ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ เลิกโลกสวย! การตรึงราคาน้ำมันคือนโยบายที่ “โง่เขลาที่สุด” ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ

    เริ่มจากความจริงกระแทกใจที่ไม่มีใครอยากยอมรับกันก่อนค่ะ... ตั้งแต่ไฟสงครามปะทุขึ้น ราคาน้ำมันดิบโลกก็พุ่งปรี๊ดตามที่ตลาดเก็งกันไว้เป๊ะ และสิ่งแรกที่รัฐบาลแอคชั่นคือ สั่งกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปอุ้มราคาทันที ตรึงดีเซลเอาไว้ไม่ให้แตะระดับที่พวกเราจะรู้สึกเจ็บปวด ฟังดูเป็นนโยบายที่ใจดีและห่วงใยประชาชนมากเลยใช่ไหมคะ?

    แต่นั่นแหละค่ะคือ “กับดัก” ชิ้นโต เพราะนโยบายที่ “ฟังดูดี” กับนโยบายที่ “รอดจริง” มันคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิงค่ะ

    ประวัติศาสตร์ทั่วโลกสอนเรามานับครั้งไม่ถ้วนว่า ใครที่เลือกเดินเส้นทางนี้ สุดท้ายจะไปจบที่เมรุเดียวกันหมด นั่นคือ... กองทุนแตก รัฐแบกไม่ไหว ต้องปล่อยลอยตัวกระทันหัน แล้วความเจ็บปวดทั้งหมดจะพุ่งเข้าใส่เราแบบคูณสิบในชั่วข้ามคืน! และเดาดูสิคะ... ตอนนี้กองทุนน้ำมันไทยกำลังเหยียบคันเร่งมิดไมล์อยู่บนเส้นทางสายนั้นเลยค่ะ

    “ราคา” ไม่ใช่แค่ป้ายหน้าปั๊ม แต่มันคือ “ภาษาของจักรวาลเศรษฐกิจ”

    ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ขอให้ทุกคนทำความเข้าใจแก่นสำคัญข้อนี้ก่อนค่ะ เพราะถ้าพลาดจุดนี้ เราจะไม่มีทางเก็ทเลยว่าทำไมการแทรกแซงราคาถึงโคตรอันตราย

    Friedrich Hayek นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยบอกไว้ว่า ปัญหาที่ยากที่สุดของระบบเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่อง “จะผลิตอะไร” แต่คือ “จะรวบรวมข้อมูลจากคนนับพันล้านคนทั่วโลกได้ยังไง” ซึ่งคำตอบของเรื่องนี้ก็คือ “ราคา” นั่นเองค่ะ

    ราคาน้ำมันที่เราเห็นตอนเลี้ยวเข้าปั๊ม ไม่ใช่ตัวเลขที่ใครนึกมโนตั้งขึ้นมาเอง แต่มันคือผลรวมของดาต้ามหาศาลที่ถูกบีบอัดมาแล้ว ทั้งปริมาณน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ สต็อกน้ำมันในเท็กซัส อุณหภูมิฤดูหนาวในยุโรป ไปจนถึงความแพนิกของนักลงทุนทั่วโลก

    ตัวเลขเดียวนี้แหละที่คอยส่ง “คำสั่งอัตโนมัติ” ให้ทุกคนในระบบทำงานพร้อมกัน ถ้าราคาสูงปรี๊ด คนจะเริ่มประหยัด นักลงทุนจะแห่ไปหาแหล่งพลังงานสะอาด โรงกลั่นจะเร่งผลิต คนจะหันไปซื้อรถ EV ทุกอย่างมันจะปรับสมดุลเองแบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องรอให้รัฐมนตรีคนไหนมาสั่งการ

    แต่ทันทีที่รัฐบาลยื่นมือเข้ามา “ตรึงราคา” มันคือการเอากรรไกรไป “ตัดสาย” สัญญาณเตือนภัยทิ้ง! ทำให้ทุกคนในประเทศได้รับข้อมูลปลอม และเริ่มตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่บนความประมาทค่ะ

    ✈️ เปรียบให้เห็นภาพชัดๆ: ระวัง! คุณกำลังฝากชีวิตไว้กับ “หน้าจอโกหก”

    ลองหลับตานึกภาพว่าเรากำลังนั่งอยู่บนเครื่องบินที่กำลังเจอพายุ หน้าปัดของนักบินคือสิ่งเดียวที่บอกความจริงว่าเราบินต่ำแค่ไหน น้ำมันเหลือเท่าไหร่ ทุกการรอดชีวิตของไฟลท์นี้ขึ้นอยู่กับความแม่นยำของหน้าจอนั้น

    ทีนี้ลองจินตนาการว่าจู่ๆ มีคนเดินเข้าไปในห้องนักบินแล้วบอกว่า “ตัวเลขหน้าจอมันดูน่ากลัวไป เดี๋ยวผู้โดยสารจะตกใจ ขอปรับแก้ตัวเลขให้มันดูเซฟๆ หน่อยละกัน”...

    คุณคิดว่าชะตากรรมของเครื่องบินลำนั้นจะเป็นยังไงคะ?

    ราคาน้ำมันที่ถูกอุดหนุนจนบิดเบี้ยวก็คือหน้าปัดที่กำลังโกหกนักบินนั่นแหละค่ะ พวกเราทุกคนนั่งจิบกาแฟสบายใจบนเครื่อง ไม่มีใครตื่นตระหนก แต่ความจริงคือเครื่องกำลังจะโหม่งโลกโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวเลย!

    ️ พอกดราคาให้ต่ำผิดปกติ “ตลาดมืด” จะตื่นขึ้นมาทำงานทันที

    นี่คือความจริงอันโหดร้ายที่มักถูกซุกไว้ใต้พรมค่ะ เมื่อไหร่ก็ตามที่ราคาสินค้าในประเทศถูกกว่าราคาตลาดโลกแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ระบบเศรษฐกิจมันไม่เคยอยู่นิ่งหรอกนะคะ สัญชาตญาณมนุษย์จะทำงานทันทีว่า “ซื้อของถูกตรงนี้ ไปขายแพงตรงนู้นสิ” และนี่คือจุดกำเนิดของหายนะที่เรียกว่าตลาดมืด

    น้ำมันที่รัฐเอาเงินภาษีพวกเราไปอุดหนุนเพื่อหวังจะ “ช่วยประชาชน” จะเริ่มไหลทะลักออกไปในช่องทางที่ทำกำไรได้มากกว่า ไม่ว่าจะลักลอบขายข้ามชายแดน หรือโดนกว้านตุนโดยกลุ่มคนที่มีคอนเนคชั่นหนาๆ

    แล้วเดาสิคะว่าใครซวยสุด? ก็ประชาชนตาดำๆ มนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรานี่แหละค่ะ (ยกเว้นแอดที่ขับ EV ติดโซล่า แถมมีแบตที่บ้าน )

    คนที่ไม่มีเงินทุนก้อนโต ไม่มีถังกักตุน จะต้องตื่นมาเจอกับป้าย “น้ำมันหมด” หน้าปั๊ม ในขณะที่นายทุนรายใหญ่ที่มีเครือข่ายสูบน้ำมันราคาอุดหนุนไปทำกำไรต่อสบายใจเฉิบ

    สหรัฐอเมริกาเคยเจอฝันร้ายแบบนี้มาแล้วยุค 1970 ที่นิกสันสั่งตรึงราคาน้ำมัน ผลคือคนต่อคิวเติมน้ำมันยาวเป็นกิโล เกิดจลาจลหน้าปั๊ม เศรษฐกิจพังพินาศ กว่าจะตาสว่างและยอมปลดล็อกก็ใช้เวลาเกือบสิบปีเต็มๆ

    ยาชาที่ชื่อว่า “การอุ้มราคา” ทำเราป่วยเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว

    ลองนึกภาพคนไข้เบาหวานที่กินยาแก้ปวดกดทับอาการไว้ตลอดเวลาดูสิคะ พอไม่เจ็บ ก็ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม ยังคงซัดน้ำตาล ไม่ออกกำลังกาย ไม่ไปหาหมอ จนวันนึงอาการลามไปถึงจุดที่รักษายังไงก็ไม่หาย ราคาน้ำมันที่ถูกตรึงไว้ก็ทำหน้าที่เหมือนยาชาเข็มนั้นเลยค่ะ

    ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% เราเปราะบางมาก วิกฤตสงครามครั้งนี้มันตะโกนบอกเราดังๆ ว่าความเสี่ยงระดับประเทศมาจ่อคอหอยแล้ว มันคือ Wake-up call ที่มีค่าที่สุด แต่พอรัฐบาลบอกว่า “เดี๋ยวอุ้มเอง” ทุกอย่างก็จบ... คนยังขับรถ SUV คันใหญ่ยักษ์ซดน้ำมัน เปิดแอร์ฉ่ำๆ ทั้งวัน ไม่เกิดความตื่นตัวที่จะลงทุนติดโซลาร์เซลล์ ไม่เร่งย้ายไปใช้รถ EV ภาคธุรกิจก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องปรับแผน

    เรากำลังใช้เงินมหาศาลจ่ายเพื่อซื้อความ “สบายใจหลอกๆ” ซึ่งนี่คือต้นทุนที่แพงหูฉี่ที่สุด เพราะมันคือ “โอกาสทองในการรอดชีวิต” ที่เราโยนทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ก่อนที่วิกฤตพลังงานโลกของจริงจะมาทุบประตูบ้าน

    รูดปรื๊ดไปก่อน ผ่อนทีหลัง: กองทุนน้ำมันคือ “บัตรเครดิต” ที่ลูกหลานต้องตามใช้หนี้

    ขอเปรียบกองทุนน้ำมันให้เห็นภาพสะเทือนใจง่ายๆ ว่ามันคือ “บัตรเครดิตของประเทศ” ค่ะ จังหวะที่คุณหัวจ่ายเสียบเข้าถังรถ คุณจะรู้สึกฟินมาก น้ำมันถูก ชีวิตดี๊ดี เศรษฐกิจดูปกติ แต่หารู้ไม่ว่าระบบหลังบ้านกำลังรูดสะสมหนี้ก้อนมหึมาเงียบๆ ทุกลิตรที่คุณเติม

    และจำไว้นะคะ... บิลบัตรเครดิตใบนี้ไม่มีวันหายไปไหน วันที่มันตามมาเช็คบิล มันจะไม่มาในรูปแบบของใบเสร็จน้ำมัน แต่มันจะแฝงร่างมาในรูปของหนี้สาธารณะที่พุ่งทะลุเพดาน งบประมาณสาธารณสุขที่ถูกหั่นทิ้ง โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้สร้าง และที่เจ็บปวดที่สุดคือ ภาษีมหาโหดที่ “คนรุ่นหลัง” ต้องมารับกรรมจ่ายแทน

    เราไม่ได้ “ใช้น้ำมันถูก” นะคะ เราแค่ “แปะโป้งไว้ก่อน” แถมโดนบวกดอกเบี้ยทบต้นมหาศาลด้วย!

    และวันที่วงเงินบัตรเครดิตนี้เต็มจนรัฐบาลแบกไม่ไหว ฟองสบู่ราคาจะแตกดังโพละ การกระชากราคาลอยตัวแบบฉับพลันจะทำลายล้างระบบเศรษฐกิจยิ่งกว่าการปล่อยให้ราคาค่อยๆ ขึ้นตามความเป็นจริงหลายร้อยเท่า ธุรกิจจะเจ๊งระเนระนาด เงินเฟ้อจะพุ่งทะยานในคืนเดียว

    บทเรียนจากอิหร่านปี 2019 คือตัวอย่างชั้นดี แค่ประกาศขึ้นราคาน้ำมันตูมเดียว ประชาชนที่ถูกสปอยล์ด้วยราคาอุดหนุนมาตลอดถึงกับช็อกจนเกิดการประท้วงรุนแรงลุกเป็นไฟไปทั้งประเทศ

    ความลับนางฟ้าทางการเมือง: รู้ทั้งรู้ว่าพัง แต่ใครพูดความจริงคือ “ตาย”

    กฎเหล็กของการเมืองเรื่องพลังงานคือ “ยิ่งอุ้มนาน ยิ่งลงจากหลังเสือไม่ได้” ค่ะ เมื่อประชาชนคุ้นชินกับของถูกจนรู้สึกว่ามันคือ “สิทธิขาดที่ฉันต้องได้” ไปแล้ว จิตวิทยาหมู่จะเปลี่ยนทันที นักการเมืองคนไหนที่กล้าลุกขึ้นมาพูดความจริงว่า “เราต้องปล่อยลอยตัวเพื่อกู้ชีพประเทศนะ” จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนใจร้ายเลือดเย็นทันที ส่วนคนที่ปั้นหน้าบอกว่า “ผมจะแบกราคาให้พี่น้องต่อไป!” จะกวาดคะแนนเสียงและเสียงปรบมือถล่มทลาย

    แต่ช้าก่อน... เงินที่เขาเอามาอุ้มพวกเรา มันก็คือเงินภาษีของพวกเราเองนี่แหละค่ะ แค่สลับกระเป๋าซ้ายขวา เล่นแร่แปรธาตุหลอกตาประชาชน โครงสร้างแรงจูงใจทางการเมืองแบบนี้แหละค่ะ ที่ทำให้ทุกประเทศที่ติดหล่มการอุดหนุนพลังงาน ต่างก็ “รู้เต็มอกว่ามันผิด” แต่ไม่มีใครกล้าแตะ นี่คือราคาที่เราต้องจ่ายให้กับนโยบายประชานิยมที่ฟังดูหล่อแต่ข้างในกลวงโบ๋

    ช็อตฟีลขั้นสุด: สรุปแล้วนโยบายช่วยคนจน... ใครรวยขึ้นกันแน่?

    ขอตั้งคำถามนี้ตัวโตๆ ให้สังคมช่วยกันคิดเลยนะคะ ลองเดาดูสิคะว่าใครคือกลุ่มคนที่เผาผลาญน้ำมันมากที่สุดในประเทศ? คำตอบคือไม่ใช่พนักงานออฟฟิศที่โหนรถเมล์ไปทำงาน และไม่ใช่คุณลุงชาวนาที่มีรถไถคันเดียวแน่นอนค่ะ

    กลุ่มคนที่กอบโกยผลประโยชน์จากเงินอุดหนุนนี้ไปเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุดคือ กลุ่มทุนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดมหึมา บริษัทโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ และเจ้าของกิจการที่มีคฤหาสน์พร้อมฟลีตรถหรูจอดเรียงเป็นตับต่างหาก!

    งานวิจัยจาก IMF เคยออกมาแฉแล้วว่า ในประเทศกำลังพัฒนา คนรวยที่สุดโกยผลประโยชน์จากนโยบายอุดหนุนน้ำมันไปมากกว่าคนจนหลายเท่าตัว นโยบายที่แปะป้ายโฆษณาว่า “ทำเพื่อคนจน” แต่เนื้อแท้กลับเป็นการ “เอาเงินคนทั้งประเทศไปซับซิดี้คนรวย” อย่างหน้าตาเฉย นี่คือความย้อนแย้งที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดของนโยบายคุมราคาค่ะ

    เลิกหว่านแหเหอะ ถ้าอยากช่วยจริง มันมีวิธีที่ “เวิร์คกว่านี้เยอะ”

    แอดไม่ได้บอกว่ารัฐต้องใจจืดใจดำลอยแพประชาชนนะคะ แต่การช่วยเหลือมันต้อง “ยิงให้สไนเปอร์” ไม่ใช่หว่านแหตาบอดแบบนี้ การโอนเงินช่วยเหลือเยียวยาพุ่งตรงเข้าบัญชีกลุ่มเปราะบางไปเลย ยังไงก็ดีกว่าและถูกกว่าการเอาเงินไปอุ้มราคาน้ำมัน การงัดมาตรการลดหย่อนภาษีช่วยเฉพาะกลุ่ม เช่น พี่ๆ วินมอเตอร์ไซค์ ไรเดอร์ เกษตรกร หรือขนส่งรายย่อย ย่อมฉลาดกว่าการแบกภาระก้อนโตที่ไม่รู้จบ

    และที่สำคัญที่สุด... เอาเงินมหาศาลก้อนนั้นไปทุ่มสร้าง “ระบบขนส่งสาธารณะ” ที่มันดีและราคาถูกจริงๆ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศสิคะ ทำให้คนมีทางเลือกจนรู้สึกว่าไม่ต้องง้อรถยนต์ส่วนตัวก็ได้ แบบนี้ต่างหากคือการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยไม่ต้องไปปิดหูปิดตากลไกราคาที่ระบบเศรษฐกิจต้องการเลยสักนิด

    หรือวิกฤตสงครามครั้งนี้... จะเป็น “ของขวัญ” ที่เรากำลังเตะทิ้ง?

    ฟังดูอาจจะขัดหูนะคะ แต่ถ้ามองผ่านแว่นของนักเศรษฐศาสตร์ ทุกวิกฤตพลังงานช็อกโลกที่ผ่านมา ล้วนเป็น “จุดเปลี่ยนผ่าน” ที่ทำให้โลกก้าวไปข้างหน้าเสมอ วิกฤตน้ำมัน OPEC ปี 1973 ให้กำเนิดอุตสาหกรรมรถยนต์ประหยัดพลังงาน

    วิกฤตปี 2008 จุดพลุให้การลงทุนพลังงานสะอาดเติบโตก้าวกระโดด และสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านครั้งนี้ก็กำลังตะโกนใส่หน้าประเทศไทยว่า “โครงสร้างที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้ามหาศาลแบบนี้ มันต้องรื้อทิ้งได้แล้ว!”

    ตัวเลขราคาน้ำมันที่แพงขึ้นนี่แหละค่ะ คือ “แรงถีบ” ชั้นดีที่จะทำให้อุตสาหกรรมโซลาร์รูฟท็อปในไทยบูมกระจุย ทำให้คนแห่ไปถอยรถ EV จนตลาดขยายตัวเร็วกว่าแผน ทลายกำแพงให้ธุรกิจหันไปใช้ก๊าซหรือไฟฟ้าอย่างจริงจัง ทุกอย่างมันจะเกิดการตื่นตัวพุ่งทะยานไปเองโดยไม่ต้องมีใครมานั่งสั่ง ถ้าราคามันกล้าสะท้อนความจริง!

    แต่ถ้าเรายังคงเอาหัวซุกทราย หลอกตัวเองด้วยการอุ้มราคาต่อไปเรื่อยๆ โอกาสทองในการพลิกโฉมประเทศก็จะปลิวหายไปในอากาศ แล้วเราก็จะต้องกลับมานั่งกุมขมับเถียงกันเรื่องเดิมๆ ในวิกฤตคราวหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    บทสรุปกระแทกใจ: เลิกกินยาชา แล้วมารักษาที่ต้นเหตุกันเถอะ

    เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ และแอดก็ไม่ได้โลกสวยขนาดที่คิดว่าการหักดิบปล่อยราคาน้ำมันลอยตัว 100% ภายในคืนเดียวคือทางออกที่ถูกต้อง เพราะมันจะกระแทกคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่มีเบาะรองรับอย่างโหดร้ายเกินไป แต่สิ่งที่เราต้องตระหนักให้ลึกซึ้งคือ การแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องผ่าตัดที่ “ต้นตอ” ไม่ใช่แค่ทายาแดงรักษา “อาการ” ภายนอก

    ต้นตอของความพินาศนี้คือ ความเหลื่อมล้ำ การพึ่งพาจมูกประเทศอื่นหายใจมากเกินไป และการไร้ซึ่งตาข่ายสวัสดิการสังคมที่แม่นยำพอ การเอาเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันมันก็แค่การพอกหน้าให้ดูสวยเป๊ะชั่วคราว ทั้งที่โรคระบาดยังฝังรากลึกและกำลังกัดกินประเทศชาติอยู่เงียบๆ

    ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์พร้อมจะปะทุและผันผวนได้ทุกเมื่อ ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงของไทย ไม่ได้วัดกันที่ว่า “รัฐบาลมีสายป่านเอาเงินมาเผาอุ้มราคาได้นานกว่าคนอื่นแค่ไหน” แต่วัดกันที่ว่า ประเทศเราสามารถยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้มากแค่ไหน ลดการง้อน้ำมันต่างชาติได้หรือยัง และประชาชนมีทักษะ มีทางเลือกในการใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นพอจะรับแรงกระแทกจากราคาโลกได้หรือไม่ต่างหาก เพราะวันที่เราสามารถยืนหยัดรับสัญญาณความจริงของราคาโลกได้โดยที่เศรษฐกิจไม่ล้มพับ... วันนั้นแหละค่ะ คือวันที่คนไทยจะเป็น “อิสระ” จากเกมการเมืองเรื่องน้ำมันอย่างแท้จริง

    ถ้าอ่านจบแล้วรู้สึกตาสว่างขึ้นมาบ้าง กดแชร์บทความนี้ออกไปให้ไวเลยค่ะ เพราะเรื่องนี้มันส่งผลกระทบถึงเงินในกระเป๋าของพวกเราทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่มีรถยนต์เท่านั้น...

    https://www.facebook.com/share/1PMgazWRhb/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ เปิด 3 เหตุผลสุดช็อก ทำไมวิกฤตน้ำมันรอบนี้ ทรัมป์ถึงไม่ค่อยแคร์ชาวโลกเลยแม้แต่นิดเดียว

    สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้มีเรื่องสำคัญมากจะมาเล่าให้ฟังกันแบบเจาะลึกค่ะ เพราะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ได้ดันราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว และสิ่งที่ทุกคนกังวลกันมากที่สุดตอนนี้ก็คือ ถ้าอิหร่านยังคงสู้ต่อไม่ถอย ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบถึง 20% ของปริมาณทั้งโลก อาจถูกปิดกั้นเป็นเวลานาน และนั่นจะเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลกไปอย่างมหาศาลเลยค่ะ

    ทีมนักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg Economics นำโดย Jamie Rush, Björn van Roye และ Ziad Daoud ได้ใช้แบบจำลองเศรษฐกิจของพวกเขาที่เรียกว่า SHOK ซึ่งเป็นโมเดลที่ออกแบบมาเพื่อวัดผลกระทบของการขึ้นราคาน้ำมันต่อเงินเฟ้อและ GDP โดยเฉพาะ มาวิเคราะห์ว่าราคาน้ำมันจะไปทางไหนได้บ้าง และจะกระทบเศรษฐกิจโลกแค่ไหน และทำไมสหรัฐฯ มันดูเหมือนทำตัวไม่แคร์เรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเท่าประเทศอื่นๆ ค่ะ

    สถานการณ์ที่ 1: สงครามยืดเยื้อแต่ลดความรุนแรง — น้ำมันแถว 110 ดอลลาร์ ค่อยๆ ลงมา 80 ดอลลาร์

    สถานการณ์แรกนี้สมมติว่าสงครามยังคงดำเนินต่อไป แต่ความรุนแรงลดลง และการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้นค่ะ แม้ช่องแคบจะเปิดกลับมาได้ แต่ความเสี่ยงที่จะถูกปิดอีกรอบยังคงอยู่ตลอดเวลาที่สงครามยังไม่จบ ทำให้ราคาน้ำมันไม่สามารถกลับไปต่ำเท่าก่อนสงครามได้

    ในสถานการณ์นี้ ราคาน้ำมันจะอยู่แถวๆ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปจนถึงไตรมาส 2 ของปี 2026 แล้วค่อยๆ ปรับตัวลงมาที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี ซึ่งรูปแบบนี้สอดคล้องกับราคาตลาดล่วงหน้า (Forward Curve) ที่ตลาดกำลังให้ราคากันอยู่ ณ ตอนนั้นค่ะ

    แต่สำหรับยุโรปนั้นมีมิติเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากค่ะ นั่นก็คือราคา LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas) ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย โดยราคาก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าในยุโรปพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 60 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง จากเดิมที่อยู่แค่ 30 ยูโรเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า แม้ว่ายังไม่รุนแรงเท่าตอนรัสเซียบุกยูเครนที่ราคาก๊าซพุ่งเกิน 300 ยูโร แต่ก็ถือว่ามีนัยสำคัญมากค่ะ

    ทาง Bloomberg Economics ประเมินว่าผลกระทบจากราคาก๊าซที่เพิ่มขึ้นนี้ เทียบเท่ากับการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันอีกประมาณ 16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดังนั้นเมื่อรวมกันแล้ว ยุโรปจึงเจอ Shock ที่หนักกว่าสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด

    ผลกระทบต่อเงินเฟ้อในสถานการณ์นี้คือ เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.7 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐฯ และเกือบ 1 เปอร์เซ็นต์ในอังกฤษและยูโรโซน

    ส่วนผลกระทบต่อ GDP นั้น สหรัฐฯ แทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงเลย โดย GDP ลดลงเพียง 0.1% เท่านั้น เพราะทุกวันนี้สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิแล้ว ผู้บริโภคอเมริกันอาจรู้สึกเจ็บตัวจากค่าน้ำมันแพง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ก็ได้แรงส่งในการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่วนอังกฤษนั้น GDP จะลดลง 0.5% และยูโรโซนลดลง 0.6% เพราะทั้งสองเขตเศรษฐกิจยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอยู่มากค่ะ

    สถานการณ์ที่ 2: ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด — น้ำมันพุ่งทะยานสู่ 170 ดอลลาร์

    สถานการณ์ที่สองนี้คือฝันร้ายของตลาดค่ะ สมมติว่าการสู้รบทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นยาวนานหลายเดือน ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางขาดหายไปอย่างรุนแรง ยิ่งปิดนานเท่าไหร่ ผลกระทบต่อราคาก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น เพราะสต็อกน้ำมันจะลดลงเรื่อยๆ และคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserves) ก็จะถูกดึงออกมาใช้จนเริ่มร่อยหรอ

    ในสถานการณ์นี้ ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปใกล้ 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวลงมาที่ราว 100 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี เมื่ออุปทานเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ สำหรับยุโรปนั้น ราคาก๊าซก็จะพุ่งขึ้นตามไปด้วย โดยมีผลกระทบเทียบเท่ากับราคาน้ำมันเพิ่มอีกราว 26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ผลกระทบต่อเงินเฟ้อในสถานการณ์นี้รุนแรงกว่าสถานการณ์แรกอย่างมากค่ะ เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐฯ, 1.9 เปอร์เซ็นต์ในอังกฤษ และ 2.0 เปอร์เซ็นต์ในยูโรโซน

    ส่วน GDP ของสหรัฐฯ จะลดลง 0.3% จากระดับฐาน ซึ่งแม้จะมากกว่าสถานการณ์แรก แต่ก็ยังถือว่าเบากว่ายุโรปมาก (แถมไม่เกิด recession ด้วย) โดยอังกฤษจะเสีย GDP ไปถึง 1.1% และยูโรโซนเสียไป 1.2% ซึ่งเป็นตัวเลขที่หนักหนาสาหัสเลยทีเดียวค่ะ (แค่สถานการณ์แรก ทั้งยุโรปและอังกฤษก็เกิด recession ได้แล้ว)

    จริงๆ แล้วทาง Bloomberg Economics เคยทำการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้โดยวางน้ำมันที่ 110 ดอลลาร์เป็นสถานการณ์ Upside แต่ก็เตือนไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า การหยุดชะงักของอุปทานในขนาดใหญ่กว่าคาด หรือตลาด Overshoot อาจผลักราคาไปสูงกว่านั้นได้อย่างง่ายดาย และเหตุการณ์ที่น้ำมันแตะใกล้ 120 ดอลลาร์เป็นพักๆ ก็เป็นหลักฐานยืนยันความเสี่ยงนี้ชัดเจนค่ะ

    ️ สถานการณ์ที่ 3: การลดความตึงเครียด — น้ำมันกลับสู่ 65 ดอลลาร์

    สถานการณ์สุดท้ายเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดค่ะ สมมติว่าด้วยแรงกดดันจากความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่แผ่ขยายไปทั่วโลกผ่านตลาดพลังงาน ทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านหาทางออกได้ (Off-ramp) ความรุนแรงของสงครามลดลงอย่างรวดเร็ว เปิดทางไปสู่การหยุดยิง และราคาน้ำมันกลับลงมาสู่ระดับก่อนการยกระดับความขัดแย้งที่ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ซึ่งตอนนี้ยากมาก)

    สถานการณ์นี้ให้ภาพที่อ่อนโยนกว่ามากค่ะ ผลกระทบสูงสุดต่อเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 0.5 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐฯ และ 0.7 เปอร์เซ็นต์ในอังกฤษและยูโรโซน ส่วน GDP ของสหรัฐฯ แทบไม่ได้รับผลกระทบเลย ลดลงไม่ถึง 0.1% ขณะที่อังกฤษและยูโรโซนก็ลดลงเพียง 0.4% เท่านั้น และที่สำคัญคือผลกระทบเหล่านี้จะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อราคาน้ำมันลดลง เงินเฟ้อก็จะต่ำกว่าเป้าในระยะถัดไป และ GDP จะฟื้นตัวกลับมาตามรายได้ที่แท้จริง (Real Income) ที่แข็งแกร่งขึ้นค่ะ

    กุญแจสำคัญ: ความคาดหวังเงินเฟ้อจะ "ยึดเหนี่ยว" ไว้ได้หรือไม่?

    ทุกสถานการณ์ที่นิคกี้เล่ามานั้น สิ่งที่ชี้ขาดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริงๆ คือ "ความคาดหวังเงินเฟ้อ" (Inflation Expectations) ค่ะ

    คำนี้หมายถึงการที่ประชาชน ธุรกิจ และนักลงทุนคาดว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะเป็นเท่าไหร่ ถ้าคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าเงินเฟ้อจะกลับลงมาในระดับปกติหลังจากที่ราคาน้ำมันพุ่ง (เรียกว่า "ยึดเหนี่ยวไว้ได้" หรือ "Anchored")

    ธนาคารกลางก็จะสามารถ "มองทะลุ" (Look Through) Shock ราคาชั่วคราวนี้ไปได้ และยังคงโฟกัสกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    แต่ถ้าความคาดหวังเงินเฟ้อเริ่ม "หลุดไปจากสมอ” (Unanchored) คือคนเริ่มเชื่อว่าเงินเฟ้อจะสูงไปอีกนาน จะเกิดแรงกดดันราคาเพิ่มเติมขึ้นมาจากพฤติกรรมของผู้คนเอง เช่น ธุรกิจขึ้นราคาสินค้าล่วงหน้า ลูกจ้างเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้น

    สิ่งเหล่านี้จะบังคับให้ธนาคารกลางต้องตอบสนองด้วยการขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าว ซึ่งจะยิ่งทำให้ GDP ได้รับผลกระทบหนักขึ้นไปอีกจากตัวเลขที่วิเคราะห์ไว้ข้างต้นค่ะ

    Bloomberg Economics ชี้ว่า ประสบการณ์เงินเฟ้อหลังโควิดที่ผ่านมานั้นแตกต่างกันในแต่ละประเทศ รวมถึงจุดยืนของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อก่อนเข้าสู่ Shock ครั้งนี้ก็ไม่เหมือนกัน ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าธนาคารกลางแต่ละแห่งจะจัดการกับ Trade-off (การชั่งน้ำหนักระหว่างการสู้เงินเฟ้อ กับ การพยุงการเติบโต) อย่างไร

    ที่น่าสนใจคือ ปฏิกิริยาของตลาด Inflation Swap (ตราสารที่สะท้อนความคาดหวังเงินเฟ้อของนักเทรด) โดยเฉพาะในยุโรป บ่งชี้ว่าความเสี่ยงที่แม้แต่ความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาวจะถูกกระทบนั้นเป็นเรื่องจริงค่ะ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งจบรอบการลดดอกเบี้ยไปหมาดๆ ส่วนธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) กำลังจะเริ่มลดดอกเบี้ย ทั้งคู่จึงตกอยู่ในสถานะที่ลำบากอีกครั้ง

    ในขณะที่ Kevin Warsh ผู้ที่ประธานาธิบดี Donald Trump เลือกให้มานำ Federal Reserve อาจพบว่าตัวเองติดอยู่ระหว่างความต้องการของประธานาธิบดีที่อยากให้ดอกเบี้ยต่ำ กับราคาน้ำมันที่กดดันให้เงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายค่ะ

    แล้วทำไมน้ำมัน 100 ดอลลาร์ถึงไม่เจ็บเท่าสมัยก่อน?

    ทีนี้มาถึงเรื่องที่น่าสนใจมากอีกเรื่องหนึ่งค่ะ เพราะช่วงนี้คนพูดถึง global recession กันเยอะจากภาวะ oil shock

    ถ้าใครเคยผ่านช่วงปี 2011 ที่น้ำมันเคยแตะ 100 ดอลลาร์เหมือนกัน ตอนนั้นเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis) และเหตุการณ์ Arab Spring ทำให้เกิดความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันจนราคาพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์อยู่เป็นเวลานาน

    แต่ทีมวิเคราะห์ของ Bloomberg Economics ชี้ให้เห็นว่า น้ำมัน 100 ดอลลาร์ในวันนี้ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดเท่ากับ 100 ดอลลาร์เมื่อ 15 ปีก่อนค่ะ และมีสามเหตุผลหลักที่อธิบายเรื่องนี้ได้

    เหตุผลแรกคือ เศรษฐกิจโลกใช้น้ำมันน้อยลงต่อหน่วย GDP มากค่ะ

    สิ่งที่เรียกว่า Oil Intensity of GDP หรือปริมาณน้ำมันที่ต้องเผาผลาญเพื่อผลิตสินค้าและบริการนั้นลดลงอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา สาเหตุก็เพราะประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีขึ้น และโครงสร้างอุตสาหกรรมของเศรษฐกิจเปลี่ยนไป

    เศรษฐกิจสมัยใหม่พึ่งพาภาคบริการและเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมหนักที่กินน้ำมันเยอะเท่าเดิมแล้ว สำหรับสหรัฐฯ นั้น Oil Intensity ลดลงประมาณ 1 ใน 4 เมื่อเทียบกับปี 2011 และลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับปี 2000 เลยค่ะ ซึ่งแนวโน้มนี้เกิดขึ้นในเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ทั่วโลกเช่นกัน

    เหตุผลที่สองคือ ราคาของทุกอย่างแพงขึ้นหมดค่ะ ฟังดูง่ายๆ แต่สำคัญมาก เพราะสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับธุรกิจและผู้บริโภคไม่ใช่ราคาน้ำมันเป็นตัวเลขดอลลาร์ แต่คือ "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" ว่าคุณต้องสละอะไรไปบ้างเพื่อจะซื้อน้ำมัน นั่นคือราคาน้ำมันเทียบกับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ (Real Price หรือราคาที่แท้จริงหลังปรับเงินเฟ้อ)

    ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ระดับราคาทั่วไป (General Price Level) ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ดังนั้นเมื่อปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว น้ำมัน 100 ดอลลาร์วันนี้จริงๆ แล้ว "ถูกกว่า" น้ำมัน 100 ดอลลาร์ในปี 2011 อย่างมีนัยสำคัญ

    เหตุผลที่สามนั้นเป็นเรื่องเฉพาะของสหรัฐฯ ค่ะ นั่นคือ การปฏิวัติหินดินดาน (Shale Revolution) ที่ทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเหมือนเดิมอีกต่อไป

    เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดานในสหรัฐฯ จะมีแรงจูงใจในการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุน GDP ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคถูกบีบ เรียกว่าเป็นตัวถ่วงดุลที่สำคัญมากค่ะ

    เมื่อนำทั้งสามปัจจัยมารวมกัน Bloomberg Economics ประเมินว่า ราคาน้ำมันจะต้องพุ่งขึ้นไปถึง 190 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถึงจะสร้างผลกระทบเทียบเท่ากับน้ำมัน 100 ดอลลาร์เมื่อ 15 ปีก่อน เมื่อคิดเป็นราคาในเทอมของปี 2011 และนั่นยังไม่ได้นับรวมข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อีกแล้วด้วยค่ะ

    แต่อย่าเข้าใจผิดนะคะ ว่าจะชิวๆ ไม่มีผลกระทบเลย ยังไงราคาน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์ก็ยังคงสร้างความเสียหายให้กับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากกว่าจะเป็นผลดี และที่สำคัญคือผลกระทบด้านเงินเฟ้อยังคงจะทำให้ชีวิตของธนาคารกลางทั่วโลกยากลำบากขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

    บทสรุปจากนิคกี้

    เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับนักลงทุนทุกคนค่ะ เพราะเส้นทางของสงคราม ขนาดและระยะเวลาของการหยุดชะงักของอุปทาน รวมถึงปฏิกิริยาของครัวเรือน ภาคธุรกิจ และตลาดการเงิน ล้วนมีความสำคัญทั้งหมด

    ถ้าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแค่ชั่วคราวแล้วกลับลงมา ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคก็จะจำกัด แต่ถ้า Shock ยืดเยื้อออกไป ภาพที่เราเห็นก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    และสิ่งที่น่าจับตามองอีกอย่างคือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจเหล่านี้อาจย้อนกลับไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ และเปลี่ยนทิศทางของสงครามเองด้วยค่ะ

    สิ่งที่เราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือ ความคาดหวังเงินเฟ้อจะยึดเหนี่ยวไว้ได้หรือไม่ ธนาคารกลางจะเลือกพยุงเศรษฐกิจหรือสู้เงินเฟ้อ และราคาน้ำมันจะเป็นไปตามสถานการณ์ไหนในสามสถานการณ์ที่วิเคราะห์ไว้ ทั้งหมดนี้จะกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในช่วงที่เหลือของปี 2026 ค่ะ

    แต่ใดๆ คือ สหรัฐฯ เจ็บตัวน้อยสุดค่ะ และเป็นเหตุผลที่ทรัมป์มันถึงพูดตรงๆ ว่า “ใครใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ก็มาเปิดเองดิ” นั่นเองค่ะ
    FB_IMG_1774185216034.jpg FB_IMG_1774185218069.jpg FB_IMG_1774185220009.jpg FB_IMG_1774185223395.jpg FB_IMG_1774185225298.jpg FB_IMG_1774185227190.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1DDtJ9BFr7/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สงครามพลังงานบีบอาเซียน ‘รีเซ็ต’ ยุทธศาสตร์ สกัดวิกฤติค่าครองชีพ หลังน้ำมันเขย่าความมั่นคงอาหาร
    .
    | สู่อาเซียน | ASEAN Roundup - ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านราคาพลังงาน ระบบโลจิสติกส์การค้า และความมั่นคงทางอาหาร
    .
    รัฐบาลทั่วอาเซียนนอกจากกำลังพยายามปกป้องผู้บริโภคจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการปกป้องความมั่นคงทางอาหาร สะท้อนว่าอาเซียนกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ความมั่นคงทางอาหาร” และ “ความมั่นคงทางพลังงาน” คือเรื่องเดียวกัน
    .
    ภูมิภาคนี้ไม่ได้มอง EV หรือรถเมล์ไฟฟ้าเป็นแค่ทางเลือกสีเขียวอีกต่อไป แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคง” เพื่อตัดวงจรการถูกจับเป็นตัวประกันโดยราคาพลังงานโลก
    .
    แต่ละประเทศใช้ยุทธศาสตร์ที่ต่างกัน โดย #เวียดนาม ใช้อำนาจรัฐสั่งรัฐวิสาหกิจเร่งผลิตเพื่อเป้าหมาย GDP 10% ขณะที่ #ลาว ลดวันเรียน 3 วัน และขึ้นภาษีรถน้ำมัน 30% เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ EV เพื่อความอยู่รอดในภาวะขาดแคลนเงินตรา เช่นเดียวกับ #ฟิลิปปินส์ ที่เร่งเปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV เพื่อหนีราคาน้ำมัน
    .
    ส่วน #เมียนมา เลือกจ่ายไฟสลับเวลา ด้วยความเปราะบาง จึงต้องบริหารทรัพยากรที่จำกัดเพื่อประคองระบบ #มาเลเซีย ใช้แนวทางการอุดหนุนราคาน้ำมัน และ #สิงคโปร์ ที่มีความแข็งแกร่งใช้เทคโนโลยีสู้กับธรรมชาติและค่าครองชีพ
    .
    ขณะเดียวกันวิกฤตินี้ลามไปถึง “ความมั่นคงทางอาหาร” เพราะพลังงานคือต้นทุนแฝงในทุกขั้นตอนของอาหาร ทำให้อาเซียนตระหนักว่า “ความมั่นคง” คือการมีพลังงานและอาหารที่ควบคุมได้เอง การสร้างคลังสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์ระยะยาว กับการมีปริมาณข้างสำรอง อาจกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกประเทศต้องลงมือทำ
    .
    ติดตามอ่านหลากหลายประเด็นน่าสนใจใน ASEAN Roundup ประจำวันที่ ประจำวันที่ 15-24 มี.ค. 2569 ได้ที่ [คอมเมนต์]
    .
    ที่มาภาพ: AI Generated
    .
    #สงครามพลังงาน #ความมั่นคงทางอาหาร #วิกฤติพลังงาน #สงครามอิหร่าน #สู่อาเซียน #ASEANRoundup #ไทยพับลิก้า #Thaipublica

    https://www.facebook.com/share/1Ar3Z4TSkG/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สงครามอิหร่านบีบเส้นทางบิน ยุโรป-เอเชีย เหลือแค่ “ระเบียงการบิน” ตุรกี-อาเซอร์ไบจาน
    .
    | เกาะกระแส | สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ทำให้เที่ยวบินนับหมื่นเที่ยวผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลางต้องยกเลิกไป สายการบินที่เคยบินน่านฟ้าอิหร่าน ต้องหาเส้นทางบินอื่นมาแทน ทำให้เที่ยวบินใช้เวลาบินนานขึ้น ใช้น้ำมันมากขึ้น และค่าโดยสารแพงขึ้น
    .
    รายงานของ New York Time เรื่อง “สงครามทำให้เครื่องบินหลายพันลำ เปลี่ยนเส้นทางบิน” กล่าวว่า เครือข่ายเส้นทางบินของโลก เคยมีประสิทธิภาพเพราะเที่ยวบินสามารถบินตรง จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง หรือการต่อเครื่องบินก็สะดวก แต่สงครามทำให้เครือข่ายเส้นทางบิน แบ่งแยกออกเป็นแบบเที่ยวบิน โดยไม่สามารถทำการบินตรง แต่ต้องบินแบบอ้อมแทน
    .
    หลังจากรัสเซียบุกยูเครน สายการบินตะวันตกไม่สามารถใช้น่านฟ้าประเทศข้างเคียง เมื่อมกราคม 2022 เที่ยวบินจากเฮลซิงกิ-โตเกียวของ Finnair สามารถบินตรงเหนือรัสเซีย แต่ปัจจุบันต้องบินนานขึ้น โดยใช้เส้นทางลงใต้ผ่านทะเลดำ หรือไปใช้เส้นทางผ่านขั้วโลกเหนือ ทั้งสองเส้นทางต้องบินนานขึ้น 3 ชั่วโมง หรือเที่ยวบิน AY141 เฮลซิงกิ-กรุงเทพฯ ของ Finnair ต้องเปลี่ยนมาบินลงทางใต้ผ่านตะวันออกกลาง สงครามอิหร่าน ทำให้เที่ยวบิน AY141 ต้องเปลี่ยนเส้นทางใหม่อีกครั้ง
    .
    ขณะที่ สงครามอิหร่านทำให้น่านฟ้าตะวันออกลางถูกปิดลงทันที ถือเป็นการหยุดชะงักการบินโลกครั้งใหญ่ที่สุด นับจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เป็นสาเหตุที่เส้นทางบินระยะไกล ยุโรป-เอเชีย ต้องเปลี่ยนไป
    .
    หลายสิบปีที่ผ่านมา ตะวันออกกลางทำหน้าที่เหมือนสะพานการบิน เชื่อมตะวันออกกับตะวันตก เป็นจุดที่ผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องบิน ระหว่างยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย
    .
    ก่อนเกิดสงคราม แต่ละวันมีผู้โดยสารประมาณ 300,000 คน ที่เปลี่ยนเที่ยวบิน ที่ศูนย์กลางการบินของ Emirates, Qatar Airways และ Etihad การโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน ทำให้ “โมเดลจุดเปลี่ยนเที่ยวบิน” สะดุดลงทันที เพราะหลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้าการบิน
    .
    อ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
    ที่มาภาพ: The Financial Express
    รายงานโดย: ปรีดี บุญซื่อ
    .
    #flightcorridor #ระเบียงการบิน #สงครามอิหร่าน #ความขัดแย้งตะวันออกกลาง #ไทยพับลิก้า #Thaipublica

    https://www.facebook.com/share/p/18RTtYyhH6/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1774185514536.jpg

    ถามกรมธุรกิจพลังงาน…น้ำมันหายไปไหน
    .
    | เกาะกระแส | ปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดจนทำให้ประชาชน เกษตรกร แห่กันนำรถยนต์พร้อมแกลลอนไปเข้าคิว รอเติมน้ำมันกันจนแน่นปั๊ม เพราะกลัวว่าน้ำมันจะขาดแคลน สร้างความโกลาหลกันที่หน้าปั๊มจนกลายเป็นกระแสดรามาในโซเชียลมีเดีย
    .
    ทว่าจากการคำสัมภาษณ์ของ ‘นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ‘ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ยืนยันว่า “ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศได้ไม่น้อยกว่า 101 วัน”
    .
    ขณะเดียวกัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กำลังดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบจากประเทศแองโกลาและสหรัฐอเมริกาเข้ามาเพิ่มเติมอีก 3 ล้านบาร์เรล หรือประมาณ 477 ล้านลิตร เพียงพอกับความต้องการใช้ต่อไปได้อีก 4-5 เดือน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำมันขาดแคลน
    .
    ▪️ สถานการณ์ย้อนแย้ง: น้ำมันสำรองพอ แต่หน้าปั๊มขาดแคลน

    ข้อมูลรัฐ ยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ไม่น้อยกว่า 101 วัน และกำลังนำเข้าเพิ่มเติมอีก 3 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ไปอีก 4-5 เดือน

    ความเป็นจริง เกิดความโกลาหลหน้าปั๊มน้ำมัน ประชาชนและเกษตรกรแห่ไปเข้าคิวเติมน้ำมันและใส่แกลลอนเพราะกลัวน้ำมันหมด
    .
    ▪️ ต้นตอของปัญหา: "ดีเซล 2 ราคา"
    ปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนการผลิต แต่เกิดจากส่วนต่างราคา (Price Gap)

    ราคากลุ่มที่ 1 (ในปั๊ม) รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุน (Subsidy) เพื่อตรึงราคาขายปลีกไว้ไม่เกิน 30 บาท (ประมาณ 29.94 บาท/ลิตร)

    ราคากลุ่มที่ 2 (ผ่าน Jobber/ผู้ค้าส่ง) น้ำมันที่ขายผ่าน "จ็อบเบอร์" หรือพ่อค้าคนกลางไปยังโรงงานอุตสาหกรรมหรือปั๊มอิสระไม่มีการควบคุมราคา ทำให้ราคาพุ่งสูงตามตลาดโลกไปถึง 41-45 บาท/ลิตร
    .
    เมื่อเกิดส่วนต่างราคากว่า 10-15 บาทต่อลิตร ทำให้เกิดปรากฏการณ์

    1) จ็อบเบอร์หยุดซื้อจากโรงกลั่น: เพราะราคาสูงเกินไป จึงหันมากว้านซื้อน้ำมันจาก "ปั๊มน้ำมัน" ที่มีราคาถูกกว่าแทน

    2) กลุ่มลูกค้าเดิมของจ็อบเบอร์ย้ายที่ซื้อ: เมื่อจ็อบเบอร์ไม่มีน้ำมัน สหกรณ์เกษตร ประมง หรือปั๊มหลอดที่เคยซื้อจากจ็อบเบอร์ จึงแห่มาเติมที่ปั๊มแบรนด์ปกติ

    3) ยอดขายปั๊มพุ่งผิดปกติ: ปั๊มขนาดใหญ่บางแห่งยอดขายกระโดดจาก 8,000 ลิตร/วัน เป็น 15,000-16,000 ลิตร/วัน จนรถขนส่งน้ำมันเติมให้ไม่ทัน
    .
    แหล่งข่าวจากวงการน้ำมัน กล่าวว่า “ปั้มน้ำมันขนาดใหญ่ สถานการณ์ปกติขายได้ 8,000 ลิตร/วัน แต่ช่วงที่โกลาหล ขยับขึ้นมาเป็น 15,000-16,000 ลิตร/วัน จึงมีคำถามว่าคนซื้อคือใครมาจากไหน คงไม่ใช่แค่ผู้บริโภคที่นำรถมาเติมเต็มถัง หากจะกักตุน ก็คงทำได้ยากที่จะหาถัง หรืออุปกรณ์มารองรับเพื่อกักตุนน้ำมันเป็นจำนวนมากๆ”
    .
    คนที่จะตอบคำถามนี้ได้คือ “กรมธุรกิจพลังงาน” ที่มีข้อมูลอยู่แล้วว่า น้ำมันหายไปไหน?
    .
    อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
    .
    #น้ำมันหายไปไหน #วิกฤติน้ำมัน #ราคาน้ำมันโลก #กรมธุรกิจพลังงาน #ไทยพับลิก้า #Thaipublica

    https://www.facebook.com/share/p/16vjqdKCvA/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิกฤตน้ำมันทั้งขาดทั้งแพง คาดคนสนใจรถอีวีมากขึ้น ผู้จัดงานมอเตอร์โชว์ 2026 คาดรถปิกอัพดีเซลโดนกระทบ 2 เด้ง ตั้งเป้ายอดจองในงานปีนี้ 4-5 หมื่นคัน เริ่มงาน 25 นี้ BTimes

    Mar 22, 2026 มองอีวี! ผู้จัดงานมอเตอร์โชว์ 2026 มั่นใจกระแสรถยนต์ไฟฟ้าพุ่ง ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันผันผวน ตั้งเป้ายอดจอง 4-5 หมื่นคัน

    นายพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 หรือ มอเตอร์โชว์ 2026 เปิดเผยถึงทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยท่ามกลางสภาวะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยระบุว่าปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเตรียมความพร้อมในการจัดงาน เนื่องจากมีการบริหารจัดการล่วงหน้า แต่ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มากขึ้น รวมถึงรถยนต์กลุ่มไฮบริดและเทคโนโลยีประหยัดน้ำมันรุ่นใหม่ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของตลาดในปัจจุบัน

    สำหรับการคาดการณ์ยอดจองรถยนต์ภายในงาน นายพีระพงศ์ระบุว่าตั้งเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 40,000 ถึง 50,000 คัน ใกล้เคียงกับเป้าหมายในปีที่แล้ว และเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมองว่าตลาดมีทั้งปัจจัยบวกจากเสถียรภาพทางการเมืองและการส่งเสริมภาครัฐ และปัจจัยลบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและต้นทุนพลังงานในระยะยาว ขณะที่กลุ่มรถยนต์พาณิชย์และรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซล ประเมินว่าอาจได้รับผลกระทบจากทั้งวิกฤตราคาพลังงานและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งส่งผลให้ยอดขายในเซกเมนต์นี้ชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา

    ในส่วนของภาพรวมงานมอเตอร์โชว์ปีนี้ มีความเข้มข้นของการแข่งขันสูงขึ้น โดยมีแบรนด์เข้าร่วมกว่า 45 แบรนด์ แบ่งเป็นรถยนต์ 37 แบรนด์ และรถจักรยานยนต์ 8 แบรนด์ พร้อมทั้งการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่กว่า 10 รุ่น รวมถึงการเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลก หรือ World Premiere ซึ่งผู้จัดงานคาดหวังว่าแคมเปญกระตุ้นยอดขายจากค่ายรถต่างๆ ในช่วงต้นปี จะเป็นแรงส่งสำคัญให้เกิดการส่งมอบรถยนต์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

    ทั้งนี้ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
    #มอเตอร์โชว์ #รถอีวี #รถไฟฟ้า #รถยนต์ #สงคราม #ดีเซล #BTimes

    https://www.facebook.com/share/1XkVaXs4tX/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    19.55 น.นายกฯอิสราเอลชวนผู้นำสูงสุดระดับโลกร่วมรบโจมตีอิหร่าน อิสราเอลเผยสังหาร อบู คาริล บาร์จิ ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่อิหร่านหนุน อิหร่านเตือนโจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่าน จะแก้แค้นโจมตีเป้าพลังงาน-น้ำมันในตะวันออกกลาง BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/18BLuB9LGB/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คำทำนายจากนอสตราดามัส (Nostradamus) ว่าทรัมป์ จะ
    “ต้องทอดร่างลงบนพื้นดิน”
    นอสตราดามัส (Nostradamus) เป็นผู้ที่ทำนายอนาคตเหตุสำคัญๆของโลก ถูกต้องมาหลายเหตุ ที่ผ่านมา
    อ่านคำทำนาย ต้นฉบับในภาษาอังกฤษ ใต้ภาพได้
    เป็นข้อความที่นอสตราดามัส ได้เขียนไว้ว่า:
    “เสียงทรัมปฯลวง ( The False Trumpet )
    ที่ออกมาจากความบ้าคลั่ง จะทำให้ คนฝั่งไบแซนเทียม ( Byzantium )ต้องออกมาเจรจา ชายผู้หนึ่งจะเดินทางออกมาจากอียิปต์เพื่อขอยกเลิกประกาศกฏเกณฑ์ พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงเงินตราและค่ามาตรฐาน
    เสียงแตร ( ทรัมปฯ เป็ต)นั้นสั่นสะพาน ด้วยความขัดแย้งอันรุนแรง ข้อตกลงถูกทำลายลง การแหงนหน้าขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ปากของเขาที่อาบเลือดจะแหวกว่ายอยู่ในกองเลือด และใบหน้าที่เคยชโลมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง กลับต้องทอดร่างลงบนพื้นดิน”
    คำอธิบายเพิ่มเติม:
    * The False Trumpet: มักถูกตีความถึง "เสียงแตรลวง" หรือนักตีความบางกลุ่มอาจโยงไปถึงชื่อบุคคลที่มีความหมายคล้ายกัน เช่น Trump
    * Byzantium: ในบริบทประวัติศาสตร์คือตุรกี (อิสตันบูล) แต่ในเชิงสัญลักษณ์มักหมายถึงศูนย์กลางอำนาจ
    * Milk and Honey: สื่อถึงความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ หรือดินแดนแห่งพันธสัญญาที่พังทลายลง

    คำทำนายจากนอสตราดามัส (Nostradamus) ว่าทรัมป์ จะ
    “ต้องทอดร่างลงบนพื้นดิน”
    นอสตราดามัส (Nostradamus) เป็นผู้ที่ทำนายอนาคตเหตุสำคัญๆของโลก ถูกต้องมาหลายเหตุ ที่ผ่านมา
    อ่านคำทำนาย ต้นฉบับในภาษาอังกฤษ ใต้ภาพได้
    เป็นข้อความที่นอสตราดามัส ได้เขียนไว้ว่า:
    “เสียงทรัมปฯลวง ( The False Trumpet )
    ที่ออกมาจากความบ้าคลั่ง จะทำให้ คนฝั่งไบแซนเทียม ( Byzantium )ต้องออกมาเจรจา ชายผู้หนึ่งจะเดินทางออกมาจากอียิปต์เพื่อขอยกเลิกประกาศกฏเกณฑ์ พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงเงินตราและค่ามาตรฐาน
    เสียงแตร ( ทรัมปฯ เป็ต)นั้นสั่นสะพาน ด้วยความขัดแย้งอันรุนแรง ข้อตกลงถูกทำลายลง การแหงนหน้าขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ปากของเขาที่อาบเลือดจะแหวกว่ายอยู่ในกองเลือด และใบหน้าที่เคยชโลมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง กลับต้องทอดร่างลงบนพื้นดิน”
    คำอธิบายเพิ่มเติม:
    * The False Trumpet: มักถูกตีความถึง "เสียงแตรลวง" หรือนักตีความบางกลุ่มอาจโยงไปถึงชื่อบุคคลที่มีความหมายคล้ายกัน เช่น Trump
    * Byzantium: ในบริบทประวัติศาสตร์คือตุรกี (อิสตันบูล) แต่ในเชิงสัญลักษณ์มักหมายถึงศูนย์กลางอำนาจ
    * Milk and Honey: สื่อถึงความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ หรือดินแดนแห่งพันธสัญญาที่พังทลายลง
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1774191976523.jpg

    ชาวแม่สอดดีใจเก้อ นึกว่ารถน้ำมันมาส่ง ที่ไหนได้วิ่งไปจอดแอบในที่ลับ จนท.เข้าตรวจสอบตะลึง เจอโกดังซุกน้ำมันดีเซลหลายหมื่นลิตร ริมแม่น้ำเมย ทั้งที่ในพื้นที่ยังขาดแคลนหนัก

    เจอโกดังซุกน้ำมันดีเซลหลายหมื่นลิตร : https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10180778

    https://www.facebook.com/share/1CAwjii6mP/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกหญิงของกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ออกแถลงการณ์ประณามเหตุโจมตีโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ของอิหร่าน ซึ่งใช้สำหรับเสริมสมรรถนะยูเรเนียม โดยระบุว่า เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวานนี้ เทียบเท่ากับการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตร UN อย่างโจ่งแจ้ง และเชื่อว่าจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางลุกลามเป็นหายนะ
    .
    แถลงการณ์ยังประณามสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยไม่สนใจความสูญเสียในฝั่งพลเรือน รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเสี่ยงที่สารกัมมันตรังสีจะรั่วไหล จึงขอเรียกร้องให้ UN และสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) สอบสวนพฤติกรรมการโจมตีที่ไร้ความรับผิดชอบนี้
    .
    สำหรับโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ เป็นหนึ่งในโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่ง ที่ถูกสหรัฐอเมริกา และอิสราเอลโจมตี เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว และโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ยังเคยตกเป็นเป้าในการโจมตีช่วงสัปดาห์แรกของสงครามมาแล้ว
    .
    ด้านสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า ได้รับรายงานจากอิหร่านว่าโรงงานนิวเคลียร์ถูกโจมตี แต่เบื้องต้น ไม่พบการเพิ่มขึ้นของระดับรังสี ในพื้นที่นอกโรงงาน
    .
    ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุด้านนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยประชาชน และสิ่งแวดล้อม
    .
    นอกจากนี้ สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ยังระบุว่า ได้รับรายงานเหตุโจมตีในเมืองทางใต้ของอิสราเอล ซึ่งคาดว่าอยู่ไม่ไกลจากศูนย์พัฒนานิวเคลียร์ของอิสราเอลแล้ว แต่ไม่ได้รับสัญญาณบ่งชี้ว่าเกิดความเสียหายใดๆ ต่อศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ดังกล่าว และไม่พบระดับรังสีที่ผิดปกติในพื้นที่เช่นกัน
    .
    นอกจากรัสเซีย ที่พยายามเข้ามาปกป้องอิหร่าน ล่าสุด ดูเหมือนรัฐบาลเตหะรานมีความพยายามที่จะดึงกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) หรือ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ ให้เข้ามามีบทบาทอย่างอิสระในการยุติการโจมตีอิหร่าน
    .
    ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน เสนอแนวคิดระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับนายกฯ อินเดีย ซึ่งเป็นประธานกลุ่มบริกส์ในปีนี้ โดยต้องการให้จัดตั้งกรอบความมั่นคงระดับภูมิภาค โดยให้ประเทศในเอเชียตะวันตก มีบทบาทร่วมกันเพื่อสร้างสันติภาพโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก
    .
    #อิสราเอล #อิหร่าน #สหรัฐอเมริกา #รัสเซีย #UN #โรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ #โรงงานนิวเคลียร์ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    https://www.facebook.com/share/1ASEp8dafJ/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ภาคประมงปราณบุรีเผชิญวิกฤตหนักสุดในรอบ 20 ปี หลังราคาน้ำมันพุ่งกว่า 119% ทำให้ต้นทุนพุ่งสูง เรือประมงทยอยหยุดทำการแล้วกว่า 30%
    .
    ชาวประมงวอนรัฐเร่งตรึงราคาน้ำมันที่ 25–26 บาทต่อลิตร เพื่อประคองอาชีพ พร้อมเตือนหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น อาจต้องจอดเรือทั้งหมดและเลิกอาชีพในที่สุด
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000027658
    .
    #news1 #news1live #ประมง #ปราณบุรี #น้ำมันแพง #เศรษฐกิจ #ชาวประมง #วิกฤตพลังงาน #อาหารทะเล #ข่าวเศรษฐกิจ

    https://www.facebook.com/share/1Hg3NJeKAT/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กระทรวงพาณิชย์เร่งติดตามราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ลงพื้นที่สุ่มตรวจร้านค้าทั่วประเทศ ป้องกันการโก่งราคาและเอาเปรียบประชาชน พร้อมย้ำใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง
    .
    เผยช่วง 1–20 มี.ค. ตรวจแล้วกว่า 2,300 กรณี พบความผิดทั้งไม่แสดงราคาและขายไม่ตรงป้าย พร้อมดำเนินคดีทันที ขณะเดียวกันเปิดช่องให้ประชาชนร้องเรียนและร่วมตรวจสอบทั่วประเทศ
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000027571
    .
    #news1 #news1live #พาณิชย์ #ราคาสินค้า #ค่าครองชีพ #โก่งราคา #ตรวจร้านค้า #เศรษฐกิจ #ผู้บริโภค #ข่าวเศรษฐกิจ

    https://www.facebook.com/share/p/1HhYrGBZSX/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แหล่งท่องเที่ยวคลายร้อน “แก่งไฮ” จ.อุบลราชธานี ซบหนัก นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 40% หลังราคาน้ำมันดีเซลพุ่งและบางช่วงขาดตลาด ทำให้ประชาชนลดการเดินทาง
    .
    ผู้ประกอบการเผยรายได้หดตัว แต่ยังตรึงราคาอาหารไม่ปรับขึ้น แม้กำไรลดลง หวังประคองธุรกิจและดึงนักท่องเที่ยวกลับมา ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่แออัดเหมือนเดิม
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000027576
    .
    #news1 #news1live #แก่งไฮ #อุบลราชธานี #ท่องเที่ยวไทย #น้ำมันแพง #เศรษฐกิจ #ตรึงราคา #หน้าร้อน #เที่ยวไทย

    https://www.facebook.com/share/p/1BerXGyZrh/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บางจากผลิตเกินร้อย ทุกวันนี้ผลิต 110% ได้ดีเซลวันละ 19 ล้านลิตร แต่ยอดเติมทั่วไทยพุ่ง 30% จากปกติ มีปั้ม 20% ของปั้มทั้งหมดปิดชั่วคราวในบางเวลา ปั้มส่วนใหญ่กลับมาเติมได้ใน 24-48 ชั่วโมงแล้ว BTimes

    Mar 22, 2026 ผลิตสุดซอย! บางจากผลิตเกิน 100% ได้ดีเซลวันละ 19 ล้านลิตร แต่ยอดเติมทั่วไทยพุ่ง 30% จากปกติ ชี้ปั้ม 20% ของทั้งหมดปิดชั่วคราวในบางเวลา ปั้มส่วนใหญ่กลับมาเติมได้ใน 24-48 ชั่วโมงแล้ว

    บางจาก โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการเพิ่มกำลังการผลิต และสถานการณ์ปั้มขาดแคลนน้ำมันเริ่มทยอยผ่อนคลายมากขึ้น มีดังนี้

    จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ทั้งด้านการจัดหา การกลั่น และการกระจายน้ำมัน โดยเพิ่มระดับการกลั่นน้ำมันอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการกลั่นรวมประมาณ 290,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 110% ของกำลัง การผลิตติดตั้ง หรือคิดเป็นน้ำมันดีเซลประมาณ 19 ล้านลิตรต่อวัน ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้น้ำมันในภาพรวมของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยอดจำหน่ายในบางช่วงสูงกว่าระดับการผลิต บริษัทฯ จึงเร่งนำน้ำมันออกจากโรงกลั่นและกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศอย่างเต็มที่ โดยให้ความสำคัญกับการจัดส่งไปยังสถานีบริการเป็นลำดับแรก พร้อมมีการรายงานปริมาณการผลิตและปริมาณน้ำมันสำรองต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30 ส่งผลให้สถานีบริการบางแห่งอาจไม่สามารถรับและหมุนเวียนน้ำมันได้ทันในบางช่วงเวลา ทั้งนี้ จากมาตรการของภาครัฐที่ผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการขนส่งและเงื่อนไขการสำรองน้ำมัน ทำให้การกระจายน้ำมันสามารถดำเนินการได้คล่องตัวมากขึ้น และช่วยให้สถานการณ์ทยอยคลี่คลาย ซึ่งบริษัทฯ จะยังคงดำเนินการผลิตในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนไม่ตื่นตระหนก พร้อมใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    จากข้อมูลในเดือนมีนาคม 2569 พบว่ายอดจำหน่ายมีความผันผวนและเพิ่มสูงกว่าระดับ การผลิตในหลายช่วง โดยเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่ช่วงต้นเดือน และเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือน สะท้อนว่าความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะสั้น โดยมีสถานีบริการบางส่วนต้องปิดให้บริการชั่วคราวใน บางช่วงเวลา คิดเป็นประมาณร้อยละ 10-20 ของสถานีบริการทั้งหมด ส่งผลให้การรับและหมุนเวียนน้ำมันใน บางพื้นที่ไม่ทันต่อความต้องการ อนึ่ง หลังจากการกระจายน้ำมันสามารถดำเนินการได้ดีขึ้น สถานการณ์ได้เริ่มคลี่คลายตามลำดับ โดยจำนวนสถานีบริการที่ได้รับผลกระทบมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง สถานีบริการส่วนใหญ่สามารถกลับมาให้บริการได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง

    บริษัทฯ มีการบริหารจัดการการจัดส่งน้ำมันให้เหมาะสมที่สุดตามสถานการณ์ และยังคงจัดส่งน้ำมัน อย่างต่อเนื่องการที่สถานีบริการบางแห่งต้องหยุดให้บริการชั่วคราว เป็นผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในบางช่วง และข้อจำกัดด้านการขนส่งและการกระจายในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้เกิดจากการลดการจ่ายน้ำมันจากโรงกลั่น โดยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลให้การกระจายน้ำมันครอบคลุมทุกพื้นที่

    #บางจาก #ปั้มบางจาก #น้ำมัน #ดีเซล #อยุธยา #ปทุมธานี #สงขลา #กระบี่ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1CWxuhrMNk/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตา "ตลาดหุ้นโลก" พรุ่งนี้
    มีแนวโน้มโดนเทขายแรง ?!?

    จากข่าวความรุนแรงของสงครามที่ยกระดับ

    1) ทรัมป์ขีดเส้นตายให้เวลาอิหร่าน "48 ชั่วโมง" ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่เช่นนั้นจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าอิหร่านทั้งหมด

    2) อิหร่านไม่มีแนวโน้มที่จะยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซเลย และเหล่าผู้นำที่ออกมาให้สัมภาษณ์ก็ยืนยันว่าจะไม่เจรจากับสหรัฐ

    3) อิสราเอลโดนอิหร่านยิงถล่มอย่างหนักตลอดช่วงสุดสัปดาห์

    4) เนทันยาฮู นายกอิสราเอลถึงขั้นออกมาเรียกร้องให้ทุกประเทศช่วยกันร่วมทำสงครามกับอิหร่าน

    และหากดูจากความเคลื่อนไหวในตลาดที่ซื้อขายในช่วงเสาร์อาทิตย์

    1) ราคา Bitcoin โดนเทขายต่อเนื่องจนเหลือ 68,000 เหรียญ (อาจเป็นสัญญาณว่าสินทรัพย์เสี่ยงจะโดนเทขายต่อเนื่อง)

    2) ราคาทองคำโทเค็น ที่ยังโดนเทขายต่อเนื่องจนหลุด 4,500 เหรียญ (ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าราคาทองคำลง = ตลาดหุ้นจะลงตามเสมอ)

    ทำให้เมื่อประเมินจากทุกสัญญาณ ตลาดหุ้นมีแนวโน้มถูกเทขายต่อเนื่องสูง ก็เป็นได้

    https://www.facebook.com/share/19jVoP26Jt/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    IRGC ขู่หากสหรัฐฯ โจมตีพลังงานของอิหร่าน อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ "ทั้งหมด" และจะไม่เปิดอีกจนกว่าโรงไฟฟ้าที่ถูกทำลายของเราจะถูกสร้างขึ้นใหม่
    .

    กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออแถลงการณ์เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซว่า หากสหรัฐฯ ดำเนินการตามคำขู่ที่จะโจมตีพลังงานของอิหร่าน อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ "ทั้งหมด" และจะไม่เปิดอีก “จนกว่าโรงไฟฟ้าที่ถูกทำลายของเราจะถูกสร้างขึ้นใหม่”
    .

    นอกจากนี้ IRGC ยังกล่าวว่า พวกเขาจะโจมตีโรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และระบบไอทีในอิสราเอล “อย่างกว้างขวาง” และยังกล่าวอีกว่า พวกเขาจะโจมตี “บริษัทที่คล้ายคลึงกันในภูมิภาค” ที่มีผู้ถือหุ้นชาวอเมริกัน
    .

    “โรงไฟฟ้าของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคที่ตั้งฐานทัพอเมริกันจะเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมของเรา” IRGC กล่าวเสริม
    .

    “เราไม่ได้เริ่มสงคราม และเราจะไม่เริ่มมันในตอนนี้ แต่หากศัตรูทำร้ายโรงไฟฟ้าของเรา เราจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องประเทศและผลประโยชน์ของประชาชนของเรา” แถลงการณ์ระบุ
    .

    ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะ “ทำลาย” โรงไฟฟ้าของอิหร่านหากช่องแคบฮอร์มุซไม่เปิดภายใน 48 ชั่วโมง
    .

    #สหรัฐ #อิสราเอล #อิหร่าน #ตะวันออกกลาง #สงคราม #สงครามอิหร่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ #Iran #OperationEpicFury #WORLD #SPACEBAR

    https://www.facebook.com/share/18SDaFBqEE/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นิวยอร์กไทมส์: ความประมาทของทรัมป์จะตามหลอกหลอนเราไปชั่วรุ่น

    ในยามสงคราม เรามีประธานาธิบดีที่เราไม่รู้ว่าเขาทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ของชาติ แม้ว่าบุคลิกของเขาจนถึงตอนนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจส่วนตัวเป็นหลักก็ตาม
    https://www.facebook.com/share/p/1DXT6WE8Co/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ชี้ “ศัตรูอเมริกา” เปลี่ยนเป้า สะท้อนความตึงเครียดการเมืองภายในท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง
    FB_IMG_1774194603824.jpg
    Donald J. Trump ออกมาโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โดยระบุว่า “หลังจากอิหร่านสิ้นสภาพแล้ว ศัตรูที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาคือ Radical Left และพรรคเดโมแครต” ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวางทั้งในสหรัฐและเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากข้อความดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนกรอบความขัดแย้งจาก “ศัตรูภายนอก” ไปสู่ “ศัตรูภายในประเทศ” อย่างชัดเจน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย
    .
    นักวิเคราะห์มองว่า ถ้อยคำ “death of Iran” ที่ทรัมป์ใช้ แม้จะมีลักษณะเชิงวาทกรรมมากกว่าข้อเท็จจริงในสนาม แต่เป็นความพยายามสร้าง “ชัยชนะเชิงเรื่องเล่า” เพื่อกำหนดการรับรู้ของสาธารณะ ก่อนจะโยกประเด็นไปสู่การเมืองภายใน ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ผู้นำบางกลุ่มใช้ในการรวมฐานเสียงและลดแรงกดดันจากสถานการณ์ภายนอก ขณะที่ในความเป็นจริง ความตึงเครียดในภูมิภาคยังดำเนินต่อไป โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านพลังงานจากช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก
    .
    การระบุว่าฝ่าย “Radical Left” เป็นภัยคุกคามหลักของประเทศ ถูกมองว่าเป็นการยกระดับความขัดแย้งทางการเมืองภายในให้มีลักษณะใกล้เคียง “ภัยความมั่นคง” มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การแบ่งขั้วในสหรัฐทวีความรุนแรง และทำให้พื้นที่การประนีประนอมทางการเมืองลดลงในระยะยาว ทั้งนี้ ปฏิกิริยาจากฝ่ายเดโมแครตที่ออกมาตอบโต้ทันที ยิ่งสะท้อนระดับความตึงเครียดของการเมืองอเมริกันในปัจจุบัน
    .
    ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ข้อความดังกล่าวอาจสร้างความกังวลต่อพันธมิตรของสหรัฐ เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินใจด้านยุทธศาสตร์ของวอชิงตันอาจได้รับอิทธิพลจากแรงกดดันทางการเมืองภายในมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงเปราะบาง
    .
    ขณะเดียวกัน ตลาดพลังงานโลกยังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความไม่แน่นอนในภูมิภาค รวมถึงความเป็นไปได้ของการยกระดับความขัดแย้ง อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
    .
    ทั้งนี้ นักวิเคราะห์สรุปว่า โพสต์ของทรัมป์ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทั่วไป แต่สะท้อนแนวโน้มสำคัญของยุคปัจจุบัน ที่เส้นแบ่งระหว่าง “การเมืองภายในประเทศ” และ “ภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก” เริ่มเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก และอาจเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของความขัดแย้งในอนาคต.

    https://www.facebook.com/share/1AzKwv9TkG/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘กรมควบคุมโรค’ เตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้วางแผนเดินทางไปอังกฤษ เพิ่มความระมัดระวัง ‘โรคไข้กาฬหลังแอ่น’ หลังพบการระบาดในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาในอังกฤษ แนะรับวัคซีนป้องกันวันก่อนการเดินทางอย่างน้อย 10 เผย วันที่ 1 มกราคม-17 มีนาคม 69 ไทยพบผู้ป่วยสะสม 5 ราย เสียชีวิต 3 ราย ยังไม่พบความเชื่อมโยงการระบาดจากต่างประเทศ ยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน

    วันที่ 22 มี.ค.69 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคโดยกองระบาดวิทยา ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของ ‘โรคไข้กาฬหลังแอ่น’ (Meningococcal Disease) ในสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขระหว่างประเทศ อาทิ UKHSA และ ECDC พบว่า การระบาดในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ มีลักษณะเกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา โดยข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 20 ราย (ยืนยันแล้ว 9 ราย) และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย

    ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันพบในประเทศอังกฤษเชื้อ Neisseria meningitidis สายพันธุ์ serogroup B (MenB) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรง โดยการระบาดมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมรวมกลุ่มในสถานที่ปิด ช่วงต้นเดือนมีนาคม ส่งผลให้เกิดกลุ่มเสี่ยงในสถานศึกษาและชุมชนที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง

    ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มข้น ทั้งการติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูง การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันในผู้สัมผัสใกล้ชิด และการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมโรคไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ B ให้กับกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาที่อาศัยอยู่รวมกัน และมีพฤติกรรมเสี่ยงร่วมกัน เช่น การอยู่ใกล้ชิดเป็นเวลานาน การใช้ภาชนะร่วมกัน หรือการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การระบาดยังจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิด ยังไม่พบการแพร่กระจายในวงกว้าง และความเสี่ยงโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ

    “กรมควบคุมโรคขอแนะนำผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการระบาด เช่น พื้นที่ในสหราชอาณาจักร หรือประเทศในยุโรป พิจารณารับวัคซีนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทาง โดยเฉพาะวัคซีนสายพันธุ์ MenB ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก วัยรุ่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว

    ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เชื้อก่อโรคไข้กาฬหลังแอ่นมีหลายสายพันธุ์สำคัญ ได้แก่ A, B, C, W และ Y โดยโรคนี้ สามารถพบผู้ป่วยได้ประปรายตลอดทั้งปี และที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่พบการระบาดขนาดใหญ่ หรือการระบาดเป็นกลุ่มก้อน

    สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ

    แม้จำนวนผู้ป่วยจะอยู่ในระดับต่ำ แต่กรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรครุนแรง และต้องรายงานตามกฎหมาย โดยหากพบผู้ป่วยต้องสงสัยจะต้องรายงานทันที และหากยืนยันว่าป่วยแม้เพียง 1 ราย เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนโรคโดยเร็ว เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไป

    ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ซึม และบางรายอาจมีจุดเลือดออก หรือผื่นเลือดออกตามผิวหนัง หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง หรือการสัมผัสเสี่ยง เช่น พื้นที่ที่มีการรายงานโรค หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย ทั้งนี้ โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และมีวัคซีนป้องกันเป็นทางเลือก โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยง ควรปรึกษาหน่วยบริการสาธารณสุขก่อนรับวัคซีน

    กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเอง โดยแนะนำให้ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ จาม เนื่องจากโรคติดต่อผ่านละอองฝอย และการใช้สิ่งของร่วมกัน

    https://www.facebook.com/share/1Aj8HahKzg/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    225,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Mar 23, 2026 เตือนทั่วโลก! กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเตือนประชาชนชาวอเมริกันทั่วโลก เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความเกี่ยวกับคำเตือนให้พลเรือนอเมริกันเพิ่มความระมัดระวัง มีดังนี้ 

    กระทรวงการต่างประเทศเตือนให้ประชาชนชาวอเมริกันทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลางใช้ความระมัดระวังมากขึ้น ชาวอเมริกันในต่างประเทศควรปฏิบัติตามคําแนะนําในการแจ้งเตือนความปลอดภัยที่ออกโดยสถานทูตหรือสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาที่ใกล้ที่สุด

    การปิดน่านฟ้าเป็นระยะอาจทําให้การเดินทางหยุดชะงัก สิ่งอํานวยความสะดวกทางการทูตของสหรัฐฯ รวมถึงนอกตะวันออกกลาง ตกเป็นเป้าหมาย กลุ่มที่สนับสนุนอิหร่านอาจกําหนดเป้าหมายผลประโยชน์อื่น ๆ ของสหรัฐฯ ในต่างประเทศหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาและ/หรือชาวอเมริกันทั่วโลก

    #สงคราม #อิหร่าน #สหรัฐ #อิสราเอล #ตะวันออกกลาง #BTimes

    https://www.facebook.com/share/1TWDuQthSo/
     

แชร์หน้านี้

Loading...