอาคม ซึ่งได้รับมอบมาจาก ปู่แย้ม ปิ่นทอง และด้วยพื้นฐานความรู้ที่มีอยู่แล้ว จึงทำให้ท่านศึกษาถ่ายทอดมหาพุทธาคมได้อย่างรวดเร็ว และที่วัดพระงามนี้ ทำให้ท่านได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อพร้อม วัดพระงาม ในกระบวนพระเกจิอาจารย์ที่เป็นบูรพาจารย์ของ หลวงพ่อพูล ซึ่งท่านเคารพนับถือมากรูปหนึ่งคือ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ได้รับคำแนะนำสั่งสอนเรื่องการเจริญสมาธิภาวนา การเขียนอักขระเลขยันต์ ปลุกเสกวัตถุมงคล วิชาอาคมต่างๆ หลวงพ่อเงินเมตตาถ่ายทอดอย่างไม่ปิดบัง ซึ่งเมื่อได้รับคำแนะนำจนเป็นที่มั่นใจแล้ว ท่านจึงออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรฝึกฝนสมาธิจิต และในปี พ.ศ. 2490 วัดไผ่ล้อมเกิดขาดเจ้าอาวาสปกครองวัด เนื่องจากว่าเจ้าอาวาสแต่ละรูปอยู่ปกครองวัดได้ไม่นานต้องลาสิกขาไป หลวงพ่อพูลย้ายมาจำพรรษาประจำอยู่วัดไผ่ล้อม พร้อมกับได้ทำการก่อสร้าง และพัฒนาวัดเรื่อยมา ตลอดเวลาท่านพยายามมุมานะในการศึกษาด้านการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน และวิชาต่างๆ ที่สามารถที่จะนำไปช่วยเหลือชาวบ้านผู้เดือดร้อนได้โดยตลอดเวลา ปัจจุบันหลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข แห่งวัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม อายุ 94 ปี แม้ท่านจะมีอายุที่มากแล้ว แต่ภารกิจของท่านก็ยังคงต้องมีเรื่องให้ท่านปฏิบัติไม่ว่างเว้นท่านสร้างความเลื่อมใสศรัทธาแก่คนหมู่มาก จากปากต่อปากทำให้มีผู้ที่มาสักการะขอพรจากท่านเป็นจำนวนมากทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ จตุปัจจัยไทยทานที่สาธุชนได้บริจาคมานั้น ท่านไม่เคยสะสม มีเท่าไหร่ ท่านก็นำไปบริจาคสร้างถาวรวัตถุ สร้างความเจริญไว้แก่วัดไผ่ล้อมจนเกิดความเจริญรุ่งเรืองแลดูสวยงามสบายตา เหมาะสมที่จะเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา 94ปีของ พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณ พระมงคลสิทธิการ หรือ หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข ได้ล่วงเลยไปตามวัยของสังขารในฐานะสมภารเจ้าวัดกลับรังสรรค์ผลงานให้กับคณะสงฆ์ได้ดีไม่มีบกพร่อง ทั้งงานด้านปกครองคณะสงฆ์ ด้านสาธารณูปการ ด้านสาธารณสงเคราะห์ โดยเฉพาะด้านศึกษาสงเคราะห์ และเผยแพร่พระธรรมวินัยได้ครบถ้วน สมเป็นพระอาจารย์ที่มีคณะศิษย์ศรัทธาเลื่อมใสทั่วประเทศ

    วันที่ 28 ธันวาคม 2547 หลวงพ่อป่วยลง คณะศิษย์ใกล้ชิดได้นำท่านเข้าตรวจเช็คร่างกาย ณ โรงพยาบาลนครปฐม ท่านควรรักษาตัวทีตึกสงฆ์ จนวันที่ 31 ธันวาคม ได้มีงานฉลองสมณศักดิ์พัดยศถวายวัดไผ่ล้อม ซึ่งขณะนั้นหลวงพ่ออาการไม่ดีขึ้นและหมอลงความเห็นว่า หลวงพ่อมีอาการลิ้นหัวใจรั่วและน้ำท่วมปอด ต่อมา 31 มกราคม พ.ศ. 2548 ได้ย้ายหลวงพ่อไปรักษาตัว ที่โรงพยาบาลสมิติเวส กรุงเทพ ทำการรักษาตัว หลวงพ่อและปาฏิหาริย์มีจริง กว่า 4 เดือนที่หลวงพ่อ รักษาตัว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม อาการหลวงพ่อดีขึ้น จนแพทย์แปลกใจจึงอนุญาตให้กลับวัดได้ ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม หลวงได้เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก พระขุนแผน-กุมารทองแม้ท่านจะนอนอยู่บนเตียง ที่ทางวัดเตรียมให้ ต่อมา 21 พฤษภาคม อาการ หลวงพ่อทรุดลงอีกครั้ง แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

    อาการหลวงพ่อดีขึ้น อากาศยามเช้าวันอาทิตย์ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 สดใสไร้เมฆฝน กระทั่งเวลา 14.55 น. เสียงเครื่องวัดชีพจรสงบลง ศิษย์ทุกคนตื่นขึ้นหลวงพ่อพูลได้ละสังขารจากพวกเขาไปแล้ว อย่างสงบทิ้งเพียงเสียงธรรมสั่งสอน และคุณงามความดี ที่สั่งสมมาตลอด 93 ปี

    #ประวัติหลวงพ่อพูลวัดไผ่ล้อม

    หากพูดถึงพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่เคารพรักอย่างมากในจังหวัดนครปฐมและระดับประเทศ หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข (พระมงคลสิทธิการ) อดีตเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม คือหนึ่งในนามที่ผู้คนเลื่อมใสในเรื่องความเมตตาและการเป็นพระนักพัฒนาครับ
    นี่คือประวัติโดยละเอียดของท่านครับ

    1. ชาติภูมิและการเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
    * นามเดิม: พูล ปิ่นทอง
    * เกิดเมื่อ: วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455 (ตรงกับต้นรัชกาลที่ 6) ณ บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม
    * วัยเด็ก: ท่านเป็นเด็กที่เรียบร้อยและกตัญญู สนใจในเรื่องศิลปะการต่อสู้และการฝึกสมาธิเบื้องต้น

    * อุปสมบท:

    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ณ วัดพระงาม โดยมี พระครูอุตตรการบดี (หลวงปู่สุข) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อตฺตรกฺโข" แปลว่า "ผู้รักษาตนดีแล้ว"
    2. การสืบทอดพุทธาคม

    หลวงพ่อพูลท่านไม่ได้เก่งเพียงแค่ในตำรา แต่ท่านได้ดั้นด้นไปฝากตัวเป็นศิษย์กับสุดยอดเกจิในยุคนั้นหลายท่าน อาทิ:

    * หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม: ท่านเป็นหลานแท้ๆ ของหลวงพ่อเงิน และได้เรียนวิชาการทำสมาธิและการสร้างวัตถุมงคล

    * หลวงปู่พร้อม วัดพระงาม: เรียนวิชาด้านเมตตามหานิยม

    * หลวงปู่สุข วัดพระงาม: เรียนวิชาอาคมและวิปัสสนากรรมฐาน

    3. การปฏิสังขรณ์วัดไผ่ล้อม

    ในปี พ.ศ. 2490 วัดไผ่ล้อมในขณะนั้นอยู่ในสภาพทรุดโทรมแทบจะเป็นวัดร้าง คณะสงฆ์จึงแต่งตั้งให้ท่านมาเป็นเจ้าอาวาส

    * ผลงานหลัก: ท่านใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตตรากตรำทำงานหนัก สร้างทั้งโบสถ์ ศาลาการเปรียญ โรงเรียน และเสนาสนะต่างๆ จนวัดไผ่ล้อมกลายเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในนครปฐม

    * หลักการสอน: ท่านเน้นสอนให้ลูกศิษย์เป็นคนดี มีความกตัญญู และขยันทำมาหากิน

    4. วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียง
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อพูลขึ้นชื่อเรื่อง "เมตตามหานิยม" และ "โชคลาภ" ที่โด่งดังมากได้แก่:

    * กุมารทองสมบัติ: เป็นกุมารทองที่โด่งดังระดับประเทศ เชื่อกันว่าให้คุณด้านค้าขาย

    * พระขุนแผน: รุ่นต่างๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อระดมทุนสร้างสาธารณประโยชน์
    * เหรียญและรูปหล่อ: ซึ่งมักจะผ่านพิธีปลุกเสกที่เข้มขลังและมีเอกลักษณ์

    หากพูดถึง หลวงพ่อพูล (พระมงคลสิทธิการ) แห่งวัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม ลูกศิษย์ลูกหามักจะนึกถึงความเมตตาและภาพลักษณ์ของพระที่ "นิ่งสงบ" จนได้รับฉายาว่า "พระจริงนิ่งใบ้" เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของท่านมีหลายด้านที่น่าอัศจรรย์ครับ

    1. ปาฏิหาริย์ "สังขารสีทอง"
    อภินิหารที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกมากที่สุดคือ สรีระสังขารที่ไม่เน่าเปื่อย ของท่านหลังจากละสังขารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2548 (ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชาพอดี) ที่น่าอัศจรรย์กว่านั้นคือ เมื่อเวลาผ่านไป ผิวพรรณของท่านกลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็น สีทองอร่าม อย่างน่าเหลือเชื่อ จนเป็นที่มาของพิธีเปลี่ยนผ้าครองถวายที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อให้ศิษยานุศิษย์ได้เข้ากราบอย่างใกล้ชิด

    2. ตำนาน "กุมารทองสมบัติ"

    หลวงพ่อพูลท่านขึ้นชื่อมากเรื่องการสร้างและปลุกเสก กุมารทอง โดยเฉพาะ "กุมารทองสมบัติ" ซึ่งเป็นกุมารทองขนาดใหญ่ที่อยู่คู่บารมีท่านมานาน มีเรื่องเล่าว่ากุมารทองนี้ช่วยหาเงินสร้างวัดไผ่ล้อมจนสำเร็จลุล่วงนับร้อยล้านบาท และมักจะบันดาลโชคลาภ ค้าขายร่ำรวย ให้กับผู้ที่มาขอพรอยู่เสมอ

    3. วิชา "นะหน้าทอง" และเมตตามหานิยม

    ท่านเป็นต้นตำรับการลง นะหน้าทอง ที่เข้มขลังมาก เชื่อกันว่าใครที่ได้รับการลงนะจากท่าน (หรือวิชาที่สืบทอดมาถึงหลวงพี่น้ำฝนในปัจจุบัน) จะช่วยเสริมสง่าราศี เมตตามหานิยม และทำให้การติดต่อเจรจางานต่างๆ ประสบความสำเร็จอย่างน่าประหลาดใจ

    4. ความแคล้วคลาดและบารมีจากวัตถุมงคล

    วัตถุมงคลของท่าน เช่น หนุมานครองเมือง หรือ พระขุนแผน มีประสบการณ์เล่าขานกันมากในเรื่องการคุ้มครองป้องกันภัยและความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ด้วยความที่ท่านเคยศึกษาวิชาจากเกจิชื่อดังหลายท่าน เช่น หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม และหลวงพ่อพร้อม วัดพระงาม ทำให้พลังจิตของท่านมีความหนักแน่นและศักดิ์สิทธิ์มาก

    สรุปสั้นๆ สำหรับคนทำธุรกิจ:
    หลายคนมักไปกราบท่านเพื่อขอพรเรื่อง "ความมั่งคั่งและบารมี" เพราะชื่อของท่านคือ "พูล" ที่หมายถึงการเพิ่มพูนนั่นเองครับ

    5. การละสังขารที่อัศจรรย์

    หลวงพ่อพูลละสังขารอย่างสงบเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 (ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา) ณ โรงพยาบาลนครปฐม รวมสิริอายุได้ 93 ปี 68 พรรษา
    > หมายเหตุ: ปัจจุบันสรีระสังขารของท่าน "ไม่เน่าเปื่อย" บรรจุอยู่ในโลงแก้ว ณ วิหารหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ได้เข้ามากราบไหว้ขอพร
    >

    | วันเกิด | 11 พฤศจิกายน 2455 |
    | วันละสังขาร | 22 พฤษภาคม 2548 (วันวิสาขบูชา) |
    | ตำแหน่งสูงสุด | พระมงคลสิทธิการ (เจ้าคุณ) |
    | ศิษย์เอกผู้สืบทอด | พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) |
    หากคุณมีโอกาสไปจังหวัดนครปฐม การแวะไปกราบสรีระสังขารของท่านที่วัดไผ่ล้อมถือเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งครับ

    ขอขอบคุณ ท่านเจ้าของข้อมูลที่ให้เผยแพร่เป็นธรรมทาน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆข้อมูลอย่างสูงครับ
    ยกชุด ๒ รายการ
    พระสมเด็จ เนื้อกระเบื้อง รุ่นแรก หลวงพ่อพูล อตฺตรฺกโข วัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐมเป็นพระพิมพ์สมเด็จฯที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ สร้างจากเนื้อผงพุทธคุณผสมกระเบื้องเก่า
    เป็นสมเด็จ ที่มีประสบการณ์สูงในอดีต
    ๒ ล็อกเก็ตเรซิ่นยุคแรกหลวงพ่อพูล ...

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260321_225536.jpg IMG_20260321_225610.jpg IMG_20260321_225637.jpg IMG_20260321_225706.jpg IMG_20260321_225733.jpg IMG_20260321_225757.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 มีนาคม 2026 at 00:22
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,209
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1774111953699.jpg FB_IMG_1774111956465.jpg FB_IMG_1774111958905.jpg FB_IMG_1774111961832.jpg

    ศิษย์หลวงปู่จันทร์ วัดนางหนู ลพบุรี ตำนานยุคสงครามอินโดจีน

    หลวงปู่ผลท่านนั้นไม่เป็นสองรองใครเลยแต่ยังขาดคนเผยแผ่บารมี
    คำบอกเล่าจากพระสมุห์ภาสน์(อาจารย์ตั้ว)วัดซับลำใย ท่านเคารพและนับถือหลวงปู่ผลมาก ไม่ว่างานไหนของวัดซับลำใยพระอาจารย์ตั้วจะนิมนต์หลวงปู่ผลไปช่วยเสมอๆ ในสมัยนั้นพระอาจารย์ตั้วท่านยังบอกกับสื่อต่างๆว่าถ้าสื่อต่างๆได้มีโอกาสเผยแผ่เกียรติคุณหลวงปู่ผล ชื่อเสียงของหลวงปู่ผลคงไม่แพ้หลวงพ่อเพี้ยนแน่ๆ
    ภาพหลวงปู่ผลวัดเนินทอง ในงานพิธีเททองหล่อพระประธาน ซึ่งทุกพิธีของวัดซับลำใย พระอาจารย์ตั้ว จะขอบารมีนิมนต์หลวงปู่ผล มาร่วมงานทุกพิธี ทั้งงานเล็กและงานใหญ่ สาธุ
    ประวัติหลวงปู่ผลลงหนังสือนะโม พระอาจารย์ตั้วแนะนำให้ผู้เขียนหนังสือลงประวัติหลวงปู่ผล ถ้าคนได้รู้ประวัติท่านแล้ว หลวงปู่ผลท่านนั้นไม่เป็นสองรองใครเลยแต่ยังขาดคนเผยแผ่บารมี

    ประวัติหลวงปู่ผล พระผู้ที่มากด้วยบารมีสร้างโบสถ์มามากกว่า7วัด ทายาทหลวงปู่จันวัดนางหนู จ.ลพบุรี
    พระครูมงคลกิจ (หลวงปู่ผล กาญจโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดเนินทองวราราม ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี

    หลวงปู่ผล กาญจโน เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๒ ที่ ต.โพธิ์เก้าต้น อ.เมือง จ.ลพบุรี เป็นบุตรชายของ คุณพ่ออ๊อด คุณแม่ทอง อ่ำสอน มีพี่น้องทั้งหมด ๙ คน โดยหลวงปู่ผลเป็นบุตรคนที่ ๘

    ในวัยเด็ก

    ทางบ้านของครอบครัวหลวงปู่ผล มีอาชีพทำนา พ่อของหลวงปู่ผลเสียชีวิตตั้งแต่หลวงปู่ผลมีอายุได้๓ขวบ หลังจากพ่อเสีย เวลาแม่ไปทำนา แม่ก็จะให้พี่สาวเลี้ยงดูหลวงปู่ผลอยู่บ้าน จนมีเหตุการณ์หนึ่ง เวลาตอนกลางวันพี่สาวกล่อมหลวงปู่ผลให้หลับนอนและพี่สาวก็เผลอหลับไปด้วย ตัวหลวงปู่ผลนั้นได้ตื่นก่อนพี่สาวไม่รู้ว่าเดินหรือคลานไปทางหัวระเบียงบ้าน ไม่รู้ว่าทำอย่างไร ตกลงไปตรงอ่างขุ่นน้ำข้าวสุนัข อ่างขุ่นน้ำข้าวสุนัขแตก สงสัยสะโพกกระแทก และคงนอนสลบไป ตอนหลังพี่สาวตื่นขึ้นมาไม่เห็นน้อง ก็ร้องเรียกหาเที่ยวไปตามบ้านใกล้เรือนเคียงไม่มีใครรู้ และทางญาติก็ช่วยกันออกตามหา และได้มาเจอ เห็นนอนสลบอยู่ตรงอ่างขุ่นน้ำข้าวสุนัข และได้อุ้มขึ้นไปบนบ้าน ทางญาติคนแก่ๆก็บอกว่า ไม่ต้องไปรอแม่มันหรอก กว่าแม่มันจะกลับมาบางทีก็เย็นค่ำ ให้พาไปหาหลวงปู่มันดีกว่า(หลวงปู่นี้คือหลวงปู่จัน วัดนางหนู ปู่ของหลวงปู่ผล) บางทีท่านจะช่วยให้มันรอดตายได้ (สมัยนั้นโรงพยาบาลไม่มี) ทุกคนเห็นดีด้วย จึงพากันยกหลวงปู่ผลไปหาหลวงปู่จันวัดนางหนู พอถึงวัดนางหนู หลวงปู่จันก็ให้การรักษาอาการบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งหลวงปู่จัน ท่านก็รักษาโดนการประสานกระดูก โดยใช้น้ำมันมนต์ที่ท่านปลุกเสก จนอาการบาดเจ็บของหลวงปู่ผลบรรเทา และหายจากอาการบาดเจ็บ สะโพกของหลวงปู่ผลหลุดไม่เข้าที่ ทำให้ท่านเดินในลักษณะขาไม่เท่ากันมาตั้งแต่นั้นมา และทางหลวงปู่จัน วัดนางหนู ก็ได้รับหลวงปู่ผลมาเลี้ยงอยู่กับท่านเลย และหลวงปู่ผล ก็ได้เรียนหนังสือไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จนถึงปี ๔ ภายหลังหลวงปู่จัน จึงให้หลวงปู่ผล กาญจโน บวชสามเณร เรียนภาษาขอมและบาลี และหลวงปู่ก็ได้เรียนพระธรรมวินัย จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี

    เมื่อหลวงปู่ผลมีอายุครบ ๒๐ ปี หลวงปู่จัน จึงได้จัดแจงให้หลวงปู่ผล ทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยได้บวชที่วัดบัว และได้มาจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่จัน ที่วัดนางหนู เพื่อศึกษาเล่าเรียนตำรับตำรา วิทยาคมต่างๆ จากหลวงปู่จัน จนกระทั่งมีความชำนาญ ถือเป็นตัวแทนของหลวงปู่จัน วัดนางหนู และหลวงปู่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่จัน วัดนางหนู อย่างแท้จริง

    จนเมื่อหลวงปู่ผล กาญจโน อายุครบ ๔๕ ปี พรรษา ๒๕ หลวงปู่ผล กาญจโน ได้ทำการลาสิกขาบท ออกมาใช้ชีวิตฆราวาส และได้มีครอบครัว ภายหลังหลวงปู่ผล ได้พาครอบครัวมาทำมาหากินที่บ้านท่ากรวด ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี

    เมื่อหลวงปู่ผล กาญจโน มีอายุได้ ๕๘ ปี หลวงปู่ผล ได้หวนกลับมาสู่เพศบรรพชิตบวชเป็นพระภิกษุอีกครั้ง เมื่อคราวฉลองธงลูกเสือชาวบ้าน รุ่น ๔๐๙/๗ ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี โดยเข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดจันทาราม ต.ชัยบาดาล อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยมีพระครูวิมลชยากร เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงปู่ผล ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทธาวาส (วัดท่ากรวด ) โดยมีหลวงพ่อสุข เป็นเจ้าอาวาสในตอนนั้น

    ต่อมาหลวงพ่อสุข ได้ย้ายไปอยู่จังหวัดอุทัยธานี หลวงปู่ผล จึงได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่ากรวด แทนหลวงพ่อสุข เป็นเวลาประมาณ ๑๕ ปี โดยหลวงปู่ผล กาญจโน ได้ทำการก่อสร้าง กุฏิ วิหาร และอุโบสถ จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ต่อมาวัดท่ากรวดได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงทำให้หลวงปู่ผล ย้ายมาอยู่ที่วัดเนินทองวราราม ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งหลวงปู่ผลก็ได้ทำการก่อสร้างกุฏิ วิหาร และอุโบสถแล้วเสร็จ ด้วยอาศัยบุญญาบารมีท่าน ท่านเป็นพระเถระที่มีวิทยาคมสูง จึงทำให้มีบรรดาลูกศิษย์มากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยพากันมาบริจาคทรัพย์ช่วยหลวงปู่ผล สร้างกุฏิห้องน้ำ ศาลาการเปรียญและอุโบสถจนแล้วเสร็จ และในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ได้ทำการจัดงานผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตรอุโบสถวัดเนินทองวราราม ต.แก่งผักกูด อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี

    ในด้านผลงาน

    หลวงปู่ผล กาญจโน ได้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุมากมาย เช่น กุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ อุโบสถทั้งหมด ๗ แห่ง

    ๑. วัดสุทธาวาส ( วัดท่ากรวด ) ได้ก่อสร้างกุฏิ วิหาร อุโบสถ สำเร็จไปด้วยดี

    ๒. วัดเนินทองวราราม ปี พ.ศ.๒๕๓๘ เริ่มก่อสร้างกุฏิ วิหาร อุโบสถ จนสำเร็จไปด้วยดี

    ๓. วัดท่ามะไฟ ต.ท่ามะไฟ อ.ท่าหลวง จ.พิจิตร เริ่มก่อสร้างห้องน้ำ กุฏิ วิหาร ศาลาหอฉัน และ อุโบสถ จนสำเร็จไปด้วยดี

    ๔. วัดเขาแก้ว ต.เขาแก้ว อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

    ๕. วัดตรีบุญ(ซอย๖) อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

    ๖.วัดมณีโสภณ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

    ๗. วัดซอย๑๑ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

    หลวงปู่ผล กาญจโน ท่านได้บริจาคทรัพย์ส่วนตัว ช่วยสร้างสำนักงานศึกษาธิการอำเภอท่าหลวง เป็นจำนวนเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท

    หลวงปู่ผล กาญจโน ได้บริจาคทรัพย์ส่วนตัวช่วยสร้างวัดต่างๆ ทั้งในจังหวัดลพบุรีและต่างจังหวัด หลวงปู่ผล ท่านเป็นพระที่มีเมตตาธรรม มีคุณธรรมอันสูง มีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมานมัสการ โดยท่านไม่ถือตัว บรรดาญาติโยมเข้าพบได้ง่ายตลอดเวลา และท่านเป็นพระที่มีวิทยาคมอันสูง ท่านจะไปนั่งปรกคู่กับหลวงปู่ทิม วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่เป็นประจำ และวันที่๑๖เมษายนของทุกปี บรรดาศิษยานุศิษย์ก็จะพากันมานมัสการหลวงปู่ผล ในวันงานไหว้ครูเป็นประจำทุกปี จากทั่วสารทิศทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    สมณศักดิ์

    - ดำรงค์ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส ( ท่ากรวด)
    พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสังฆรักษ์
    พ.ศ. ๒๕๔๐ ดำรงค์ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเนินทองวราราม
    พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้รับสมณศักดิ์พระครูมงคลกิจ(ชั้นโท)

    ในด้านวัตถุมงคล

    หลวงปู่ผล กาญจโน ท่านได้สร้างวัตถุมงคล ตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่วัดท่ากรวด โดยหลวงปู่ผล ท่านจัดสร้างวัตถุมงคลตามตำราของหลวงปู่จัน วัดนางหนู ซึ่งในการจัดสร้างวัตถุมงคลนั้น หลวงปู่ผล ท่านได้มีการจัดสร้างเหรียญรุ่นแรก รูปหล่อปั้มรุ่นแรก ผ้ายันต์ ตะกรุดโทน สีผึ้งตระกรุดสาริกา เสื้อยันต์แดง และ ตะกรุดไม้ไผ่มหาอุต หลวงปู่ผล ท่านสร้างได้เข้มขลัง ตามตำราหลวงปู่จัน วัดนางหนู ผู้เป็นอาจารย์ของหลวงปู่ผล กาญจโน โดยมีการจัดสร้างตามวาระต่างๆ เช่น งานผ้าป่า งานกฐิน ทั้งที่วัดจัดสร้างเอง และลูกศิษย์จัดสร้างถวาย โดยหลวงปู่ผล มีการจัดสร้างเรื่อยมา ทั้งตอนที่อยู่วัดท่ากรวด และที่วัดเนินทอง

    ประสบการณ์ในวัตถุมงคล

    วัตถุมงคลของหลวงปู่ผล กาญจโน นั้น มีประสบการออกมาเรื่อยๆจากลูกศิษย์ที่ได้นำวัตถุมงคลของหลวงปู่ผลไปบูชา ที่มีประสบการณ์ออกมาให้เห็น ทั้งเรื่องคงกระพัน มหาอุต แคล้วคลาด เมตตามหานิยม โดยลูกศิษย์มีทั้งโดนยิ.. แต่ปืnไม่สามารถยิjออกได้ ขับรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ รถพังยับ แต่คนขับรอดปลอดภัยไม่เป็นอะไรเลย และอีกหลายๆเรื่องราว ที่ลูกศิษย์ประสบพบเจอกันมามากมาย จึงทำให้ชื่อเสียงของหลวงปู่ท่านโด่งดังไปทั่วทุกสารทิศเพราะมาจากประสบการณ์จริงจากวัตถุมงคล

    อาพาธ

    หลวงปู่ผล กาญจโน เริ่มมีอาการอาพาธด้วยโรคประจำตัวของท่าน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ถึง ๒๕๕๑ เป็นต้นมา บรรดาลูกศิษย์ได้นำตัวหลวงปู่ผล ไปส่งโรงพยาบาลท่าหลวง โรงพยาบาลศิริราช บ่อยครั้งเป็นประจำ ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ ท่านเริ่มอาพาธหนักขึ้น บรรดาศิษย์ได้ส่งท่านมารักษาตัวที่โรงพยาบาลท่าหลวง และทางโรงพยาบาลท่าหลวงได้นำตัวท่านส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเมืองใหม่ลพบุรี ซึ่งอยู่ไม่กี่วัน หลวงปู่ผล กาญจโน ได้ถึงการมรณะภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา รวมสิริอายุ ๘๘ ปี ๒ เดือน

    ซึ่งตลอดระยะเวลาในเพศพรรชิตของหลวงปู่ผล กาญจโน ท่านได้ทุ่มเทชีวิต เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อสังคม ในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อพระศาสนา ต่อประชาชนเรื่อยมาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระสมเด็จหลวงปู่ผลออกวัดท่ากรวดเสาร์ ๕ ปี ๒๕๓๖
    ยกชุด ๒ องค์

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260321_235327.jpg IMG_20260321_235347.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,209
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1774189706319.jpg

    หลวงปู่แหวนอธิษฐานจิตปลุกเสก ๖ เดือนเต็ม

    พระเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงอิทธิฤทธิ์และเป็นสัญญลักษณ์ตัวแทนแห่ง 3 ศักดิ์สิทธิ์ คือ แผ่นดิน คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
    .
    พระทรงพิมพ์คล้ายผงสุพรรณ คือ รูปทรงสามเหลี่ยมยอดตัดเล็กน้อย
    มวลสารใช้ ผงกรุพระสมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส เปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ และผงกรุต่างๆ เช่น พระคง พระวัดสามปลื้ม ผงพระวัดปากน้ำ ผงงาช้างโบราณ และผงธนบัตรชำรุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยย่อยทำลายเป็นเศษ
    .
    อธิฐานจิตโดยเกจิชื่อดังแห่งยุคสมัย :
    .
    หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง,หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ,หลวงพ่อเส็ง วัดกัลยาฯ ,หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธินิมิต ,หลวงพ่อสุด วัดกาหลง ,หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง ,หลวงพ่อบุญ วัดวังมะนาว ,หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์,หลวงพ่อสมชายวัดเขาสุกิม ฯลฯ และหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ยังนำกลับไปปลุกเสกซ้ำอีก นานถึง ๖ เดือนเต็ม

    .
    ..................ส ม เ ด็ จ อ ง ค์ บ ดิ น ท ร์ ปี ๒ ๕ ๒ ๕ ……………
    .......................วัดจักรวรรดิราชาวาส(วัดสามปลื้ม)……………
    .
    พระเครื่อง "องค์บดินทร์" ปี ๒๕๒๕ จัดสร้างขึ้นโดยจอมพลประภาส จารุเสถียร เพื่อเป็นเกียรติแด่เจ้าพระยาบดินทรเชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) แม่ทัพทหารเอก
    พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ในคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี พ.ศ.๒๕๒๕
    .
    ออกแบบโดยอาจารย์อนันต์ สวัสดิสวนีย์ พระเครื่องรูปทรงสามเหลี่ยมยอดตัดเล็กน้อย ด้านหน้าเป็นองค์พระพุทธปฏิมากรปางสมาธิ ประทับบนอาสนะฐานด้านหน้าเป็นฐานผ้าทิพย์ ด้านหลัง เป็นยันต์"อุณาโลม" และอักษรไทยว่า "องค์บดินทร์" ดูแปลกตามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากพระสมเด็จทั่วไป
    .
    ๑ . พิมพ์ใหญ่
    พิมพ์ใหญ่พิเศษ แจกกรรมการ ขนาดกว้าง ๒ เซนติเมตร สูง ๒.๕ เซนติเมตร
    พิมพ์ใหญ่ ปกติ ขนาดกว้าง ๒ เซนติเมตร สูง ๒.๕ เซนติเมตร
    .
    ๒ . พิมพ์เล็ก ขนาดกว้าง ๑.๕ เซนติเมตร สูง ๒ เซนติเมตร

    .
    “องค์บดินทร์” พระเครื่องเพียบพร้อมด้วยอิทธิฤทธิ์และบุญญฤทธิ์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมฺรังสี) ผ่านผงสมเด็จบางขุนพรหม ,และบารมีเจ้าพระยาบดินทรเดชา มีประสบการณ์มาแล้วอย่างมากมาย ผู้ที่ทราบถึงพิธีกรรมการปลุกเสกอันสุดอัศจรรย์ รวมทั้งมวลสาร ผงพุทธคุณที่บรรจุอยู่ใน “องค์บดินทร์” จึงไม่ควรมองข้าม พระเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงอิทธิฤทธิ์และเป็นสัญญลักษณ์ตัวแทนแห่ง 3 ศักดิ์สิทธิ์ คือ แผ่นดิน คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่มีนามว่า “องค์บดินทร์”
    .
    พระพิมพ์พระพุทธมหาบดินทร์ ได้นำเข้าพิธีมหาพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถ
    วัดจักรวรรดิราชาวาส(วัดสามปลื้ม) กรุงเทพฯ โดยมีหลวงพ่อผ่อง วัดจักรวรรดิราชาวาส และพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศ เข้าร่วมพิธีภายในพระอุโบสถ

    วัดจักรวรรดิราชาวาส ขณะทำพิธีได้เกิด ลมพายุพัดเข้ามาในพระอุโบสถหมุนอยู่เหนือกล่องที่บรรจุพระเครื่อง “องค์บดินทร์” เป็นเวลานาน และสิ่งที่ทำให้ทุกคนที่อยู่ในพิธีต่างตกตะลึงคือ ปรากฏมีพญางูเหลือมขนาดใหญ่ได้ตกลงมาจากเพดานโบสถ์
    ขณะกำลังทำพิธี ส่วนภายนอกพระอุโบสถเกิดพายุ ลม ฝน ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง มีเสียงฟ้าผ่า
    .
    เสียงดังอย่างกึกก้อง ทำให้ผู้ที่ร่วมอยู่ในพิธีรู้สึกได้ถึงความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์
    เป็นที่อัศจรรย์ซึ่งเป็นมงคลนิมิตอันดีที่ดวงวิญญาณเจ้าพระยาบดินทร์เดชา , เทวดา
    อารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้ร่วมรับรู้แซ่ซ้องสาธุการในการปลุกเสกพระเครื่องครั้งนี้ เกิดอัศจรรย์ตั้งแต่ทำพิธีพุทธาภิเษก
    .
    มวลสารสำคัญดังนี้
    .
    -ชิ้นส่วนพระสมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส เปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐
    -ชิ้นส่วนพระกรุต่างๆ เช่น พระคง พระวัดสามปลื้ม
    -ผงพระวัดปากน้ำ
    -ผงงาช้างโบราณ
    -ผงธนบัตรชำรุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยย่อยทำลายเป็นเศษ
    -ผงตะไบอาวุธ หอก ดาบ ง้าวโบราณ
    -ผงว่าน ๑๐๘
    -ผงอัญมณีต่างๆ
    -ผงทรายเสกพระเกจิอาจารย์ ๑๐๘ รูป
    -ผงพุทธคุณพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ
    -ฯลฯ
    .
    การผสมผงงาช้างกันเขี้ยวกันงา ผงหอกดาบ ช่วยกันเรื่องอาถรรพน์ภูติผีปีศาจมารบกวน ได้ทุกทิศทั่วไทย ยกเว้นที่อโคจรเท่านั้น
    .
    ประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดจักรวรรดิราวาสหรือวัดสามปลื้ม โดยหลวงพ่อผ่อง วัดจักรวรรดิฯ ร่วมกับพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นอาทิ.
    .
    -หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง
    -หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    -หลวงพ่อเส็ง วัดกัลยาฯ
    -หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธินิมิตร
    -หลวงพ่อสุด วัดกาหลง
    -หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง
    -หลวงพ่อบุญ วัดวังมะนาว
    -หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์
    -หลวงพ่อสมชายวัดเขาสุกิม
    -ฯลฯ

    และหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ยังนำกลับไปปลุกเสกซ้ำอีก นานถึง ๖ เดือนเต็ม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ชุดพระผงองค์บดินทร์ ๒ องค์ สภาพสวยไม่มาก

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260322_212531.jpg IMG_20260322_212558.jpg
     
  4. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,505
    ค่าพลัง:
    +7,726
    ขอจองครับ
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,209
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774174206316.jpg

    เข้าห้องผ่าตัดแล้ว ปรากฎว่า มีดที่หมอใช้ผ่าตัดเพื่อต่อกระดูกให้แม่นั้น กรีดไม่เข้าเนื้อเลย ทำยังไงก็ไม่เข้า

    ประวัติ หลวงปู่บุญมา วัดบ้านหนองตูม จ. ขอนแก่น

    " พระครูบุญสารสุมณฑ์ " ( หลวงปู่บุญมา มุนิโก ) ท่านถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๔ ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ที่ บ้านหนองตูม ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น (ปัจจุบันคือ ต.หนองตูม อ.เมือง จ.ขอนแก่น) เดิมท่านชื่อ "บุญมา หินอำคา" โยมบิดาท่านชื่อ นายด้วง โยมมารดาท่านชื่อ นางจันทร์ สกุล "หินอำคา"

    ในวัยเด็กบิดาท่านได้นำไปฝาก บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดบูรพา (วัดบ้านหนองตูม) เมื่อวันอังคารที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๑ มี (พระครูพุทธา) เจ้าอาวาสวัดบูรพา เป็นพระอุปัชฌาย์

    เมื่อท่านมีอายุครบบวช ก็ได้เข้ารับการอุปสมบทที่พัทธสีมา (วัดเจติยภูมิ) บ้านขาม เมื่อวันจันทร์ที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๔ มี (พระครูแก้ว เกสาโว) วัดพิชัยพัฒนาราม ต.วังชัย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นพระอุปัชฌาย์ (พระครูบุญมี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ (พระครูสมุห์ค้ำ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้นามฉายาว่า "มุนิโก"

    หลวงปู่บุญมาท่านเป็นพระที่ได้รับฉายาว่า "ผู้ไม่เคยหยุดนิ่งแห่งการปฏิบัติธรรม" จึงมีลูกศิษย์แวะเวียนมากราบไหว้อย่างไม่หยุด นอกจากนี้ท่านยังเป็นพระสหายธรรมกับ (หลวงปู่ธีร์ วัดมิ่งเมืิองวนาราม) อ.ภูเวียง "หลวงปู่พรหม"(บุญตา) วัดเขื่อนอุบลรัตน์ (หลวงปู่มหาโส กัสสโป) เป็นต้น หลวงปู่เป็นที่ยกย่องกล่าวขวัญเสมอ จากพระเกจิอาจารย์ดังหลายๆรูป ท่านยังมีลูกศิษย์มากมายทั้งที่เป็นฆารวาส เช่น นักการเมืองชื่อดัง, อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร, พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

    พ.ศ.๒๔๘๔ ท่านสอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท
    การศึกษาพิเศษ ได้ศึกษาคัมภีรย์มูลกัจจายน์ และการแปลเจ็ดตำนาน, สิบสองตำนานตลอดจนการแปลคัมภีรย์ ภิกขุปาฏิโมกข์
    พ.ศ.๒๔๘๕-๒๔๙๘ เป็นเจ้าอาวาส วัดบ้านหนองตูม
    พ.ศ.๒๔๙๕ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม วัดบ้านหนองตูม
    พ.ศ.๒๔๙๘ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม วัดแท่น บ้านเขื่อน ต.บ้านเหล่า
    พ.ศ.๒๔๙๘-๒๕๐๓ เป็นเจ้าอาวาส วัดแท่น บ้านเขื่อน ต.บ้านเหล่า
    พ.ศ.๒๕๐๓-๒๕๐๙ เป็นเจ้าอาวาส วัดโพธิ์ตาล บ้านแดงใหญ่ ต.บ้านเหล่า
    พ.ศ.๒๕๐๑ เป็นพระอุปัชฌาย์ในเขตตำบลบ้านเหล่า อำเภอเมือง (ปัจจุบัน คือ อำเภอบ้านฝาง)
    พ.ศ.๒๕๐๙ ย้ายกลับมาเป็นเจ้าอาวาส วัดบ้านหนองตูม และเป็นเจ้าคณะตำบลโคกสี เขต ๓
    พ.ศ.๒๕๒๓ ได้รับการยกขึ้นเป็นเจ้าคณะตำบลกิติมศักดิ์
    พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๒๓ เป็นหัวหน้าพระวิปัสสนาจารย์ จังหวัดขอนแก่น ไปชุมนุมอบรมตามจุดต่างๆ ที่กองการวิปัสสนาธุระ ที่จัดขึ้นตามภาคต่างๆ ของประเทศไทย

    สมรณศักดิ์
    พ.ศ.๒๕๑๒ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ สัญญาบัตรพัดยศเป็นพระครูเจ้าคณะตำบลชั้นตรีที่ (พระครูบุญสารสุมณฑ์)
    พ.ศ.๒๕๒๔ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทในราชทินนามเดิม

    หลวงปู่บุญมา พระเกจิเมืองขอนแก่น แม้แต่ (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) วัดบ้านไร่ ยังกล่าวยกย่องชื่นชมเสมอ และให้ความเคารพหลวงปู่บุญมา เป็นอาจารย์ท่านอีกองค์ หลวงปู่ท่านเปี่ยมด้วยเมตตา มากด้วยคุณธรรม ที่มีศรัทธาศานุศิษย์หลั่งไหลไปกราบท่านมาก มีตั้งแต่ระดับ นายกรัฐมนตรี จนถึงประชาชนคนธรรมดา แต่หลวงปู่ก็หาได้เลือกแบ่งชั้นวรรณะไม่ ทุกคนได้รับเมตตาเท่าเทียมกัน

    ด้วยท่านเป็นพระที่เก่งกล้าอาคมสูง วัตรปฏิบัติงดงามเคร่งครัดเป็นที่น่าเลื่อมใน เมตตามากล้น
    คนจึงรักและเคารพหลวงปู่ท่านมาก หากกล่าวถึงวัตถุมงคลท่าน คงหนีไม่พ้น "ตะกรุด" ที่นับว่ายอดแห่งเครื่องราง ที่ให้ผลได้ชงัดนัก อย่างตะกรุกันหมากัด หลวงปู่ท่านมักจะจารย์ตะกรุดเองกับมือท่าน ไม่ชอบแบบปั๊มท่านว่าไม่ขลังเท่าจารเองกับมือ หลวงปู่ท่านจะจารให้เองกับมือร้อยเชือกแจกเด็ก ประสบการณ์เยอะเป็นที่ประจักษ์ หมามันก็กัดไม่เข้าจริงๆ

    หลวงปู่ท่านสร้างเหรียญครั้งแรก ปีพ.ศ.๒๕๑๕ เป็นเหรียญรุ่นแรก บล็อค ๕ ชายเท่านั้น ส่วน ๔ ชายนั้นเป็นรุ่นที่สอง คนพื้นที่หวงมากนับเป็นเหรียญยอดนิยมของคนขอนแก่นอีกหนึ่งเหรียญ ที่ผ่านมาผู้ได้รับเหรียญหรือวัตถุมงคล จากหลวงปู่ไป ล้วนเจอประสบการณ์ โดยเฉพาะตำรวจทหาร ที่ไปรบ ไปเสี่ยงภัย กลับมาปลอดภัยกันทุกคน เรื่องมหาอุด เมตตามหานิยมนั้น ต้องยกให้ท่าน

    วัตถุมงคลของท่านก็มีมากมาย อาทิเช่น
    ๑. ตะกรุดค้าขาย นอกจากจะเด่นทางเมตตามหานิยมแล้ว ยังเด่นในเรื่องคงกระพันอีกด้วย

    ๒. พระผงปิดตา คลุกลัก-จุ่มลัก มหาลาภ ๑๖ ทรัพย์
    ๓.เหรียญต่างๆ เช่น เหรียญรุ่นแรก บล็อค ๕ ชาย สร้างปี พ.ศ.๒๕๑๕, เหรียญเกียรติรุ่งเรือง
    ๔.พระเนื้อผงสมเด็จพิธีผูกพัทสีมา วัดบ้านหนองตูม

    สำหรับประสบการณ์วัตถุมงคลของท่าน ก็มีอยู่มากมาย เช่น หลวงปู่ท่านได้กิจนิมนต์มาฉันเพลที่บ้าน ตอนทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ท่านได้เมตตา สวดมนต์ ฝังหลักฝังคาน ผูกสายสิญจ์ อีกทั้งเสกน้ำมนต์ ประพรมน้ำมนต์ให้ผู้ที่มาร่วมทำบุญบ้าน ในครั้งนั้น ท่านเมตตาแจกตะกรุดให้คนละดอกและล็อกเก็ต หลังจากนั้นไม่นาน แม่ของครอบครัวที่ทำบุญบ้านได้ประสบภัยอุบัติเหตุรถชน ต้องถึงขั้นผ่าตัดขาด้านซ้าย เข้าห้องผ่าตัดแล้ว ปรากฎว่า มีดที่หมอใช้ผ่าตัดเพื่อต่อกระดูกให้แม่นั้น กรีดไม่เข้าเนื้อเลย ทำยังไงก็ไม่เข้า คุณหมอจึงสั่งให้พยาบาลค้นตัวแม่ทั้งหมด พบล็อตเก็ตของหลวงปู่ห้อยอยู่ที่คอ คุณหมอจึงให้พยาบาลถอดออก แล้วจึงทำการผ่าตัดได้ หลังจากการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว คุณหมอจึงเรียกคุณพ่อไปพบ แต่ไม่ได้คุยเรื่องอาการของแม่ คุยเรื่องพระที่แม่แขวนที่คอ จากวันนั้นคุณหมอท่านนี้ก็ได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับหลวงปู่ท่านเรื่อยมา

    " พระครูบุญสารสุมณฑ์ " (หลวงปู่บุญมา มุนิโก) ท่านถึงแก่มรณะภาพลง เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๗ สิริอายุรวม ๙๕ ปี ๗๔ พรรษา
    1774174130073.jpg

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    สมัยก่อนถ้าใครเคยเป็นแฟนหนังสือมหาโพธิ์ของใหญ่ ท่าไม้ จะลงประวัติประสบการณ์ของท่านต่อเนื่องหลายฉบับ

    เหรียญหลวงปู่บุญมารุ่นพิเศษ ปี ๒๕๒๓

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260322_171245.jpg IMG_20260322_171312.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,209
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774184815753.jpg

    เล่าให้ฟังว่า เวลาท่านปลุกเสกปลัดขิก ต้องใช้โซ่มาล่าม เพราะไม่ฉะนั้นกระโดดหนีไปหมด บางตัวก็กระโดดชนหลังคาสังกะสีดังบ้าง บางครั้งกระโดดทะลุหลังคากระเบื้องก็มี

    "ประวัติ" หลวงพ่อคง สุวัณโณ วัดวังสรรพรส ตำบลบ่อ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี
    ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย
    "หลวงพ่อคง" เป็นชาวหมู่บ้านตาพราย ต.สะตอ อ.เขาสมิง จ.ตราด (เขตติดต่อต.วังสรรพรส อ.ขลุง จ.จันทบุรี) เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๐ ก.ย. ๒๔๔๕ ตรงกับปีที่ ๓๔ ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โยมบิดาชื่อ นายส้อง โยมมารดาชื่อ นางโอง นามสกุล "ฑีฆายุ" ท่านเป็นบุตรคนหัวปี มีพี่น้องชายหญิงอีก ๑๑ คน ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม
    ท่านได้เกิดมาในแวดวงของผู้มีวิชาอาคมเป็นที่เลื่องลือ โดย ปู่ของท่าน คือ หลวงปู่วง ซึ่งเป็นพระผู้มีวิชาอาคมเป็นที่เลื่องลือในสมัยนั้น และตาของท่าน คือ หลวงคีรีเขตต์ รับราชการดูแลหัวเมืองตราด-จันทบุรี ผู้มีคาถาอาคมขลัง เป็นผู้มีวิชาทางคงกระพันเป็นเลิศ

    การศึกษา
    วัยเด็กเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดชมพูทราย จบชั้นประถมปีที่ ๓ เมื่อพ.ศ.๒๔๖๒ และช่วยทางบ้านหาสมุนไพรของป่าออกมาขาย

    ออกบวช

    อุปสมบทครั้งแรก พ.ศ.๒๔๖๖ อายุได้ ๒๑ ปี อุปสมบทครั้งที่ ๒ เมื่อวันอังคารที่ ๕ มีนาคม ๒๔๗๗ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติมาแล้ว ๓ วัน ขณะอายุได้ ๓๒ ปี ณ พัทธสีมาวัดชมพูทราย อ.เขาสมิง จ.ตราด มีพระอธิการผูก วัดสลัก จ.ตราด เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาธรรมว่า "สุวัณโณ" แปลว่า "ผู้มีผิวพรรณงามดุจทองคำ" หลังจากบวชแล้วได้ขยันหมั่นเพียรเล่าเรียนพระธรรมวินัย พระไตรปิฎก ประเพณีทางศาสนา ๑๒ เดือน หลวงพ่อคงนั้นนับเป็นผู้คงแก่เรียนรูปหนึ่ง ท่านได้ศึกษาวิชาไสยศาสตร์โบราณต่างๆ ที่ตกทอดกันมาจากครูบาอาจารย์ชาวเขมร และจากพระภิกษุผู้คงแก่เรียนชาวพื้นบ้าน โดยมีครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้มากมาย ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส นอกจาก หลวงปู่วง และ หลวงคีรีเขตต์ ผู้เป็นปู่ และ ตาแท้ ๆ ของท่านแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านอื่นก็เช่น หลวงพ่อเม วัดมาบไผ่ ต.มาบไผ่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี (หลวงพ่อเม ท่านมีวิชาขนาดเหาะเหินเดินอากาศได้), หลวงพ่ออุก-หลวงพ่อเจาะ วัดโป่งโรงเซ็น ต.โป่งโรงเซ็น อ.มะขาม จ.จันทบุรี, หลวงพ่ออ่ำ วัดสะตอน้อย, หลวงพ่อหริ่ง พ่อครูเต๋า ฆราวาสจอมคาถา, พ่อครูตาสด ฆราวาสจอมขมังเวท เป็นต้น วิชาที่ได้ร่ำเรียนมีหลายแขนง ทั้งคาถาหัวใจ ๑๐๘ คาถาคงกระพันชาตรีต่างๆ การเขียนอักขระเลขยันต์ภาษาขอม การเขียนลบผงอิทธิเจ ปถมัง การปลุกเสกเครื่องรางของขลัง วิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาการหาสมุนไพรของป่า การหาว่านคงกระพัน การสักยันต์ วิชาย่นระยะทาง การเดินจงกรม และการฝึกจิตฝึกสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน เข้านิโรธสมาบัติ ซึ่งปฏิบัติไปตามขั้นตอนตามที่พระอาจารย์หลายรูปได้สั่งสอนมา
    หลวงพ่อคงได้ออกเดินธุดงค์ไปทั่วประเทศ ตลอดจนข้ามไปทางฝั่งประเทศพม่า กัมพูชา เพื่อฝึกฝนวิชาที่ท่านได้ร่ำเรียนมา โดยเฉพาะวิชา เสือสมิง ท่านมีความเชี่ยวชาญชำนาญเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้ว่า วัตถุมงคลของท่านแทบทุกรุ่น จะต้องมีรูปเสือสมิง ปรากฏอยู่ด้วย
    หลังจากที่ได้เดินธุดงค์จนเป็นที่พอใจแล้ว ท่านได้กลับมาอยู่ที่วัดวังสรรพรส และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่พ.ศ.๒๕๐๘ อายุ ๖๓ ปี (ข้อมูลบางแหล่งว่าเป็นเจ้าอาวาสในปี ๒๔๙๒ อายุ ๔๗ปี บางแหล่งว่าเป็นเจ้าอาวาสในปี ๒๕๐๓ อายุ ๕๘ ปี ) เป็นต้นมา
    ทางด้านการเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ท่านก็ได้เข้าเรียนนักธรรมที่สำนักเรียนวัดสลัก กระทั่งสอบได้นักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก ตามลำดับ

    ผลงานและเกียรติคุณ

    ปีพ.ศ.๒๕๐๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังสรรพรส อ.ขลุง จ.จันทบุรี
    พ.ศ.๒๕๑๓ รับตำแหน่งพระอธิการ พ.ศ.๒๕๒๒ รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทที่ "พระครูอาคมวิสุทธิ์"
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดรูปหนึ่งของภาคตะวันออก ร่วมสมัยเดียวกับ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า และหลวงพ่อศรีนวล วัดเกวียนหัก หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ และ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค เป็นต้น
    ปีพ.ศ.๒๕๐๐ ชื่อเสียงของท่านเริ่มเป็นที่รู้จักกันทั่วไป พิธีพุทธาภิเษกตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศต่างๆ จะต้องนิมนต์ไปร่วมนั่งปรกแทบทุกงาน เมื่อได้รับนิมนต์ท่านก็มักจะไปร่วมทุกครั้ง ไม่ว่าจะวัดใกล้วัดไกลแค่ไหนก็ตาม เมื่อคราวพิธีพุทธาภิเษกพระ ๒๕ พุทธศตวรรษ ครั้งยิ่งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ในพ.ศ.๒๕๐๐ ท่านก็ได้ร่วมในพิธีครั้งนั้นด้วย นอกจากนี้ในส่วนตัวของท่านเองก็ได้สร้างวัตถุมงคลออกมาหลายรุ่น เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของวัตถุมงคลของท่านคือ จะมีรูป เสือสมิง อยู่ด้านหลัง หรือไม่ก็เป็น รูปพระปิดตา ซึ่งเป็นฝีมือการเขียนโดยตัวท่านเอง
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อคงทุกรุ่นล้วนมีพุทธคุณเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน เป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างไกล นอกจากนี้ท่านยังมีความเชี่ยวชาญด้านรักษาโรคด้วยสมุนไพรอีกด้วย จนเป็นที่พึ่งพาอาศัยของชาวบ้านตลอดมา

    การสร้างวัตถุมงคล

    หลวงพ่อคงเริ่มเป็นที่รู้จักของประชาชนทั้งไกลและใกล้เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้เริ่มทำธง เสื้อยันต์ ตะกรุด และปลัดแจกเรื่อยมา
    นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 อันเป็นปีกึ่งพุทธกาล เพื่อสมนาคุณแก่ผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างพระอุโบสถ ดังนั้นในปีนั้นท่านจึงได้จัดทำเหรียญรูปเหมือนของท่านเป็นครั้งแรก ท่านได้นำเหรียญของท่านมาเข้าพิธีที่ท้องสนามหลวงด้วย ภายหลังท่านก็นำเหรียญของท่านปลุกเสกในวาระอื่นๆด้วย เช่นงานทอดกฐิน งานทอดผ้าป่า และงานวันเกิดของหลวงพ่อ จำนวนสร้างทั้งหมด 15,000 เหรียญ ผิวเหรียญสีขาวเนื้ออัลปาก้าทั้งหมด เหรียญรุ่นนี้เคยมีอภินิหารเป็นที่เลื่องลือกันมาก
    วัตถุมงคลหลวงพ่อมีประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะด้านคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม ค้าขายดี แคล้วคลาดปลอดภัย เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังกล่าวถึงตลอด หลวงพ่อคงมีจริยาวัตรงดงามมาก บุคคลต่างๆรวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาจากทั่วประเทศเดินทางมากราบไหว้ท่าน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลวงพ่อคงใจดี มีเมตตา ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนมาโดยตลอด ไม่ลำเอียง ใครเจ็บป่วยมาหาท่าน ท่านจะเมตตาช่วยเหลือตลอดทุกคนเสมอไป หลวงพ่อคงมีแต่ให้กับให้ ใครมาขออะไรก็ให้ทั้งนั้น แม้กระทั่งเงินและวัตถุมงคล ตลอดระยะเวลาในการอุปสมบทของท่าน ท่านได้ปฏิบัติตามกฏของสงฆ์อย่างเคร่งครัดมีการครองผ้าสวดมนต์ ทำวัตรเช้า เย็น ตลอดมามิได้ขาด จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูอาคมวิสุทธิ์ ซึ่งแปลว่า พระผู้ซึ่งมีอาคมขลังเป็นที่สุด
    หลวงพ่อคงได้อนุญาตให้ลูกศิษย์สร้างวัตถุมงคลทั้งที่เป็นประเภท เหรียญ รูปหล่อ และพระเนื้อผง มากมายหลายสิบรุ่น ส่วนวัตถุมงคลประเภทเครื่องราง อาทิ ผ้ายันต์ ตะกรุด รวมทั้งปลัดขิก และเขี้ยวเสือต่างๆ หลวงพ่อคงได้สร้างเองก็มีหลายแบบ ล้วนแล้วต่างมีประสบการณ์มากมายและส่วนมากวัตถุมงคลของท่านจะทำการปลุกเสกเดี่ยวจนครบไตรมาส จึงจะเอามาออกแจกใครได้รับต่างก็หวงแหน

    ประสบการณ์วัตถุมงคล

    วัตถุมงคลของหลวงพ่อคงแต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์มากมายในทุกด้าน มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ นับตั้งแต่สามัญชนจนถึงพระบรมวงศานุวงศ์ อาทิ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร พลเรือเอกสงัด ชลอ อยู่ พล.ต.ต.ม.ร.ว.พงศ์สระ เทวกุล ฯลฯ
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อคง แต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์มากมายในทุกด้าน ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เช่น เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ เรือเอกรังสรรค์ โตอรุณ ได้นำเรือรบมาจอดที่คลองใหญ่ (สารสิน) โดยได้รับคำบอกเล่าจากจ่าเอกพรหมมา หิรัญ คนพื้นเพ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ได้ชวนท่านไปกราบหลวงพ่อคง เมื่อได้พบกับหลวงพ่อคง ท่านได้ขอให้หลวงพ่อคงลง นะ หน้าทองให้ โดยทำพิธีและปิดทองที่หน้าผาก ๘ แผ่น และที่ลิ้นอีก ๑ แผ่น รวมทั้งให้ลงเหล็กจารบนหน้าผาก พร้อมกับเป่าที่หน้าผาก ระหว่างนั้น เรือเอกรังสรรค์มีความรู้สึกเหมือนมีลมร้อนปะทะที่หน้าผากและลิ้น โดยแผ่นทองคำเปลวหายไปอย่างอัศจรรย์
    หลังจากลง นะ หน้าทองเสร็จแล้ว หลวงพ่อคงได้บอกให้เรือเอกรังสรรค์กลับไปที่เรือรบโดยเร็ว เพราะว่าเรือกำลังจะจม โดยท่านคิดแย้งอยู่ในใจว่า เรือรบลำใหญ่จะจมได้อย่างไร แต่หลวงพ่อคงได้กำชับให้รีบกลับไปเร็วๆ เมื่อ เรือเอกรังสรรค์ มาถึงเรือรบ ได้รับรายงานว่า น้ำเข้าทางวาล์วเปิดปิดน้ำ เพราะวาล์วน้ำเกิดขัดข้อง น้ำกำลังท่วมถึงห้องเครื่องเรือ และจะถึงเครื่องแปลงไฟ เรือเอกรังสรรค์สั่งให้แก้ไขได้ทันท่วงที่เรือเอกรังสรรค์ได้รับราชการต่อมาจนได้เลื่อนยศเป็น พล.ร.ต.รังสรรค์ โตอรุณ ร.น. ส่วนจ่าเอกพรหมา มียศเป็นนาวาตรี ประสบการณ์เกี่ยวกับหลวงพ่อคง
    “พ่อผมเป็นคนหนึ่งที่ได้เป็นศิษย์ของท่านครับเพราะพ่อผมเป็นคนอ.ขลุง จ.จันทบุรีครับ สมัยนั้นพ่อผมได้ทำเหมืองพลอย อยู่จังหวัดจันทบุรี เลยได้มีโอกาสได้อุปัฏฐากท่าน นำรถยนต์รับส่งท่านอยู่บ่อยครั้งครับ (ในสมัยพ.ศ.2520 ต้นๆครับ สมัยนั้นรถยนต์มีน้อยมากครับ) ตอนพ่อผมบวช และไปขอลาสิกขากับท่าน ท่านได้นำน้ำลายทาที่หน้าอกของพ่อผมด้วยมือของท่านเอง แล้วให้ลูกศิษย์มาสักเสือสมิงให้ครับ
    พ่อผมเล่าให้ฟังว่า เวลาท่านปลุกเสกปลัดขิก ต้องใช้โซ่มาล่าม เพราะไม่ฉะนั้นกระโดดหนีไปหมด บางตัวก็กระโดดชนหลังคาสังกะสีดังบ้าง บางครั้งกระโดดทะลุหลังคากระเบื้องก็มีครับ
    ย่าผมเล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อเม ที่เป็นอาจารย์หลวงพ่อคง นั้น ท่านรูปร่างสูงใหญ่มาก ตอนย่าผมเป็นเด็กหลวงพ่อเมก็ชราภาพแล้ว (ย่าผมเกิดพ.ศ. ๒๔๖๔) ท่านพ่อเม เป็นพระอุปัชฌาย์ที่ดังมาก มีพระมาบวชกับท่านมากครับ มีทั้งพระเขมร พระต่างจังหวัดมาเรียนวิชากับท่านเป็นจำนวนมาก ปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อเมที่ชาวบ้านแถวนั้นทราบดีก็คือ วิชาส่งของทางอากาศครับ คือท่านจะนำของโยนขึ้นบนฟ้า และสั่งให้ไปหาใคร หรือไปถวายเจ้าอาวาสวัดนั้นวัดนี้ครับ อีกวิชาที่ชาวบ้านมักเห็นกันบ่อยๆ คือตอนพลบค่ำ ท่านจะเหาะไปเรียนวิชากับโยมพ่อท่าน ที่เป็นชาวลับแล อยู่ในเทือกเขาสระบาป จ.จันทบุรี ชาวจังหวัดจันทบุรีเชื่อว่าคนลับแล คือคนบริสุทธิ์ด้วยศีล ๕ ปฏิบัติธรรม เป็นคนกึ่งเทวดาครับ”

    อาพาธและมรณภาพ
    ในช่วงท้ายของชีวิตหลวงพ่อคง ได้อาพาธเป็นไข้หวัดใหญ่ และปอดบวม มีโรคแทรกซ้อน เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๒ ลูกศิษย์ได้ส่งหลวงพ่อคงไปรักษาที่โรงพยาบาลตากสิน จันทบุรี จนพอทุเลา ท่านก็ขอกลับวัดวังสรรพรส ต่อมาอีกไม่กี่วัน ท่านก็ได้มรณภาพลงอย่างสงบ ณ วัดวังสรรพรส เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๒ รวมสิริอายุได้ ๘๗ ปี พรรษา ๕๕
    ก่อนที่จะท่านมรณภาพ ได้ปรารภกับศิษย์ว่า "ให้เก็บร่างท่านไว้ มิฉะนั้นต่อไปจะไม่มีคนมาวัด" ทางวัดจึงเก็บร่างของท่านมาถึงทุกวันนี้ และมีเรื่องแปลกเกี่ยวกับร่างของท่านคือ หลังจากที่ท่านมรณภาพไปแล้ว เล็บมือ เล็บเท้า เส้นผมของท่านจะยังคงยาวออกมาตลอด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงมงคลลาภ พุทธคุณทั้งเก้า ปี ๒๕๒๗

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260322_200444.jpg IMG_20260322_200504.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,209
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774195573810.jpg

    เนื้อดินคลองวังแดงใต้กำเนิดขุนแผนรุ่นแรกกดมือพระเณรที่วัดร่วมด้วยช่วยกันพิมพ์ทรงโบราณมีเอกลักษณ์
    พระครูอดุลวิริยกิจ
    “หลวงพ่อเอื้อน อัตตมโน”
    ......เผยแพร่พุทธคุณประสบการณ์วัตถุมงคลเลื่องชื่อ พระขุนแผนยุคต้นเริ่มแรกสร้าง
    พิมพ์เอกลักษณ์วังแดงใต้
    กดมือพระเณรช่วยกันทำที่วัดพุทธศักราช ๒๕๔๗
    เนื้อดินนวลในลำคลองวังแดงใต้ปั๊มยันต์
    จำนวนการจัดสร้างหลักร้อย

    ประวัติ หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้ จ.พระนครศรีอยุธยา

    รายละเอียด : หลวงพ่อเอื้อน อตตมโน มีนามเดิม เอื้อน นามสกุล พันธุมิตร เกิดเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ที่บ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๖ ตำบลวังแดง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ่อแม่ของท่านประกอบอาชีพในการทำนา และพ่อของท่านยังเป็นหมอแผนโบราณมีความเชี่ยวชาญรักษาโรค ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ เล่าเรียนด้านมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์ ทั้งการดูฤกษ์พานาที ทำนายทายทักก็ถือว่าค่อนข้างมีคนให้ความเลื่อมใสอย่างมาก

    หลวงพ่อเอื้อนมี พี่น้องด้วยกัน ๗ คน ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวชาวนาเหมือนชาวบ้านในละแวกเดียวกัน ชีวิตในวัยเยาว์ ท่านก็ช่วยเหลือครอบครัวเท่าที่ช่วยได้ นิสัยตอนเด็กของท่านนั้นเปี่ยมไปด้วยเมตตา ไม่เคยเอาเปรียบใคร ๆ ช่วยเหลือคนอื่น ไม่ชอบการรังแกกลั่นแกล้ง

    ถึงท่านจะเป็นเด็กที่ มีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่กว่าคนอื่น เมื่อเข้าเรียนหนังสือท่านยิ่งไม่ชอบการเอาเปรียบและกลั่นแกล้ง ใครจะมาแกล้งท่าน ท่านก็ไม่ยอมใครเหมือนกัน อยู่ไปนานวันเข้าก็ไม่มีใครมารังแก เพราะใจมันสู้ซะอย่าง

    พอจบชั้นประถมปีที่สี่แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ทั้งเลี้ยงวัว เกี่ยวหญ้า บางคราวก็ไปหาปลามาประกอบอาหาร เพราะในสมัยนั้นทำนาได้ปีละครั้ง หมดหน้าทำนาแล้วก็ไม่มีอะไร อยู่กับบ้านทำงาน ต่าง ๆ ไป ด้วยความเป็นคนที่ชอบความสงบ

    สมัยนั้นชอบมากที่สุดคือในช่วงคืนเดือนหงาย พระจันทร์สาดส่อง สว่างไสวเป็นสีเหลืองที่งดงามมาก ท่านบอกดูแล้วมีความสุข ด้วยการที่เราไปเที่ยวบ้านเหนือบ้านใต้ก็ต้องระวังตัว เจ้าถิ่นเขาคอยจะหาเรื่องทะเลาะวิวาท ยิ่งถ้าไปจีบสาวในหมู่บ้านนั้นด้วยยิ่งแล้วเลยต้องเจอดีแน่นอน ท่านเองจึงไม่ค่อยชอบไปเที่ยวที่ไหน

    ช่วงที่เริ่มเป็นหนุ่มนั้นก็ ถือว่าพอตัวเหมือนกัน คือไม่ยอมให้ใครมารังแก แต่ก็ไม่เคยไปรังแกใคร ไปบ้านไหนก็อ่อนน้อมถ่อมตน แล้วอีกอย่างหนึ่งก็เล่าเรียนวิชามาเหมือนกัน โยมพ่อได้ถ่ายทอดให้ ตอนนั้นที่ว่าแน่นั้นต้องเสกปูนคาดคอ ขอดชายผ้าติดตัว บางครั้งก็เสกใบพลูกิน เรียกว่าพอเสกอะไรแล้ว ต้องลองกันได้เลย ถึงจะมั่นใจว่าไปแล้วไม่มีคำว่าเลือดไหลให้แมลงวันกิน ชีวิตเริ่มเป็นหนุ่มมากขึ้น ท่านกลับต้องช่วยโยมพ่อ

    บาง ครั้งโยมพ่อจะสอนให้ทำกรรมฐาน ทำให้มีจิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ตอนแรก ๆ นั้นก็ทำไม่ค่อยได้ ใจคิดอะไรต่ออะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่พอบอกว่าเรียนมนต์คาถาต่าง ๆ ทำให้มีความสนใจ ตอนหลังถึงเข้าใจว่านั่นคือสมาธิ แต่การฝึกฝนทำสมาธิให้สงบ เมื่อนั่งแล้วต้องเห็นอะไร เมื่อจิตมีความสงบ มีสติ ก็ทำให้เกิดปัญญา มีความคิดรอบคอบ จะทำอะไรก็ไม่ผิดพลาด ต้องใช้การพิจารณาก่อน

    ชีวิตตอนเป็นหนุ่มของท่าน ไม่มีเรื่องที่ต้องทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ร้อนใจ มีแต่คอยให้ความช่วยเหลือเพื่อน ๆ ช่วยงานทางบ้านทุกอย่าง หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่า ตอนใกล้บวชพระนั้น มีความเบื่อหน่ายมาก เบื่อชีวิตในการครองเรือน เพราะเห็นเพื่อน ๆ มีความเดือดร้อนหลายคน บางคนมีลูกเมียแล้วก็ต้องพลัดพรากกัน ป่วยไข้ทรมาน แม้คนในหมู่บ้านที่ป่วยตายนั้นก็หลายคน ยิ่งมาพบเห็นชาวบ้านตายตอนโรคห่าระบาด ท่านบอกตอนนั้นกลัวเหมือนกัน พอเย็นลงมันวังเวงที่สุด บ้านของท่านมีคนแวะเวียนมาไม่เคยขาด เขามาขอให้ช่วยเหลือปัดเป่าให้โรคร้ายนั้นหายไป พ่อของท่านก็ทำน้ำมนต์ใส่กระถางใบโต เสกนานเป็นชั่วโมง

    ท่านมาคิดได้ว่าชีวิตคนเรานี้ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องป่วยไข้ หากไม่ป่วยไข้อาจถูกคนทำร้ายตาย บางคนยากจนแสนเข็ญหากินจนตาย ทำให้ปลงว่า ชีวิตนี้ต้องตายทุกคน บางรายนอนป่วยนานเป็นเดือนถึงตาย บางรายกว่าจะตายทรมานมาก อันนี้เกิดขึ้นด้วยผลแห่งกรรม

    ต่อมา เมื่ออายุ ๒๒ ปี จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบึง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้มีโอกาสศึกษาวิชาวิปัสสนากรรมฐานตามแบบอย่างหลวงพ่อตาบ แห่งวัดมะขามเรียง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี รวมทั้งศึกษาการเขียนยันต์ตะกรุดจากหลวงพ่อตาบ จน พ.ศ. ๒๕๑๔ จึงได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังแดงใต้ ได้พัฒนาวัดแห่งนี้จนมีความเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ

    ปัจจุบัน ชื่อเสียงท่านโด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ ทั้ง มาเลเซีย สิงคโปร์ เดินทางมากราบท่านถึงวัด ท่านสร้างวัตถุมงคลแต่ละชนิดออกมาน้อย แต่มีประสบการณ์สูง ทั้งด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย วัตถุมงคล พระเครื่องของท่านจึงเป็นที่ต้องการในหมู่ลูกศิษย์อย่างมาก



    เพิ่มเติมประวัติหลวงพ่อเอื้อน อตตมโน วัดวังแดงใต้ ต.วังแดง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา

    หนึ่งในพระเกจิอาจารย์แห่งลุ่มแม่น้ำป่าสัก ของขลังยอดเยี่ยมในด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ทั้งเมตตามหานิยม มีประสบการณ์ให้ประจักษ์มาแล้ว
    หลวงพ่อเอื้อน อตตมโน ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งในอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวบ้าน และจะได้พบเห็นในงาน
    ปลุกเสกพระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆที่ตามวัดนิมนต์ท่านไปร่วมปลุกเสกให้บังเกิดความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ให้มีความขลังในด้านต่างๆ เรียกว่างานไหนไม่มี หลวงพ่อเอื้อนแล้ว ดูเหมือนว่าการปลุกเสกจะไม่สมบูรณ์เอาเลย ก่อนที่จะทราบเรื่องราวความเป็นมาของท่านและอภินิหารต่างๆ มารู้ความเป็นมาของวัด ความเป็นมาของวัดวังแดงใต้ วัดนี้เป็นวัดเล็กๆสร้างขึ้นในต้นรัชสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ อยู่ริมแม่น้ำป่าสักด้านทิศเหนือ บ้านวังแดงเป็นหมู่บ้านที่จัดแต่ง
    ผลหมากรากไม้และเครื่องใช้ต่างๆส่งเข้าวัง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวังเก่ามากนัก ปัจจุบันคือบริเวณใกล้วัดร้อยไร่หรือโรงเรียนท่าช้างพิทยาซึ่งมีโครงสร้างฐานอิฐ
    เก่าแก่มากมาย จากการสันนิษฐานของนักโบราณคดีบอกว่า เป็นที่ตั้งของวังเล็กๆและสถานที่เก็บสิ่งของ ที่พักช้าง ที่พักม้า แต่ก่อนตรงวัดร้อยไร่นั้นทางเดิน ข้ามแม่น้ำจะเป็นก้อนหินก้อนโตๆมากมาย ต่อมาการขนส่งสินค้าต้องใช้ทางเรือ จึงมีการลอกล่องน้ำ แต่การสร้างวัดวังแดงใต้ อาจสร้างขึ้นที่หลังแน่นอน เพราะไม่มีหลักฐานว่าเป็นวัดที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลำดับเจ้าอาวาสนั้นมีมาแล้วกี่รูปไม่แน่ชัด ปัจจบันหลวงพ่อเอื้อนท่านเป็นเจ้าอาวาส
    หลวงพ่อเอื้อน อตตมโน นามเดิมเอื้อน นามสกุลพันธุมิตร เกิด1กันยายน2483 ที่บ้านเลขที่1หมู่6 ตำบลวังแดง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    พ่อแม่ของท่านประกอบอาชีพในการทำนา และพ่อของท่านยังเป็นหมอแผนโบราณเชี่ยวชาญรักษาโรคปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บเล่าเรียนด้านมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์
    ทั้งการดูฤกษ์ผานาที ทำนายทายทักก็ถือว่าค่อนข้างมีคนให้ความเลื่อมใสอย่างมาก หลวงพ่อเอื้อนท่านมีพี่น้องด้วยกัน7คน เหลือเพียง5คน เสียชีวิตไป2คน
    ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวชาวนาเหมือนชาวบ้านในละแวกเดียวกัน

    ชีวิตในวันเยาว์ ท่านก็ช่วยเหลือครอบครัวเท่าที่ช่วยได้ นิสัยตอนเด็กของท่านนั้นเปี่ยมไปด้วยเมตตา ไม่เคยเอาเปรียบใครๆช่วยเหลือคนอื่น ไม่ชอบการ
    รังแกกลั่นแกล้ง ถึงท่านจะเป็นเด็กที่มีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่กว่าคนอื่น เมื่อเข้าเรียนหนังสือท่านยิ่งไม่ชอบการเอาเปรียบและกลั่นแกล้ง ใครจะมาแกล้งท่าน
    ท่านก็ไม่ยอมใครเหมือนกัน อยู่ไปนานวันเข้าก็ไม่มีใครมารังแก เพราะใจมันสู้ซะอย่าง สมัยนั้นเรียนก็เรียนที่ศาลาวัด บางแห่งมีโรงเรียนบ้างแล้ว ท่านเรียน
    จบชั้นประถมปีที่สี่แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ทั้งเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเกี่ยวหญ้า บางคราวก็ไปหาปลามาประกอบอาหาร เพราะในสมัยนั้นทำนาได้ปีละครั้ง
    หมดหน้าทำนาแล้วก็ไม่มีอะไร อยู่กับบ้านทำงานต่างๆไป ด้วยที่เป็นคนชอบความสงบ สมัยนั้นชอบมากที่สุดคือในช่วงคืนเดือนหงาย พระจันทร์สาดส่อง
    สว่างไสวเป็นสีเหลืองที่งดงามมาก ท่านบอกดูแล้วมีความสุข ด้วยการที่เราไปเที่ยวบ้านเหนือบ้านใต้ก็ต้องระวังตัว เจ้าถิ่นเขาคอยจะหาเรื่องทะเลาะวิวาท
    ยิ่งถ้าไปจีบสาวในหมู่บ้านนั้นด้วยยิ่งแล้วเลยต้องเจอดีแน่นอน ท่านเองจึงไม่ค่อยชอบไปเที่ยวที่ใหน
    ช่วงที่เริ่มเป็นหนุ่มนั้นก็ถือว่าพอตัวเหมือนกัน คือไม่ยอมให้ใครมารังแก แต่ก็ไม่เคยไปรังแกใคร ไปบ้านใหนก็อ่อนน้อมถ่อมตน แล้วอีกอย่างหนึ่งก็เล่าเรียน
    วิชามาเหมือนกัน โยมพ่อได้ถ่ายทอดให้ ตอนนั้นที่ว่าแน่นั้นต้องเสกปูนคาดคอ ขอดชายผ้าติดตัว บางครั้งก็เสกใบพูรับประทาน เรียกว่าพอเสกอะไรแล้ว ต้อง
    ลองกันได้เลย ถึงจะมั่นใจว่าไปแล้วไม่มีคำว่าเลือดไหลให้แมลงวันกินอิ่ม ชีวิตเริ่มเป็นหนุ่มมากขึ้น ท่านกลับต้องช่วยโยมพ่อ บางครั้งโยมพ่อจะสอนให้ทำ
    กรรมฐาน ทำให้มีจิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ตอนแรกๆนั้นก็ทำไม่ค่อยได้ ใจคิดอะไรต่ออะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่พอบอกว่าเรียนมนต์คาถาต่างๆทำให้มีความสนใจ
    ตอนหลังถึงเข้าใจว่านั่นคือสมาธิ สมาธิที่มีความสนใจแต่การฝึกฝนทำสมาธิให้สงบต้องนั่งแล้วต้องเห็นอะไรต่างๆ ทั้งๆที่โยมพ่อก็บอกว่าให้ภาวนาว่า พุทโธ
    พุทโธ ยังไม่ได้สอนให้ทำขั้นสูง เมื่อจิตมีความสงบ มีสติ ทำให้เกิดปัญญา มีความคิดรอบคอบ จะทำอะไรก็ไม่ผิดพลาด ต้องใช้การพิจารณาก่อน ชีวิตตอน
    เป็นหนุ่มของท่าน ไม่มีเรื่องที่ต้องทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ร้อนใจ มีแต่คอยให้ความช่วยเหลือเพื่อนๆ ช่วยงานทางบ้านทุกอย่าง หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่า ตอน
    ใกล้บวชพระนั้น มีความเบื่อหน่ายมาก เบื่อชีวิตในการครองเรือน เพราะเห็นเพื่อนๆมีความเดือดร้อนหลายคน บางคนมีลูกเมียแล้วก็ต้องพลัดพรากกัน ป่วยไข้
    ทรมาน แม้คนในหมู่บ้านที่ป่วยตายนั้นก็หลายคน ยิ่งมาพบเห็นชาวบ้านเขาตายตอนโรคห่าระบาด ท่านบอกตอนนั้นกลัวเหมือนกัน พอเย็นลงมันวังเวงที่สุด
    บ้านของท่านที่มีคนแวะเวียนมาไม่เคยขาด เขามาขอให้ช่วยเหลือปัดเป่าให้โรคร้ายนั้นหายไป พ่อของท่านก็ทำน้ำมนต์ใส่กระถางใบโต เสกนานเป็นชั่วโมง
    ท่านมาคิดได้ว่าชีวิตคนเรานี้ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องป่วยไข้ หากไม่ป่วยไข้อาจถูกคนทำร้ายตาย บางคนยากจนแสนเข็ญหากินจนตาย ชีวิตนี้ต้องตายทุกคน
    บางรายนอนป่วยนานเป็นเดือนถึงตาย บางรายกว่าจะตายทรมานมาก อันเกิดขึ้นด้วยผลแห่งกรรม

    ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก พี่กันกุฏิวัด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างส่งครับ


    พระขุนแผนเนื้อดินเผากบมือรุ่นแรกสร้างน้อยหลักร้อยองค์ไม่ถึงพันองค์

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260322_231804.jpg IMG_20260322_231837.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,209
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774199238704.jpg

    ประสบการณ์เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่า เหรียญเอ็m16 ประสบการณ์เหรียญเอ็ม16 เป็นเหรียญขลังศักดิ์สิทธิ์ ดังสุดๆและมีประสบการณ์มากอีกรุ่นหนึ่งของหลวงปู่จ่าง หลวงปู่เคยเล่าให้ฟังว่า ได้เคยแจกเหรียญรุ่นนี้ให้ลูกศิษย์และญาติโยมพวกรถไฟ คนทางเหนือไปบูชา ต่อมาพวกเขาได้ทดลองยิjกัน เขามาเล่าให้ฟังที่วัดว่าเอาเหรียญรุ่นนี้ไปแขวนไว้ที่หัวรถไฟซึ่งจอดอยู่ที่เชียงใหม่ คนยิงเป็นตำรวจ ต่อมาได้ทดลองยิงกันหลายนัด แต่ยิงไม่ออกสักนัด เห็นเขาบอกว่า ใช้ปืนเอ็m16 ในการทดลองยิjถึง 3 ครั้ง ต่อมานายสถานีรู้เรื่องจึงขอเช่าต่อจากเจ้าของเหรียญ แต่เจ้าของไม่ยอมให้ ได้แต่บอกว่าให้ไม่ได้ ถ้าให้ไปแล้วถ้าหลวงปู่รู้เรื่องจะต่อว่าเอาได้ เพราะเป็นคนไปรับกับมือหลวงปู่ แล้วเมื่อไรจะมีโอกาสได้ไปกราบนมัสการท่านอีก เมื่อนายสถานีได้ยินอย่างนั้นจึงหมดสิทธิ์ และเจ้าของเหรียญก็รอดตัวไปเมื่อหลวงปู่จ่างได้ยินอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้จึงเรียกรุ่นนี้ตามที่มีประสบการณ์ ครั้งแรก ว่า เหรียญรุ่น เอ็m 16

    หลวงปู่จ่างเป็นที่เคารพนับถือและยอมรับว่าเก่งจริงเรื่องกรรมฐานและวิทยาคมในศิษย์สายหลวงปู่ทองสุข วัดโตนดหลวง
    ท่านเป็นศิษย์อาวุโสของ หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง ในสายนี้ยอมรับกันว่า ท่านเป็นศิษย์ยุคต้นๆตัวจริง แม้แต่หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง ยังเคารพนับถือท่านมาก
    พระเครื่องของท่านทุกอย่าง มีการลงธาตุอภิญญาทั้ง4 หนุนด้วยรังสีประจำธาตุธาตุ พุทธคุณจึงสุดยอดครบเครื่องทุกๆด้าน แล้วแต่จะอธิฐาน

    ภาพบูรพาจารย์ที่ถ่ายทอดกรรมฐานและวิทยาคมให้กับหลวงปู่จ่าง หรือพระครูสุนทรวชิรเวท
    ระครูสุนทรวชิรเวท ( ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในด้านสรรพเวทวิทยาคมอันเข้มลัง ) หรือหลวงปู่จ่าง ท่านเป็นได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมและกรรมฐานจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในยุคนั้นกันหลายรูป ดังนี้
    1. หลวงพ่อฉิม วัดท่าคอย ( พระอุปัชฌาย์ ) ได้ถ่ายทอดวิปัสสนากรรมฐานรวมทั้งวิชาอาคมทางด้านคงกระพันชาตรี ตะกรุดสาริกา ลูกอม และตะกรุดโทน
    2.หลวงปู่ทองสุข วัดโตนดหลวง ได้ถ่ายทอดวิทยาคมทางด้านคงกระพันชาตรี มหาอุด ยันต์นะปัดตลอด
    และวิปัสสนากรรมฐาน
    3.หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง ได้ถ่ายทอดวิชาตะกรุดพิสมร และวิชาคงพันชาตรี
    4.หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ ได้ถ่ายทอดวิชาคงกระพันชาตรี
    5.หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ ได้ถ่ายทอดวิปัสสนากรรมฐานและวิชาอาคม
    6.หลวงพ่อโต๊ะ วัดท่อเจริญธรรม ( พระกรรมวาจารจารย์ ) ไ้ด้ถ่ายทอดวิชาทางด้านเมตตามหานิยม
    7.หลวงพ่อเจิม วัดกุฎิทอง ได้ถ่ายทอดวิชาทางด้านเมตตามหานิยม
    นอกจากครูบาอาจารย์ที่เป็นพระสงฆ์แล้ว ท่านยังได้เรียนวิชาอาคมเพิ่มเติมจากอาจารย์ที่เป็นคฤัสถ์ อีกหลายท่าน อาทิเช่น อาจารย์ต่อ อาจารย์นิยม เป็นต้น
    หลวงปู่จ่าง ท่านมีสหธรรมมิกและได้แลกเปลี่ยนวิชาอาคม ความรู้ ไปมาหาสู่กันหลายรูป อาทิเช่น
    หลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง หลวงพ่อเทพ วัดถ้ำรงค์ หลวงพ่อพาน วัดโป่งกระสังข์ หลวงพ่อนิ่ม
    วัดเขาน้อย หลวงพ่อจ้วน วัดเขาลูกช้าง เป็นต้น

    ที่มาเว็บจีพระ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    วันพุธที่ 12 ก.ค.2566 น้อมรำลึกครบรอบ 115 ปี ชาตกาล “พระครูสุนทรวชิรเวช” หรือ “หลวงพ่อจ่าง อเชยโย” อดีตเจ้าอาวาสวัดเขื่อนเพชร (โค้งข่อย) ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

    มีความชำนาญด้านการรักษาโรคกระดูกเป็นเกจิเจ้าตำรับเครื่องราง ตะกรุดคำหมาก...

    เกิดในตระกูลเปี่ยมศรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค.2451 เวลาประมาณ 6 โมงเข้า ที่บ้านท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 4 คน บิดา-มารดาชื่อ นายหล่ำ และนางส่วน เปี่ยมศรี

    วัยเด็กเล่าเรียนหนังสือพออ่านออก เขียนได้ มีอุปนิสัยสุภาพอ่อนโยน

    ช่วยทางบ้านประกอบสัมมาชีพเป็นกำลังสำคัญ จนอายุ 20 ปีเข้าพิธีอุปสมบทที่ วัดท่าคอย โดยมีเจ้าอธิการฉิม วัดท่าคอย เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อโต๊ะ วัดท่อเจริญธรรม และหลวงพ่อหอม วัดท่ามะเกลือ เป็นคู่สวด ได้รับฉายาว่า “อเชยโย...

    เล่าเรียนอักขระภาษาไทย ภาษาขอม ตลอดทั้งพระปริยัติธรรม ท่องบทสวดมนต์ อันได้แก่ มูลกัจจายนะ เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน ปาฏิโมกข์สัททสังคหสูตรตามสมัยนิยมจนจบ และวิชาแพทย์แผนโบราณจนเชี่ยวชาญ

    ศึกษาวิทยาคมต่างๆ จากเจ้าอธิการฉิม วัดท่าคอย ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์เลื่องชื่อรูปหนึ่งของ จ.เพชรบุรี

    พรรษาที่ 3 เริ่มออกธุดงค์เพื่อบำเพ็ญเพียรและฝึกสมาธิให้กล้าแข็ง โดยท่องไปยังสถานที่สำคัญ เช่น กาญจนบุรี จ.ตาก และข้ามไปยังประเทศพม่า ก่อนกลับเข้ามาทาง จ.เชียงราย เชียงใหม่

    เดินทางไปกราบสักการะพระธาตุดอยสุเทพ และพระพุทธบาทสี่รอย (พระบาทรังรุ้ง) ถึง 2 ครั้ง

    ระหว่างธุดงค์ยังศึกษาและแลกเปลี่ยนวิชาอาคมกับพระอาจารย์หลายรูป และเมื่อกลับมาวัดท่าคอย ได้ศึกษาวิชาจากพระคณาจารย์ชื่อดังในยุคนั้น อาทิ เจ้าอธิการฉิม ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงปู่ทองสุข วัดโตนดหลวง, หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง, หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ, หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ, หลวงพ่อโต๊ะ วัดท่อเจริญธรรม, หลวงพ่อเจิม วัดกุฎีทอง ฯลฯ

    นอกจากนี้ ยังมีอาจารย์ที่เป็นฆราวาส ผู้เชี่ยวชาญในสรรพวิชาอีกหลายท่าน

    พ.ศ.2495 ขณะมีอายุ 45 ปี พรรษา 25 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเขื่อนเพชร ซึ่งในขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า “วัดโค้งข่อย”

    ต่อมามีการสร้างเขื่อนเพชรบุรี เพื่อกันน้ำบริเวณเหนือวัด จึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดเขื่อนเพชร จนถึงปัจจุบัน

    สมัยก่อนสภาพวัดเขื่อนเพชรทรุดโทรม หลวงพ่อจ่างใช้เงินจากมรดกส่วนตัวเป็นทุนบูรณะพัฒนาสิ่งก่อสร้าง ศาสนสถาน ทั้งด้านการซ่อมแซมของเก่า และสร้างถาวรวัตถุ เพิ่มเติม

    ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบล ท่าคอย และเจ้าคณะอำเภอท่ายาง ตามลำดับ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูสุนทรวชิรเวช”

    เป็นพระที่มีอัธยาศัยไมตรี เปี่ยมไปด้วยความเมตตา และบำเพ็ญทานบารมีเป็นที่ตั้ง อีกทั้งเคร่งครัดในพระธรรมวินัย งดงามในศีลาจารวัตร

    สิ่งที่โดดเด่นของท่านคือ ความรู้ความเชี่ยวชาญวิชาแพทย์แผนโบราณ โดยเฉพาะการรักษาโรคกระดูกแตก กระดูกหัก...
    เมื่อครั้ง อ.ท่ายางยังไม่มีโรงพยาบาลประจำอำเภอ วัดเขื่อนเพชรเป็นศูนย์รวมของผู้ป่วยทุกชนิด ตั้งแต่โรคทางกายและผู้ที่ถูกคุณไสยเข้าสิง มารับการรักษา

    เป็นหมอใหญ่ช่วยเยียวยาชีวิตผู้คนไว้มากมาย สงเคราะห์อย่างเสมอภาคกับผู้ป่วยทุกคน ไม่เรียกร้องเงินทอง แถมยังจัดหาที่พักและอาหารให้ทุกมื้อ

    วิชาที่เลื่องลือคือ “วิชาสมานกระดูก”

    ท่านเก่งมากในเรื่องกระดูก กระดูกหักมาให้ท่านรักษาด้วยการใช้น้ำมนต์ทา เข้าเฝือกให้ ปัดด้วยมนต์คาถา ทำให้กระดูกที่แตกหักประสานติดกัน

    เส้นยืด เส้นตึง อัมพฤกษ์ ท่านรักษาได้หายขาด

    เป็นแพทย์แผนโบราณ ใช้สมุนไพรไทยกับวิทยาคมรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับญาติโยมทั่วไป

    นอกจากนี้ ยังเชี่ยวชาญในพิธีสวดบังสุกุลเป็น บังสุกุลตาย ขับไล่สิ่งไม่ดี เสริมดวงชะตาเพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งโชคลาภ แก่ชีวิตครอบครัว ที่ได้รับความศรัทธาจากลูกศิษย์ลูกหาเป็นอย่างมาก

    มรณภาพด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2545 สิริอายุ 94 ปี พรรษา 74

    ที่มาเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสงบครับ


    รูปถ่ายหลังตะกรุดสามกษัตริย์หลวงปู่จ่างวัดเขื่อนเพชร วัตถุมงคลยุคแรกๆของท่าน

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260323_001324.jpg IMG_20260323_001342.jpg
     
  9. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,505
    ค่าพลัง:
    +7,726
    ขอจองครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...