ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,658
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยุโรปประสานเสียงเมิน 'ทรัมป์' ต้านแรงกดดันส่งเรือรบกู้ทุ่นระเบิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นถูกลากร่วมวงสงคราม

    อิตาลีกลายเป็นชาติยุโรปล่าสุด (ตามหลังสหราชอาณาจักร เยอรมนี และกรีซ) ที่แสดงท่าทีระมัดระวังและสงวนท่าทีต่อข้อเรียกร้องของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กดดันให้ชาติพันธมิตรเข้าช่วยเหลือในการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

    อันโตนิโอ ทายานี (Antonio Tajani) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในกรุงบรัสเซลส์ว่า อิตาลีพร้อมสนับสนุนการยกระดับภารกิจทางเรือของสหภาพยุโรป (EU) ในทะเลแดง

    "อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าภารกิจเหล่านี้จะสามารถขยายขอบเขตไปถึงช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่านี่คือภารกิจเพื่อการป้องกันตนเองและปราบปรามโจรสลัด" ทายานีกล่าวเสริม

    ด้าน ซาเวียร์ เบตเทล (Xavier Bettel) รองนายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์ก ออกมาระบุอย่างดุเดือดว่า ประเทศของตนจะไม่ยอมจำนนต่อ "การแบล็กเมล์" จากสหรัฐฯ เพื่อให้เข้าร่วมสงคราม โดยกล่าวว่า "เรายินดีอย่างยิ่งที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์ผ่านการสนับสนุนด้านข้อมูลดาวเทียมและการสื่อสาร แต่ขอบอกเลยว่าอย่ามาขอให้เราส่งกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ไปร่วมด้วย"

    ข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการให้ชาติต่างๆ รวมถึงฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ส่งเรือรบไปช่วยเปิดเส้นทางในช่องแคบฮอร์มุซ กลับได้รับการตอบรับที่เย็นชาจากบรรดาพันธมิตร แม้ว่ารัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นก็ตาม

    การเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องทางทหารใดๆ จะทำให้ประเทศเหล่านี้ถูกลากเข้าไปพัวพันกับสงครามที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนชี้ว่าเป็นสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้ก่อขึ้นอย่างผิดกฎหมาย

    นอกเหนือจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจในวงกว้างและผลกระทบร้ายแรงต่อเสถียรภาพในภูมิภาคแล้ว สงครามครั้งนี้ยังสร้างความสูญเสียอย่างหนักต่อมวลมนุษยชาติ โดยมีพลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากทั้งในอิหร่านและเลบานอน จากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้เสนอแนะให้ชาติพันธมิตรช่วยสนับสนุนยุทโธปกรณ์ทางเรือ เช่น เรือกวาดทุ่นระเบิด (Minesweepers) ซึ่งยุโรปมีประจำการอยู่มากกว่าสหรัฐฯ ทว่าจนถึงขณะนี้ รัฐบาลของชาติต่างๆ ในยุโรปยังคงต้านทานแรงกดดันจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไว้ได้ อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่าทีและจุดยืนเหล่านี้จึงอาจเกิดความพลิกผันได้ทุกเมื่อ

    #TheStructure
    #TheStructureNews
    #โดนัลด์ทรัมป์ #ยุโรป #ช่องแคบฮอร์มุซ

    https://www.facebook.com/share/1DkdsnzSBd/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,658
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ในขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น มีรายงานว่ามีการวางทุ่นระเบิดใน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก สหรัฐอเมริกาได้ส่งสัญญาณขอให้พันธมิตรที่มีศักยภาพสูงอย่างญี่ปุ่น ส่งกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือ (JMSDF) เข้าไปช่วยปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือ

    นายกฯ ทากาอิจิ ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหญิงคนแรกในเดือนตุลาคม 2025 แม้เธอจะมีภาพลักษณ์เป็นนักการเมืองสายเหยี่ยว (Hawkish) ที่สนับสนุนการเสริมสร้างกองทัพ แต่ในกรณีนี้ เธอได้ดำเนินกลยุทธ์ทางกฎหมายที่แยบยลโดยใช้ มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 1947 มาเป็นเหตุผลหลักในการปฏิเสธสหรัฐฯ

    [กฎที่คุณสร้าง คือข้อจำกัดของเรา]

    ทากาอิจิระบุในรัฐสภา (มีนาคม 2026) ว่า ตราบใดที่ความขัดแย้งในภูมิภาคยังไม่ยุติลงอย่างเป็นทางการ การส่งเรือเข้าไปเก็บกู้ทุ่นระเบิดอาจถูกตีความได้ว่าเป็น "การใช้กำลังทางทหาร" (Use of Force) ซึ่งขัดต่อมาตรา 9 ที่สหรัฐฯ ร่างไว้ให้ญี่ปุ่นเอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามไม่ให้ญี่ปุ่นยุ่งเกี่ยวกับการสงครามหรือการใช้กำลังในต่างประเทศ เว้นแต่จะเป็นการป้องกันตนเองโดยตรงเมื่อถูกโจมตี

    [ทุ่นระเบิด ไม่ใช่ ภัยคุกคามต่อการอยู่รอด]

    ตามกฎหมายความมั่นคงที่ตีความใหม่ ญี่ปุ่นจะส่งทหารไปช่วยพันธมิตรได้ก็ต่อเมื่อเกิด "สถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดของชาติ" (Survival-threatening situation) แม้การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะกระทบต่อราคาน้ำมัน แต่ทากาอิจิเลือกที่จะนิยามว่านี่ยังไม่ใช่เหตุแห่งสงครามที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องส่งทหารไปเสี่ยงตาย ซึ่งเป็นการใช้กรอบกฎหมายที่รัดกุมมากในการปฏิเสธคำขอที่กดดันจากวอชิงตัน

    [การทูตแบบ Iron Lady แห่งเอเชีย]

    การที่เธอเลือกใช้รัฐธรรมนูญ "ฉบับแมคอาเธอร์" มายันกับสหรัฐฯ ถือเป็นการเดินเกมที่เจ็บแสบ เพราะในอดีตสหรัฐฯ พยายามบีบให้ญี่ปุ่นแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้มาตลอดเพื่อให้ญี่ปุ่นช่วยแบกรับภาระทางทหารมากขึ้น แต่ในคราวนี้ ทากาอิจิกลับบอกว่า "เราอยากช่วยนะ แต่รัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ (ซึ่งคุณเขียนให้เรา) ไม่อนุญาตให้เราทำเช่นนั้น"

    สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ญี่ปุ่นยุคใหม่ภายใต้การนำของนายกฯ หญิงคนนี้ ไม่ได้เดินตามคำสั่งของสหรัฐฯ อย่างไร้เงื่อนไขเหมือนในอดีต แต่ใช้ "มรดกจากยุคยึดครอง" มาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองเพื่อรักษาผลประโยชน์และชีวิตของพลเมืองตนเอง

    #TheStructure
    #TheStructureNews
    #โดนัลด์ทรัมป์ #ญี่ปุ่น #อิหร่าน

    https://www.facebook.com/share/p/17dc1x6u61/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,658
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐมนตรีเยอรมันนี: นี่ไม่ใช่สงครามของเรา เราไม่ได้เริ่มมัน!

    นายบอริส ปิสตอริอุส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนี กล่าวถึงคำเรียกร้องของทรัมป์ให้ส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซว่า:

    "ทรัมป์คาดหวังอะไรจากเรือฟริเกตของยุโรปเพียงไม่กี่ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพเรืออเมริกันอันทรงพลังยังทำเองไม่ได้?
    ผมจะพูดอีกครั้ง: เราไม่ได้เริ่มสงครามนี้ ผมเห็นด้วย — พวกเราทุกคนเห็นด้วย — กับเป้าหมายที่จะยุติระบอบนี้ คำถามที่ว่าวิธีการที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นอยู่ระหว่างการหารือ
    นี่ไม่ใช่สงครามของเรา เราไม่ได้เริ่มมัน เราต้องการทางออกทางการทูตและการยุติอย่างรวดเร็ว แต่การส่งเรือรบเพิ่มเติมในภูมิภาคนี้ไม่น่าจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้"

    https://www.facebook.com/share/1F8n8QQRna/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,658
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Martin Armstrong: อิหร่านกำหนดเงื่อนไขยุติสงครามดังต่อไปนี้:
    1.ให้กองกำลังทหารของสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากตะวันออกกลางทั้งหมดภายใน 30 วัน
    2. ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดต่ออิหร่านทันที
    3. จ่ายค่าชดเชยจำนวน 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    กำหนดเส้นตายสำหรับการปฏิบัติตามคือวันที่ 10 เมษายน 2026

    หากเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้รับการปฏิบัติตาม อิหร่านขู่ว่าจะดำเนินการดังต่อไปนี้
    1. ปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อการเดินเรือทั้งหมด
    2. เดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้งานจริง
    3. อนุญาตให้จีนและรัสเซียตั้งฐานทัพทหารบนแผ่นดินของอิหร่าน
    FB_IMG_1773675346276.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/18Q1wGL7ZZ/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,658
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! สหรัฐอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านส่งมอบน้ำมันดิบให้ลูกค้าได้! เพื่อต้องการลดความขัดแย้งพันธมิตรที่ต้องการน้ำมัน!
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า สหรัฐฯ อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

    https://www.cnbc.com/2026/03/16/us-...8OhPR0oJaWTqmqZFOy_aem_lIpqVjiFn08Kzpi4ijOxCA
    FB_IMG_1773675629375.jpg
    https://www.facebook.com/share/1HUUE6XRLe/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,658
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หลังจากญี่ปุ่นและออสเตรเลียปฏิเสธต่อมาเยอรมันและกรีซปฏิเสธเช่นกันต่อคำเชิญของทรัมป์
    FB_IMG_1773675767573.jpg
    https://www.facebook.com/share/1DgYUUoKry/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,658
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หากนายกฯอิสราเอลเสียชีวิตหรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นตามกฎหมาย?

    ระบบการเมืองอิสราเอลไม่มีตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ที่มีอำนาจสืบทอดอัตโนมัติเหมือนหลายประเทศ ดังนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีเสียชีวิตหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ (incapacity) จะเกิดกระบวนการตามที่กำหนดไว้ใน

    Basic Law: The Government (กฎหมายพื้นฐานว่าด้วยรัฐบาล) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายรัฐธรรมนูญ

    กรณี นายกรัฐมนตรีเสียชีวิต (Death of the Prime Minister)

    - รัฐบาลทั้งคณะถือว่าลาออกโดยอัตโนมัติทันที
    - รัฐบาลชุดเดิมจะกลายเป็น "รัฐบาลรักษาการ (caretaker government)"มีอำนาจจำกัดในการบริหารงานประจำวันและดำเนินนโยบายที่จำเป็นต่อความมั่นคงและการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน

    แต่ "ห้าม" ริเริ่มนโยบายใหม่ใหญ่ ๆ หรือลงนามข้อตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญ

    - จะต้องมีการ"เลือกตั้งพิเศษ (special elections)"ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยปกติคือภายใน ไม่เกิน 90 วัน นับจากวันที่รัฐบาลลาออก (อาจขยายได้ในกรณีฉุกเฉิน แต่ต้องผ่านมติ Knesset)
    - จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีอาวุโส (senior minister) หรือบุคคลที่นายกฯ เคยแต่งตั้งไว้เป็น “Acting Prime Minister” จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีรักษาการต่อไป

    กรณี นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ (Incapacity)

    กฎหมายแบ่งเป็น 2 ระดับ: ชั่วคราว (temporary) และ ถาวร (permanent)

    1. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ชั่วคราว (temporary incapacity)
    เช่น ป่วยหนัก ผ่าตัดใหญ่ ไม่อยู่ในประเทศ หรือเหตุอื่นที่ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ชั่วคราว

    - หากนายกฯ ได้แต่งตั้ง “Acting Prime Minister”ไว้ล่วงหน้า → ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจะขึ้นปฏิบัติหน้าที่แทนทันที จนกว่านายกฯ จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้
    - หาก"ไม่ได้แต่งตั้งไว้ล่วงหน้า" → คณะรัฐมนตรี (Cabinet) จะประชุมและ"เลือกผู้รักษาการชั่วคราว" ขึ้นมาทำหน้าที่แทน โดยการลงคะแนนเสียง
    - ระยะเวลาชั่วคราวนี้ไม่มีกำหนดตายตัว แต่หากยืดเยื้อเกิน "100 วัน" จะถือว่าเข้าสู่ขั้นตอน “ถาวร”

    2. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถาวร (permanent incapacity)
    เช่น ป่วยหนักเรื้อรัง จิตใจหรือร่างกายไม่สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้เลย

    - หลังจากผ่านไป "100 วัน" (ในกรณีที่นายกฯ ไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่) จะถือว่านายกฯ "ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถาวร"
    - รัฐบาลทั้งคณะจะถือว่าลาออกโดยอัตโนมัติ (เหมือนกรณีเสียชีวิต)
    - จะต้องมีการ**เลือกตั้งพิเศษ** เพื่อเลือกนายกฯ คนใหม่และรัฐบาลชุดใหม่

    นิยามและขั้นตอนการประกาศ “ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้” (Definition of Incapacity)

    - ก่อนปี 2023 กฎหมายไม่ได้กำหนดนิยามชัดเจน ทำให้เกิดการตีความได้กว้างและอาจมีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยว
    - แต่หลังแก้ไขกฎหมาย "Basic Law: The Government" ในปี 2023 (เรียกว่า “Incapacitation Law” หรือการแก้ไขเกี่ยวกับการประกาศ incapacity)
    - นิยามถูกจำกัดให้เหลือเฉพาะเหตุผล"ทางกายภาพหรือจิตใจ" (physical or mental incapacity) เท่านั้น เช่น ป่วยทางร่างกายหรือจิตใจจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้
    - ห้ามใช้เหตุผลอื่น เช่น คดีความ อาชญากรรม หรือเหตุผลทางการเมือง เพื่อประกาศ incapacity
    - การประกาศต้องได้รับ"เสียงข้างมากพิเศษ" จากคณะรัฐมนตรี (เช่น 75%) และ/หรือสภาผู้แทนราษฎร Knesset (เช่น 80 เสียงจาก 120) ขึ้นกับกรณี เพื่อป้องกันการใช้ในทางมิชอบ

    สรุปขั้นตอนสั้น ๆ ในกรณีต่าง ๆ

    - เสียชีวิต → รัฐบาลลาออกอัตโนมัติ → เลือกตั้งพิเศษภายใน ~90 วัน → รัฐบาลรักษาการบริหารต่อ
    - ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ชั่วคราว → Acting PM (ถ้ามี) หรือคณะรัฐมนตรีเลือกคนแทนทำหน้าที่ → หากเกิน 100 วัน → ถือว่าถาวร
    - ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ถาวร (หลัง 100 วัน) → เหมือนเสียชีวิต คือรัฐบาลลาออก → เลือกตั้งพิเศษ
    - นิยามปัจจุบันจำกัดแค่"สุขภาพกายและใจ" เท่านั้น ไม่รวมเหตุผลอื่น

    ข้อมูลนี้ยึดตาม "Basic Law: The Government" และการแก้ไขล่าสุด (ปี 2023–2024) ซึ่งยังใช้อยู่ในปัจจุบัน (มีนาคม 2569) หากมีพัฒนาการใหม่หลังจากนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม

    16 มีนาคม 2569 : คัดข่าว / หาดใหญ่

    ที่มา :
    - Basic Law: The Government (official text & 2023 amendment)
    - Knesset website & Israeli Ministry of Justice
    - Haaretz, The Times of Israel, Jerusalem Post (explanation of succession rules)
    - Politico Europe, Reuters (context on Israeli political system)

    #อิสราเอล #นายกฯอิสราเอลเสียชีวิต #BasicLaw #Polexit #Geopolitics #IsraelSuccession

    https://www.facebook.com/share/1BGitfKeq7/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,658
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ-อังกฤษ เร่งตั้งกองกำลังผสมคุ้มกัน "ฮอร์มุซ" ขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดรับปากส่งเรือรบเข้าร่วมภารกิจ

    https://www.facebook.com/share/17T72WARnB/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,658
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิเคราะห์: ถึงเวลาที่ไทยต้องดัน B10 ทันที — กันชนราคาน้ำมัน เสริมความมั่นคงพลังงาน และอุ้มภาคเกษตรไปพร้อมกัน

    ดีเซล ไม่ใช่เบนซิน คือเส้นเลือดของเศรษฐกิจไทย
    สิ่งที่น่ากลัวในวิกฤตตะวันออกกลางรอบนี้ไม่ใช่แค่น้ำมันแพง แต่คือความเสี่ยงที่ "น้ำมันจะตึงตัว" พร้อมกันทั้งระบบ และเมื่อความเสี่ยงลามจากราคาไปสู่ปริมาณ เศรษฐกิจที่พึ่งพาการขนส่งอย่างไทยจะถูกกระแทกตรงจุดที่สุด นี่จึงไม่ใช่เวลาของการรอดูสถานการณ์ แต่เป็นเวลาของการใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วในมือให้เร็วที่สุด — หนึ่งในเครื่องมือที่ตรงจุดที่สุดคือ ดัน B10 กลับมาเป็นมาตรการหลักชั่วคราวโดยเร็ว เพื่อยืดอุปทานดีเซลฟอสซิลที่มีจำกัด และลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าในช่วงที่ความเสี่ยงยังสูงอยู่

    ถ้าจะจัดลำดับความสำคัญในภาวะช็อกน้ำมัน ไทยต้องเริ่มที่ดีเซลก่อน เพราะดีเซลคือเชื้อเพลิงของรถบรรทุก โลจิสติกส์ รถโดยสาร การก่อสร้าง เครื่องจักร และกิจกรรมเศรษฐกิจจริง ในปี 2024 ไทยใช้ดีเซลเฉลี่ย 66.76 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 31.65 ล้านลิตรต่อวัน เท่านั้น — ดีเซลมีน้ำหนักต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าฝั่งเบนซินอย่างชัดเจน

    ฝั่งเบนซินยังพอมีทางบรรเทาได้ผ่าน WFH, EV, รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และการลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลปี 2024 ที่การใช้เบนซินหดตัว -0.05% ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของ EV และขนส่งมวลชนที่โต +11.03% แต่ฝั่งโลจิสติกส์นั้น "หนีดีเซลไม่ได้" เพราะการขนส่งสินค้าทั้งระบบยังขับเคลื่อนด้วยน้ำมันดีเซลเป็นหลัก

    ไทยมีคำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ยังใช้ไม่เต็มมือ
    ข้อสำคัญคือ B10 ไม่ใช่ไอเดียใหม่ และไม่ใช่การทดลองที่เสี่ยงเกินจำเป็น ไทยเคยผลักดัน B10 ให้เป็นเชื้อเพลิงหลักมาแล้วในอดีต ก่อนจะถอยกลับลงมา — และในวันที่ 1 พ.ค. 2024 แผนพลังงานใหม่ก็สะท้อนชัดว่ารัฐได้ยกเลิกสถานะ mandatory B10 ไปแล้ว พร้อมวางตลาดให้ B7 เป็นเชื้อเพลิงหลัก และ B20 เป็นทางเลือกแทน

    ล่าสุดในวันที่ 14 มีนาคม 2026 กระทรวงพลังงานเร่งมาตรการฉุกเฉิน โดยยกสัดส่วนไบโอดีเซลในดีเซลมาตรฐานจากแนว B5 กลับขึ้นมาสู่ B7 เพื่อช่วยลดการนำเข้าในช่วงความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง นี่แปลว่าในเชิงนโยบายและระบบตลาด ไทยยอมรับอยู่แล้วว่า "การเพิ่ม blend" คือเครื่องมือด้านความมั่นคงพลังงานที่ใช้ได้จริง เพียงแต่คำถามตอนนี้คือ — ทำไมต้องหยุดแค่ B7 ถ้าความเสี่ยงหลักยังไม่หายไปไหน?

    ตัวเลขที่ควรมองให้ชัด — B10 คือการยืดดีเซลฟอสซิลแบบจับต้องได้
    อิงระดับการใช้ดีเซลปี 2024 ที่ 66.76 ล้านลิตรต่อวัน การขยับจาก B7 ไป B10 หมายถึงการแทนที่ดีเซลฟอสซิลเพิ่มอีกราว 2.0 ล้านลิตรต่อวัน โดยประมาณ (66.76 × 0.03 = ~2.0) และแม้ตัวเลขปัจจุบัน ณ มีนาคม 2026 จะอยู่ที่ราว 61.8 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งลดลงจากปีก่อน ผลลัพธ์ก็ยังอยู่ที่ ~1.85 ล้านลิตรต่อวัน ที่สามารถประหยัดดีเซลฟอสซิลได้

    นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่จะลบล้างวิกฤตได้ทั้งหมด แต่ในภาวะที่ทุกลิตรของ middle distillate มีความหมาย การได้กันชนเพิ่มวันละเกือบ 2 ล้านลิตรถือว่าใหญ่พอจะช่วยยืดสต็อก ลดแรงกดดันการนำเข้า และเปิดพื้นที่ให้รัฐบริหารสำรองน้ำมันได้มีประสิทธิภาพขึ้น

    ยิ่งถ้ารัฐสั่งให้โรงกลั่น optimize yield ไปทางดีเซลมากที่สุดเท่าที่ข้อจำกัดทางเทคนิคอนุญาต แล้วใช้ B10 เป็นตัว "ยืด" crude ที่มีอยู่ ผลเชิงระบบจะยิ่งชัดขึ้น เพราะ crude 1 บาร์เรลจะถูกแปลงเป็นดีเซลที่ใช้งานได้ยาวขึ้น ไม่ต้องปล่อยให้แรงกดดันไปกองอยู่ที่การนำเข้าดีเซลสำเร็จรูปอย่างเดียว

    ภาคเกษตรไม่ได้เป็นแค่ผู้ได้อานิสงส์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ
    เหตุผลที่ B10 น่าดันไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือมันเชื่อมตรงไปยังเศรษฐกิจชนบทและภาคเกษตรของไทยด้วย ข้อมูลทางการสะท้อนว่าอัตราใช้กำลังการผลิตของ B100 ลดลงต่อเนื่องจนเหลือเพียง 39% ในปี 2024 จาก 53% ในปี 2021 หมายความว่าประเทศมีศักยภาพในห่วงโซ่ไบโอดีเซลที่ยังถูกใช้งานไม่เต็มที่

    การดัน B10 จึงไม่ใช่แค่การหาน้ำมันมาผสมเพิ่ม แต่คือการดูดซับผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศ เพิ่มคำสั่งซื้อให้โรงสกัด โรงงาน B100 และรายได้เกษตรกรในห่วงโซ่ทั้งระบบ ในภาวะที่เงินกำลังไหลออกนอกประเทศเพราะนำเข้าพลังงาน การเปลี่ยนบางส่วนของค่าใช้จ่ายนั้นให้กลับมาหมุนในชนบทไทย คือการป้องกันทั้งดุลพลังงานและเศรษฐกิจฐานรากในคราวเดียว

    ฝั่งเบนซินมีตัวช่วย แต่ฝั่งดีเซลไม่มีทางลัด
    ในภาวะฉุกเฉิน รัฐสามารถกด demand ฝั่งเบนซินได้หลายทางพร้อมกัน ทั้งขอความร่วมมือ WFH, เร่งใช้ EV, ดัน E20 ให้ต่างราคาจาก E10 มากขึ้น และลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ซึ่งกระทรวงพลังงานก็ส่งสัญญาณอยู่แล้วว่าจะใช้มาตรการด้านราคาจูงใจฝั่ง E20 เพิ่มเติม

    แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการช่วย "ขอบระบบ" เท่านั้น เพราะหัวใจของเศรษฐกิจจริงยังอยู่ที่รถบรรทุกและการขนส่งสินค้า และตรงนั้นยังต้องใช้ดีเซลเป็นหลัก ดังนั้นถ้ารัฐมี crude จำกัด สิ่งที่ควรทำคือ ให้ดีเซลมาก่อน ปรับ configuration และ operational priority ของโรงกลั่นไปที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มดีเซลให้มากที่สุด แล้วใช้ B10 เป็นตัวคูณเพื่อยืด volume ที่ออกมาจากโรงกลั่นอีกชั้นหนึ่ง นี่คือวิธีคิดแบบบริหารทรัพยากรในภาวะสงคราม ไม่ใช่วิธีคิดแบบตลาดปกติ

    วัตถุดิบปาล์มไม่ใช่ปัญหา — ไทยเป็นผู้ส่งออกสุทธิ
    ข้อโต้แย้งที่มักได้ยินคือ "ปาล์มไทยตึงตัว ดัน B10 จะยิ่งทำให้ขาดแคลน" แต่ข้อเท็จจริงคือ ไทยเป็น ผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับ 3 ของโลก ผลิต CPO ราว 3.3–3.7 ล้านตันต่อปี ใช้ในประเทศราว 72% และส่งออกอีกราว 1 ล้านตัน ในปีการผลิต 2024/25 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนการนำเข้าแทบเป็นศูนย์ เพราะรัฐจำกัดสิทธิ์นำเข้าไว้กับองค์การคลังสินค้าเท่านั้น

    นั่นแปลว่าถ้าดีมานด์ B100 เพิ่มจากการดัน B10 รัฐมีเครื่องมือสำรองที่ชัดเจน — จำกัดการส่งออก CPO ชั่วคราว ซึ่งไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็นสิ่งที่เพิ่งทำจริงมาแล้ว ในเดือนตุลาคม 2024 กรมการค้าภายใน สั่งระงับการส่งออก CPO ชั่วคราว เพื่อดูแลราคาปาล์มในประเทศ พร้อมลด blend จาก B7 เป็น B5 เป็นมาตรการเสริม ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าไทยมีทั้งกลไกทางกฎหมายและประสบการณ์จริงในการบริหารซัพพลายปาล์ม

    ข้อสรุปจึงตรงข้ามกับข้อกังวล — ไทยไม่ได้ขาดปาล์ม ไทยแค่ยังส่งออกมากกว่าที่ควรในภาวะวิกฤต หากดัน B10 พร้อมคุมการส่งออก CPO ไม่ต้องกังวลเรื่องวัตถุดิบขาด และยังช่วยดูดซับผลผลิตปาล์มให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศแทนการไหลออก

    แนวป้องกันหลายชั้น — ให้ B10 เป็นแกนกลาง
    ภาพที่ควรเห็นไม่ใช่การฝากความหวังไว้กับนโยบายเดียว แต่คือการวางแนวป้องกันหลายชั้น:

    ชั้นที่ 1: สั่งโรงกลั่นเน้นผลิตดีเซล (optimize yield)
    ชั้นที่ 2: ดัน B10 ทันที เพื่อยืด crude ที่มีอยู่
    ชั้นที่ 3: ลด demand ฝั่งเบนซินผ่าน WFH, EV, ขนส่งมวลชน และ E20
    ชั้นที่ 4: ใช้ B20 แบบ targeted กับรถบรรทุกและ fleet ที่รองรับได้
    หากทำพร้อมกัน ไทยจะไม่ได้ "ชนะ" ช็อกน้ำมันทั้งหมด แต่จะลดแรงกระแทกได้มากกว่าการใช้กองทุนพยุงราคาเพียงอย่างเดียว เพราะกองทุนช่วยเรื่องราคา แต่ B10 ช่วยเรื่องปริมาณจริง

    จุดที่ต้องตัดสินใจตอนนี้
    ในภาวะที่เส้นทางพลังงานโลกเสี่ยงสะดุด ประเทศที่ได้เปรียบไม่ใช่ประเทศที่มีน้ำมันเยอะที่สุด แต่คือประเทศที่มี "เครื่องมือภายในประเทศ" ให้ใช้ก่อนนำเข้าเพิ่ม ไทยมีเครื่องมือนั้นอยู่แล้วในชื่อ B10 และมีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับชัดเจนทั้งด้านความมั่นคงพลังงาน การยืดดีเซลฟอสซิล การพยุงภาคขนส่ง และการหนุนรายได้ภาคเกษตร สิ่งที่ขาดอยู่ไม่ใช่ข้อมูล แต่คือความเร็วในการตัดสินใจ

    มุมมองของทันข่าวลงทุนจึงชัดเจน: ถ้าไทยกังวลเรื่อง oil shock จริง ต้องดัน B10 ASAP — ไม่ใช่พรุ่งนี้ ไม่ใช่หลังตลาดนิ่ง แต่ตอนที่ความเสี่ยงยังสูงอยู่ เพราะในวิกฤตแบบนี้ ประเทศไม่ได้แพ้เพราะไม่มีทางเลือก ประเทศแพ้เพราะมีทางเลือกแต่ใช้ช้าเกินไป

    #ทันโลก #ลงทุน #เศรษฐกิจ #MarketUpdate #BreakingNews #หุ้น #GlobalMarkets

    FB เพจ: ทันข่าวลงทุน

    https://www.facebook.com/share/p/1V1QZM2urN/
     

แชร์หน้านี้

Loading...