เหรียญรุ่น ๑ หลวงพ่อหวกพระเจ้า ๗๐๐ ปีศรีเมืองเชียงใหม่สมเด็จหลวงพ่อสืบวัดสิงห์

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1773581266002.jpg FB_IMG_1773581089483.jpg FB_IMG_1773581270154.jpg
    ลองอ่านเรื่องหลวงพ่อเปลี้ยกับการสร้างลิงฮากันครับ หลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดช เดิมชื่อผ่อง เกิดเมื่อ ๔ พ.ย. ๒๔๕๗ ที่บ้านดินเปล้า อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของนายชุ่ม นางคำ โพธิ์นอก ด้วยขาท่านเสีย ลีบข้างหนึ่งจึงเรียก นามท่านว่าเปลี้ย พออายุได้ ๑๗ ปี ท่านได้บวชเป็นสามเณรที่วัดบ้านเหลื่อม ตำบลวัดโพธิ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๔๗๔ โดยมีอาจารย์ช้างเป็นพระอุปัชฌาย์ พออายุครบ ๒๐ ปี ๒ พ.ค.๒๔๗๗ ท่านก็ได้บวชที่วัดบ้านค่าย มีพระครูวิจิตา เป๊นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแบนเป็นพระกรรมวาจารย์ พระมหาบัวเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ฉายา "คุณสัมปันโน"
    หลวงพ่อท่านมาอยู่วัดชอนสารเดชตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ มีหลวงปู่ทรัพย์ เป็นเจ้าอาวาส หลังจากท่านแจ้งความประสงค์ขอมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ หลวงปู่ทรัพย์ก็ไม่ขัดข้อง นานไปก็ถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆให้ท่านจนหมดสิ้น หลวงพ่อเปลี้ยท่านมีเมตตาเป็นเลิศ ท่านจำวัดไม่กางมุ้ง ไม่จุดยากันยุง ท่านบอกว่า "ให้มันมากัด กินจนอิ่มแล้วมันก็ไปไม่มากัดอีก" !
    ลิงฮา ของหลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดชนี้ ท่านตั้งใจสร้างเป็นหนุมาน ให้มีอิทธิฤทธิ์ตามแนวคิดความเชื่อให้มีพลกำลังแข็งแรง อยู่ยงคงประพัน แต่ท่านสร้างหนุมานของท่านให้มีอริยาบท ยิ้มแย้ม อย่างอารมณ์ดี ชาวบ้านเห็นต่างขนานนามให้เป็น "ลิงฮา"
    ลุงใจ อ่อนละมัย เล่าว่า ครั้งที่ไปหามวลสารเพื่อมาสร้างลิงฮา ที่ศาลพระกาฬ ลพบุรี ปรากฎว่ามีลิงในศาลติดตามมาด้วย ๔ ตัว ทั้ง ๔ ตัวเป็นลูกน้องหนุมาน ตามมาเป็นสักขีพยานในการสร้างลิงฮา หลวงพ่อเปลี้ยท่านปลุกเสกลิงฮานี้ด้วยฌาณอันกล้าแข็ง เรียกว่าเสกจนหนุมานกระโดดออกจากบาตรได้ เหตุที่ท่านทำได้เช่นนี้เพราะท่านมีพลังจิตกล้าแข็งสามารถเข้าออกฌากิดความณได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นความอัศจรรย์ในการสร้างวัตถุมงคลของท่าน จนสามารถคุ้มครองป้องกันผู้พกพา เป็นเสน่ห์เมตตามหานิยมอย่างแรงกล้า ตามที่หลวงพ่อท่านเสกไว้
    แม่ค้าตลาดบ้านชอนคนหนึ่งเล่าว่า ตั้งแต่ได้ลิงฮาของวัดชอนมาอยู่ที่ร้าน ตอนเช้าก็จุดธูปอธิษฐานขอให้ขายดี เมื่อเปิดร้านแล้วก็เกิดความมั่นใจอารมณ์ดี เหมือนกับอารมณ์ลิงฮา อารมณืดีตลอดวัน ลูกค้าก็เหมือนต้องจังงันของเรา เข้ามาซื้อของที่ร้าน ขายดีทั้งวัน ทุกวันนี้ยังพกติดตัวอยู่เสมอ มีคนมาขอเช่ามากมายแต่ก็หวงแหนยิ่งมิยอมปล่อยให้ใครเด็ดขาด
    ชายคนหนึ่งได้ลิงฮามาเลี่ยมแขวนคอ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปธุระ ขากลับมาก็มีคนมาถามว่าไปเอาลิงที่ไหนมานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ !! ทุกคนจึงสรุปว่าเป็นปาฏิหารย์ของลิงฮาที่แขวนคอมานั้นมากกว่า
    วัตถุมงคลทุกชนิดของหลวงพ่อมีประสบการณ์
    ขอบพระคุณบทความของคุณ อำพล เจน

    สมเด็จฝังเกศารุ่น1 ปี2538 (พร้อมเหรียญรุ่นแรก) ประสพการณ์ยืนยันว่ามีเส้นเกศาครับ เพราะผู้สร้างได้ขอเส้นเกศาหลวงพ่อเปลี้ย คุณสัมปันโน จากอาจารย์สำรวย (สมัยนั้นมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดชอนสารเดช) เมื่อสร้างเสร็จได้นำวัตถุมงคล รุ่นทวีทรัพย์ มาถวายและให้หลวงพ่อเปลี้ยฯ ปลุกเสก และนำออกมา
    แจกงานประจำปี หลังวันตรุษสงกรานต์ จะมีการทอดผ้าป่าฯที่ศาลาหลวงพ่อใหญ่ โดยมีหลวงพ่อเปลี้ยฯ เป็นประธานรับมอบ และจะแจกวัตถุมงคล รุ่นทวีทรัพย์ แก่ญาติโยมที่นำผ้าป่ามา
    ทอด (ถวาย) ที่วัดชอนสารเดช
    วัดถุมงคลรุ่นนี้น่าเก็บมากๆครับ 1.แจกฟรี 2.สวยและมีเส้นเกศาฯ 3.หลวงพ่อเปลี้ยฯ ชอบใจ และได้กล่าวว่า "มันต้องสวยแบบนี้ซิ ถึงมีศักดิ์ศรีหน่อย" 4.ราคาย่อมเยาว์
    พระสมเด็จทวีทรัพย์ผสมเกศา

    ......

    เหรียญเจ้าสัวหลวงปู่เปลี้ยวัดชอนสาระเดช รุ่นประสบการณ์
    หลวงปู่เปลี้ย วัดชอนสารเดช
    นายดาบตำรวจหนังเหนี.ย.ว
    December 31, 2016 Ampol Jane หลวงปู่เปลี้ย, อำพล เจน
    หลังจากหลวงปู่เปลี้ยมรณภาพไปเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๐

    เพียงไม่กี่วันเท่านั้น

    นสพ.ท้องถิ่น สร้างสรรค์ ลพบุรี ก็ลงข่าวใหญ่ประจำฉบับ

    นายดาบตำรวจปล้ำจับคนร้ายถูกคนร้ายล้วงปืn
    ออกมากดปากลำกล้องใส่ท้องของนายดาบตำรวจ

    แล้วเหนี่ยวไก ๒ นัd

    ลั่นโป้งทุกนัd .. กระสุnดี ไม่ด้าน

    แต่กระสุbไม่เข้าหนังนายดาบตำรวจทั้ง ๒ นัด

    หลังจากนั้นกำลังใจก็มา

    ปล้ำแย่งปืnคนร้ายได้

    และจับกุมคนร้ายได้สำเร็จ

    ——-

    นายดาบตำรวจท่านนี้แขวนเหรียญเจ้าสัวของหลวงปู่เปลี้ย

    ( บทความจากfacebook : )

    ลองอ่านเรื่องหลวงพ่อเปลี้ยกับการสร้างลิงฮากันครับ หลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดช เดิมชื่อผ่อง เกิดเมื่อ ๔ พ.ย. ๒๔๕๗ ที่บ้านดินเปล้า อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของนายชุ่ม นางคำ โพธิ์นอก ด้วยขาท่านเสีย ลีบข้างหนึ่งจึงเรียก นามท่านว่าเปลี้ย พออายุได้ ๑๗ ปี ท่านได้บวชเป็นสามเณรที่วัดบ้านเหลื่อม ตำบลวัดโพธิ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๔๗๔ โดยมีอาจารย์ช้างเป็นพระอุปัชฌาย์ พออายุครบ ๒๐ ปี ๒ พ.ค.๒๔๗๗ ท่านก็ได้บวชที่วัดบ้านค่าย มีพระครูวิจิตา เป๊นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแบนเป็นพระกรรมวาจารย์ พระมหาบัวเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ฉายา "คุณสัมปันโน"
    หลวงพ่อท่านมาอยู่วัดชอนสารเดชตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ มีหลวงปู่ทรัพย์ เป็นเจ้าอาวาส หลังจากท่านแจ้งความประสงค์ขอมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ หลวงปู่ทรัพย์ก็ไม่ขัดข้อง นานไปก็ถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆให้ท่านจนหมดสิ้น หลวงพ่อเปลี้ยท่านมีเมตตาเป็นเลิศ ท่านจำวัดไม่กางมุ้ง ไม่จุดยากันยุง ท่านบอกว่า "ให้มันมากัด กินจนอิ่มแล้วมันก็ไปไม่มากัดอีก" !
    ลิงฮา ของหลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดชนี้ ท่านตั้งใจสร้างเป็นหนุมาน ให้มีอิทธิฤทธิ์ตามแนวคิดความเชื่อให้มีพลกำลังแข็งแรง อยู่ยงคงประพัน แต่ท่านสร้างหนุมานของท่านให้มีอริยาบท ยิ้มแย้ม อย่างอารมณ์ดี ชาวบ้านเห็นต่างขนานนามให้เป็น "ลิงฮา"
    ลุงใจ อ่อนละมัย เล่าว่า ครั้งที่ไปหามวลสารเพื่อมาสร้างลิงฮา ที่ศาลพระกาฬ ลพบุรี ปรากฎว่ามีลิงในศาลติดตามมาด้วย ๔ ตัว ทั้ง ๔ ตัวเป็นลูกน้องหนุมาน ตามมาเป็นสักขีพยานในการสร้างลิงฮา หลวงพ่อเปลี้ยท่านปลุกเสกลิงฮานี้ด้วยฌาณอันกล้าแข็ง เรียกว่าเสกจนหนุมานกระโดดออกจากบาตรได้ เหตุที่ท่านทำได้เช่นนี้เพราะท่านมีพลังจิตกล้าแข็งสามารถเข้าออกฌากิดความณได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นความอัศจรรย์ในการสร้างวัตถุมงคลของท่าน จนสามารถคุ้มครองป้องกันผู้พกพา เป็นเสน่ห์เมตตามหานิยมอย่างแรงกล้า ตามที่หลวงพ่อท่านเสกไว้
    แม่ค้าตลาดบ้านชอนคนหนึ่งเล่าว่า ตั้งแต่ได้ลิงฮาของวัดชอนมาอยู่ที่ร้าน ตอนเช้าก็จุดธูปอธิษฐานขอให้ขายดี เมื่อเปิดร้านแล้วก็เกิดความมั่นใจอารมณ์ดี เหมือนกับอารมณ์ลิงฮา อารมณืดีตลอดวัน ลูกค้าก็เหมือนต้องจังงันของเรา เข้ามาซื้อของที่ร้าน ขายดีทั้งวัน ทุกวันนี้ยังพกติดตัวอยู่เสมอ มีคนมาขอเช่ามากมายแต่ก็หวงแหนยิ่งมิยอมปล่อยให้ใครเด็ดขาด
    ชายคนหนึ่งได้ลิงฮามาเลี่ยมแขวนคอ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปธุระ ขากลับมาก็มีคนมาถามว่าไปเอาลิงที่ไหนมานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ !! ทุกคนจึงสรุปว่าเป็นปาฏิหารย์ของลิงฮาที่แขวนคอมานั้นมากกว่า
    วัตถุมงคลทุกชนิดของหลวงพ่อมีประสบการณ์
    ขอบพระคุณบทความของคุณ อำพล เจน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จทวีทรัพย์หลวงปู่เปลี้ย ผสมเกศา องค์นี้เห็นเกศาชัดเจนด้านล่างองค์พระครับ

    IMG_20260315_202917.jpg IMG_20260315_202951.jpg IMG_20260315_203026.jpg IMG_20260315_203057.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    4-wm (2).jpg 3-wm (3).jpg

    ประวัติ หลวงพ่อรัตน์ วัดป่าหวาย

    ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

    หลวงพ่อรัตน์ อตฺตสาโร สืบทอดพุทธาคมสายหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่

    โดยได้ศึกษาร่ำเรียนจากหลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับศิษย์เอกหลวงปู่ทิม หลวงพ่อรัตน์เป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่ทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้งรูปสุดท้าย

    ได้รับมรดกจากหลวงปู่ทาบ ทั้งวิชาอาคม,สีผึ้งเขียว และกระดานชนวนอายุนับร้อยปีอีกทั้งยังเคยติดตามหลวงปู่ทาบ ไปวัดหนองกระบอกเพื่อแลกเปลี่ยนวิชากับหลวงพ่อลัดจึงได้เคล็ดวิชาการสร้างเสกแพะ ตำราหลวงปู่อ่ำ

    จากหลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอกมาอีกด้วยหลวงพ่อรัตน์จึงนับได้ว่า เป็นผู้รอบรู้ศาสตร์วิชาสายระยองอย่างครบถ้วน

    หลวงพ่อรัตน์ อตฺตสาโรมีนามเดิมว่า รัตน์ นามสกุล บุญสม

    เกิดที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2484

    บิดาชื่อ สด มารดาชื่อ แช่ม มีพี่น้อง 8 คนหลวงพ่อรัตน์ เป็นคนที่ 2 ครอบครัวมีอาชีพทำนา,ทำไร่ เป็นเกษตรกรเมื่ออายุได้ 7 ขวบ ได้เข้าศึกษาที่วัดใหม่กระบกขึ้นผึ้งซึ่งหลวงพ่อรัตน์ สนใจเรียนด้านคงกระพัน และ หนังเหนียว มากกว่าวิชาเรียนปกติอีกทั้งยังชอบทดลองวิชาที่เรียนมา ว่าได้ผลจริงไหมเมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ก็ต้องออกมาช่วยครอบครัวทำงานพอโตมา ก็ได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารแต่ไม่ถูกทหาร

    เมื่ออายุครบ 20 ปี ก็ได้อุปสมบทที่วัดใหม่กระบกขึ้นผึ้งโดยมีหลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอก เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้จำพรรษาอยู่ที่นั่น เนื่องจากเป็นวัดใกล้บ้านของท่านได้ศึกษาวิชาจากหลวงปู่ทาบ ซึ่งท่านก็เมตาสอนให้

    แบบเต็มที่ ทั้งวิชา ทำน้ำมนต์,การหุงสีผึ้งเขียววิชาของหลวงปู่ทาบนั้นจะหนักไปทางด้านเมตตาจากนั้นหลวงพ่อรัตน์ ก็ได้สึกออกมามีครอบครัว

    มีบุตร 3 คน แล้วจึงย้ายครอบครัวมาประกอบอาชีพทำนา,ทำไร่อยู่แถวบ้านป่าหวายสมัยก่อนแถบนี้ไม่มีวัด ไม่มีโรงเรียนพอจะทำบุญก็ต้องออกไปทำที่วัดหนองกรับจนชาวบ้านร่วมใจกันสร้างโรงเรียน ในบ้านป่าหวายและสร้างวัดขึ้นด้วย แต่ก็ติดขัด ไม่มีพระอยู่ประจำ ทุกๆปี ต้องไปนิมนต์พระจากวัดอื่นมาจำพรรษาที่นี่ต่อมา ปี พ.ศ. 2530หลวงพ่อรัตน์ก็ช่วย หาพระมาอยู่ประจำที่วัดป่าหวายนี้ ไปๆมาๆ เลยได้มาบวชเอง และได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหวายนี้ และได้รับการแต่งตั้ง จากเจ้าคณะอำเภอ ให้เป็นผู้ดูแลวัดป่าหวาย

    ในช่วงปี 2530-2533 หลวงพ่อรัตน์ได้เริ่มเรียนวิชาคาถาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อสาคร อย่างจริงจังและเทียวมา ต่อวิชาเพิ่มเติมอยู่เสมอเนื่องจากวัดป่าหวาย และวัดหนองกรับนั้นห่างกันไม่กี่กิโลเมตร สมัยที่อยู่วัดหนองกรับ ยังได้มีโอกาสศึกษาวิชา กับหลวงพ่อทองศิษย์หลวงพ่อวงษ์วัดบ้านค่าย ผู้เป็นศิษย์เอกของหลวงปู่สังข์เฒ่า วัดเก๋งจีนอีกด้วยหลวงพ่อสาคร ท่านเมตตาสอนวิชาให้หลวงพ่อรัตน์อย่างไม่ปิดบังวิชาสร้างพระเครื่อง, เคล็ดวิชาบวงสรวงเสกแพะ วิชาทำน้ำมนต์,เจิมบ้าน,เจิมรถและยังได้รับมอบผงพรายกุมาร ไว้เพื่อสร้างพระอีกด้วยหลวงพ่อรัตน์ท่าน เริ่มสร้างวัดอย่างจริงจัง

    เมื่อปี พ.ศ. 2534 โดยได้รับความช่วยเหลือจากหลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับโดยได้สร้างเมรุเผาศพก่อน เพราะสมัยนั้นเวลามีคนตาย ก็ต้องนำไปเผาที่วัดหนองกรับและมาเริ่มสร้างอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. 2537ได้ยกช่อฟ้าในปี พ.ศ. 2542ต่อด้วยการสร้างศาลา และกุฏิสงฆ์ตามลำดับ หลวงพ่อรัตน์ วัดป่าหวาย นับว่าเป็นพระนักพัฒนาอีกทั้งยังรอบรู้เวทย์วิทยาคม ในสายระยอง

    อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ จึงไม่แปลกที่วัตถุมงคล ที่ท่านสร้าง และเสกไว้นั้น ทั้ง พระขุนแผนรุ่นแรก,สมเด็จนักเลงโต,แพะเขาควายฟ้าผ่า,ตะกรุดโทนล้วนได้รับความนิยมและเกิดประสบการณ์มากมายกับผู้ที่นำไปใช้จนใครที่มี ก็ต่างหวงแหนถ้ามีโอกาสไปเที่ยวระยอง อย่าลืมไปกราบท่านนะครับ เข้าหาง่ายเมตาสูง เป็นช้างเผือกแห่งเมืองระยองอีกรูปนึงที่กราบไหว้ได้สนิทใจครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ขุนแผนรุ่นแรกหลวงพ่อรัตน์วัดป่าหวายงานปิดทองฝังลูกนิมิต ปี ๒๕๔๖ หลวงพ่อสาครวัดหนองกรับหลวงพ่อรัตน์ วัดป่าหวายปลุกเสก

    ให้บูชา 150 บาทครับส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260315_205158.jpg IMG_20260315_205225.jpg IMG_20260315_205249.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1773592280595.jpg

    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หลอ นาถกโร ๏
    วันนี้วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เป็นวันเจริญอายุวัฒนมงคล ครบรอบ ๘๒ ปี พระราชวชิรสภณ หรือ หลวงปู่หลอ นาถกโร วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม
    (วัดถ้ำพวง) อ.ส่องดาว จ.สกลนคร นามเดิมชื่อ หลอ นามสกุล ประทาเพชร เกิดเมื่อวันที่ ๗ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๕ ๑๑ ค่ำ ปี มะเมีย
    ณ บ้านเลขที่ ๘๙ หมู่ที่ ๘ ตำบลเหล่าบก
    อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี
    โยมบิดาชื่อ นายทัง ประทาเพชร
    และโยมมารดาชื่อ นางตุ่น ประทาเพชร
    ท่านเคยรับราชการหรือเคยปฏิบัติงานสำคัญมาแล้ว

    # บรรพชา

    วันที่ ๑๕ เดือน เมษายน พ.ศ.๒๕๐๒ วัดคามวาสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร พระอุปัชฌาย์ พระครูพุฒิวราคม วัดคามวาสี ตำบลตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

    # อุปสมบท

    วันที่ ๑๕ เดือน เมษายน พ.ศ.๒๕๐๖ ที่วัดคามวาสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร พระครูพุฒิวราคม พระอุปัชฌาย์ หลวงปู่ประสาร ปญฺญาพโล พระกรรมวาจาจารย์ และมี พระปั่น ญาณวโร พระอนุสาวนาจารย์

    # วิทยฐานะ

    (๑) พ.ศ.๒๔๙๙ สำเร็จการศึกษาชั้น ป.๔ โรงเรียน บ้านหนองแสง
    อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
    (๒) พ.ศ.๒๕๑๒ สอบไล่ได้ น.ธ. เอก สำนักเรียน วัดคามวาสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

    หลังจากท่านพระอาจารย์วัน อุตตโม ได้มรณภาพลงด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่จังหวัดปทุมธานี และได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่หลอ นาถกโร ท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแทนมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๔ เป็นต้นมา ได้ดูแลวัดวาอาราม ดูแลพระภิกษุสามเณร ตลอดจนอุบาสกอุบาสิกามาโดยตลอด
    ขอย้อนอดีตไปนิดหนึ่งในช่วงหลวงพ่อใหญ่ (ท่านพระอาจารย์วัน อุตตโม) ยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านได้วางโครงการช่วยเหลือชาวบ้าน การก่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และอ่างเก็บน้ำหลาย ๆ อ่าง ในเขตพื้นที่อำเภอส่องดาว ตลอดทั้งต่อน้ำประปาให้ทุกโครงการนั้น ได้ดำเนินการต่อจนสำเร็จลุล่วงได้ดีทุกโครงการ คงถือได้ว่าหลวงปู่หลอได้ช่วยเจตนารมณ์ของครูบาอาจารย์ให้สำเร้๗ลุงล่วงไปด้วยดีทุกประการ เมื่อได้สร้างสำเร็จแล้วก็ได้มอบให้ทางหมู่บ้านเป็นผู้ดูแลแต่ละโตรงการตะละหมู่บ้าน โครงการเหล่านั้นก็ได้ใช้น้ำมาตลอดจนทุกวันนี้ ส่วนรายละเดียดต่าง ๆ นั้น ได้เขียนไว้ในภาคที่ ๕ แล้ว
    ต่อจากนั้นมาหลวงปู่หลอก็ได้เป็นผู้นำของหมู่คณะรักษาปฏิปทาข้อวัติปฏิบัติของครูบาอาจารย์เอาไว้ให้คงเส้นคงวา ในเมื่อไม่มีอาจารย์แล้วจำเป็นต้องเป็นตัวของตัวเองสิ่งใดเป็นว่าไม่าดีไม่งามจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสยก็พยายามดต่ตัวออกห่าง สิ่งใดเห็นว่าจะเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งความเจริญในตัวและหมู่คณะก็พยายามทำสั้งนั้นมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเรื่องข้อวัติปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ถ้าหมากไม่พิถีพิถันก็อาจละเลยเมินเสียได้ง่าย ๆ พระเจ้า พระสงฆ์ จะอยู่ในพระพุทธศาสนาได้ก็ต้องอาศัยข้อวัติปฏิบัติเป็นพื้นฐานที่เรียกว่าอาสัยธรรมเป็นเครื่องอยู่นั้นเอง
    คำว่าธรรม มีทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกก็คือ ข้อวัติธรรม ที่ทำกันมาเป็นประจำทั้งเข้าเย็น คือตอนเช้าควรทำอะไร ตอนเย็นควรทำอะไร อันนี้เราทำเป็นประจำอยู่แล้ว ส่วนข้อธรรมภายในคือ หว้พระสวดมาตต์ทำจิตใจให้เกิดด สงบตามกำลังความสามารถของแต่ละคน ถ้ามีข้อวัติปฏิบัติเห่านี้ เป็นประจำเรียนกว่า มีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวรั้งใจเอาไว้ ไม่คลอนแคลน มีความมั่นคงทางด้านจิตใจ มีอะไรมากระทบก็ไม่อาจเอนเอียงหวั่นไหวไปได้ มีอะไรมากระทบก็ไม่อาจเอนเอียงหวั่นไหวไปได้ เรียกว่ามีธรรมเป็นเครื่องอยู่ จินใจมีความอาลัยอาวรณ์ในเพศพรหมจรรย์ของตนะเอง ไม่เกิดความเหนื่อยหน่ายเฉื่ยชา เมื่อเป็นอย่างนี้ รจึงเรียนกว่าเป็นผู้มีกำลังใจที่มีความเข้มแข็งและมีความอดทน

    ส่วนทางด้านวัดวาอาราม ที่อยู่ ที่อาศัย สิ่งใดเห็นว่าจะสมควรเพิ่มเติมเสริมต่อก็ช่วยทำไปเรื่อย ๆ ตามแต่ความจำเป็น เป็นต้นว่า กุฎิที่พักสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ห้องน้ำ ห้องสุขา ถนนหนทาง ไปมาให้สะดวกสบาย วัดถ้ำพวงถือว่าเป็นวัดที่ใหญ่โตพอสมควร มีเนื้อที่ประมาณ ๗๐๐ กว่าไร่ ประกอบกับมีสถานที่สำคัญไว้กราบไหว้สักการะบูชาหลายอย่าง โดยเริ่มต้นจากกวงพ่อมงคลมุจลินท์ พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อพระอาจารย์วัน อุตตโม และสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล เมื่อมีความสำคัญอย่างนี้เกิดขึ้น ผู้คนทั้งหลายก็หลั่งไหลมาทุกทิศทกทางนับวันจะมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ทั้งใกล้และไกล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันสงกรานต์ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา เป็นต้น มีผู้คนมากราบไหว้มาเป็นพิเศษ ส่วนวันธรรมดา และวันเสาร์ อาทิตย์ก็ยังคงมีมากพอสมควร
    สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ถือเป็นปูชนียสถาน เป็นสถานที่ดึงดูดจิตใจของชาวพุทธทั้งหลาย ให้หันหน้าเข้าวัด ยึดศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ เพราะการเข้าวัดไม่เสียประโยชน์ เป็นการสร้างกำไรในชีวิต ผู้มาเยือนได้กราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาขวัญใจ อิ่มอกอิ่มใจ บางคนไปถึงบ้านแล้วก็อยากจะกลับมาอีก ทั้งหมดที่เล่านี้เป็นบ่อเกิดของบุญกุศลจริง ๆ และอีกอย่างสถานที่เหล่านี้ก็อยู่บนภูเขา มีหน้าผาโดยรอบ มีจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของท่าที่มาพบเห็น สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ก็เป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก มีแห่งเดียวเท่านั้นในเมืองไทย แม้สังเวชนียสถานทั้ง ๔ จะเล็กกว่าของจริงในจำนวน ๒-๓ แล้ว เรายังพยายามเน้นความเหมือนจริงอีกด้วย สิ่งใดที่ไม่มีความจำเป็นเราจะไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อสร้างเสร็จแล้วชาวพุทธทั้งหลายก็นิยมชมชอบ หลวงปู่หลอเป็นผู้นำในการก่อสร้างก็หายเหนื่อย ทั้งที่ก่อสร้างทั้งแล้งทั้งฝน จำนวน ๖ ปีเต็ม ๆ ไม่ขาดวรรคขาดตอน ถือว่าเป็นการก่อสร้างที่ยาวนานพอสมควร แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ จึงขออนุโมทนาทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องใการก่อสร้างสิ่งท้งหลายเหล่านี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ลำพังหลวงปู่หลอคนเดียวคงไม่สามารถทำให้สำเร็จลงได้ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญของหลวงปู่หลออีกชิ้นหนึ่ง ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๖,๓๐๒,๒๐๔ บาท
    ด้านการก่อสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนอุดมสังวรวิทยา หลวงปู่หลอ ท่านเล่าว่า อดีตที่ผ่านมาประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๙ ได้มองเห็นการเรียนของลูกหลานบ้านหนองแซง บ้านโนนสะอาดและบ้านอาสารักษาดินแดนไม่มีโรงเรียน จำเป็นต้องเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนชุมชนส่องดาว ระยะทางเกินกว่า ๓ กิโลเมตร นักเรียนได้รับความลำบากในการเดินทางไปเรียน หลวงปู่หลอท่านจึงคิดหาวิธีที่จะก่อตั้งโรงเรียนขึ้น ประกอบกับในตัวอำเภอส่องดาวก็ไม่มีโรงเรียนเป็นของตัวเอง ในที่สุดก็ได้ซื้อที่ดินของนายคำบุญ แก้วขาว จำนวน ๒๐ ไร่ ในราคา ๖๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินงบประมาณจากคณะคุณอาคม ทันนิเทศ ๐๑ กรุงเทพฯ มีนบุรี
    นอกจากนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก ส . ส . อวยชัย สุขรัตน์ เป็นเงิน ๑,๑๒๐,๐๐๐ บาท เพื่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราวและใช้ทำการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นต้นมา แต่ด้วยอำนาจแห่งกาลเวลา อาคารชั่วคราวหลังนั้นได้ชำรุดไปมาก หลวงปู่หลอท่านจึงคิดสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ โดยได้รับงบประมาณจากคุณเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของบริษัท กระทิงแดง จำกัด เป็นผู้บริจาคให้ เมื่อได้รับงบประมาณก็ลงมือสร้างไปเรื่อย ๆ โดยใช้แบบแปลนของกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ คือแบบอาคารเรียน ๒๖๑ ล /๔๑ หลังคาทรงไทย สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง ๓ ชั้น ความยาว ๘๑ เมตร กว้าง ๑๐.๕๐ เมตร รวม ๑๘ ห้องเรียน ประกอบด้วยห้องพิเศษคือหนึ่งห้องประชุมใหญ่ หนึ่งห้องพักครู และหนึ่งห้องพยาบาล งบประมาณทั้งสิ้น ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยใช้เวลาในการก่อสร้าง ๑๒ เดือน เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่กลางปี ๒๕๔๙ กำหนดเสร็จกลางปี ๒๕๕๐ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นอาคารเอนกประสงค์ได้อีกด้วย ปัจจุบันโรงเรียนอุดมสังวรวิทยาเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ประมาณ ๑๐๐ กว่าคน มีครูอาจารย์ ๘ คน และนับเป็นผลงานที่สำคัญของท่านหลวงปู่หลออีกชิ้นหนึ่ง นอกจากนี้หากเห็นว่าสิ่งใดสมควรที่จะช่วยเหลือสงเคราะห์อย่างไรก็ได้ช่วยเหลือไปตามกำลังความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอารามที่อยู่ใกล้เคียงก็ดี โรงเรียนก็ดี ทางราชการก็ดี ได้ช่วยเหลือเรื่อยมา

    ปัจจุบัน พระราชวชิรโสภณ หลวงปู่หลอ นาถกโร
    ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม
    (วัดถ้ำพวง) ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว
    จังหวัดสกลนคร
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่น ๑ บุญบันดาลหลวงปู่หลอ วัดถ้ำพวง วัดถ้ำพวงศิษย์พระอาจารย์วันอุตตโม

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260315_232901.jpg IMG_20260315_232929.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1773726066416.jpg

    วันดี เวลาดี ฤกษ์ดี
    ท่านได้ ใช้แท่งดินสอพองเขียนอักขระมนต์ลงบนแผ่นกระดานชนวนแล้วลบเป็นผงองครักษ์ เมื่อเข้าพรรษา วันไหนฤกษ์ดีก็จะเขียนอักขระมนต์ด้วยแป้งดินสอพองทำเป็นผงองครักษ์เก็บไว้

    ชีวประวัติ
    ของ พระครูสุวรรณพัฒนกิจ
    (หลวงพ่อขุนทอง สจุจวโร (โหมดตาด))
    ประวัติหลวงพ่อขุนทอง สจุจวโร
    ชีวประวัติ หลวงพ่อขุนทอง สจุจวโร
    หลวงพ่อขุนทอง สาวไร เกิดวันศุกร์ที่ ๓๐ ดูลาคน ๒๒๔๙๙๙๓ ตรงกลับขึ้น ๑๐ ค่ำ
    เดือน ๑๒ ปีมะเมีย แม่ชื่อชม (แย้มยิ้ม) พ่อชื่อยัง โหมดตาด เกิดที่คลองสี่บ้านตาปลื้ม ยายสุข
    แข้มยิ้ม ตำบลสามวาตะวันออก อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร มีพี่น้อง ๘ คน หลวงพ่อขุนทอง
    สจุจวโร เป็นบุตรคนที่ ๔ ในจำนวน ๔ คน (ชาย 4 หญิง 4)
    ชีวิตปฐมวัย และชีวิตในวัยหนุ่ม
    หลวงพ่อขุนทอง สจุจวโร เกิดในครอบครัวชาวนาที่อบอุ่น เมื่อท่านอายุยังเยาว์
    ได้รับความดูแลเอาใจใส่จาก โยมพ่อ และ โยมแม่ เป็นอย่างดี และเป็นที่รักเอ็นดูของตาปลื้ม แย้ม
    ยิ้ม (ตาปลื้มท่านเป็นหมอโบราณ มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์ และโหราศาสตร์ รักษาด้วยวิชวิชาอาคม
    ในการเสกเป้าด้วยเวชมนต์ และมีฐานเป็นตาด้วย(พ่อของโขมแม่)) เมื่ออายุตั้งแต่ ๕ ถึง ๑๓ ๑๓ ปี
    หลวงพ่อจึงถูกฝึกให้เล่าเรียนวิชาอาคมตั้งแต่ยังเล็กๆ และติดสอยห้อยตามตาปลื้มไปรักษาคนไข้ ที่
    ถูกของทางไสยศาสตร์หรือผีเข้า เพราะ ว่าช่วงนั้นมีคนที่มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์มาก ใช้ในทางที่
    ถูกที่ดีก็ดี ใช้ในทางผิดก็มี(ลองของ) หลวงพ่อมีความสนใจจึงได้เล่าเรียนวิชาจึงได้รับการ
    ถ่ายทอดประสิทธิ์ ประสาทวิชาการต่างๆ ประกอบด้วย คาถาอาคมทางไสยศาสตร์
    โหราศาสตร์ และยาสมุนไพรแผนโบราณ จากตาปลื้ม เมื่ออายุคบเกณฑ์ต้องเข้าเรียนหนังสือ
    โยมพ่อก็พามาฝากเข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดลำกระดาน โดยโรงเรียนสมัยนั้น ไม่มีห้องเรียน
    เหมือนสมัยนี้ ต้องเรียน หนังสือบนศาลาวัด รวมกัน ปด ถึง ป๕ ต้องนั่งกลับพื้นกระดานบนศาลา
    โดยใช้กระดานชนวนเป็นเเผ่นเขียนเรียนแทนสมุด โดยมีครูโกมล คงกะพันธ์ (ครูแกะ) เป็นครู
    สอน จนจบประถม ๔(ป.๔) จากโรงเรียนวัดลำกะดาน แล้วมาฝึกและร่ำเรียนวิชาอาคมจากตา
    ปลื้มต่อเวลาไปรักษาคนไข้ ท่าน ได้ติดตามไปรักษาคนไข้ด้วย เมื่อตาปลื้มทำพิธีไหว้ครู ก็ได้รับ
    หลวงพ่อเข้าพิธีครอบครูด้วย เท่ากลับว่าหลวงพ่อได้เป็นลูกศิษย์ตาปลื้ม เมื่อตาปลื้มไปรักษา

    คนไข้ ก็จะเห็นเด็กไว้ผมจุกเปีย นั่งพายหัวเรือ ตาปลื้มนั่งกลางลำเรือ ส่วนหลวงพ่อนั่งพายท้ายท้ายเรือ
    เป็นที่เห็นกันประจำ
    ชีวิตเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร
    หลวงพ่อขุนทอง สจุจวโร เมื่ออายุ ๑๔ ปี ท่านได้ไปบวชเป็นสามเณร ที่วัดสุทธิ
    สะอาดได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาคาถาอาคม ไสยศาสตร์ จากพระภิกษุเงิน (น้องโยมแม่) เป็นหมอทาง
    ไสยศาสตร์ รักษาด้วยอาคมเสกเป้ามนต์ และสมุนไพร ต่อมามีโรคระบาทหลวงพ่อได้ติดโรคที่ระ
    บาทป่วยหนักตอนนั้นยังบวชเป็นสามเณร โยมพ่อได้รับกลับมารักษาที่บ้าน โดยไปรับหมอ
    เสริม จากคลองแปดวามาฉีดยารักษาจนหาย และหมอเสริมท่านได้พูดทำนานายว่าถ้าหลวงพ่อ
    บวชพระแล้วจะไม่สึก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้สึกจากสามเณร กลับมาช่วยทำนาอยู่ กับป้านาค
    แสงทองแจ่ม (แย้มยิ้ม) อยู่1๒ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ อายุ๒๐ปีคบเกณฑ์ทหาร ได้ไปเกณฑ์ทหาร
    กับโขมชุ่ม แย้มยิ้ม รุ่นเดียวกันโดยแจวเรือ ไปที่ว่าการอำเภอมึนบุรี จังหวัดพระนคร โดยโยมชุ่ม
    จับได้ใบแดงถูกทหาร แต่หลวงพ่อท่านจับได้ใบดำจึงไม่ถูกทหาร ขากลับจากเกณฑ์ทหารยังได้
    แวะซื้อข้าวโพดคั่วมาฝากน้องๆ ในปีนั้น(พ.ศ.ศ.๒๔๔๘ )
    ท่านได้บวชเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษกาคม ๒๔๔๔๔๔ เวลา ๗.๑๕ 1.
    ที่วัดลำกะดาน ตำบลสามวาตะวันออก อำเภอมืนบุรี จังหวัดพระนคร โดยมีพระครูอุดมนิริยคุณ
    (หลวงพ่อกล่ำ อุกกโม) วัดพระยาสุเรนทร์ เป็นอุปัชฌายะ พระอธิการบุญมี(ธมมิกข) วัดสุทสุทธิ
    สะอาด เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอธิการสั่น ปสนโน (พระครูประสาธน์สุกิจ) วัดคู้บอนเป็นอนุ
    สาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "สจุจวโร"
    การจำพรรษา
    พรรษาแรก พ.ศ. ๒๔๕๔ ท่านแล้วได้ดูแลเก็บกวาด และดูแลข้าวของวัดลำกลำกะดาน
    ในปีนั้นมีพระบวชจำพรรษาอยู่มากประมาณ ๒๕ รูปแต่ไม่มีเจ้าอาวาส มีกุฏิอยู่ ๒ ๓ ๓ หลัง กุฏิ
    หลังแรกเป็นกุฏิไม้ หลังคามุงจาก (ได้บูรณะเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๕5 คือกุฏิหลวงตานัด หรือกุฏิโต๊ะน้ำ
    ชาในปัจจุบัน) ได้สร้างกุฏิที่ ๒ ใต้ถุนกุฏิ ท่านได้ทำเป็นที่เก็บเรือบด เรือเข็มทอง (เก็บไว้ใช้ตอน
    หน้าน้ำ) และมีศาลาไม้หลังใหญ่ สองชั้นอยู่ด้านหน้าติดกับลำคลองลำกะดาน (สมัยก่อน วัด
    สภาพเหมือนเกาะกันดานหน้าน้ำ น้ำจะล้อมลอบวัด จะมาวัด หน้าน้ำต้องมาทางเรือ หน้าแร้งต้อง
    เดินมาด้านหน้าวัดจะมีสะพาน ไม้ข้ามมาวัด) พระที่บวชแล้วไม่มีฏอยู่ต้อง ไปพักอยู่ที่ศาลา โดย
    ศาลาหลังนี้ใช้เป็นศาลาทำบุญ และทำพิธีกรรมต่างๆตามเทศการ และที่สำคัญด้านนอกใช้เป็นที่
    เรียนหนังสือด้วย ปัจจุบันนี้ศาลาหนังนั้นได้ชำรุดถูกเรื้อถอนไปแล้ว ได้มีการสร้างขึ้นมาแทน

    ใหม่ สองชั้น ที่ใช้เป็นศาลาทำบุญ ทำพิธีกรรมต่างๆตามเทศการ และเป็นหอฉันท์(ศาลา สัจจวโร)
    ทุกวันนี้
    ต่อมาปี ๒๕๑๒ ได้สร้างศาลาหอฉัน หอสวดมนต์ต่อรวมกุฏิที่ ๒ รวมกัน ด้านใต้ถุน
    กุฏิ ท่านได้ทำเป็นที่เที่เก็บเรือบดเรือเข็มทอง (เก็บไว้ใช้ตอนหน้าน้ำ) ด้านใต้ถุนหอฉัน หอสวด
    มนต์ ท่านได้เป็นที่เก็บเก็บข้าวของใช้(ถ้วย ชาม ของใช้ต่างๆ)
    ท่าน ได้ศึกษาวิชาคาถาอาคมทางไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และตำรายาสมุนไพรแผน
    โบราณที่ได้ร่ำเรียนมาสมัยเป็นเด็กจากตาปลื้ม และหมอเงิน มีความชำนาญ และศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น
    ท่าน ได้เริ่มรักษาคนไข้ วิธีการรักษาของท่านด้วยการร่ายมนตร์คาถาแล้วเป้าอาคมทางไสยศาสตร์
    รักษาด้วยเสกดินดูดถอน รักษาด้วยยาสมุน ไพรแผน โบราณ ท่านได้ศึกษาทางโหราศาสตร์ ดูฤกษ์
    ยามต่างๆ เพิ่มเติมจากตำรา และศึกษาการคำนวณดูฤกษ์ยามจากปฏิทิน ข้างขึ้นข้างแรม มา
    ผนวกกับการรักษาคนไข้ ทำให้มีผู้คนเริ่มรู้จักมากขึ้น เพราะผู้คนที่มารักษาจากท่าน ท่านจะดู
    วันเวลาที่มารักษา ถ้าวันดีเวลาดีฤกษ์ดี ท่านก็จะรักษาและรักษาหายทุกราย ถ้าวันเวลาไม่ดี ท่านจะ
    ไม่รักษา หรือท่านจะบอกวิธีให้ไปทำ หรือแนะนำเอาสิ่งของนั้นออกไป คนที่ถูกของ ผีเข้า เป็น
    อัมพฤตอัมพาต มารักษาหายแทบทุกราย เหมือนกับมีญาณมองเห็นหรือหยั่งรู้ล่วงหน้า ทำให้มี
    ผู้คนเลื่อมใสศรัทธามากขึ้น หลวงพ่อท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีเมตตาต่อผู้คนทุกชนชั้นเสมอกัน
    โดยเฉพาะผู้ที่มี ความทุกข์ร้อนเข้ามาขอพึ่งจะ ได้รับความเมตตาอนุเคราะห์อย่างเต็มที่ หลวงพ่อ
    ท่านเป็นพระที่พูดน้อยไม่ยึดติดกับความสบาย ถือสมถะดูแลพัฒนาวัด มีอยู่ครั้งหนึ่งโยมได้รับคำ
    บอกเล่าจากเพื่อนว่าหลวงพ่อเป็นพระที่หน้าเลื่อมใส ตั้งใจจะมาทำบุญกับหลวงพ่อ เมื่อมาถึงก็
    เห็นพระกำลังขนดินดินอยู่ก็ถามหาอาจารย์ทอง อยู่ไหนครับท่าน หลวงพ่อท่านก็ยิ้ม แล้วท่านก็ถาม
    และสนทนา
    ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส
    จนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านได้รับการแต่งตั้งจากพระครูมีนธรรมภาณ (ฉุย) ให้ดำรง
    ตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดลำกะดาน (พระ อธิการขุนทอง สจจวโร) เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด
    ลำกะคาน เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ท่านเริ่มพัฒนาปฏิสังขรณ์ดูแลวัดสร้างกุฏิ
    เพิ่มขึ้นมีพระมากแต่มีกุฏิน้อย เพาระช่วงนั้น วัดกันดานมาก ไปมาลำบาก หน้าน้ำต้องใช้เรือใน
    การเดินทาง หน้าแล้งต้องเดินเท้าเท่านั้น หลวงพ่อก็ขังรักษาผู้คน ที่เจ็บป่วย หรือมีทุกข์ร้อน ที่มา
    ให้ท่านรักษา เมื่อรักษาหายก็เกิดศรัทธา มาสร้างกุฏิ สร้างศาลาท่าน้ำถวาย ท่านได้ศึกษาจาก
    ตำราในคัมภีร์ในพระ ไตรปิฎก ได้ศึกษาร่ำเรียนฝึกฝนวิชา ที่ได้มาจาก(ตาปลื้ม และหมอเงินซึ่งเป็น
    ตา และ น้า ) วันดีเวลาดีฤกษ์ดี ท่านได้ใช้แท่งดินสอพองเขียนอักขระมนต์ลงบนแผ่นกระดาน

    ชนวนแล้วลบเป็นผงองครักษ์ เมื่อเข้าพรรษา วันไหนฤกษ์ดีก็จะเขียนอักขระมนต์ด้วยแป้งดินสี
    พองทำเป็นผงองครักษ์เก็บไว้
    ในหนึ่งพรรษา(สามเดือน)จึงได้ผงองครักษ์ มาสร้างพระสมเด็จนั่งบัวพิมพ์เล็ก ได้
    ประมาณ ๘ - ๘ องค์เท่านั้น จึงได้มีพระผงสมเด็จนั่งบัวพิมพ์เล็ก ออกมาแจกตั้งแต่นั้นมา ในแต่ละ
    ปีก็จะมีพระผงสมเด็จนั่งบัวพิมพ์เล็กออกมาแจกทุกปี จึงไม่มีรุ่นต่อมาได้สร้างพระผงสมเด็จนั่ง
    บัวพิมพ์ใหญ่
    เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๓ หลวงปู่เมฆ มาอุปสมมบท(บวช)เมื่ออายุ ๖๒ ปี ที่วัดนังคัลจันตรี
    (วัดคลอง ๗) ตำบลลำลูกกา อำเภอลำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมี พระครูพิทักษ์ธัญสาร(หลวง
    พ่อตุ๊ย) วัดนังคัลจันตรี (วัดคลอง ๗) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการชิด วัดแจ้งลำหิน เป็นพระพระ
    กรรมวาจาจารย์(คู่สวด) และพระอธิการขุนทอง สจุจวโร (หลวงพ่อทอง สัจจวโร ตอนนั้น) วัดลำ
    กะดาน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ (คู่สวด) ได้ฉายา "สัจจาสโภ" แล้วขอมาจำพรรษาที่วัดลำกะ
    ดาน หลวงพ่อทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ (เป็นคู่สวดผู้บวชให้) หลวงปู่เมฆ ถือว่าเป็นอาจารย์
    หลวงปู่เมฆ
    เมื่อพ.ศ.๒๕๕๑๔ หลวงพ่อท่านได้เริ่มก่อสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นเนื่องจากหลังเก่า
    คับแคบเล็กและเก่า จึงได้โถมที่ด้านทิศเหนือ ซึ่งที่ตรงนั้นเป็นสระน้ำและติดกับโกดังเก็บศพ
    จึงได้ริ่มสร้างโบตถ์หลังใหม่ขึ้น และได้มีเพรียญรุ่นแรกขึ้น (เพรียญ สจุจาโร)
    โดยมีโยมฮก และเฮียหลิ่ม คลอง๗ ลำลูกกาเป็นผู้สร้าง
    มีเหรียญทองแดงสร้างขึ้นจำนวนเท่าพ.ศ. คือ ๒๕๕๑๔ เหรียญ. (มีปั๊มเกินเผื่อเสียประมาณ ๕๐
    เหรียญ) และมีเหรียญเนื้อเงินสร้างประมาณ ๑๐๐ เหรียญเศษ สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกผู้ที่มีจิตศรัทธาใน
    การสร้างพระอุโบสถ จึงได้มีเหรียญรุ่นแรกคือ เหรียญ สจุจวโร (๒๕๕๕๑๔) (ข้อมูลการสร้าง ผู้เขียน
    ไม่ทราบจำนวนที่แท้จริงครับ) ในปี ๒๕๒๖๒๖ ลุงพิน มาปั๊มเสริมถวายหลวงพ่อ ปี ๒๕๒๒๖
    ประมาณ ๒๐,๐๐๐ เหรียญ หลังจากนั้นอาจารย์ไวพจน์ เอาแม่พิมพ์มพ์มาปัมทองคำ ๖๓ เหรียญในปี
    ๒๕๔๘ และ สก. วิรัช ได้นำแม่พิมพ์เดิมมาปั๊มทองคำ ๒๕ เหรียญ และเนื้อเงินอีกกี่เหรียญไม่ทราบ
    จำนวน แต่สังเกตุได้เป็นเหรือญญูหูตัน ไม่ได้เจาะห่วง ในปี ๒๕๕๕๐ และสารวัตรโย ยืมมาปั๊มทองคำ
    ในปี ๕๒๒หรือ๕๓ ไม่แน่ใจ อีก ๕ เหรียญ แต่ ๘ เหรียญหลังนี้มีดอกโค๊ตแค่นี้แหละเท่าที่ผู้เขียนรู้มา

    คัดลอกบางส่วนจากหนังสือประวัติหลวงปู่ทอง
    สมชาย โหมดตาดผู้เขียน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ ขออนุญาตนำมาถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ

    พระผงนั่งบัวผสมเกศา(เห็นชัดในองค์พระและเหรียญหลวงปู่ทองรวม ๒ องค์

    ให้บูชา 270 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260317_131040.jpg IMG_20260317_131106.jpg IMG_20260317_130905.jpg IMG_20260317_130935.jpg IMG_20260317_130958.jpg IMG_20260317_130749.jpg IMG_20260317_130820.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มีนาคม 2026 at 01:47
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1773737783845.jpg

    พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรกพิมพ์ใหญ่ ปี ๒๕๔๑ หลวงพ่อสร้างเองทำเองเสกเองทุกขั้นตอน

    พุทธอนุชา. นี้คือครูใหญ่สายวิชาโลกุตระธรรม. ธรรมที่พ้นโลก.เป็นครูใหญ่ของ. หลวงพ่อสมบูรณ์. วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร. ใครยกครูเรียนวิชากับหลวงพ่อแล้ว. ถือว่าเป็น ศิษย์ พระอานนท์เถระเจ้า.
    เป็นศิษย์หลวงพ่อสมบูรณ์. เป็นศิษย์ในสายวิชาโลกุตระธรรม.
    “คำว่าไม่มีอย่าได้มี”
    ประวัติพุทธาคมพระครูไพบูลย์รัตนาภรณ์
    ( หลวงพ่อสมบูรณ์ รตนญาโณ)วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครพระครูไพบูลย์รัตนาภรณ์ ( สมบูรณ์ รตนญาโณ ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร บางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ หรือ นามเดิม สมบูรณ์ บุญมา ( ชาย ) เกิดวันพุธที่ ๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑ ตรงกับแรม ๖ ค่ำ เดือน ๘๘ ปีจอ ณ.บ้านหนองหว้า ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นบุตรคนเดียวของ นาย เลี้ยง บุญมา และ นาง ฝ้าย วิสเกษ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา ในวัยเยาว์ ได้จบการศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านนาโนน ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ วิชาอาคมในครั้งแรกที่ได้ศึกษาเล่าเรียนนั้น เริ่มจากแม่ ที่ได้ถ่ายทอดวิชา ท้าวก่ำกาดำ,คาถามหาเสน่ห์,คาถาเป่าฝี เป่าพิษปลาดุก เป่าพิษแมงป่อง,สะเดาะก้างติดคอ,สะเดาะลูกออกจากท้อง,คาถาคัดเลือด ต่อมา ได้เรียนวิชาจากพ่อ เป็นวิชา ตำราพรหมชาติ,ตำราหมอดู เพื่อที่จะทำหน้าที่แทนผู้เป็นพ่อแม่ ในการช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ด้วยความที่ชอบวิชาอาคม จึงได้ไปขอเรียนวิชา พรายกระซิบ จาก อาจารย์ฆราวาส บ้านหนองเรือ เรียนวิชา คาถาสาริกา,คาถาแก้พิษงูเห่า จาก อาจารย์ฆราวาส ชาวเขมร บ้านยางแรด เรียนวิชาผูกหุ่นพยนต์,ปั้นวัวควายธนู จาก ทายกวัดหนองไฮ ใน จ.ศรีสะเกษ ทั้งหมด วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑ ตรงกับขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง ได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ.พัทสีมาวัดสระกำแพงใหญ่ ต.กำแพง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ โดยมีพระอธิการเครื่อง สุภทฺโท ( พระมงคลวุฒิ ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สุข โกวิโท เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระสมชาย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า รตนญาโณ ซึ่งแปลว่า ผู้มีญาณเพียงดั่งแก้ว หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้กราบลาพระอุปปัชฌาย์ ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่ วัดพงพรต ต.หนองห้าง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เพื่อไปศึกษาพระธรรมวินัยและการปฏิบัติสมาธิตลอดจนทั้งพุทธาคม โดยมี หลวงปู่เสาร์ เจ้าอาวาส วัดพงพรต เป็นผู้อบรมสั่งสอน และซึ่งในขณะนั้น หลวงปู่ใหญ่ลา วัดพงพรต มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก ด้วยทั้งตะกรุดโทน,ตะกรุดฝนแสนห่า เป็นที่ต้องการของชาวบ้านทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ อีกทั้งในตอนนั้น หลวงปู่ใหญ่ลา ก็ชราภาพมากแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ จึงได้อยู่รับใช้ปรนนิบัติ พร้อมทั้งศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมกับ หลวงปู่ใหญ่ลา วิชาที่ได้เรียนมานั้น มีวิชา ตะกรุดโทน,ตะกรุดฝนแสนห่า,ตะกรุดเมตตามหานิยม,อ้อป่อง ในพรรษาแรกของการบวช หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้แสวงหาวิชาความรู้ต่อ จากอาจารย์ฆราวาส ชื่อ อาจารย์บุญทัน บุญมา เป็นอ้อหมอรำ ให้กับ หลวงปู่เครื่อง วัดสระกำแพงใหญ่ ซึ่งมีศักดิ์เป็น อาแท้ๆ จึงสอนวิชา อ้อป่อง ให้ จากนั้น หลวงพ่อสมบูรณ์ ก็ได้เรียนวิชา อ้อป่องและคาถาอาบน้ำว่าน ๗ อังคารจาก อาจารย์นัน บุญมา ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆด้วยเช่นกัน และ สุดท้าย ก็ได้เรียนวิชา แม่น้ำทั้ง ๕ ไล่ผี ถอนของ แก้คุณไสย จาก หลวงปู่เครื่อง วัดสระกำแพงใหญ่ ก่อนที่จะได้รับอารธนาจากศรัทธาญาติโยม นิมนต์ให้มาเป็นรักษาการเจ้าอาวาสอยู่ที่ วัดนาโนน ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เมื่อมาอยู่เพียงไม่นาน ก็ได้เรียนวิชา ต้มสีผึ้งผีหุง จาก พระอาจารย์บุญส่ง วัดนาโนน ( หลวงลุง ) และได้ศึกษา ตำราธรรม ๙ โกฏิ อยุู่ที่วัดนาโนน พร้อมตำราพระเวทย์ต่างๆอีกด้วย หลังจากที่ได้ศึกษาเล่าเรียนจนเชี่ยวชาญในทุกแขนงวิชาที่เรียนมานั้น ในปี พุทธศักราช ๒๕๒๔ จึงได้ออกธุดงค์ จาก วัดนาโนน ไปกราบนมัสกการพระธาตุพนม เพื่อไปอธิษฐานจิตต่อหน้าพระบรมสารีริกธาตุ ที่ปรารถนาไว้ ปี พุทธศักราช ๒๕๒๖ ได้เข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาบาลี ที่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร โดยการสอบท่องปาฏิโมกให้ได้ หลวงพ่อสมบูรณ์ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สอบเข้าสังกัดวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารได้ หลังจากที่สอบผ่านแล้ว ก็ได้มาอยู่ คณะ ๔ ซึ่งเป็นคณะเดียวกันกับเจ้าคุณพระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสในสมัยนั้น ในขณะที่ได้อยู่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารนั้น ก็ได้พบตำราสมุดข่อยโบราณสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดของวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร หลวงพ่อสมบูรณ์จึงได้ศึกษาพระยันต์ต่างๆ จากตำราสมุดข่อยโบราณ ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญจนสำเร็จ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา นะปัดตลอด จาก อาจารย์สมาน อดีตเจ้าคณะ๔ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ก็ได้พบกับ พระอาจารย์แดง วัดสันกำแพง จ.หนองคาย (จ. บึงกาฬในปัจจุบัน ) พระอาจารย์แดง ได้มอบตำราสำเร็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ให้แก่หลวงพ่อสมบูรณ์ไว้เพื่อเรียนพระยันต์คาถาอาคม ต่อมา หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา คาถานะโมตาบอด จาก หลวงปู่เทพา วัดเซกา จ.หนองคาย ( ปัจจุบัน พระราชภาวนาโสภณเจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ ) ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา นะโมตาบอด,พระเจ้า๑๖พระองค์กับหลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ ต่อมา หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา มนต์พยัคฆ์ จาก พระอาจารย์เสือ วัดบ้านตาโกน จ.ศรีสะเกษ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๘-๒๕๔๙ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชาอาจอจาซิม(หมากินความคิด)กับอาจารย์สมุทร ต่อมามีเณรจากวัดพลับได้นำตำราใบลานโบราณมาถวายหลวงพ่อสมบูรณ์ ซึ่งหลวงพ่อสมบูรณ์ก็ได้เป็นผู้แปล และ เผยแพร่ พระคาถาโลกุตตรธรรม ทั้ง ๑๙ บท ทั้งหมด หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา คาถาขุนแผนผูกจิต,คาถาเสกกุมาร จากพระอาจารย์อภิชาติ วัดเกาะสุวรรณนาราม ดอนเมือง ( เป็นคาถาของ หลวงปู่กล้าย วัดหงส์ฯ ) สุดท้าย หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้ศึกษาร่ำเรียน วิชาโหราศาสตร์ และ เป็นผู้กำเนิดวิชา ตะกรุดคู่ชีวิตหนุนดวง อันลือลั่น ในปัจจุบัน
    ผู้สร้างเจดีย์พุทธาคมรตนญาณมุนีศรีนครลำดวน พระธาตุหนุนดวง วัดนาโนน อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรกหลวงพ่อสมบูรณ์ วัดหงส์

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260317_155321.jpg IMG_20260317_155351.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1773735918735.jpg

    วัดนี้ไม่มีการจำหน่ายวัตถุมงคลพระที่แจกญาติโยม และศิษยานุศิษย์ในวันสำคัญต่างๆมีเกือบ100 รุ่น
    สร้างแจกโดยไม่ใช้เงิของวัดแต่อย่างใดพระครูสุจิตราภิวัฒน์(ธ)หรือหลวงพ่อเดช เตชจิตโตวัดสังฆมงคลบ้านช่อกระถินต.หนองปลิงอ.เมืองจ.นครสวรรค์
    วัตรปฏิบัติของท่าน งดงาม เรียบง่ายให้ความเมตตาต่อ
    ลูกศิษย์ทุกคนแม้แต่พระอาจารย์ดิเรก วัดหนองทราย จ.สุพรรณบุรี ยังต้องนิมนต์ หลวงพ่อเดช ฯ ไปปลุกเสกวัตถุมงคลของท่านทุกรุ่น รวมทั้ง หมอลักษณ์ ฯ ฟันธง ยังให้ความเคารพ และศรัทธา หลวงพ่อเดช ฯ เป็นอย่างยิ่ง วัตถุมงคลของท่านเป็นที่ศรัทธา และหวงแหน เนื่องจาก มีประสบการณ์ต่าง ๆ มาแล้วมากมาย
    - เนื้อหลัก(ทองคำ-เงิน-นวะ) สร้างตามจำนวนสั่งจองในราคาต้นทุนของโรงงาน
    - เนื้อล่าง(ทองแดง-ทองเหลือง-ดิน-ผง) จัดสร้าง โดย ท่านพระครูกิตติคุณาธาร(พระครูเกียรติ ชัยเปรม) รองเจ้าวาส และศิษยานุศิษย์ เพื่อญาติโยมเนื่องในงานมงคลต่าง ๆ เช่น กฐิน ผ้าป่า และงานวันเกิดของ หลวงพ่อเดช ฯ โดยไม่ใช้เงินของวัดแต่อย่างใด.

    พระครูสุจิตตาภิวัฒน์ (หลวงพ่อเดช เตชจิตฺโต) วัดสังฆมงคล จ.นครสวรรค์

    พระครูสุจิตตาภิวัฒน์ (หลวงพ่อเดช เตชจิตฺโต) เดิมมีนามว่า เดช เกิดในสกุล ขจีแสง เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2483 ที่ปากน้ำโพ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ โยมบิดาชื่อนายสง่า ขจีแสง โยมมารดาชื่อ นางชุบ ทับจัน จบการศึกษาชั้นประถมปี่ 4 จากโรงเรียนโฆษิตตาราม อ.ป้อมปราบศัตรูพ่าย จ.กรุงเทพมหานคร

    หลวงพ่อเดช ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2505 ณ.วัดเขาหน้าผา ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดเทพสถาพร ต.บ้านแดน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์โดยมี พระครูวิทิตธรรมขันธ์เป็นพระอุปัชฌา พระครูสังฆรักษ์ทรงชัยเป็นพระอนุสาวนาจารย์(พระคู่สวด) พระใบฎีกาอุทัยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังอุปสมบท หลวงพ่อเดช ได้ศึกษาพระธรรมวินัย จบนักธรรมชั้นตรี และได้ศึกษาหลักธรรมะปฎิบัติบำเพ็ญ ศิล สมาธิ ปัญญา อยู่เนืองนิตย์ ด้วยวัตรปฎิบัติของท่าน จึงเป็นที่ศรัทธาแก่ญาติโยมและศิษยานุศิษย์ที่อยู่ทั่วประเทศ ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งของ จ.นครสวรรค์ ที่ได้รับรับนิมนต์เข้าร่วมงานปลุกเสกและพิธีพุทธาภิเษกกับพระเกจิอาจารย์ชื่อดังมากมายอย่างต่อเนื่อง

    ประมาณปี 2513 หลวงพ่อเดช ได้เข้ามาจำพรรษาที่วัดสังฆมงคล ปี พ.ศ.2520 หลวงพ่อเดช ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสังฆมงคล ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ท่านก็เริ่มทำนุบำรุงซ่อมบูรณะปฎิสังขร วัดมาโดยตลอด
    กระทั่งปีพ.ศ.2543ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร (จร.ชร.)ที่ “พระครูสุจิตตาภิวัฒน์”และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัต (จร.ขท.)ในราชทินนามเดิม(วัดสังฆมงคล เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต)

    หลวงพ่อเดช ท่านเป็นพระเกจิสายธรรมยุต ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนครสวรรค์มากท่านหนึ่ง วัตถุมงคลของท่านล้วนมีประสบการณ์สูง หลวงพ่อเดช ท่านเป็นพระนักพัฒนาที่น่ากราบไหว้ มีจริยวัตรงดงาม มีเมตตาจิตสูง ชอบให้ความช่วยเหลือชาวบ้านมา โดยตลอด โดยไม่ถือตัว
    _________________________________________________

    ในการประชุมมหาเถรสมาคม เป็นกรณีพิเศษ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๕ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ และครั้งที่ ๑/๒๕๖๖ เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๖ ที่ประชุมมีมติให้เลื่อนขั้นพระครูสัญญาบัตรผู้ดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการบริหารกิจการคณะสงฆ์

    การนี้ พระครูสุจิตตาภิวัฒน์ (หลวงปู่เดช เตชจิตฺโต) วัดสังฆมงคล ตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับเลื่อนเป็น พระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก (ทผจล.ชอ.) ในราชทินนามเดิม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ กลุ่ม หลวงพ่อเดชวัดสังฆมณฑล

    พระผงรูปเหมือนผสมเกศาโรยแร่นิลกาฬ รุ่น สมปราถนา

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260317_151029.jpg IMG_20260317_151059.jpg IMG_20260317_151128.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1773731188344.jpg FB_IMG_1773731190996.jpg

    หลวงพ่อหมอสุดยอดพระเกจิ เพื่อนรักของหลวงพ่อคูณ พระเกจิองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาสูบให้
    พระสงฆ์ที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำยกย่องว่าเป็น
    “…เจ้าของธนาคาร…”
    ขออนุญาตยกบทความของคุณพยุงศักดิ์ เศรษฐมาตย์
    ที่ได้รวบรวมเรื่องราวของท่านไว้
    มาเผยแพร่บารมีองค์หลวงพ่อนะครับ
    : เจ้าของธนาคาร :
    ครั้งหนึ่ง ราวปี พ.ศ 2532
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
    มาร่วมงานเททองหล่อพระที่วัด
    แห่งหนึ่งใน อ.ท่าเรืองานนั้น
    หลวงพ่อหมอ ก็ไปร่วมงานด้วย
    ผู้คนที่มาในงานต่างมาห้อมล้อม
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
    กันมากมายเพื่อกราบขอเมตตา
    ขอบารมีจากท่าน
    ระหว่างที่ผู้คนห้อมล้อมท่านอยู่นั้น
    หลวงพ่อฤษีลิงดำ ก็ได้ชี้ไปที่
    หลวงพ่อหมอที่นั่งอยู่คนละฝั่งกัน
    กับท่านแล้วพูดว่า
    " ผู้ใดมีบารมี ผู้ใดจะโชคดีโน้น...
    ไปขอหลวงพ่อหมอโน้น นี้แหล่ะ
    เจ้าของธนาคารตัวจริง
    ไปกราบขอท่านไป "
    เป็นคำกล่าวของครูบาอาจารย์ผู้รู้ซึ้ง ซึ่งภูมิธรรมของกันและกัน
    " ปราชญ์ย่อมรู้ในปราชญ์ ".
    หลวงพ่อประเสริฐ(หมอ) โอภาโส
    วัดโคกกระต่ายทอง ท่าเรือ อยุธยา
    พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงฤทธิ์อภิญญา
    วาจาสิทธิ์หูทิพย์ ตาทิพย์
    วัตรปฏิบัติแปลกๆ ทำตัวแปลกๆ
    จนชาวบ้านหาว่าท่านเป็น " พระบ้า "
    คน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร นับถือท่านมาก
    เรื่องโชคลาภนั้นเป็นเลิศนัก
    ผู้สร้างตำนานโรงทานอันลือลั่น
    ฝ่ามือมหาลาภ วัตถุมงคลท่านศักดิ์สิทธิ์นัก
    เรื่องหวยเรื่องเบอร์นั้นท่านโดงดังมาก
    แนวทางปฏิบัติ กิน เดิน นั่ง นอน ท่านจะภาวนาตลอดเวลา กิจสำคัญของท่านที่ขาดไม่ได้เลยคือการ ออกบิณฑบาต
    โปรดญาติโยม เรื่องราวพิสดาร
    ปาฏิหาริย์ ความศักดิ์สิทธิ์
    อัศจรรย์พันลึก วัตรปฏิบัติแปลกๆ
    จนชาวบ้านเรียก " พระบ้า "
    ปริศนาธรรมคำคมหลวงพ่อหมอ
    * ศรัทธาตัวเดียว
    ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า
    ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน *
    * ธรรมะต้องเกิดในดวงจิต
    ดวงใจถึงจะเป็นของจริง *
    * สมาธิเปรียบเหมือนต้นไม้ ศีลเหมือนพื้นดินสมาธิอาศัยศีล เหมือนต้นไม้อาศัยดิน *
    * เรากางร่มก่อน ร่มถึงจะมากางเรา
    ถ้าเรามีศีลมีธรรมแล้ว ศีลธรรมก็มารักษาเราเป็นเรื่อง ปัจจัตตัง อัตตะโน นาโถ
    (ทำเอง รู้เอง เห็นเอง) *
    เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวง ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้คือเรื่องราวพิสดาร ปาฏิหาริย์ ประสบการณ์ต่างๆ คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง
    จากบันทึกของศิษย์และคำบอกเล่าจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน
    เรื่องราวปาฏหาริย์ พิสดารลึกลับ
    ของหลวงพ่อหมอ ยังมีอีกมากเล่ากันเจ็ดวันเจ็ดคือก็ไม่หมด เอาพอหอมปากหอมคอ
    ให้รู้ว่า พระดีๆ เก่งๆ ที่ทรงฤทธิ์อภิญญา แบบนี้ยังมีให้เราได้ค้นหากันอยู่
    " โยมไม่ทันท่าน แต่ได้พระท่านไปบูชา ก็เหมือนได้แก้ววิเศษของท่านแล้ว "
    ( หลวงพ่อทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้กล่าวไว้ )
    ชาติภูมิ
    หลวงพ่อหมอ โอภาโส
    ถือกำเนิดในสกุล จันทรส ณ บ้านบักเขียบ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ
    เกิดเดือน ๑๒ ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๕๘
    เดิมท่านชื่อว่า เพชร แล้วเปลี่ยนมาเป็น ประเสริฐส่วนชื่อ หมอ นั้นชาวบ้านพร้อมใจกันตั้งให้ท่านเพราะกิตติศักดิ์ของท่านนั้นเอง
    หลวงพ่อหมอ ท่านเป็นพระอริยะสงฆ์อีกรูปหนึ่งผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัตชอบ ท่านใช้ชีวิตในสมณเพศอย่างเป็นประโยชน์ยิ่ง ไม่เคยสะสมเงินทองมาเป็นของส่วนตัวมีเท่าไหร่ท่านนำไป บริจาก สร้าง แจก เพื่อก่อประโยชน์ต่อบวรพุทธศาสนา เลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กยากจนที่อยู่ในความอุปการะคุณของท่านทั้งหมด
    สงเคราะห์ญาติโยมผู้ตกทุกข์ได้ยาก
    จากวัตรปฎิบัติแบบแปลกๆ ของท่าน เเม้ยางคนที่ไม่เข้าใจ มองท่านอย่างผิวเผินว่าท่าน ออกจะแปลกๆ พิกลไม่เหมือนพระสงฆ์ทั่วไป
    การออกธุดงค์ของทาานก็แปลก ไม่เคยมีกลดหรือมุ้งติดตัวเลย จะมีเพียงแค่จีวรห่มกาย และบาตรใบเดียวเท่านั้น
    แต่เมื่อได้สัมผัสได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ
    วัตรปฏิบัติ อุบายธรรม หลักคำสอนต่างๆ ของท่านแล้ว ความสงสัยในตัวท่านนั้น ก็จะคลายสิ้น.
    ______________________________
    : นวโกวาทเป็นครู :
    หลวงพ่อหมอ ท่านว่าท่านเอาตำราเป็นครู
    เอานวโกวาทเป็นครู ภูมิธรรมที่เกิดขึ้นนั้นได้จากตำรา
    หลวงพ่อหมอ เคยปรึกษาหารือสนทนาธรรมกันกับ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ถึงนวโกวาท
    ซึ่งในนวโกวาทนี้เขาบอกไว้ทุกเรื่อง ทุกเหลี่ยมทุกมุม
    แต่ไม่ปฏิบัติกัน
    ท่านว่าคนที่จะบรรลุธรรมะ คือ ศรัทธาตัวเดียว ไม่ได้เรียนมามากท่านเอ่ยตามพระวินัยสนใจให้มากรักษาตามนวโกวาทให้ดีๆ
    ศรัทธาตัวเดียว ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน.
    ___________________________
    : หมอ :
    ที่มาของคำว่า หมอ
    ที่ อ.ตะพานหินคือมีญาติโยมผู้หญิงที่ตั้งท้องมากราบ หลวงพ่อหมอ แล้วถามว่าเด็กในท้องเป็นยังไง ปรากฏว่าหลวงพ่อหมอ ท่านบอกเพศ วัน เดือน ปี ที่เด็กจะเกิดไว้ ชึ่งพอถึงเวลาก็คลอดตามที่หลวงพ่อพูดตรงทั้งหมด ทำให้เป็นเรื่องที่แปลกมาก คนท้องในสมัยนั้นแห่กันมาถามหลวงพ่อจนวุ่นวาย
    เท่านั้นยังไม่พอบางคนมาขอให้ท่านแผ่บารมีรักษาอาการเจ็บป่วยให้หาย ท่านก็รักษาตามนิมิตของท่านบางท่าน หลวงพ่อหมอ ให้ไปกินก๋วยเตี๋ยวสามชามก็หาย
    บางคนโดนท่านถีบ ท่านพลักก็หายหรือบางท่านโดนตบก็มีส่วนใหญ่ ญาติโยมไปหาหลวงพ่อแล้วท่านทำให้หายหมด คนตะพานหินจึงเรียกท่าน หลวงพ่อหมอ ตั้งแต่นั้นมา
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ เป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    การธุดงค์หลวงพ่อหมอ มีอัฏฐบริขารติดตัวเพียงจีวรห่มกาย และบาตรเท่านั้น กลดมุ้งไม่เคยมีแต่แปลกผิวหลวงพ่อหมอ ไม่มีรอยยุงกัดเลย.
    ______________________________
    : พระบ้า :
    ลูกศิษย์ท่านหนึ่งชาวตะพานหิน เล่าว่ามีชาวบ้านแถวบ้านตนเอง ไปดูหลวงพ่อหมอ อยากรู้ว่าพระบ้าเป็นอย่างไร ก็ได้พบหลวงพ่อหมอ เมื่อได้สัมผัสหลวงพ่อหมอ อย่างจริงจังแล้วขนลุกรู้สึกได้ทันทีว่า
    พระองค์นี้ไม่เพียงมิใช่พระบ้า แต่เป็นพระที่ไม่ธรรมดาและเป็นพระที่เก่งมากๆ เสียด้วย นึกคิดอะไรในใจท่านรู้หมด ก่อนหวยออกไม่กี่นาที
    หลวงพ่อหมอ ท่านได้เขียนเลขเล่นๆ ไว้ 6 ตัว พอหวยออกมา รางวัลที่ 1 ออกตรงแป๊ะไม่มีคลาดเคลื่อนเลยทั้ง 6 ตัว
    แบบนี้จะเป็นพระบ้าได้อย่างไร.
    ______________________________
    : ยาสีฟันรักษาโรคประหลาด :
    คนนครสวรรค์ผู้หนึ่ง ได้ดูถูกปรามาสว่า
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระผีบ้า
    จู่ๆได้เกิดเป็นโรคประหลาด เป็นก้อนเนื้อขึ้นตามผิวหนังของแขนทั้งสองข้าง ไปหาหมอรักษาโรงบาลไหนก็ไม่หาย รู้สึกปวดทรมานมาก
    ก็เลยนึกได้ว่าก่อนเป็นนั้น ตนเองนั้นได้ดูถูกปรามาสหลวงพ่อหมอ ว่าเป็นพระผีบ้า
    ก็เลยจะมาขมาหลวงพ่อหมอ
    เมื่อเจอหน้ากัน ยังไม่ทันได้พูดอะไร
    หลวงพ่อหมอ ถามขึ้นก่อนโดยทันทีว่า
    " เป็นบ้ามั๊ย โยมคนนี้จึงตอบท่านไปว่า ไม่บ้าครับ หลวงพ่อหมอ ก็พูดขึ้นว่า เอ้อ..แก่ก็ยอมรับแล้วว่า ข้าไม่บ้า แล้วหลวงพ่อหมอ ก็บอกให้ไปซื้อยาสีฟันจากร้านที่ท่านบอก ให้เอามาทาแล้วจะหายภายใน 7 วัน "
    เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ยาสีฟันที่หลวงพ่อหมอ
    บอก ให้ไปซื้อมาทา สามารถรักษาอาการทุกข์ทรมานจากโรคประหลาดที่เป็นอยู่นั้น หายอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่ไปรักษาจากโรงพยาบาลมาหลายแห่งแล้วไม่หาย.
    _____________________________
    : จากตะพานหินสู่วัดโคกกระต่ายทอง :
    หลังจากที่หลวงพ่อหมอได้อยู่สร้างความเจริญทางวัตถุที่วัดพฤษะวันโชติการาม
    ควบคู่กับปลูกฝังรากแห่งความศรัทธาต่อบวรพุทธศาสนาให้เกิดขึ้นและฝังลึกในจิตใจชาวตะพานหินและละแวกใกล้เคียงเป็นเวลาหลายปี
    ร้านค้าชาวจีนหรือเหล่าศิษย์ในอ.ตะพานหิน
    จะมีรูปท่านบนหิ้งพระทุกร้าน
    พระอาจารย์ทองอยู่ แห่งวัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ
    ได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านได้ไปพบท่าน
    จึงขอให้ท่านนำกฐินมาทอดที่
    วัดบัวงาม ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา เมื่อท่านนำกฐินมาทอดแล้ว
    ชาวบ้านท่าเรือเลื่อมใสศรัทธาท่านมากต่างปรึกษากันว่าจะหาวัดให้ท่านมาอยู่ จึงนิมนต์ให้ท่านมาอยู่ที่ วัดโคกกระต่ายทอง ซึ่งวัดนี้เป็นวัดโบราณเก่าแก่มาก เป็นวัดร้างมานานแล้ว อยู่ที่ ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา.
    ______________________________
    : #เดินข้ามแม่น้ำป่าสัก :
    ครั้งหลวงพ่อหมอ มาอยู่ วัดโคกกระต่ายทอง ท่านได้นั่งรถไฟมาลงที่ท่าเรือ แล้วเดินเท้ามายังวัดชุมแสง เพื่อที่จะข้ามท่าเรือ มายังวัดโคกกระต่ายทอง
    ซึ่งอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งแม่น้ำกัน
    ขณะที่หลวงพ่อหมอ มาถึงท่าวัดชุมแสงนั้น เป็นเวลาค่ำแล้วจึงไม่มีเรือข้ามฝากไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    ทันใดนั้นหลวงพ่อหมอ ได้เดินลงเหยียบบนผิวน้ำอัศจรรย์ยิ่งตัวท่านยืนอยู่เหนือผิวน้ำแล้วเดินข้ามแม่น้ำไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    โดยที่มีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ว่าเห็นพระเดินข้ามแม่น้ำ บ้างก็ว่าท่านเหยียบยืนบนฝาบาตรลอยข้ามแม่น้ำในครั้งนั้น
    จนเป็นที่กล่าวขานล่ำลือไปทั่วในเขต อ.ท่าเรือ ในสมัยนั้น
    (เรื่องราวจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน).
    ______________________________
    : สหมิกธรรม :
    หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่
    ให้ความเคารพนับถือ ยอมรับในคุณธรรมของ
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาให้สูบ เรียกว่าท่านเป็นเพื่อนชี้กันเลยทีเดียว ท่านทั้งสองต่างรู้ภูมิกัน
    อันที่จริงหลวงพ่อคูณ ท่านเคารพนับถือในองค์หลวงพ่อหมอ มาก หลวงพ่อหมอ ท่านจะอายุมากกว่า หลวงพ่อคูณ 8 ปี
    หลวงพ่อคูณ ท่านกล่าวว่า
    " หลวงพ่อหมอ เก่งกว่ากูเยอะ ".
    ____________________________
    : เขาดีกว่ากูอีก :
    หลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค นครสวรรค์
    บอกแก่ชาวบ้านช่องแค
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ ทำตัวเป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อหมอ ได้ธุดงค์ผ่านไปแถวช่องแค อ.ตาคลี ชาวบ้านที่พบเห็นต่างโจษขานกัน กับความแปลกประหลาดในวัตรปฏิบัติแปลกๆของท่านที่ไม่เหมือนพระทั่วไป จนชาวบ้านบางส่วนมองท่านว่าเป็นพระบ้า
    ด้วยความสงสัยจึงนำเรื่องราวไปถาม
    หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ว่ามีพระสติไม่ดีนุ่งจีวรเก่าๆ มาธุดงค์ปักกรด แถวช่องแค ชาวบ้านเอาภัตตาหารไปถวายบางวันไม่ฉันนั่งนิ่งทั้งวัน บางทีชาวบ้านมาพบเจอฉันภัตตาหารกลางคืน
    บางวันมีญาติโยมที่ศรัทธา มานั่งห้อมล้อมเยอะเพราะไปถามอะไรท่าน ในเรื่องที่ตนเองทุกร้อนใจ ท่านรู้ตอบถูกหมด รู้ทุกอย่างที่ชาวบ้านถาม บ้างก็มาให้ท่านทำน้ำมนต์ ให้ดูดวง บ้างก็มารักษาให้ท่านพ่นเป่า บ้างก็มาขอหวย มีทั้งคนที่นับถือ มีทั้งคนที่มาก่อกวนท่าน เพราะหาว่าท่านเป็นพระบ้า
    ชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้ไปถามหลวงพ่อพรหม
    ว่าเป็นพระบ้า หรือ อย่างไรกันแน่
    หลวงพ่อพรหม นั่งนิ่งสักพักแล้วท่านบอกกับโยม
    ที่สงสัยในตัวหลวงพ่อหมอว่า
    " เขาดีกว่ากูอีก "
    จึงไม่มีใครกล้าไปตอแยก่อกวนหลวงพ่อหมออีกเลย.
    ______________________________
    : ฝ่ามือมหาลาภ :
    เรื่องมหาลาภ ของหลวงพ่อหมอนั้นว่ากันว่าขลังเป็นยิ่งนัก
    ฝ่ามือมหาลาภของท่าน นับว่าเป็นของวิเศษนัก
    หลวงพ่อหมอ ท่านจะเน้นไปทางด้าน
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เงินไม่ขาดมือ
    ในวัตถุมงคลของท่านมักจะมีรูปฝ่ามือมหาลาภของท่าน วางประทับอยู่ด้านหลังวัตถุมงคลนั้นๆ
    ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ หรือพระสมเด็จ
    จะมีรูปฝ่ามือมหาลาภ ของท่านประทับอยู่ข้างหลังขององค์พระเกือบทุกรุ่น
    ฝ่ามือมหาลาภที่ประทับไว้ด้านหลังวัตถุมงคลของท่านนั้นยังแฝงไว้ด้วยซึ่งปริศนาธรรรม
    ว่าฝ่ามือของท่านนั้นค่อย ช่วยเหลือ ผลักดัน
    ส่งเสริม อุปถัมภ์ค้ำชู มิให้ตกต่ำ
    วัตถุมงคลของท่านนั้นจะดีไปในทาง
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เมตตา ค้าขาย เจริญก้าวหน้า ทำมาหากินคล่องตัว ทั้งยังคุ้มครองป้องกัน
    นักเสียงโชคและคนค้าขาย ควรหามาบูชายิ่งนัก
    วัตถุมงคลของท่านนั้นราคาไม่แพง เพราะคนไม่ค่อยรู้จักท่าน
    แต่ที่น่าแปลกคือหาไม่ค่อยได้ไม่ค่อยพบเจอ.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ๑.พระปิดตาฝังตะกรุดสภาพมีรอยบิ่นด้านข้างซ้ายขวาแต่ไม่โดนองค์พระ
    ๒.รูปถ่ายสีสะพายบาตรนั่งหน้าพระประธานได้ยืน
    ยกชุด ๒ องค์

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260317_135904.jpg IMG_20260317_135923.jpg IMG_20260317_135946.jpg IMG_20260317_140007.jpg IMG_20260317_140034.jpg IMG_20260317_140057.jpg IMG_20260317_140120.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 มีนาคม 2026 at 11:03
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1773926071382.jpg

    เหรียญสมเด็จหลวงปู่ทวด หลวงพ่อเล็ก วัดสันติคีรีศรีบรมธาตุ (วัดเขาดิน)จ.กาญจนบุรี รุ่นงานปิดทองลูกนิมิต ปี 2514
    รายนามเกจิรวมปลุกเสก
    1 สมเด็จสังฆราชปุ่น เป็นประธาน
    2 หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
    3 หลวงพ่อหัง วัดเหนือ
    4 หลวงพ่อยอม วัดหนองขาว
    5 หลวงพ่อนารถ วัดศรีโลหะ
    6 หลวงพ่อเเน่น วัดหนองขาว
    7 หลวงพ่อเล็ก วัดเขาดิน ...

    หลวงพ่อเล็ก วัดเขาดิน (วัดสันติคีรีศรีบรมธาตุ) กาญจนบุรี
    ครูบาอาจารย์ผู้ทรงสรรพวิชาและพลังจิตลึกล้ำ

    ประวัติ

    หลวงพ่อเล็ก วัดเขาดิน หรือ พระครูภาวนาวกิจ (เปรมสีโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดสันติคีรีศรีบรมธาตุ กาญจนบุรี ท่านเกิดเมื่อวันที ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ แต่ไม่ปรากฏชื่อโยมบิดาและโยมมารดาของท่านว่าชื่ออะไร หลวงพ่อท่านเป็นพระเกจิยุคหลังปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ที่โด่งดังของเมืองกาญจนบุรีอีกรูปหนึ่ง

    ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ เมื่อหลวงพ่อเล็กมีอายุได้ ๑๔ ปี ซึ่งขณะนั้นอยู่ในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้ครอบครัวของท่านต้องลำบาก หลวงพ่อต้องลาออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำงานอยู่ระยะหนึ่ง

    ครั้นปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลวงพ่อมีอายุได้ ๑๗ ปี ท่านได้ออกจากบ้านไปฝึกช่างเชื่อมโลหะที่กรุงเทพฯ เป็นอยู่ได้ประมาณ ๑ ปีเศษ และได้มีโอกาสเป็นครูช่างฝึกสอนนักเรียนโรงเรียนการช่างที่ กรุงเทพฯ

    สนใจพุทธศาสนาและไสยเวทย์

    ในระหว่างที่ประกอบอาชีพเป็นครูช่างอยู่นั้นท่านได้สนใจศึกษาพุทธศาสนาทางไสยศาสตร์ควบคู่กันไป โดยอาจารย์คนแรกของท่านเป็นฆราวาสชื่อว่าอาจารย์ทองสุก ไม่ทราบนามสกุล เป็นคนบ้านกล้วย จังหวัดราชบุรี

    #อาจารย์ฆราวาสทองสุก บ้านกล้วย ราชบุรี
    อาจารย์ของหลวงพ่อเล็ก วัดเขาดิน
    อาจารย์ทองสุก เป็นทหารสนิทของเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ และเคยติดตามกรมหลวงไปวัดปากคลองมะขามเฒ่า วิชาที่อาจารย์ทองสุกเชี่ยวชาญคือวิชาจับผีไล่ผี

    ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านมีอายุครบ ๒๑ ปี ท่านต้องเข้ารับราชการทหาร ครั้นเมื่อท่านจับได้ใบดำ ไม่ต้องเป็นทหาร ท่านจึงเอาเวลามุ่งไปทางไสยเวทย์ที่ท่านสนใจอยู่ ท่านได้พยายามสืบเสาะหาพระเกจิอาจารย์ชื่อดังเพื่อน้อมนำเป็นลูกศิษย์ศึกษาพระเวทย์ตามความคิดและความต้องการของท่าน

    พบอาจารย์ผู้แก่กล้า

    ทำให้ท่านได้พบกับพระอาจารย์ชื่อดังแห่งยุค สมญานามว่า ผู้ชนะสิบทิศ คือพระอาจารย์ทองดี อุชัยอังกุโร แห่งวัดท่าเกวียน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

    หลวงพ่อเล็กได้กราบและขอบวชเป็นศิษย์ท่าน เพื่อขอเล่าเรียนวิชาอาคมกับท่าน โดยพระอาจารย์ทองดี นั้นได้รับสมญานามว่าผู้ชนะสิบทิศ เพราะว่า มีอยู่คราวหนึ่งที่วัดชนะสงครามฯ ได้จัดให้มีการแข่งขันพระเกจิอาจารย์ ๑๐๘ รูปซึ่ง ๑ ใน ๑๐๘ รูป นั้นก็มีพระอาจารย์ทองดีรวมอยู่ด้วย การคัดเลือกได้เป็นไปทีละขั้นตอนจนกระทั่งในที่สุดการคัดเลือกก็มาถึงช่วงสุดท้าย ซึ่งมีพระเกจิอาจารย์เข้ารอบเพียง ๘ รูปเท่านั้น

    หลวงพ่อเล็กเล่าให้ฟังว่า เท่าที่จำได้ก็มีหลวงพ่อจง หลวงพ่อจัด หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง และพระอาจารย์ทองดีซึ่งหนุ่มที่สุด หลวงพ่อแช่มท่านอาวุโสกว่าเพื่อนเป็นองค์นั่งบริกรรมแข่งขันกันว่าใครจะมีอำนาจพลังจิตสูงสุด ท่านได้นำเหล็กจารมาบริกรรมคาถาโดยให้พระเกจิอาจารย์ที่เหลือนั่งล้อมวง เมื่อบริกรรมเสร็จท่านก็เอาเหล็กจารวางบนพื้นแล้วตบลงไป เหล็กจารกลับกลายเป็นจิ้งเหลนในทันที จิ้งเหลนจากเหล็กจารของหลวงพ่อแช่มวิ่งวนไปรอบๆ พระเกจิที่นั่งล้อมรอบ

    พระอาจารย์ทองดี อุชัยอังกุโร วัดท่าเกวียน

    ในรอบแรกผ่านไปไม่มีใครจับได้ แต่พอรอบสองหลวงพ่อจัดจับไว้ได้แต่ยังเป็นจิ้งเหลนอยู่ไม่กลับเป็นเหล็กจารอันเป็นต้นกำเนิด จึงปล่อยจิ้งเหลนให้วิ่งวนไปตามเดิมแต่ก็ไม่มีใครสามารถจับได้หลวงพ่อแช่มจึงบอกให้พระอาจารย์ทองดีลองจับดูซึ่งพระอาจารย์ทองดี นั่งเงียบมาตลอดเพราะมีอาวุโสน้อยกว่าเพื่อน พระอาจารย์ทองดีจึงจับจิ้งเหลนตามคำสั่ง หลวงพ่อแช่ม ปรากฏว่าจับได้และที่มหัศจรรย์คือจิ้งเหลนเสกหลวงพ่อแช่มกลับกลายเป็นเหล็กจารตามสภาพเดิมทันที

    คณะกรรมการจึงตัดสินให้พระอาจารย์ทองดีเป็นผู้ชนะในการแข่งขันและได้รับสมญานามว่า ผู้ชนะสิบทิศ หลวงพ่อเล็กได้ศึกษาวิชากับ พระอาจารย์ทองดีในฐานะทายาทพุทธาคม เมื่อพระอาจารย์ทองดี มรณภาพ ก็ได้มอบตำราคาถาอาคมต่างๆ ให้กับหลวงพ่อเล็ก ซึ่งท่านรักและเมตตาเพื่อให้เป็นทายาทสืบแทนท่านต่อไป

    วิชาอาคมที่หลวงพ่อเล็กได้ร่ำเรียนมาจากพระอาจารย์ทองดีนั้นเป็นวิชาที่ลึกลับและศึกษายากมาก เช่น วิชาตะกรุดใต้น้ำ หนุมานห้ามทัพ หนุมานงำเมือง หนุมานสะกดทัพ หลวงพ่อเล็กสามารถรับการถ่ายทอดได้เป็นอย่างดี

    ร่ำเรียนวิชาชาตรีหินเบา
    ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงพ่อเล็กได้ออกธุดงค์มาจำพรรษา ณ วัดพระญาติการาม อยุธยา และได้ศึกษาคาถาอาคมกับพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีก ๒ รูป ได้แก่ หลวงพ่ออั้น ศิษย์หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ หลวงพ่ออั้นได้ถ่านทอดวิชามหาราช ลบถม และสอนการฝึกกรรมฐาน ส่วนพระรูปที่สองคือ หลวงพ่อเภา ผู้ได้รับสมญานามว่า อาจารย์หินทุ่ม ท่านได้สอนวิชามหาชาตรี ให้

    ควบคู่กับวิปัสนากรรมฐาน

    ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ท่านธุดงค์ผ่านมาที่สุพรรณบุรี และได้มาศึกษาวิชาอาคมกับหลวงพ่ออ่อน ญาตุโน ผู้เชี่ยวชาญด้าน สมถกัมมัฏฐาน ตำรายา และโดยเฉพาะการหยั่งรู้อนาคต จนเชี่ยวชาญแตกฉานแล้วท่านจึงออกธุดงค์ต่อไปอีก

    #วิชาแต่งคน

    ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านได้เดินทางเข้าสู่เขตจังหวัดนครสวรรค์ และได้ไปขอศึกษาวิชากับหลวงพ่อทูล คือวิชาแต่งคน ซึ่งเป็นวิชาเสกอาคมคุ้มครองให้ปลอดภัยจากศัตรู วิชาทำเขต เป็นวิชาเกี่ยวกับการสร้างเขตคุ้มครอง เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไม่ให้รบกวนและวิชาเมตตามหานิยม

    ศึกษาอิทธิวิธีต่างๆจากพระสมุห์กลับ

    ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้ธุดงค์เข้าสู่เขตจังหวัดชัยนาท เพื่อติดตามวิชาวัดปากคลองมะขามเฒ่า เมื่อท่านไปถึงได้พบกับศิษย์ของหลวงปู่ศุข ชื่อพระสมุห์กลับ แสงเขียว ท่านผู้นี้อยู่กับหลวงปู่ศุข มาตลอด และเป็นผู้ใกล้ชิดที่สุดตำราจึงตกอยู่กับพระสมุห์กลับมากมาย

    หลวงพ่อเล็กจึงขอเรียนวิชาอาคมต่างๆ ตลอดตำราพิชัยสงคราม ตำราพิชัยยุทธ ซึ่งเป็นวิชาวิชาหลักในการศึกษาไสยศาสตร์ พระสมุห์กลับ ท่านมีความสามารถมาก ตามประวัติท่านนั้นเล่ากันว่าสามารถแปลงตัวเป็นหมูป่าไปตามสถานที่ต่างๆ ได้และท่านก็ได้สอนวิชาสำคัญต่างๆ ให้กับหลวงพ่อเล็กเป็นอย่างดี

    หลังจากได้ศึกษาวิชาจนเชี่ยวชาญแตกฉานหลวงพ่อเล็กก็ธุดงค์มายังจังหวัดกาญจนบุรี และเริ่มสร้างกระท่อมร้างกลางป่าช้า และลองไสยศาสตร์ต่างๆ เช่นการผูกหุ่นพยนต์ การปลุกผีในป่าช้า ฯลฯ

    อาจารย์ของท่านอีกองค์คือ..
    ...หลวงพ่อเจียง วัดเจริญสุขาราม พระเกจิผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งดินแดนลุ่มน้ำแม่กลอง เป็นพระผู้มีวิชากสิณไฟ (เตโชกสิณ) เป็นเอกอุ และได้ถ่ายทอดวิชากสิณให้แก่อาจารย์เล็ก

    .วิชาธรรมกายจากหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ

    ท่านได้เดินทางไปเรียนพร้อมกับสหธรรมมิกคือ หลวงพ่อแบน วัดนางโน กาญจนบุรี เรียนทางด้านวิปัสนากรรมฐาน และพระเกจิอีกหลายท่านเป็นต้น

    พระอาจารย์เล็ก ท่านเป็นสหะธรรมมิก ๓ สหายกับ หลวง
    พ่อแบน วัดนางโน กาญจนบุรี หลวงพ่อแบนเป็นพระสาย
    กรรมฐาน ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เดินทางสายวัดปากน้ำ วัดของ ท่านเป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน มีลูกศิษย์ที่เคยปฏิบัติกับหลวงพ่อสด เดินทางมากปฏิบัติและเรียนวิชากับท่านมากมายเพราะหลวงพ่อสดได้เคยบอกลูกศิษย์ของท่านว่าเมื่อสิ้นฉันลงให้ไปเรียนต่อกับ หลวงพ่อแบน วัดนางโน พระองค์นี้เป็นพระที่มีความแตกฉาน และได้เรียนวิชาของฉันได้สำเร็จ ทำให้ลูกศิษย์ของหลวงพ่อแบน จะเป็นคนเมืองหลวงซะเป็นส่วนมากหลวงพ่อแบนเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เมื่อละสังขารลงสังขารของท่านไม่เน่าไม่เน่าเปื่อย

    และพระสหายอีกท่านคือ หลวงพ่อชื่น วัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี
    ท่านนี้เป็นพระเกจิสายกรรมฐานเช่นกัน แต่ท่านนี้เป็นพระที่รักสันโดษ ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับไคร ท่านได้เข้าไปนั่งวิปัสนา
    กรรมฐานในถ้ำเสือดุแห่งหนึ่ง ถ้ำแห่งนี้มีเสือแม่ลูกอ่อนตัวใหญ่มาก ชาวน้ำแถวนั้นต่างรู้ดี และไม่มีไครกล้าเข้าไปแถวนั้นแต่เนื่องด้วยว่าในถ้ำแห่งนั้นมีความสงบเงียบมารก ท่านจึงเข้าไปนั่งปฏิบัติ และแผ่เมตตาให้เสือแม่ลูก จนเสือที่ดุกลับเชื่องอย่างไม่น่าเชื่อ และ ช่วยคุ้มครอง หลวงพ่อและเชื่อฟังท่านยังกับ ลูกแมวที่เชื่องมาก จนทำให้ชาวบ้านให้ความนับถือ และช่วยท่านสร้างจนเป็น วัดถ้ำเสือที่สวยงามมากในปัจจุบัน เมื่อท่านละสังขารลง สังขารของท่านก็ไม่เน่าไม่เปื่อยเช่นกันครับ

    ใน ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ซึ่งช่วงนั้นทางวัดเขาดิน ได้รับการจัดตั้งเป็นวัดขึ้น และยังว่างเว้นตำแหน่งเจ้าอาวาส ชาวบ้านและคณะกรรมการวัดจึงสืบเสาะหาจนมาพบหลวงพ่อเล็ก ซึ่งเป็นพระที่น่าเลื่อมใส จึงได้นิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดเพื่อปกครองวัดเขาดินต่อไป

    พัฒนาเสนาสนะให้รุ่งเรือง
    วัดสันติคิรีศรีบรมธาตุ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "วัดเขาดิน" ตั้งอยู่บริเวณถนนแสงชูโต ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๑๑๘ – ๑๑๙ หมู่ ๔ ตำบลท่าล้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นที่ดินที่กองทัพบกยกให้ ณ หมู่บ้านเขาดิน ตรงข้ามศูนย์การฝึกของกรมการขนส่งทางบก วัดนี้เดิมเรียกกันว่า "วัดเขาดิน" ตามสภาพภูมิประเทศที่ตั้งของวัดเป็นภูเขาดินสูง ๑๑ วา

    วัดสันติคิรีศรีบรมธาตุเป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ เริ่มแรกเป็นเพียงสำนักสงฆ์ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๘ อดีตสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณศิริ) ขณะดำรงสมณศักดิ์ พระธรรมดิลก ได้รับวัดนี้อยู่ในความอุปถัมภ์และได้ขนานนามให้วัดใหม่มีชื่อปรากฎตามหลักฐานว่า "วัดสันติคิรี"

    เมื่อหลวงพ่อเล็ก ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดเขาดิน ท่านได้พัฒนาวัดอย่างสุดความสามารถ จนวัดได้เจริญขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ท่านยังได้อบรมชาวบ้านเขาดินให้อยู่ในศีลในธรรม

    จนในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ร.อ.ทวี ทิวแก้ว แห่งอาศรมชีประขาว และคณะได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระสาวกธาตุจำนวนมากมาบรรจุ ณ พระปรางค์พระบรมธาตุเจดีย์ หลวงพ่อเล็ก จึงก็ได้เปลี่ยนนามวัดให้ใหม่อีกวาระหนึ่ง ตามลิขิตซึ่งมีคณะกรรมการบริหารวัดข้อความว่า "....เมื่อปรากฎว่าวัดสินติคิรีนี้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วย ก็ควรให้ปรากฏเป็นเกียรติวัด ฉะนั้นในการตั้งชื่อวัดควรว่า วัดสันติคิรีศรีบรมธาตุ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙"

    ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ หลวงพ่อเล็กและคณะกรรมการวัดได้ร่วมกันขอพระราชทานวิสุงคามสีมาวัดเขาดิน จนมีพระบรมราชโอการลงวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๒

    ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ทางวัดได้สร้างพระอุโบสถจนสำเร็จลุล่วง โดยทางวัดได้รวบรวมเงินบริจาคและเงินทำบุญและด้วยบารมีของหลวงพ่อเล็ก ทำให้งานลุล่วงไปได้โดยง่าย จนสามารถประกอบพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตร เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๔

    นากจากนี้ท่านยังได้ส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณร ท่านมีวิริยะอุตสาหะทำนุบำรุงพัฒนาวัดและสร้างถาวรวัตถุให้กับวัดอย่างมาก ได้ชักชวนผู้มีจิตศรัทธาให้ความอุปการะก่อสร้างอาคารเสนาสนะต่างๆ อาทิเช่น

    สร้างศาลาการเปรียญอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๒ ชั้น ขนาดใหญ่เนื้อที่กว้าง ๒๒ เมตร ยาว ๕๐ เมตร แทนที่หลังเดิมที่มีสภาพชำรุด ทรุดโทรม ไม่สามารถใช้การได้

    สร้างพระอุโบสถ วิหารพระร่วง โรงเรียนปริยัติธรรม วิหารพระศรีอาริย์ กุฏิสงฆ์ ปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัด

    เสนาสนะต่างๆ ภายในวัดเขาดิน กาญจนบุรี
    สิ่งสำคัญภายในวัดนอกจากพระบรมสารีริกาธาตุ และสมเด็จพระร่วมฤทธิ์โรจน์ ยังมีรูปหลวงพ่อพระศรีอาริย์ รูปฤาษีบรมโกส รูปหมอชีวกโกมารภัจ รูปหลวงปู่ทวด รูปหลวงปู่พระครูดำ อีกทั้งพระพุทธบาท ๔ รอย จำลองมาจากพระพุทธบาทสี่รอย ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

    * นอกจากนี้ยังสร้างรูปหลวงปู่ทวด ขนาดใหญ่จำลองจากรูปหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี โดยมีคุณทวี ทิวแก้ว มีศรัทธาสร้างด้วยเงินบริจาคของคณะศิษย์ อาศรมชีประขาว จังหวัดฉะเชิงเทรา *

    แล้วยังมีเงินเหลือนำมาสร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบันพร้อมด้วยบุษบกที่ประดิษฐานรูปหลวงปู่ทวดและพระปรางค์ที่เป็นพระองค์พระบรมธาตุเจดีย์ได้จดทะเบียนมีมูลนิธิ ชื่อว่า "มูลนิธิสมเด็จหลวงปู่ทวด วันสันติคิรีศรีบรมธาตุ" ตั้งขึ้น พ.ศ. ๒๕๑๕ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาท) เป็นเงินที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคนานผูกพัทธสีมาปิดทองลูกนิมิตพระอุโบสถ

    .....พระอาจารย์เล็กจะเป็นพระเกจิที่มีอุปนิสัยค่อนข้างดุ เพราะตัวท่านนั้นเป็นพระเกจิที่มีวิชาทางด้าน มหาอำนาจ แคล้วคลาดคงกระพันชาตรีมาก จึงทำให้ท่านข้อนข้างเข้มงวด วัตถุมงคลของท่านส่วนใหญ่จะเด่นมากด้าน มหาอำนาจเสริมบารมีแคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี กันภยันตราย กันภูตผีปีศาจ กันคุณไสย์คุณคน เป็นเยี่ยมครับ เรื่องประสบการณ์นั้นมากมาย

    หลวงพ่อเล็กก่อรากสร้างพัฒนาวัดเขาดินให้เจริญจนมาถึงทุกวันนี้จวบจนวันที่ ๒๓ มี.ค ๒๕๕๓ หลวงพ่อเล็กได้มรณภาพลง อายุ๘๒ ปี ๖o พรรษา สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้บรรดาศิษยานุศิษย์เป็นอันมาก..

    อ้างอิงจากหนังสือพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อเล็กพระศรี
    สรรเพชญ หลวงพ่อเล็ก วัดสันติคีรีศรีบรมธาตุ ( วัดเขาดิน )

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    สายอาจารย์ทวี ทิวแก้วก็ไปสร้างวิหารหลวงปู่ทวดให้ที่วัดท่านนะครับถ้าผมจำข้อมูลไม่ผิด

    เหรียญหลวงปู่ทวดหลวงพ่อเล็กวัดสันติคีรี ปี ๒๕๑๔

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260319_201712.jpg IMG_20260319_201741.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    รูปหล่อพระเจ้า ๗๐๐ ปี ศรีเมืองเชียงใหม่ ที่ระลึก สมโภชเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี ๒๕๓๙ ปลุกเสกวัดพระสิงห์ พิธีใหญ่ ณ วัดพระสิงห์
    โดยสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน จุดเทียนชัย พระคณาจารย์พระมหาเถระเจริญภาวนาแผ่เมตตาอธิฐานจิต เช่น
    1.สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี วัดราชบพิตร กทม.
    2. สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ กทม.
    3. พระธรรมปัญญาบดี วัดปากน้ำ กทม.
    4.พระธรรมสิริสารเวที วัดบวรนิเวศ กทม.
    5.พระธรรมวราลังการ (ลป.ศรีจันทร์ ) วัดศรีสุทธาวาส เลย
    6.พระเทพสิทธิญาณรังสี (หลวงตาจันทร์) วัดป่าชัยรังสี สมุทรสาคร
    7.พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ) วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา
    8.พระราชอุดมมงคล (หลวงพ่ออุตตมะ) วัดวังก์วิเวกการาม กาญจนบุรี
    9. พระราชสังวรอุดม (หลวงปู่ศรี มหาวีโร) วัดประชาคมวนาราม ร้อยเอ็ด
    10.พระวิมลธรรมญาณเถร (หลวงปู่ทองบัว) วัดโรงธรรมสามัคคี เชียงใหม่
    11.พระวิสุทธิญาณเถร ( หลวงพ่อสมชาย) วัดเขาสุกิม จันทบุรี
    12.พระ สุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ) วัดอรัญญบรรพต หนองคาย
    13.พระญาณทีปปาจารย์ (หลวงปู่ท่อน) วัดศรีอภัยวัน เลย
    14.พระญาณวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ) วัดบ้านไร่ นครราชสีมา
    15.พระญาณวิศิษฐ์ (หลวงพ่อทอง) วัดอโศการาม สมุทรปราการ
    16.พระสุนทรธรรมากร (หลวง ปู่คำพันธ์) วัดธาตุมหาชัย นครพนม
    17.พระภาวนาพิศาล (พระอาจารย์ถาวร) วัดปทุมวนาราม กทม.
    18.พระอุดมประชานาถ (หลวงพ่อเปิ่น) วัดบางพระ นครปฐม
    19.พระ เทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อแพ) วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี
    20.พระปัญญาพิศาลเถร (พระออาจารย์ไพบูลย์) วัดอนาลโย พะเยา
    21.พระครูวิจิตรกิตติคุณ (หลวงพ่อเปลื้อง) วัดบางแก้วผดุงธรรม พัทลุง
    22.พระครูภาวนาทัศนวิสุทธิ (หลวงปู่แว่น) วัดถ้ำพระสบาย ลำปาง
    23.พระครูกการุณธรรมนิวาส (หลวงปู่หลวง) วัดป่าสำราญนิวาส ลำปาง
    24.พระครูสุภัทรศิลคุณ (ครูบาดวงดี) วัดท่าจำปี เชียงใหม่
    25.พระครูพัฒนกิจจานุรักษ์ (ครูบาชัยวงศ์) วัดพระบาทหห้วยต้ม ลำพูน
    26.พระครูชัยวงศ์วิวัฒน์ (ครูบาน้อย) วัดบ้านปง เชียงใหม่
    27. พระครูนิมมานกการโสภณ (ครูบาสร้อย) วัดมงคลคีรีเขตสายเมือง ตาก
    28.ครูบาสามีแสงหหล้า วัดพระธาตุสายเมือง พม่า
    29.ครูบาบุญชุ่ม วัดพระธาตุดอนเรือง พม่า
    30.พระครูเกษมวรกิจ (หลวงพ่อวิชัย) วัดถ้ำผผาจม เชียงราย
    31.หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก ประจวบ ฯ
    32.พระครูสิงหวิชัย วัดฟ้าฮ่าม เชียงใหม่
    33.พระ ครูวรวุฒิคุณ (ครูบาอิน) วัดฟ้าหลั่ง เชียงใหม่
    34.พระครูพิศิษฐ์สังฆการ (ครูบาผัด) วัดศรีดอนมูล เชียงใหม่
    35.พระสุพรหมยานเถร (ครูบาทอง) วัดพระธาตุศรีจออมทอง เชียงใหม่
    36.พระราชสุทธิญาณมงคล (หลวงพ่อจรัญ) วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
    37.พระครูสุนทรธรรมกิจ (หลวงพ่อหยอด) วัดแก้วเจริญ สมุทรสงคราม
    38. หลวงปู่บุญ วัดบ้านนา ระยอง
    39. หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า ระยอง
    40.พระราชมงคลญาณ วัดปากน้ำ กทม.
    41.พระภาวนาวิสุทธาจารย์ วัดไตรมิตร กทม.
    42.หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล อุดร ฯ
    43.หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปราโมชโช วัดป่านิโครธาราม อุดร
    44.พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญวิเวกเชียงใหม่
    45.พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา (หลวงปู่หลอด ) วัดใหม่เสนานิคม กทม.
    46.หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร วัดป่าชุมพล อุดร

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระดีพิธีใหญ่ครูบาอาจารย์สายพระป่าหลวงปู่มั่น และครูบาอาจารย์ทางภาคเหนือภาคกลาง ดูง่ายสบายตา

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260319_213239.jpg IMG_20260319_213152.jpg IMG_20260319_213329.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1773933499844.jpg 1773933179405.jpg

    หลวงพ่อสืบปืน เสีย

    สมเด็จรุ่น ๒ เนื้อผงพุทธคุณผสมผงตะเคียน อาถรรพ์สู่มหาทานบารมีสมเด็จรุ่นนี้หนึ่งในเนื้อจัดสร้างสมเด็จรุ่น๒หลวงพ่อสืบตั้งใจที่จะลบล้างอาถรรพ์ด้วยการ
    นำผงจากต้นโพธิ์ปราชิกในส่วนของเนื้อไม้ตะเคียนทอง
    ที่ยืนต้นตายและโค่นลงนำมาบดผสมรวมกับผงพุทธคุณแล้วกดพิมพ์เป็นพระสมเด็จรุ่น๒เข้าพิธีเมื่อปี ๒๕๕๑ เหมือนบวชให้แม่ตะเคียนเพื่อสร้างทานบารมีให้หลุดพ้นดีอย่างไรแอดคงไม่เหมาะที่จะเล่าคงต้องหามาลองใช้กันเอง

    สมเด็จรุ่น ๒ เนื้อผงพุทธคุณผสมผงไม้ตะเคียนจำนวนจัดสร้าง 5,000 องค์มีทั้งแบบมีฝังตะกรุดและไม่ฝังตะกรุดองค์ที่ฝังตะกรุดที่ดอกตะกรุดจะมีการ
    ตอกโค๊ตกำกับทุกดอก
    หมายเหตุผงตะเคียนที่นำมาผสมคือกิ่งต้นตะเคียนอาถรรพ์ภายในวัดที่เป็นตำนาน ต้นโพธิ์ปราชิก อันโด่งดังกิ่งที่หักเกิดจากการผุ
    ของต้นตะเคียนนั้นแล้วล่วงลงมาหลวงพ่อจึงนำมาบดผสมกับผงพุทธคุณด้วยว่า ไม้ตะเคียนนั้นมีพุทธานุภาพในด้านเมตตา ค้าขาย เพื่อให้ผู้นำไปใช้จะได้มีกำลังใจในการทำมาหากิน

    หลวงพ่อสืบ ปืนเสีย

    ภาพโดยเรื่อง..ลายทอง คงคาพยนต์

    หลวงพ่อสืบ ปริมุตโต หรือพระครูพิทักษ์วีรธรรม วัดสิงห์ เจ้าคณะตำบลบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ศิษย์ผู้สืบสายพุทธาคมมาจาก หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้ ทางสายของหลวงพ่อห่วง วัดท่าใน และหลวงพ่อม้วน วัดไทร เป็นเกจิอาจารย์ที่เรียกว่า “สิงห์ซ่อนเล็บ” ไม่ค่อยได้สร้างมงคลวัตถุเหมือนเกจิอาจารย์องค์อื่นๆ ซุ่มสร้างแต่ตะกรุดไว้สองชนิด คือ ตะกรุด “นวหรคุณ เกื้อหนุนชีวิต” และ “ตะกรุดพุทธโสฬสสะกดไพรี” นับเป็นตะกรุดที่ผู้นำไปใช้และมีพุทธานุภาพปรากฏเป็นที่น่าอัศจรรย์ทำให้เห็นได้ว่าพุทธานุภาพของพระพุทธองค์นั้นมีคุณค่าสูงส่งสามารถเอามาเป็นเครื่องโน้มนำยึดเหนี่ยว เป็นที่พึ่งพาอาศัยได้กับผู้ที่ประพฤติธรรมเป็นที่มั่นของชีวิต

    หลังจากที่ลานโพธิ์ ฉบับที่ 986 ได้เสนอประวัติของหลวงพ่อสืบ วัดสิงห์ จ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ไปแล้วปรากฏว่ามีผู้ศรัทธาเลื่อมใสเดินทางไปบูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อสืบกันหลายท่าน โดยเฉพาะ “ตะกรุดนวหรคุณเกื้อหนุนชีวิต” ซึ่งหลวงพ่อสืบได้จารด้วยมือตัวเองทุกดอก นอกจาก “ตะกรุดนวหรคุณเกื้อหนุนชีวิต” แล้วตะกรุดอีกชนิดหนึ่งซึ่งท่านสร้างขึ้นคือ “ตะกรุดพุทธโสฬสสะกดไพรี” ก็เป็นตะกรุดที่มีคุณค่าสูงส่งอีกชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นตามตำรับที่ตกทอดมาจากอดีตที่ท่านได้ศึกษาและได้รับการถ่ายทอดมาจากครูบาอาจารย์หลายท่านระหว่างที่มีผู้ได้รับตะกรุดและวัตถุมงคลจากท่านไปบูชาแล้วก็เกิดประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วไป

    เช้าวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมาไม่นานนี้ นายสมควร รุ่งมา อายุ 25 ปี อยู่บ้านหมู่ 4 ต.ท่าพระยา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ออกจากบ้านไปชวนเพื่อนชื่อ นายอรรถพล หลิ่มย่านกรวย ไปร่วมงานยกขันหมากงานแต่งงานเพื่อนที่หลังวัดน้อย โดยเจ้าบ่าวเป็นเพื่อนกับนายสมควร ขอให้นายสมควรช่วยนำปืนไปยิงตอนยกขันหมากขึ้นบ้าน ซึ่งเป็นประเพณีนิยมในชนบท จะต้องมีการยิงปืนสลุต เอาฤกษ์เอาชัย

    ในระหว่างโห่ร้องก่อนนำขบวนขันหมากเข้าบ้านเจ้าสาว โดยเฉพาะในภาคกลางจะนิยมกันเป็นส่วนใหญ่ นายสมควรจึงได้นำปืn โคลรีวอลเวอร์ ลูกโม่ขนาด ...38 ปากกระบอก 4 นิ้ว ติดตัวไปด้วย เพื่อนำไปยิjในพิธีกรรมดังกล่าว

    ระหว่างเดินทางไปได้พูดคุยกับนายอรรถพลถึงเรื่องตะกรุดของหลวงพ่อสืบ วัดสิงห์ ที่พกติดตัวไปด้วย เพื่อนฟังแล้วก็พูดทำนองว่าจะขลังจริงหรือเปล่า เกิดท้าทายชวนกันทดลองตะกรุดระหว่างก่อนถึงบ้านงาน นายสมควรเห็นเพื่อนไม่เชื่อ ตัวเองก็ไม่มั่นใจเช่นเดียวกัน จึงหยิบตะกรุดของหลวงพ่อสืบ คือตะกรุด “นวหรคุณเกื้อหนุนชีวิต” ขึ้นมาให้เพื่อนดู จึงเกิดชวนกันทดลองยิง โดยเอาตะกรุดไปวางไว้ที่โคนต้นไม้ แล้วเอา ปืnโคลรีวอลเวอร์ ลูกโม่ .38 จ่อยิjตะกรุดห่างเพียงไม่ถึง 1 เมตร

    ก่อนยิjนายสมควรเล่าว่าตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่เพื่อไม่ให้เสียหน้ากับเพื่อนที่มาด้วยกัน จึงตัดสินใจเหนี่ยวไกปืnยิjทันที นกปืnสับลูกปืnในรังเพลิง ทันใดก็เกิดเสียงระเบิdสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางความตกใจของหนุ่มทั้งสอง

    นายสมควรวางปืbลงแล้ว สะบัดแขนสะบัดมือซึ่งรู้สึกชาไปหมด สงบสติอารมณ์และจิตใจอยู่นานกับเพื่อนคือ นายอรรถพลที่ยืนมองตาค้างอยู่กับที่ เมื่อได้สติกลับคืนมา นายสมควรรู้สึกบาดเจ็บที่ฝ่ามือเล็กน้อย หยิบปืนที่วางไว้ขึ้นมาพิจารณาดู ปรากฏว่าสันปืnเหนือลูกโม่นัdที่ยิj โค้งโก่งขึ้นมา ลูกโม่นัdที่บรรจุลูกปืนที่ยิjระเบิdฉีกขาด จึงพยายามงัดออกมาจนลูกโม่หลุด แล้วเอาลูกปืnออกมาดู

    ปรากฏว่าปลอกลูกปืnฉีกขาดจากแรงระเบิd ลูกปืnตกอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง “ปืnกระบอกนั้นเสียใช้การไม่ได้อีกต่อไป”
    นายสมควรเล่าด้วยความระทึกขวัญกับผู้เขียนว่า เป็นเหตุการณ์ที่เขาจะต้องจดจำเอาไว้ตลอดชีวิตทีเดียว และนี่คือคำเล่าลือปากต่อปากจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือ

    “หลวงพ่อสืบ ปืนเสีย”

    ที่มา เพจลานโพธิ์

    ประวัติ

    หลวงพ่อสืบ ปริมุตโต วัดสิงห์ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

    พระครูพิทักษ์วีรธรรมเจ้าคณะตำบลท่าพระยาและเจ้าอาวาสวัดสิงห์ ต.บางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม อายุ 80 ปี 41 พรรษา เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2475

    โยมบิดา ชื่อ นายชาญ โยมมารดาชื่อ นางเพียร ยอดยง ครอบครัวมีอาชีพ เกษตรกรรม หลวงพ่อสืบท่านเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเพิ่มวิทยา (วัดกลางบางแก้ว) จ.นครปฐม ต่อมา

    พ.ศ.2492 หลวงพ่อสืบฯ ท่านได้สอบเข้าโรงเรียน พลตำรวจบางเขน กทม. สำเร็จและท่านได้ฝึกวิชาทหารท่าบุคคลมือเปล่า ฝึกการใช้อาวุธและเรียนวิชากฏหมายท่องจำได้อย่างแม่นยำ จนสอบสำเร็จได้อันดับต้นๆและเลือกมาประจำยังสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี เมื่อหลวงพ่อสืบฯบรรจุรับราชการอยู่ สน.ลุมพินีนั้นท่านปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเคร่งครัดเข้าเวรยามไม่เคยขาดออกปราบปรามร่วมกับตำรวจรุ่นพี่สมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จับพวกนักเลงอันตพาลอย่างไม่เกรงกลัว หลวงพ่อสืบฯท่านเป็นคนตรง ปฎิบัติราชการมาได้ 3 ปี พบเห็นอะไรมากมายรู้สึกเบื่อ เลยลาออกจากราชการตำรวจ เมื่อหลวงพ่อสืบฯท่านอายุ 22 ปี พ.ศ.2497 จึงได้อุปสมบทที่ วัดท่าใน ต.ท่าพระยา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โดยมีพระครูสิริวุฒาจารย์ (หลวงพ่อห่วง สุวรรณโณ) วัดท่าใน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปิ่น วัดศรีษะทองเป็นพระกรรมวาจารย์ พระธิการม้วน วัดไทร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายา ทานรโต จำพรรษาอยู่ที่วัดท่าใน จ.นครปฐม หลวงพ่อสืบฯ ท่านศึกษาธรรมและวิชาไสยเวทย์ จากหลวงพ่อห่วงฯ ซึ่งเป็นสหายธรรมกับหลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม และหลวงพ่อน้อยวัดธรรมศาลา ตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลา 1 ปีเต็ม จึงได้ลาสิกขาบท หลวงพ่อสืบฯ ท่านอยากเป็นรั้วของชาติเพราะช่วงนั้นประเทศไทยมีสงครามอยู่เนืองๆ หลวงพ่อสืบฯท่านจึงเดินทางไปสอบเข้าเรียนโรงเรียนนายสิบทหารม้ายานเกราะรุ่นที่ 5 จนประสบความสำเร็จ หลวงพ่อสืบฯ ท่านฝึกวิชาทหารด้านการรบและยุทธวิธีอาวุธปืนนานาชนิด ด้วยความมุ่งมั่นและอดทนจนได้รับแต่งตั้งยศ สิบโท สมัยนั้นทหารมีภาระใหญ่มาก เช่น ป้องกันการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน หลวงพ่อสืบฯท่านยังอยู่ในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองภายในประเทศด้วย หลวงพ่อสืบฯท่านรับใช้ชาติมานานพอสมควร จึงตัดสินใจลาออกจากราชการทหารโดยไม่ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ ซึ่งท่านอาจจะได้เลื่อนยศเป็นถึงพันโทหรือพันเอกก็ได้ ต่อมาปี2514 หลวงพ่อสืบฯได้อุปสมบทที่วัดไทร จ.นครปฐมโดยมี พระครูอินทสิริชัย (หลวงพ่อม้วน อินทสวัณฺโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการง้อปัญญาธโส เป็นพระกรรมวาจารย์ ได้รับฉายาปริมฺตโต หลวงพ่อสืบฯท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดไทร ปฏิบัติธรรมด้วยความเคร่งครัดศึกษาธรรมจนแตกฉานสามารถสอบนักธรรมตรี นักธรรมโทได้ในปี 2516 –2517 หลวงพ่อสืบฯท่านก็ยังมุ่งมั่นศึกษาภาษาบาลีและศึกษาธรรม จนปีพ.ศ.2518 ท่านสามารถสอบนักธรรมเอกได้สำเร็จ ไม่เพียงแค่นั้นวิชาอาคมที่หลวงพ่อสืบฯท่านเรียนมาจากหลวงพ่อห่วง วัดท่าในก็ท่องจำปฏิบัติมาโดยตลอดจนมีความชำนาญและจดจำได้ทั้งหมด หลวงพ่อสืบฯท่านยังเรียนวิชาไสยเวทย์จาก หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม หลวงพ่อเต้า วัดเกาะวังไทร และวิชาทำเบี้ยแก้จากหลวงปู่เจือวัดกลางบางแก้วฯ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระฯวันที่ 3 มีนาคมพ.ศ.2526 เจ้าคณะจังหวัดนครปฐมได้แต่งตั้งหลวงพ่อสืบฯให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสิงห์ มีเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ 3 งาน สภาพวัดสิงห์ขณะนั้น รกร้างทรุดโทรมขาดการบูรณะ หลวงพ่อสืบฯท่านก็เริ่มพัฒนาสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ และสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นใหม่อีกหลายหลัง และสร้างถนนเข้าวัด และรอบบริเวณของวัดสิงห์จนชาวบ้านได้สัญจรไปมาอย่างสะดวกสบายเมื่อหลวงพ่อสืบฯท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูพิทักษ์วีรธรรมหลวงพ่อสืบฯท่านจัดหากองทุน การศึกษาช่วยเหลือเด็กยากจนให้ได้เรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงชั้นอุดมศึกษาในเขตอ.นครชัยศรี ปีหนึ่งต้องใช้เงินประมาณกว่าแสนบาทจนถึงปัจจุบันนี้

    วันที่ 1 ตุลาคม 2541 หลวงพ่อสืบฯ ท่านได้ตราตั้งเป็นเจ้าคณะ ตำบลท่าพระยา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม วัตถุมงคลที่หลวงพ่อสืบท่านสร้าง เช่น ตะกรุดคงกระพัน เมตตามหานิยม เสื้อยันต์ ผ้ายันต์ รูปหล่อ เหรียญ หนุมาน พระสมเด็จ เบี้ยแก้ มีประสบการณ์มากมายมีผู้นำวัตถุมงคลของหลวงพ่อสืบฯท่าน ไปทดลองยิjปรากฏปืnลูกโม่มีสภาพใหม่ พอสับไกลปืนเท่านั้นปืนระเบิดทันที หลวงพ่อสืบฯท่านจึงได้สมญานามว่า (สืบปืnเสียหรือสืบปืnแตก) ตั้งแต่บัดนั้นมา หลวงพ่อสืบฯท่านเป็นพระใจดี มีเมตตาและชอบพัฒนา ท่านมีลูกศิษย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย วัตุมงคลของท่านราคายังไม่สูงนักรีบสะสมกันไว้อนาคตดีแน่ครับ.
    มรณภาพเมื่อวันศุกร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2559 สิริรวมอายุได้ 84 ปี 44 พรรษา

    ที่มาศิษย์หลวงพ่อสืบ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จรุ่น ๒ ปี ๒๕๕๑ หลวงพ่อสืบ ผสมผงไม้ตะเคียนจาร อักขระยันต์ด้วยดินสอด้านหลัง

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260319_222624.jpg IMG_20260319_222647.jpg IMG_20260319_224103.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1773942438048.jpg FB_IMG_1773942433432.jpg


    "ก็เขาเพ่งเสียไฟลุกมาเต็มถาดอย่างนั้นใครจะเอาไปใช้ได้ ร้อนแบบนั้นก็มีแต่เรื่องน่ะสิ"

    พระเหนือพรหม ตำนานการสร้างแห่งพระคุ้มดวงยกชีวิต จากต้นแบบหลวงปู่ดู่ วัดสะแก สู่ศิษย์สำคัญอีกรูปหนึ่งที่เป็นตำนานร่วมบารมี ณ วัดสะแก

    พระเหนือพรหมรุ่นนี้จัดสร้างในปี ๒๕๔๕ โดยผสมผงกรรมฐานตามตำราของหลวงลุง(หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

    พระเหนือพรหม หลวงพ่อลำใย วัดสะแก ปี ๒๕๔๕ เนื้อผงสีเขียว

    หลวงพ่อลำใย ศิษย์หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    พระพรหม ๒ ส.หลวงพ่อลำใย วัดสะแก

    ๒ ส : คำว่า "๒ส" โดยนัยยะแล้วศิษย์ไม่ได้ยกท่านขึ้นไปเปรียบเทียบเสมอครูบาอาจารย์หลวงปู่ดู่ (๑ด) แต่อย่างใด แต่หมายเอาว่า หลวงปู่ดู่เป็นที่หนึ่งในทุกๆ ทาง

    ครั้นสิ้นหลวงปู่ดู่แล้ว ศิษย์ก็ได้มาพึ่งพาอาศัยท่านตามที่หลวงปู่ดู่เคยสั่งความไว้ จึงถือได้ว่า "พระสัญญโมภิกขุ" นี้เป็นพระอาจารย์องค์ที่ สอง ต่อจากหลวงปู่ดู่ พรมหมปัญโญ

    จึงปรากฏนาม "๒ส"

    อีกทั้งในสมัยหลวงปู่ดู่ท่านยกย่องให้ "หลวงพ่อลำใยเป็น 2 รองเพียงแค่ท่านองค์เพียงองค์เดียว" หลวงพ่อลำใยเป็นทั้งทายาทธรรม เป็นศิษย์เอกของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ มีพระหลายรุ่นหลวงปู่ดู่มักจะให้หลวงพ่อลำใยท่านร่วมเสกด้วย

    ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.amulet2u.com

    ประวัติหลวงพ่อลำใย วัดสะแก

    หลวงพ่อลำใยเป็นศิษย์ในองค์หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2500 แล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดสะแกตลอดมา โดยมากไม่ค่อยได้ศึกษาวิทยาคุณจากหลวงปู่สี พินทสุวัณโณ สักเท่าไร เพราะไปเน้นกัมมัฏฐานและวิชาส่วนใหญ่จากหลวงปู่ดู่ท่านเองมีจริตที่ค่อนข้างหนักไปทาง "อยู่คง" และเจริญเตโชกสิณอยู่เนืองนิจ แม้หลวงปู่ดู่จะคอยตรวจจิตท่านและปรามอยู่เสมอ ท่านก็ยังคงแอบ ๆ ทำ และประวัติศาสตร์ในองค์หลวงปู่ดู่กับหลวงพ่อลำใยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ พระหลาย ๆ รุ่นของหลวงปู่ดู่นั้น ไม่ว่าจะวัดสร้างหรือศิษย์สร้าง หลวงปู่ดู่ได้มอบให้หลวงพ่อลำใยนำไปเสกก่อนหลายครั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มิใช่ว่าหลวงปู่ดู่จะละเลยไม่ได้เสกอีกแต่อย่างใด หากเป็นกุศโลบายในการตรวจสอบวิถีจิตของหลวงพ่อลำใย

    เช่น ครั้งหนึ่งที่นาวาเอกสำเภา คมสันต์ และ นาวาเอกจำเนียร ตู้จินดา ไปกราบนมัสการหลวงปู่ ก็เห็นหลวงปู่ให้ศิษย์ยกถาดบรรจุพระมอบให้หลวงพ่อลำใยนำไปเสก ผู้การทั้งสองท่านได้เห็นเพียงเท่านั้นก็ยังให้นึกแปลกใจอยู่ครามครันแต่ก็ไม่กล้าซักถามใด ๆ จนผ่านไปร่วมเดือนก็กลับไปวัดสะแกเพื่อกราบหลวงปู่ดู่อีกครั้ง ก็ช่างให้บังเอิญจริง ๆ ที่ได้เห็นหลวงพ่อลำใยยกถาดพระกลับมาถวายคืนหลวงปู่ดู่พอดี

    ทันทีที่หลวงพ่อลำใยยกถาดมาถึงหลวงปู่ดู่ ท่านเพียงหันไปมองเท่านั้นก็โบกมือไล่พร้อมบอกว่า "ใช้ไม่ได้ เอาไปเสกใหม่ ท่านทำอย่างนี้ใครเขาจะเอาไปใช้ได้ ไปทำให้เย็น" หลวงพ่อลำใยก็ยกถาดกลับไปแต่โดยดี ผู้การทั้งสองก็ให้งงเป็นนักหนาเพราะบังเอิญได้อยู่ในเหตุการณ์สำคัญนี้ถึงสองครั้งสองคราว ครั้งนี้จึงอดถามไม่ได้ว่า "หลวงลุงครับ ทำไมถึงให้อาจารย์ใยไปเสก"

    ท่านตอบว่า "ข้าให้เขาหัดทำ"
    "แล้วทำไมหลวงลุงถึงว่าใช้ไม่ได้"

    "ก็เขาเพ่งเสียไฟลุกมาเต็มถาดอย่างนั้นใครจะเอาไปใช้ได้ ร้อนแบบนั้นก็มีแต่เรื่องน่ะสิ"

    แล้วเรื่องนี้ก็เงียบหายไปจากความทรงจำของท่านผู้การทั้งสอง เหตุการณ์นี้เกิดในราวปี พ.ศ. 2516

    ต่อมาท่านผู้การจำเนียร ตู้จินดา ได้กรุณาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ผมก็สงสัยเป็นอย่างยิ่ง วันหนึ่งที่ได้ไปกราบหลวงพ่อลำใยที่วัดสะแก จึงได้ไปเรียนถามท่านตรง ๆ โดยเล่าเรื่องอันเป็นปฐมเหตุก่อน แล้วจึงถามว่าจริงหรือไม่อย่างไร ?

    ท่านตอบทันทีว่า "จริง" และเมตตาเล่าว่า "ตอนนั้นได้วิชามาเยอะ หลวงลุงท่านก็เลยเอาพระของท่านมาให้หัดเสก ข้ามันคนชอบเหนียวก็เลยเพ่งเตโชกสิณใส่ เอาซะร้อนเชียว พอยกไปท่านก็ดุน่ะสิ ให้ข้ากลับมาทำใหม่ ข้าก็เลยมาทำทางเมตตาเอาเย็นเข้าว่า พอยกกลับไปคืนทีนี้ท่านว่า ใช้ได้ ใช้ได้" ตอนท้ายท่านปรารภว่า เออ ผู้การทั้งสองนี่ก็ยังความจำดีนะ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260320_004336.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774021301696.jpg


    เหรียญรุ่น ๑ รุ่นแรกรุ่นเดียวของท่านในชีวิต

    เหรียญประสพการณ์เคยมีคนโดนยิjถล่มด้วยเอ็n16รถพรุนทั้งคันคนนั่งในรถไม่เป็นอะไรเลย

    อยากรู้เพิ่มเติมสอบถามคนแถววัดดูครับ

    อ้างอิง : เพจพระเครื่องเมืองสุรินทร์อิสานใต้

    หลวงพ่อหวก สุขุโม หรือ พระครูสุขุมธรรมวาที

    อดีตเจ้าอาวาสวัดสุขุมาลัยชัยมงคล บ้านกระวัน ต.บ้านไทร อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เป็นพระนักเทศน์ นักปฏิบัติธรรมและเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เปี่ยมด้วยเมตตา มุมานะปฏิบัติเคร่งครัดในพระธรรมวินัย

    มีนามเดิม หวก ไพสนิท เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ต.ค.2473 ตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย ที่บ้านอำปึล หมู่ที่ 12 ต.เทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์

    ในช่วงวัยเยาว์ เข้าศึกษาที่โรงเรียนประชาบาลเทนมีย์ บ้านอำปึล จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
    พ.ศ.2491 ขณะอายุได้ 18 ปี เข้าพิธีบรรพชา ที่วัดพฤทักษิณ สอบนักธรรมสนามหลวงได้ชั้นตรี และลาสิกขาเพื่อดูแลบิดาเป็นเวลา 2 ปี

    อายุ 21 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัด พฤทักษิณบ้านอังกัญ ตำบลเทนมีย์ มีพระครูสถิตรัตนโชติ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสถิตสมณธรรม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการสวน ธัมมวโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุขุโม ซึ่งแปลว่าผู้มีความสุขุม มั่นคง หนักแน่น เด็ดขาด

    จำพรรษาศึกษาพระธรรมวินัย และวิปัสสนากัมมัฏฐาน 7 พรรษา เริ่มฝึกหัดจากพระนักเทศน์ เพื่อจดจำสร้อยนำ ทำนอง และลีลาการพูด จากนั้นได้นำไปประยุกต์ใช้เทศน์ให้เหมาะสมในงานนั้น

    ตลอดเวลาไม่เคยเทศน์ชื่นชมเอาใจเจ้าภาพ เน้นเลือกเทศน์ตามหลักพระพุทธศาสนาเป็นหลักในปี 2500 เรียนจบ นักธรรมเอก สามารถอ่าน เขียน คัมภีร์ ใบลาน ภาษาขอม ได้อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นได้จำพรรษาที่วัดบ้านด่าน อ.กาบเชิง ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สุรินทร์

    ย้อนกลับไปจำพรรษาที่วัดทุ่งสว่าง 1 กระทั่งในปี 2507 ราษฎรในละแวกบ้าน กระวับ ต.บ้านไทร ได้ร่วมแรงกันจัดสร้างวัดขึ้น ซึ่งมีธรณีสงฆ์เนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน 7 ตารางวา เพื่อไว้ประกอบศาสนกิจ แต่ยังขาดแคลนเจ้าอาวาสปกครอง ดังนั้น ชาวกลุ่มอุบาสก อุบาสิกา จึงได้ไปอาราธนานิมนต์ไปเป็นเจ้าอาวาส และพร้อมใจกันจัดตั้งชื่อว่า วัดสุขุมาลัยชัยมงคล โดยท่านได้ริเริ่มก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ศาลาการเปรียญ อุโบสถ เจริญรุ่งเรืองตามลำดับ

    พ.ศ.2525 อนุญาตให้ศิษยานุศิษย์จัดสร้างวัตถุมงคล เป็นเหรียญรูปเหมือนรุ่น 1 โดยใช้ยันต์อรหัง 8 ทิศ จำนวน 10,000 เหรียญ และพระผงรูปเหมือน จำนวน 7,000 องค์ เพื่อแจกจ่ายในงานทอดผ้าป่าสามัคคี สมทบทุนสร้างอุโบสถ เมื่อทางวัดแจกจ่ายหมด (ไม่จำหน่าย) ซึ่งได้แบ่งให้เยาวชนแคนาดา ในคราวเข้ามาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-แคนาดา ในหมู่บ้านกระวัน

    เมื่อมีผู้ขอจัดสร้างอีกครั้งแต่ท่านปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า “วัตถุมงคลเป็นสิ่งที่สร้างขึ้น มีผู้คนลุ่มหลงในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ ทำให้คนมัวเมากับสิ่งวัตถุ ไม่มีสิ่งใดจะดีเทียบเท่าความประพฤติและปฏิบัติของตัวเราเอง”

    หลวงพ่อหวกแต่เดิมท่านตั้งใจว่าจะบวชเรียน เพื่อบูชาพระคุณให้บิดามารดา 3 พรรษา เมื่อได้บวชแล้วจิตใจลึกซึ้งในพระธรรม จึงไม่สึกและได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านไทร มีวัดในปกครอง 5 วัด ในปี 2543 ท่านได้จัดงานบุญใหญ่ เทศน์มหาชาติ 7 วัน มีประชาชนแห่เข้ามาร่วมงานนับหมื่นคน ได้เงิน 1 ล้าน 5 แสนบาท

    คำเทศน์ของท่านที่ลูกศิษย์ได้ยินเสมอ คนเรานั้นเมื่อตายไปแล้วร่างกายก็ไปสู่เชิงตะกอน และหลุมฝังศพ แต่ส่วนจิตใจเรานั้นถ้ามาทำความดี ก็รู้ตัวว่าดี ไปทำชั่วก็รู้ตัวว่าทำชั่ว ผลที่ได้รับก็คือ ความเดือดร้อนใจ

    นี่คือสวรรค์ในอก นรกในใจ สวรรค์คือโลกที่เต็มไปด้วยความสุขกายสบายใจเรียกว่าโลกสวรรค์ นรกคือโลกที่เต็มไปด้วยความร้อนใจนั่นเอง คติธรรมเหล่านี้ท่านต้องการสะกิดให้ผู้คนทำความดี อย่าทำชั่ว เมื่อคนเราไม่มีสิ่งที่รั้งใจให้กลัว เพื่อไม่ให้ทำชั่ว ก็จะพากันไปทำแต่สิ่งชั่วร้าย อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความทนอยู่ไม่ได้ อนัตตา ความไม่แน่นอนเหล่านี้ ไม่ใช่ตัวตน ให้สังเกตดูตัวเรา อะไรก็ของเรา แต่สิ่งเหล่านั้นจะคงอยู่ตามเราชอบหรือเปล่า

    ช่วงบั้นปลายชีวิต อาพาธเป็นโรค เบาหวานและโรคไต พยายามดูแลรักษาตัวเอง ฉันยาสมุนไพรมาหลายปี แต่อาการไม่ดีขึ้น

    กระทั่งวันที่ 18 ก.พ.2545 ละสังขารด้วยโรคชรา สิริอายุ 72 ปี พรรษา 51

    Cr.https://www.khaosod.co.th/amulets/news_1855127

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญประสบการณ์ ที่อื่นอาจจะหายาก แต่หาไม่ยาก มาหาที่ผม
    เหรียญสวย สภาพเดิมๆ

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260320_222617.jpg IMG_20260320_224627.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774029689816.jpg


    ศิษย์ผู้ที่ได้เรียนวิชาโดยตรงจากหลวงปู่เอี่ยมวัดหนัง

    พระครูพรหมโชติวัฒน์ หรือ หลวงพ่อบุญมี พรหมโชติโก อดีตเจ้าอาวาสวัดอ่างแก้ว เขตภาษีเจริญ กรุงเทพ หลวงพ่อบุญมี มรณภาพเมื่ออายุได้ 92 ปี พ.ศ. 2524 แม้ว่าชื่อเสียงหลวงพ่อบุญมี จะดังน้อยกว่าหลวงปู่โต๊ะ แต่ความสามารถของหลวงพ่อบุญมี ก็ไม่ธรรมดานะครับ หลวงพ่อบุญมี เป็นศิษย์สายตรงเรียนวิชามาจากหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง หนึ่งในเหรียญเบญจภาคีของเมืองไทย ดังน้นเรื่องวิชาอาคมก็คงพอตัว และท่านต้องเป็นผู้มีความสามารถและมีคุณธรรมสูง มิฉะนั้นคงไม่ได้รับความไว้วางใจ ให้มาดูแลวัดอ่างแก้ว ตั้งแต่ ปี 2487 ซึ่งวัดอ่างแก้ว ถือเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะสร้างโดยหลวงปู่รอด ซึ่งเป็นอาจารย์ของหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง

    ประวัติหลวงปู่บุญมี วัดอ่างแก้ว(เพชรเกษม27)เขตภาษีเจริญ กทม

    พระครูพรหมโชติวัฒน์ (บุญมี) นามสกุล กิตติธรรม เกิดวันที่ 6 ธันวาคม 2432 ที่บ้านตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม จังหวัดธนบุรี นามบิดา นายจีนฮก นามมารา นางแดง พึ่งมี
    บรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2452 ณ วัดอ่างแก้ว แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พระภาวนาโกศลเถร (เอี่ยม สุวณฺณสโร) วัดหนัง เป็นพระอุปัญฌาย์ พระอธิการเบี้ยว อินฺทสุวณฺโณ วัดอ่างแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูสังวรยุตตินทรีย์ (คำ ช้างมงคล) วัดหนัง
    เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    ท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีปัญญาความทรงจำแม่นยำเป็นอย่างดี เขียนและอ่านภาษาไทยและภาษาขอมได้ ได้ศึกษาพระธรรมและวินัยพอสมควรแก่การประพฤติปฎิบัติเป็นอย่างดี แต่มิได้เข้าสอบความรู้ ท่านเป็นผู้มีความชำนาญในช่างไม้ ช่างแก้นาฬิกา ตะเกียงลาน และความรู้ด้านศิลปะอื่นๆ อีกหลายแขนง ท่านได้ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรศึกษาพระธรรมวินัยเข้าสอบนักธรรมสนามหลวง อบรมเทศนาสั่งสอนประชาชนทุกวันพระ ได้มีตำแหน่งหน้าที่ทางการปกครองดังนี้ ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอ่างแก้วเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2487 และได้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดโคนอน เมื่อ พ.ศ.2508

    ท่านพัฒนาวัดทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ ดังนี้
    พ.ศ. 2488 บูรณะอุโบสถ
    พ.ศ. 2491 สร้างถนนคอนกรีตหน้าศาลาโรงทึม
    พ.ศ. 2494 สร้างสุสานเก็บศพ
    พ.ศ. 2496 สร้างถนนจากหน้าสุสานไปสู่ศาลาโรงทึม และหอสวดมนต์
    พ.ศ. 2499 ซ่อมแซมช่อฟ้าใบระกาอุโบสถ
    พ.ศ. 2500 ซ่อมแซมกำแพงอุโบสถ และสร้างซุ้มประตูอุโบสถทั้ง 4 ด้าน
    พ.ศ. 2500 – 2502 ย้ายและซ่อมแซมกุฎิสงฆ์ จัดเข้าระเบียบใหม่
    พ.ศ. 2503 สร้างศาลาโรงทึม พ.ศ.2503
    พ.ศ. 2504 สร้างโรงครัว
    พ.ศ. 2505 สร้างศาลาท่าน้ำ 2 หลัง
    พ.ศ. 2506 สร้างฌาปนสถาน
    พ.ศ. 2508 สร้างศาลาการเปรียญ
    พ.ศ. 2511 สร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กหน้าโรงเรียน ยาว 35 วา
    พ.ศ. 2512 สร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก ริมคลองขวาง
    พ.ศ. 2514 สร้างกำแพงก่ออิฐถือปูน และสร้างซุ้มประตู ริมถนนพัฒนาการ
    พ.ศ. 2515 ร่วมกับราชการ สร้างสะพานข้ามคลองหน้าวัด และท่อระบายน้ำ
    พ.ศ. 2517 บูรณปฎิสังขรณ์อุโบสถ ครั้งที่ 2
    พ.ศ. 2518 สร้างห้องน้ำห้องสุขา และทำเพดานศาลาโรงทึม เดินสายไฟฟ้า
    พ.ศ. 2519 สร้างใบเสมาบนกำแพงอุโบสถ
    พ.ศ. 2521 สร้างศาลาบำเพ็ญกุศล และสุสานบรรจุศพ 2 แถว
    พ.ศ. 2522 สร้างศาลาโรงครัว
    พ.ศ. 2523 สร้างเจดีย์ 2 องค์

    สมณศักดิ์
    พ.ศ. 2490 เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พ.ศ. 2495 เป็นพระครูชั้นประทวน
    พ.ศ. 2500 เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี ราชทินนามที่พระครูพรหมโชติวัฒน์
    พ.ศ. 2509 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น พระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท
    ในราชทินนามเดิม
    พ.ศ. 2516 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น พระครูสัญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นเอก
    ในราชทินนามเดิม

    ท่านได้ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2524 เวลา 19.05 น. ณ กุฎิเจ้าอาวาส วัดอ่างแก้ว แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
    สิริรวมอายุได้ 92 ปี 9 วัน 72 พรรษา
    -หลวงปุ่บุญมี วัดอ่างแก้ว ศิษย์เอกหลวงปู่เอี่ยม
    พระครูพรหมโชติวัฒน์ หรือ หลวงพ่อบุญมี พรหมโชติโก อดีตเจ้าอาวาสวัดอ่างแก้ว เขตภาษีเจริญ กรุงเทพ หนึ่งในพระเกจิดังฝั่งธนบุรี ท่านเป็นศิษย์เอกอีกองค์ของหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง มีชื่อเสียงร่วมสมัยกับเจ้าคุณผล วัดหนัง หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาณมิตร หลวงพ่อแช่ม วัดนวลนรดิศ หลวงพ่อโชติ วัดตะโน เป็นต้น
    แม้ว่าชื่อเสียงหลวงพ่อบุญมีจะไม่โด่งดังเท่าหลวงปู่โต๊ะ แต่เรื่องวิชาอาคมของหลวงพ่อบุญมีไม่ธรรมดาแน่นอน
    ที่สำคัญ งานปลุกเสกพระเครื่องยุคนั้น ต้องนิมนต์ท่านไปร่วมอธิษฐานจิต ไม่ว่างานใหญ่หรือเล็ก

    ประวัติการทำวัตถุมงคล

    หลวงพ่อพระครูพรหมโชติวัฒน์ (บุญมี พรหฺมโชติโก) อดีตเจ้าอาวาส วัดอ่าง ท่านเป็นศิษย์ของพระภาวนาโกศลเถร (เอี่ยม สุวณฺณสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดโคนอนและวัดหนังบางขุนเทียน หลวงพ่อเป็นพระเถระผู้มีพรรษายุกาลมาก กอร์ปไปด้วยเมตตาธรรมสูง มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเป็นอย่างดี เป็นพระคณาจารย์ที่มีคุณธรรม มีวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือไปไกลไปถึงหัวเมืองพิษณุโลกก็รู้จักท่านเป็นอย่างดี มีผู้อาราธนาท่านไปนั่งปรกในพิธีพุทธาภิเษกอยู่เสมอ จึงเป็นที่ยอมรับในหมู่พระวิทยาจารย์ผู้ที่ทรงวิทยาคม ถึงปัจจุบันนี้

    ท่านพระครูพรหมโชติวัฒน์ ได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นหลายรุ่น เพื่อแจกจ่ายแก่ศิษยานุศิษย์และญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาในคราวทำบุญอายุบ้าง สมนาคุณแก่ผู้ร่วมบริจาคสร้างถาวรวัตถุภายในวัดบ้างมีทั้งปลุกเสกเองและทำพิธีพุทธาภิเษกแยกเป็นหลายรุ่นแยกตาม พ.ศ.ที่สร้าง ดังนี้
    พ.ศ. 2502 สร้างเหรียญชินราชเสมาเล็ก ทำพิธีปลุกเสกเอง
    พ.ศ. 2503 สร้างเหรียญรูปพระครูพรหมโชติวัฒน์ เสมาใหญ่ ปลุกเสกเอง
    พ.ศ. 2504 สร้างเหรียญพระพุทธชินราช ทำพิธีปลุกเสกเอง
    พ.ศ. 2510 สร้างเหรียญหลวงพ่อโต (หน้าโบสถ์) ทำพิธีปลุกเสกเอง
    พ.ศ. 2511 สร้างเหรียญรูปหลวงพ่อฯ ครึ่งองค์ เสมาเล็ก ทำพิธีปลุกเสกเอง
    พ.ศ. 2516 สร้างเหรียญรูปหลวงพ่อฯ เต็มองค์ ราชเสมาใหญ่ จัดทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัด โดยพระคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิวิทยาคมหลายท่านดังนี้ หลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงปู่ทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง หลวงพ่อเล็ก วัดหนองดินแดง หลวงพ่อพัฒน์ วัดบึงบวรสถิต ชลบุรี หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาณมิตร หลวงพ่อไพฑูรย์ วัดโพธินิมิตร หลวงพ่อถิร วัดป่าเลย์ไลย์ สุพรรณบุรี หลวงพ่อเก็บ วัดดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี หลวงพ่อวัย วัดเขาพนมยงค์ สระบุรี หลวงพ่อคำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ลพบุรี หลวงพ่อพริ้ง วัดโก่งธนู ลพบุรี และหลวงพ่อบุญมี วัดอ่างแก้ว การทำพุทธาภิเษกครั้งนี้ ได้จัดสร้างวัตถุมงคลหลายอย่าง เช่น พระพุทธรูปบูชาเชียงแสน ขนาด หน้าตัก 9 นิ้ว และ 5 นิ้ว รูปหล่อหลวงพ่อฯ หน้าตัก 6 นิ้ว พระสมเด็จ พระนางพญา พระรูปหลวงพ่อฯ ในวงศ์พระจันทร์ เนื้อผง การทำพิธีครั้งนี้นับเป็นมหาพุทธาภิเษกที่ยิ่งใหญ่ครั้งแรกของวัดอ่างแก้ว
    พ.ศ. 2517 สร้างเหรียญหลวงพ่อฯ เต็มองค์ เสมาใหญ่ จัดทำพิธีพุทธาภิเษก ที่วัด โดยพระคณาจารย์ผู้ทรงวุฒิวิทยาคมหลายท่าน ดังนี้ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง หลวงพ่อถิร วัดป่าเลย์ไลย์ สุพรรณบุรี หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะองค์ สมุทรสาคร หลวงพ่อสุด วัดกาหลง สมุทรสาคร หลวงพ่อเล็ก วัดหนองดินแดง นครปฐม หลวงพ่อพัฒน์ วัดบึงบวรสถิต ชลบุรี หลวงพ่อเก็บ วัดดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี และหลวงพ่อบุญมี วัดอ่างแก้ว โดยหลวงพ่อพระครูพรหมโชติวัฒน์ (บุญมี) เป็น ประธานปรกตลอดพิธี
    พ.ศ.2521 สร้างเหรียญหลวงพ่อฯ รูปไข่ (รุ่นไม่มีห่วง) ทำแจกในงานบรรจุอัฐิบรรพบุรุษของท่าน ที่สุสานวิสุทธิมรรคคีรี จังหวัดสระบุรี ทำพิธีปลุกเสกเอง
    พ.ศ. 2522 อุดชันรงค์ เป็นแบบพระชัยวัฒน์ จัดทำขึ้นพร้อมรูปหล่อพระเครื่อง และรูปหล่อบูชาเท่าตัวของหลวงพ่อฯ
    พ.ศ. 2523 สร้างเหรียญหลวงพ่อฯ รุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นสุดท้ายของหลวงพ่อพระครูพรหมโชติวัฒน์ (บุญมี)

    คำกล่าวของ : พล.ต.ท. สุรพล
    ผมได้ตั้งใจไว้ว่าจะอุปสมบทตั้งแต่ออกรับราชการใหม่ๆหลังจากเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว ครั้น พ.ศ.๒๔๘๔ - ๒๔๘๕ ได้เกิดสงครามมหาเอเซียบูรพาซึ่งประเทศไทยพลอยได้รับการกระทบกระเทือนจากผลของสงครามด้วยทางราชการได้ห้ามลาอุปสมบทและลากิจทุกประเภท ประกอบกับผมต้องถูกย้ายไปรับราชการในต่างจังหวัด จนต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ สงครามสงบและทางราชการผ่อนผันให้ลาได้ ผมจึงขออนุญาตลาอุปสมบทเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๙ ขณะนั้นผมมียศเป็นร้อยตำรวจเอกตำแหน่งผู้บังคับกองสถานีตำรวจภูธรอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และได้มาทำการอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดอ่างแก้วนี้ โดยมีพระเดชพระคุณพระครูบริหารบรมธาตุ เจ้าอาวาสวัดนางชีเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระเดชพระคุณหลวงพ่อบุญมี พรหมโชติโก เจ้าอาวาสวัดอ่างแก้ว กับ พระอธิการสายหยุด นิยมศิริ เจ้าอาวาสวัดโคนอนเป็นกรรมวาจาจารย์ ในพรรษาที่ผมอุปสมบทมีนวกภิกษุอยู่ประมาณ ๒๐ รูป รวมทั้งพระภิกษุที่มีอยู่เดิมด้วยประมาณ ๔๐ รูป ตลอดเวลาที่ได้อยู่ในปกครองของหลวงพ่อบุญมีนี้ บรรดาพระภิกษุก็ดี สามเณรก็ดี ล้วนได้รับการเอาใจใส่ดูแลและอบรมสั่งสอนให้รู้ถึงระเบียบธรรมเนียมตลอดจนพระธรรมวินัยของสงฆ์และของพุทธศาสนาโดยทั่วถึงกันทุกรูป เริ่มตั้งแต่การสวดมนต์ ทำวัตรเช้าเย็น และศีลวัตรที่ภิกษุพึงประพฤติปฏิบัติทุกประการ โดยเริ่มตื่นตั้งแต่ ๕.๐๐น. ครองจีวรและสวดมนต์ทำวัตรที่กุฏิเจ้าอาวาสซึ่งเป็นนอกชานใหญ่กว้างขวาง แล้วก็ออกบิณฑบาตร ฯลฯ จนถึงทำวัตรค่ำแล้วจึงจำวัด ในตอนบ่ายทุกวันท่านได้จัดให้ภิกษุที่ทรงคุณวุฒิทางเปรียญธรรมอบรมสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่พระนวกภิกษุ (ยกเว้นในวันพระซึ่งนวกภิกษุได้รับอนุญาตใก้ไปเทศนาโปรดญาติโยมตามควรแก่กรณี) ในการศึกษาอบรมพระธรรมวินัยนี้ แม้ว่าจะเป็นชั่วระยะเวลาอันสั้นเพียง ๓ เดือน แต่ก็ทำให้ได้ความรู้เรื่องพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรมปิฎกมีความเข้าใจพอสมควร เพราะพระที่เป็นอาจารย์ได้แก่ พระมหาชื่น พรอุไร เปรียญธรรม ๕ ประโยค กับ พระอาจารย์พวง สุชาโต นักธรรมเอก ท่านได้สรุปหัวข้อและเนื้อหาของแต่ละวิชามาบรรยายโดยพอเหมาะพอควรแก่ระยะเวลาอันจำกัดนั้นซึ่งทำให้มีความรู้ความเข้าใจดีขึ้นกว่าก่อนที่จะมาอุปสมบทเป็นอันมาก เพราะก่อนอุปสมบทไม่เคยได้ทราบและไม่เคยเรียนมาเลย

    หลวงพ่อบุญมีเป็นพระภิกษุที่มั่นคงอยู่ในศีลาจริยาวัตรและพรหมวิหารธรรมอันน่าเลื่อมใสเคารพบูชาเป็นที่สุด นั่นคือท่านได้ปฏิบัติซึ่งไตรสิกขาอย่างเคร่งครัด คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งยังอบรมเทศนาสั่งสอนพระภิกษุสามเณรและอุบาสก อุบาสิกา ให้ยึดถือปฏิบัติตามด้วยเมตตาธรรม ไม่ว่าจะสนทนาพาทีกับภิกษุสามเณรหรือฆราวาสทั่วไป ก็เป็นไปด้วยความเมตตากรุณาและสุภาพนิ่มนวลเสมอ

    ที่มา : หนังสือพระราชทานเพลิง ๒๕๒๕

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับทุกๆที่มา

    รูปหล่อรุ่นแรกหลวงปู่บุญมีวัดอ่างแก้ว ปี ๒๕๑๖

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260321_005135.jpg IMG_20260321_005158.jpg IMG_20260321_005222.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 มีนาคม 2026 at 20:36
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    หลวงพ่อคูณ-5.jpg 1774032283968.jpg 1774031812263.jpg 1774031620793.jpg


    ๙ เรื่องเล่าจากปาก "หลวงพ่อคูณ"

    1. คาถา "เคาะหัวโยม"

    ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมคนส่วนใหญ่จึงแห่แหนให้หลวงพ่อคูณเคาะศีรษะกันนักหนา ระหว่างเคาะนั้นหลวงพ่อคุณใช้คาถาอะไรนั้น เกจิดังแห่งวัดบ้านไร่เคยกล่าวไว้ว่า

    "กูว่าคาถาตีกันโรคร้ายต่าง ๆ ตีกันมะเร็ง ตีกันอัมพาต ตีกันอัมพฤกษ์ ตีกันวัณโรค ตีกันโรคหืดหอบ ตีกันริดสีดวงทวาร ตีกันความดัน ตีกันไม่ให้เนื้องอกในสมอง ตีกันเส้นเลือดในสมองตีบ ตีไม่ให้เป็นนิ่วเป็นไต คาถาก็มีอยู่ว่า สัจจะสัจจัง อธิษฐามิ มีแค่นี้ ตีใครก็ว่าแบบนี้ ไม่มีมากมายอะไร ใครอยากได้บอกให้ก็ได้ แค่นี้พวกมึงก็จำได้ ใครอยากเอาไปตีก็เอาไปตี ช่วยกัน"

    2. วิธีการใช้เงินของหลวงพ่อคูณ

    หลวงพ่อคูณได้ชื่อว่าเป็นพระนักบริจาคที่ใช้เงินไม่เหมือนใคร และคิดไม่เหมือนใคร คิดแบบคนไม่บูชาเงิน แต่เงินคือทาส

    "กูใช้เงินนี่ กูใช้อย่างทารุณนะ ใช้อย่างอื่นมีเมตตา แต่ใช้เงินไม่มีเมตตาเลย จะว่าหนาวร้อน แดดออกฝนตก ไม่ไปไม่ได้ใช้อย่างไม่มีบันยะบันยัง เงินมาเป็นนายกูไม่ได้หรอก ต้องเป็นทาสกู ต้องอยู่ในบังคับบัญชากู ใช้อย่างไม่มีเมตตาเลย"

    3. ราชาศัพท์ของหลวงพ่อคูณ

    สิ่งหนึ่งที่ทำให้หลวงพ่อคูณเป็นที่จดจำได้คือ การกล่าววาจาสมัยพ่อขุนรามคำแหง ที่แทนตัวเองด้วย กู และพูดกับผู้อื่นว่า มึง ครั้นถึงคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯมาที่วัดบ้านไร่ ก็มีการถามไถ่และติวเข้มกันขนาดไหน แต่หลวงพ่อก็ยืนยันว่าไม่ว่าจะพูดคำไหน ในหลวงก็ย่อมเข้าใจ

    "ก็จะพูดคือเก่า (เหมือนเดิม) คือธรรมดาแหละ จะให้กูไปพูดราชาศัพท์ กูพูดไม่เป็นหรอก แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวท่านก็รู้อยู่แล้ว กูอยู่ตามชนบทบ้านนอก จะไปพูดราชาศัพท์ที่ไหนเป็น จะพูดว่าท่านคุณโยมแค่นี้ก็รู้แล้ว เพราะท่านเป็นจอมปราชญ์ ท่านคุณโยม ท่านมีความหมายถึงว่าเป็นผู้ประเสริฐเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้สูงพอแล้ว คำเดียวนี่ก็พอ ท่านจะมาว่าอย่างไรไม่ต้องสงสัยหรอก กูตั้งใจอย่างเต็มที่นั่นแหละ กูพยายามจะไม่พูดกูมึง ไม่ได้ใช้ราชาศัพท์เท่าไหร่ ท่านไม่เห็นว่าอะไร ก็รู้เรื่องกันดี"

    4. แสบตา "แชะเป็นหลับ"

    หลวงพ่อคูณเมื่ออายุมากขึ้น ตาก็สู้แสงมากไม่ได้ โดยเฉพาะแสงแฟลช เมื่อครั้งที่ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯที่วัดบ้านไร่ เกจิดังก็นั่งหลับตา จนอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดหลวงพ่อจึงหลับตาตลอด สืบสาวจนก็ได้ความว่า

    "ก็เขาถ่ายรูปวาบ ๆ แสบตา แสบตาอย่างเดียวเลย คือถ่ายแล้วมีแสงไฟออกแว้บ ๆๆ ไม่ใช่ถ่ายแค่สองวัน แต่ถ่ายมานานแล้ว แก่ตัวลงรู้สึกแสบตา มีเรื่องอยู่เท่านี้แหละ มันแสบตาจริง ๆ น้ำตาไหลด้วย ถ่ายรูปแว้บเข้าตามึนตึ้บ" นับจากนั้นก็เป็นอันรู้กันว่าจะถ่ายรูปหลวงพ่อคูณต้องปิดแฟลชก่อน

    5. สุดยอดพระเครื่อง

    "พระยอดธง" ถือเป็นพระรุ่นที่หายากและมีน้อยที่สุด เพราะสร้างเพียง 172 องค์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้เฉพาะผู้ที่เข้าเฝ้าฯในหลวงกับพระราชินี โดยพระยอดธงเนื้อทองคำแท้ หล่อด้วยทองคำ จริง ๆ แต่ละองค์จะมีน้ำหนักกว่า 2 บาท หลวงพ่อคูณได้รับการนับถือว่าเป็น "เทพเจ้าแห่งโชคลาภ" พระยอดธงเป็นรุ่นหนึ่ง รุ่นแรก และรุ่นสุดท้ายที่หลวงพ่อคูณลงมือทำเองทุกกระบวนการ รวมถึงการปลุกเสก ใช้เวลานานถึง 1 ชั่วโมง 29 นาที

    6. วัตถุมงคลสู่เงินบริจาค

    สำหรับวัตถุมงคล โดยเฉพาะเหรียญหลวงพ่อคูณ ที่มีการสร้างออกมาหลายรุ่น นับตั้งแต่ปี 2512 ถึง 2538 มีประมาณ 150 รุ่น ทั้งนี้ไม่รวมวัดและหน่วยงานอื่น ๆ ออกมาโดยได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อคูณ โดยปี 2535-2537 เป็นช่วงที่ผลิตเหรียญออกสู่ตลาดมากที่สุด

    โดยเงินจากการสร้างพระเครื่องเกือบทั้งหมด หลวงพ่อคูณบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศล เช่น สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และวัดทั้งในเขต จ.นครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง

    เมื่อปี 2538 หลวงพ่อคูณยังได้ทูลเกล้าฯถวายเงินแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จพระราชกุศลจำนวน 72 ล้านบาท

    7. ทุกข์แห่งสังขาร เหตุท่านั่งยอง ๆ

    เมื่อเดือนมีนาคม 2537 พระเกจิชื่อดังแห่งวัดบ้านไร่ กับท่านั่งเอกลักษณ์คือ ยอง ๆ มานานนับ 10 ปี จนกลายเป็นท่านั่งประจำที่คนส่วนใหญ่นำไปสร้างและจำลองเพื่อสักการะ โดยใช้ท่านั่งยอง ๆ แบบที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

    และด้วยท่านั่งยอง ๆ นี้เองที่ทำให้หลวงพ่อคูณต้องเข้ารับการผ่าตัด "ตาปลา" แต่อาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นตามสังขารที่ร่วงโรยนั้น หลวงพ่อคูณเคยให้ข้อคิดไว้ว่า

    "อาการป่วยของกูไม่หนักหนาอะไร ร่างกายคนเราเป็นของไม่เที่ยง เป็นธรรมดาของมนุษย์"

    8. มีเวลาพักแค่ 2-3 ชั่วโมง

    น.พ.สุบิน ศิริสังข์ไชย อดีต ผอ.โรงพยาบาลมหาราช ผู้ที่เคยทำการรักษาหลวงพ่อคูณ ให้สัมภาษณ์ว่า "ตอนนี้เกี่ยวกับการพักผ่อนของท่าน วันหนึ่ง ๆ ท่านได้พักผ่อนเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะท่านมีกิจนิมนต์และพุทธศาสนิกชนเดินทางมาหาท่านมาก บางวันต้องไปงานนิมนต์ถึง 3 ที่ อายุท่านก็มากถึง 72 ปี ทางแพทย์จึงแนะนำให้ท่านพักผ่อนมากกว่านี้ ถึงกับต้องนำป้ายมาติดหน้ากุฏิ ห้ามรบกวน บางครั้งหมอก็ต้องนิมนต์ท่านมานอนพักผ่อนที่โรงพยาบาลหนึ่งถึงสองคืน"

    9. บริจาคร่างกาย

    หลวงพ่อคูณได้ไปบริจาคร่างกายไว้ที่โรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อให้คณะแพทยศาสตร์ และนักศึกษาแพทย์ได้ศึกษา เป็นเรื่องที่ศิษยานุศิษย์ต่างรับรู้กันตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

    โดยหลวงพ่อคูณเชื่อว่า "โลกนี้โลกหน้ามันยังมีมากกว่านี้ อย่างมงายกับทรัพย์สมบัติในชาตินี้เลย ยามอยู่ให้เขาอาลัย ยามจากไปให้เขาคิดถึง ชาติเสือมันต้องไว้ลาย เกิดเป็นชายยังต้องไว้ชื่อ"

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จเนื้อผงน้ำมัน พิมพ์ 5 ชั้น หลังเรียบไม่จารหลัง วัดยางใหญ่ ปี ๒๕๑๒ หลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลี ,หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ และพระเกจิอาจารย์หลายท่านร่วมพิธี

    สมเด็จเนื้อผงน้ำมัน ๕ ชั้น วัดยางใหญ่ ปี ๒๕๑๒

    จุดประสงค์ สร้างเพื่อเเจกให้กับสมทบทุนในการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่วัดยางใหญ่

    พิธีพุทธาภิเษก โดย พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งยุคหลายท่าน อาทิ

    หลวงปู่โต๊ะ_วัดประดู่ฉิมพลี
    หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์
    หลวงปู่นิล วัดครบุรี
    หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
    และพระเกจิอาจารย์ชื่อดังสายวัดสุทัศน์ ร่วมพิธี

    สมเด็จหลวงพ่อคูณ วัดยางใหญ่ ปี ๒๕๑๒
    พระพิมพ์พระสมเด็จเนื้อผงเเก่น้ำมันตังอิ๊ว ทำให้วรรณสีขององค์พระออกเป็นสีน้ำตาลเป็นมันค่อนข้างเเตกหักง่าย สร้างเพื่อเเจกให้กับผู้มีจิตศรัทธาบิจาคปัจจัยสมทบทุนในการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่วัดยางใหญ่
    พระเครื่องชุดนี้ มีอยู่ทั้งหมด 6 พิมพ์ เเต่ด้านหลังของทั้ง 6 พิมพ์ มีด้านหลัง 2 เเบบ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จ วัดยางใหญ่
    หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
    ปี ๒๕๑๒ ออกวัดยางใหญ่
    หลังเรียบ

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260321_012739.jpg
    IMG_20260321_012800.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,200
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1773926933409.jpg FB_IMG_1773926936919.jpg

    พระครูอาทรพิทยคุณชื่อเดิมของท่านคือ ผล นามสกุล แสงโสภา บิดาเป็นคน อยุทธยา มารดาเป็นคนจังหวัดนครปฐม อาชีพทำนา มีพี่น้อง 8 คน ท่านเป็นคนสุดท้อง
    ท่านเกิดปีขาล วันเสาร์ ขึ้น 24 ค่ำ เดือน12 พ.ศ. 2433
    ท่านอุปสมบท พันธเสมา วัดเทียนดัด โดยมี
    พระอาจารย์แสง วัดนางสาว เป็นพระอุปปัชฌาย์
    พระอธิการคง วัดนางสาว เป็นพระกรรมวาจารย์
    พระปลัดใจวัดเชิงเลน เป็นพระอนุสาวจารย์
    ต่อมาได้ไปศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดมหาธาตุ โดยอาศัยพำนักอยู่ที่วัดระฆังโฆษิตาราม ธนบุรี เมื่อสอบได้
    นักธรรมชั้นตรีแล้วก็ได้มาเป็นครูสอนปริยัตธรรมที่วัดเทียนดัด และ วัดต่างๆหลายวัด เพราะสมัยนั้นหาครูผู้รู้ยากมาก ท่านได้ไปๆมาๆที่วัดระฆังเสมอ เพราะท่านต้องการเรียนวิชาต่างๆ โดยเฉพาะการเรียนวิปัสสนากรรมฐานท่านก็สนใจเป็นอย่างดี นอกจากนั้นท่านเป็นพระที่ชอบเรียนรู้วิชาต่างๆไม่ว่าจะเป็น คาถาอาคม และวิชาไสย์เวทต่างๆ และที่สำคัญท่านเป็นพระสหายธรรมกับ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม สมัยที่ท่านยังหนุ่มๆ
    ท่านไปมาหาหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอมเพื่อนสนทนาธรรม และแรกเปลี่ยนวิชาต่างๆ โดย หลวงพ่อเงิน บางทีท่านได้ไป เรียนชาเพิ่มเติมจากอาจารย์ใด ก็มักชวนหลวงพ่อผล วัดเทียนดัดไปด้วยเสมอ ......โดยท่านทั้ง 2 รูปนี้สนิทกันมาก ครับ ...
    หลวงพ่อผล ก่อนที่ท่านจะบวชก็ได้ศึกษาวิชาขอม และ วิชาต่างๆ จากโยมพ่อ และอาจารย์ ในตอนนั้น
    ทำให้ท่านเป็นพระ ที่มี อาคม ก่อนที่ท่านจะบวชเสียอีกสมัยที่ท่านยังหนุ่มๆได้มีลูกศิษย์ มาขอขึ้นครูให้ท่านสัก
    ซึ่ง ก็มีประสบการณ์ทางด้าน ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก มานักต่อนัก ทำให้หน่อยราชการ มาขอให้ท่านหยุดสัก
    เพราะสมัยนั้น พวกโจรเสือ เยอะมาก ท่านก็เลยหยุดสัก นับแต่นั้นมา ....

    บอกเสือโจรให้กลับใจ

    ในสมัยนั้นพวกเสือโจรเยอะมาก ได้มีกลุ่มเสือโจรระแวกบางกระทึก และวัดเทียนดัด ได้รวมกลุ่มกันเพื่อที่จะเข้าปล้น บ้านคหบดี แถววัดเทียนดัด แต่ยังไม่ทันปล้น ก็เกิดฝนตกหนัก พวกโจรกลุ่มนั้นได้เข้ามาหลบฝนในวัดเทียนดัด ขณะนั้นเอง พวกโจรกำลังประชุมเรื่องแผนปล้น หลวงพ่อผลก็เดินมาได้ยินพอดี จึงได้ขอร้องบอกให้พวกโจรกลุ่มนั้นให้เลิกปล้นกลับตัวเป็นคนดีซะเถอะ เพราะจะทำให้เขาเดือดร้อนมันเป็นบาปกรรม และให้ล้มเลิกความตั้งใจเสีย และหลวงพ่อก็ได้สอนธรรมให้กับพวกโจรกลุ่มนั้น จนพวกโจรกลุ่มนั้นได้กลับใจ
    ส่วนใครที่ไม่ฟังที่หลวงปู่สอน ส่วนมากติดคุกหมด

    ปราบจระเข้ หน้าวัด
    สมัยก่อนนั้นที่หลวงปู่ผลมาจำพรรษาที่วัดใหม่ๆ หน้าน้ำวัดเทียนได้เป็นน่าน้ำลึก จึงมักมีจระเข้ มาอาศัยอยู่เป็นประจำ จนทำให้ชาวบ้านกลัวและเดือดร้อน พวกชาวบ้านจึงไปขอให้หลวงพ่อผลช่วยหลวงปู่ผลจึงถามชาวบ้านว่า เคยเห็นตัวจระเข้ไหม ชาวบ้านบอกเคยเห็นครับ มันมี ตัวใหญ่มากพวกผมกลัวมันจะขวางเรือทำให้เรือคว่ำ
    ไม่ช้า มันก็กัดกินชาวบ้านแน่ๆ หลวงพ่อผลจึงบอกว่า มันก็อยู่ของมันที่ท่าน้ำนี้ แต่ก็ไมได้ทำอะไรใครไม่ใช่เหรอชาวบ้านก็บอกว่า ถึงยังงั้นยังไงพวกผมก็กลัว ขอให้หลวงพ่อผล ช่วยด้วยเถอะครับ หลวงพ่อผลจึงรับปาก

    หลังจากชาวบ้านกลับไปหมดแล้ว หลวงพ่อก็ได้เดินไปที่ท่าน้ำ ของวัดและก็ได้ร่ายคาถาอาคมที่ได้เรียนมา ประมาณ5นาที จระเข้ก็ตวักน้ำโผล่หัวขึ้นมา น้ำกระจาย หลวงพ่อผลเลยได้แผ่เมตตาจิตให้มัน และบอกกับมันว่า
    (นับแต่นี้ต่อไป ขออย่าได้ไปปรากฏตัวให้ใครเห็นเพราะเขากลัวกัน ถ้าจะอาศัยอยู่หน้าวัด อยู่ได้ปรากฏตัวให้ใครเห็นอีก เพราะเขากลัว ทำให้เดือดร้อนจะเป็นบาป หากหิวก็ ให้โผล่หัวมา และจะให้พระเณรที่เห็นหาอาหารมาให้กิน ) ซึ่งก็น่าแปลก เวลาจระเข้หิวก็มักโผล่หัวมา ให้พระเณรเห็นและ พระเณรก็จะหาอาหาร เท่าที่หาได้มาให้มันกินอยู่เสมอ

    น้ำมนต์หลวงพ่อผล
    ในบริเวณชุมชนวัดเทียนดัด ได้มีผัวเมียอยู่คู่หนึ่งทะเลอะกันเป็นประจำ จนเป็นที่รำคาณของชาวบ้าน เพราะสามีเป็นคนขี้เมา และชอบหาเรื่องทะเลอะกับภรรยาเป็นประจำ จนบางทีเอามีดมาไล่ฟันก็มี
    ภรรยาจึงเดินไปกราบหลวงพ่อผล และก็เล่าให้หลวงพ่อฟัง
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟังท่านจึงถาม เวลาสามี เขามาหาเรื่องโยมไปเถียงเขาเหรอ(ค่ะหลวงพ่อมันเมาชอบหาเรื่อง
    อดไม่ไหวเลยเถียงและก็ทะเลาะกันทุกที หลวงพ่อช่วยหน่อยนะค่ะ)
    หลวงพ่อผลท่านก็บอกว่า งั้นโยมเอาน้ำมนต์ในตุ่มไปอม เวลาสามีกลับบ้าน และเมาหาเรื่อง
    อมจนกว่าสามีโยมจะเลิกบ่นเลิกว่า และกัน

    ภรรยาคนนั้นก็ได้ทำตามที่หลวงพ่อบอกพอตกเย็นสามีเมากลับบ้านมา ก็ได้หาเรื่องทะเลอะแต่แปลกทำไมวันนี้ภรรยาตนจึงไม่เถียงสวนมา
    พอเห็นก็เห็นแก้มภรรยาอูม จึงนึกสงสารเลิกบ่นเลิกด่า และไปช่วยงานบ้านจนเสร็จ
    ภรรยาก็อมมาตลอด จนถึงวันที่ 7 ก็ได้ไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกโยมไม่ต้องอมและหละ ลองกลับไปบ้านใหม่

    พอสามีกลับมาเจอ จึงถามภรรยาว่า อ่าวแก้มที่เป็นคางคูมหาหายและเหรอ ภรรยาก็ตอบว่าปล่าว อมน้ำมนต์หลวงพ่อ
    ตั้งแต่นั้นมา ทำให้สามีคิดได้ว่า เราไม่น่ากินเหล้าเมาและหาเรื่องภรรยาเลยเพราะมันไม่มีความสุข และเลิกกินเหล้า ขยันทำงาน จนปัจจุบัน เป็นคนมีฐานะ จนทุกวันนี้

    หลวงปู่ผล วัดเทียนดัด เกจิผู้ปลุกศรัทธาท่ามกลางชาวคริสต์
    เกจิสักยันต์ทางคงกระพัน..."เต่า"คลานไหว้สังขารหน้าโลงศพ
    เมื่อเอ่ยถึงวัดเทียนดัด อ.สามพราน จ.นครปฐม นักเลงจริงยุคเก่าและนักเลงพระทุกยุคต้องยกนิ้วให้ พระครูอาทรพิทยคุณ หรือ"หลวงปู่ผล ธัมมโชติ"ยอดแห่งเกจิอาจารย์ในด้านเวทมนตร์-อาคมขลัง สหธรรมิกรุ่นเดียวกับ"หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม" แม้ชื่อเสียงจะไม่ขจรขจายเท่าหลวงพ่อเงิน แต่คนนครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี แม้กระทั่งชานเมืองกรุงต่างหมายมุ่งที่จะได้ครอบครองเป็นเจ้าของพระเครื่องของท่าน ซึ่งมีพุทธคุณไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งเรื่องคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด เมตตามหานิยม
    หลวงพ่อผลท่านมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ก่อนปี 2500 เรื่องวิทยาคมของท่านไม่เป็นรองใครในยุคนั้น ก่อนบวชก็ได้ศึกษาวิชาขอม และวิชาอาคมต่างๆจากโยมพ่อและอาจารย์หลายท่าน สมัยที่ยังหนุ่มๆท่านไปมาหาสู่หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เพื่อสนทนาธรรมและแลกเปลี่ยนวิชาต่างๆ บางครั้งหลวงพ่อเงินไปเรียนวิชาเพิ่มเติมจากอาจารย์ใด ก็มักชวนหลวงพ่อผลไปด้วยเสมอ
    เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นผู้รู้ในวิชาโหราศาสตร์กับวิชาไสยศาสตร์มีวิชาอาคมขลังรูปหนึ่ง โดยสมัยที่กำลังเชี่ยวชาญวิชาได้เป็นหมอสักยันต์ทางอยู่ยงคงกระพัน มีลูกศิษย์มากมาย สักไปสักมาจนทางราชการขอร้องให้เลิกสัก ท่านจึงเลิกและหันมาทุ่มเทให้กับการพัฒนาวัด
    ในสมัยนั้นพวกเสือโจรเยอะมาก ได้มีกลุ่มเสือโจรระแวกบางกระทึก และวัดเทียนดัด ได้รวมกลุ่มกันเพื่อที่จะเข้าปล้น บ้านคหบดี แถววัดเทียนดัด แต่ยังไม่ทันปล้น ก็เกิดฝนตกหนัก พวกโจรกลุ่มนั้นได้เข้ามาหลบฝนในวัดเทียนดัด ขณะนั้นเอง พวกโจรกำลังประชุมเรื่องแผนปล้น หลวงพ่อผลก็เดินมาได้ยินพอดี จึงได้ขอร้องบอกให้พวกโจรกลุ่มนั้นให้เลิกปล้นกลับตัวเป็นคนดีซะเถอะ เพราะจะทำให้เขาเดือดร้อนมันเป็นบาปกรรม และให้ล้มเลิกความตั้งใจเสีย และหลวงพ่อก็ได้สอนธรรมให้กับพวกโจรกลุ่มนั้น จนพวกโจรกลุ่มนั้นได้กลับใจ
    วัตถุมงคลต่างๆที่ท่านทำพิธีปลุกเสกล้วนแต่มีพุทธานุภาพสูง ใครได้ไว้กับตัวก็จะมีแต่สิริมงคลและแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง ท่านเคยปลุกเสกเหรียญหลวงพ่อผัน วัดเทียนดัด (พระพี่ชาย) ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกปี 2497 เหรียญรุ่นนี้มีประสบการณ์มากและราคาสูง แถมหายากมาก
    หลวงปู่ผลได้สร้างพระสมเด็จองค์ใหญ่ที่สุดไว้ในวัดเทียนดัด รายการทีวี"ตามไปดู"ของ "หมอซ้ง"สมัยนั้น ได้เข้ามาถ่ายทำนำไปออกอากาศว่ามีพระสมเด็จที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยหลวงปู่ผลได้ทำพิธีปลุกเสกด้วยตัวท่านเอง จึงทำให้พระสมเด็จองค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์และมีอภินิหารต่างๆปรากฎให้เห็นบ่อยๆ

    ประสบการณ์ ทางด้านวัตถุมงคล ก็มีให้เห็นจนเป็นที่ศรัทธาของชาวเทียนดัดและคนในระแวกนั้น มีทั้งคนที่ถือคลิสและพุทธต่างกับนับถือหลวง
    พ่อเป็นที่พึ่งเสมอ เพราะคนแถวนั้น เป็นคลิสก็เยอะ แต่ก็ศรัทธาหลวงพ่อไม่ต่างจากชาวพุทธเลย เพราะท่านเป็นผู้เมตตา และเมื่อใดมีคนมาขอบูชาวัตถุมงคลท่าน ท่านก็จะสอนธรรมมะเสริมให้อีก

    ท่านบอกว่า วัตถุมงคลของท่านสร้างเพื่อ
    1.ทำให้คนเข้าวัด พระจะได้มีโอกาศสั่งสอน
    2.แขวนพระแล้วจะได้มีจิตละลึกไม่ได้ทำความชั่ว
    3.เพื่อคุ้มภัย (ถ้าเชื่อว่าคุ้มได้เพราะมั่นใจ)
    4.จะได้นำปัจจัยมาพัฒนาวัดให้เจริญๆ

    หลวงปู่ผลท่านมรณะภาพโดยอาการอันสงบ เมื่อเวลา4.00 (ตี4) วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม 2532 อายุ94 ปี ณ โรงพยาบาลบางไผ่

    ทั้งหมดได้ย่อมาจากหนังสือ อนุสรณ์ 101 ปี หลวงพ่อผล วัดเทียนดัด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญเสมาหลวงปู่ผล วัดเทียนดัด พ.ศ.๒๕๒๕ เหรียญสวยสภาพเดิมๆครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260319_202337.jpg IMG_20260319_202406.jpg
     
  16. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,225
    ค่าพลัง:
    +5,914
    จองครับ
     
  17. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,225
    ค่าพลัง:
    +5,914
    จองครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...