บทความให้กำลังใจ(หลวงตาติด)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,398
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,551
    DogLaughing.gif
    หมาตำรวจ...

    ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
    เมื่อเช้าวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ มีศพชายหนึ่งนอนอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดพิบูลบุรี ชายคนนั้นมิใช่คนแปลกหน้ามาจากไหนเป็นคนที่อยู่อำเภอเมือง จังหวัดพิบูลบุรี มาแต่อ้อนแต่ออก ใครๆ ก็รู้จักใครที่แลดูศพนั้นปราดเดียวก็ต้องรู้ว่า ชายคนนั้นตายเพราะอดอาหารเพราะศพนั้นมีแต่หนังหุ้มกระดูก ท้องป่อง ตานั้นลืมและลึกกลวง เหล่านี้เป็นอาการของผู้ที่อดข้าวตาย

    แต่เพราะเหตุที่จังหวัดพิบูลบุรีตั้งอยู่ในประเทศไทยอันเป็นเมืองที่มีชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ มีข้าวเหลือกินเหลือใช้ทุกปี ไม่มีใครอดตาย ใครอดตายก็ขัดคำสั่งรัฐบาล จึงไม่มีใครยอมรับว่าชายคนนั้นอดข้าวตาย เหตุที่ชายคนนั้นถึงแก่ความตาย จึงเป็นเหตุลึกลับ ร้อนถึงต้องส่งหมาตำรวจมาจากกรุงเทพฯเพราะตำรวจภูธรจังหวัดพิบูลบุรีไม่สามารถสืบหาสาเหตุได้

    เมื่อนายสิบตำรวจหนุ่มๆ คนหนึ่ง จูงหมาตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุนั้น ปรากฏว่ามีคนมายืนดูศพนั้นอยู่แน่น นายอำเภอเมืองจังหวัดพิบูลบุรีเป็นคนหนึ่งที่มาอยู่ในที่นั้น พอหมาตำรวจมาถึงก็มีเสียงฮือขึ้นในกลุ่มคนด้วยความสนใจเพราะใครก็เคยได้ยินว่า...หมาตำรวจนั้น แน่นัก ลงได้ดมกลิ่นคนร้ายแล้วก็จะต้องสูดกลิ่นไปจนถึงตัว จับคนร้ายได้ทุกทีไป ไม่มีพลาด

    พอหมาตำรวจแลเห็นศพนอนอยู่ ก็เห่าขึ้นด้วยความตื่นเต้นแล้วก็ดึงสายจูง ลากเอานายสิบตำรวจหนุ่มคนนั้นแหวกคนเข้าไปถึงศพ พอถึงศพแล้ว หมาตำรวจก็ดมศพนั้นจนทั่ว แล้วก็หอนขึ้นทีหนึ่ง

    ครั้นแล้ว หมาตำรวจจึงสูดกลิ่นที่พื้นดิน และออกเดินสูดกลิ่นเรื่อยไปตามบรรดาคนที่มายืนอยู่ หมาเดินผ่านคนไปหลายคน และตาทุกคู่ก็จ้องจับอยู่ที่หมาตำรวจด้วยความสนใจ

    พอหมาตำรวจมาถึงตรงหน้าพ่อค้าคนหนึ่ง ชื่อ นายฮวด หมาตำรวจก็ดมกลิ่นเข้าไปถึงเท้านายฮวด แล้วก็เห่าทีหนึ่ง และลงนั่งแลบลิ้นหอบแฮ่กๆ แหงนหน้าขึ้นจ้องมองนายฮวด พลางกระดิกหางอย่างดีใจ

    นายฮวดหน้าซีดเผือด กลืนน้ำลายอย่างพะอืดพะอม ตัวเนื้อเริ่มสั่นขาอ่อน ทรุดตัวลงนั่ง แล้วพูดกับนายสิบตำรวจหนุ่มนั้นว่า

    “ผมขอสารภาพ ผมเองเป็นผู้ร้ายฆ่าคนๆ นี้ให้ตาย ผมเป็นพ่อค้าตั้งร้านขายของชำอยู่ในตลาด คนๆ นี้เป็นลูกค้าผมมาเก่าแก่ เคยซื้อข้าวสารน้ำปลา น้ำตาล พริก กะปิ หอม กระเทียม จากร้านของผมมาตั้งแต่ผมตั้งร้านช่วยอุดหนุนซื้อของผม จนผมมั่งมีตั้งตัวได้

    แต่ผมสังเกตว่าในระยะปีสองปีนี้ คนๆ นี้ซื้อของน้อยลงไปทุกทีจนในที่สุดเมื่อเร็วๆ นี้เอง เขาแต่งตัวขะมุกขะมอม เสื้อผ้าขาดวิ่น เข้ามาในร้านของผม แล้วขอซื้อเชื่อข้าวสารผมไปกิน ถ้าคนๆ นี้มีฐานะดีเหมือนเมื่อก่อนผมก็คงไม่ขัดข้อง แต่เพราะผมได้เห็นว่าเขาจนลงกว่าแต่ก่อนมาก และเมื่อวันเขามาขอซื้อเชื่อข้าวสาร เขากลายเป็นคนสิ้นคิด ผมจึงไม่ยอมให้เขาซื้อเชื่อข้าวสารไปกิน และไล่เขาออกจากร้านไป...

    ผมเองครับเป็นคนใจร้ายฆ่าเพื่อนมนุษย์... ผมเองที่เป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณคน ทำร้ายผู้มีคุณแก่ผมจนถึงตาย... ผมขอสารภาพรับความผิดของผม...”

    พอนายฮวดพูดจบ หมาตำรวจก็เลียหน้านายฮวดทีหนึ่ง แล้วก็ออกเดินสูดกลิ่นต่อไปในหมู่คน

    ในที่สุด หมาตำรวจก็มาหยุดนั่งกระดิกหาง จ้องหน้าคหบดีคนหนึ่งชื่อ นายเกิด แล้วก็เห่าขึ้นสองที

    นายเกิดหน้าสลด คอตกลงในทันใด ยื่นมือทั้งสองไปที่นายสิบตำรวจหนุ่มผู้จูงหมาตำรวจ แล้วกล่าวว่า

    “ผมเองเป็นผู้ผิด ผมนี่แหละครับเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย คนๆ นี้ตายเพราะน้ำมือของผมแท้ๆ

    คนตายนี้แต่ก่อนเป็นผู้มีหลักฐานดีมีเรือกสวนไร่นา เป็นผู้ขยันขันแข็ง ทำประโยชน์ให้เกิดแก่ชุมชนอยู่เป็นนิจ

    ต่อมาผมเองเป็นผู้ริเริ่มเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ ผมก็ไปชักชวนคนๆ นี้ให้แทงสลากกินรวบกับผม ตอนแรกเขาแทงทีละน้อย แต่เขาก็เสียทุกครั้งไป สมัยเมื่อสลากกินแบ่งรัฐบาลยังออกแต่น้อยครั้ง เดือนละหนสองหนเขาก็แทง แต่น้อยครั้งไม่สู้กระไรนัก แต่พอสลากกินแบ่งรัฐบาลออกเดือนละเจ็ดครั้ง เขาก็ติดเป็นนิสัย เลิกไม่ได้ และจำนวนที่แทงก็มากขึ้น ยิ่งเสียมากเขาก็ยิ่งแทงมาขึ้นไปอีก

    ชีวิตของเขาทั้งหมดมารวมอยู่สลากกินรวบ เลิกทำมาหากินเมื่อยิ่งแทงก็ยิ่งเสีย เขาก็ตั้งหน้าคิดแต่จะแทงให้ถูก วันหนึ่งๆ เขาก็ได้แต่ไปเที่ยวหาอาจารย์ใบ้หวย เขานอนฝันถึงอะไร รุ่งขึ้นเขาก็เอาฝันนั้นมาคิดออกเป็นเลขสามตัว แล้วก็มาแทงกินรวบ เงินทองที่เขาเก็บไว้ได้ก็หมดสิ้นไป เรือกสวนไร่นาเขาก็เอาจำนำหรือขายมาแทงกินรวบจนหมด แม้แต่เครื่องใช้ในบ้าน จนในที่สุดตัวบ้านที่เขาอาศัยอยู่เอง เขาก็ขายเอามาแทงกินรวบ เขาหมดตัว ไม่มีอะไรเหลือ เงินทองทรัพย์สินของเขาทั้งหมดตกมาเป็นของผมผู้เป็น เจ้ามือสลากกินรวบ... ผมเป็นผู้สูบชีวิตของเขาเอามาเป็นของผม เขาจึงถึงแก่ความตาย...

    ผมเองเป็นผู้ร้ายฆ่าคน ตำรวจจงจับผมไปเถิ๊ด..ผมขอสารภาพ”

    พอนายเกิดพูดจบ หมาตำรวจกระดิกหางดีใจยิ่งขึ้นลุกขึ้นยืนสองขาหลัง เอาสองขาหน้าพาดที่ไหล่นายเกิดแล้วก็เลียหน้านายเกิดหลายที

    เสร็จแล้วหมาตำรวจก็ผละจากนายเกิด ออกเดินสูดกลิ่นต่อไปรอบๆ จนมาถึงตรงหน้านายอำเภอเมือง หมาตำรวจก็หยุดลง นั่งมองหน้านายอำเภอเมืองแล้วกระดิกหางดีใจจนฝุ่นตลบและเห่าขึ้นสามครั้ง

    นายอำเภอเมืองควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อที่หน้าผาก กลืนน้ำลายสองที แล้วพูดขึ้นว่า

    “ผมเองคือตัวการในฆาตกรรมรายนี้...” ผมเป็นนายอำเภอเมืองเข้ามารับหน้าที่นี้ด้วยความสมัครใจไม่มีใครบังคับ เมื่อผมเข้ามารับหน้าที่นายอำเภอ ผมก็รู้หน้าที่นั้นดีว่า หมายถึงการระงับทุกข์บำรุงสุขของราษฎรผมมีหน้าที่ส่งเสริมช่วยเหลือราษฎรทุกคนให้ทำมาหากินเป็นหลักฐานด้วยความสุขและความสะดวกทุกประการ ผมมีหน้าที่แนะนำและดูแลให้ราษฎรปฏิบัติงานที่ชอบ อันจักเป็นประโยชน์มากที่สุดแก่ราษฎรเอง หากราษฎรมีกินมีใช้ อิ่มหมีพีมัน ผมก็นับว่าได้ทำหน้าที่ของผมลุล่วงไปด้วยดี ทั้งหมดนี้ผมรู้แต่...”

    นายอำเภอเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่ออีกครั้งหนึ่งแล้วก็พูดต่อไปว่า

    “แต่ผมไม่ได้ทำหน้าที่ของผมเลย ผมละทิ้งราษฎรผู้ซึ่งเป็นภาระและหน้าที่ของผมโดยตรง ไปทำงานอื่นเสียหมด ถึงตัวผมจะอยู่ที่อำเภอเมืองพิบูลบุรีนี้ แต่ผมก็เท่ากับนั่งทำงานอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยที่กรุงเทพฯเพราะผมทำงานเพื่อตาแก่สองสามคนที่นั่งทำงานอยู่ที่นั่น และตาแก่พวกนั้นไม่เคยมาที่จังหวัดพิบูลบุรีนี้เลย

    ผมเพียงแต่ทำตามคำสั่งตาแก่ที่กระทรวง มิได้เหลียวแลราษฎรเพราะนึกเสียว่าตาแก่พวกนั้นต่างหากที่แกเลื่อนตำแหน่งขึ้นเงินเดือนให้ผมได้ทางกรุงเทพฯ สั่งให้ผมทำอะไรผมก็ทำตาม มิได้เหลียวแลว่าสิ่งที่ผมทำนั้นจะกระทบกระเทือนถึงราษฎรอย่างไรบ้าง

    นอกจากนั้นทางกรุงเทพฯ ฝากงานอะไรให้ผมทำเป็นต้นว่างานเกษตร งานชลประทาน งานกรมการข้าว งานสถิติ งานวัฒนธรรม ตลอดจนขายหนังสือพิมพ์ให้รัฐบาล ผมก็เที่ยวรับเอางานนั้นมาหมด ทั้งที่รู้ว่าผมไม่สามารถทำได้ทั่วถึง ผมมัวทำราชการเสียจนลืมราษฎร

    คนตายคนนี้ผมเพิ่งทราบว่าเขาอยู่ที่อำเภอนี้มาตั้งแต่เกิดจนตายแต่ผมก็เพิ่งเห็นหน้าเขาวันนี้เอง เมื่อเขาเป็นศพไปแล้ว ถ้าหากผมเคยเห็นหน้าเขามาก่อนก็แปลว่า ผมรู้จักกับราษฎรอำเภอนี้ และถ้าเป็นดังนั้น เขาก็คงไม่ตาย แต่ผมไม่รู้จักเขาเลย เขาจึงต้องมานอนตายเพราะอดอาหาร

    ครับ...ผมยอมรับสารภาพ...ผมเองเป็นตัวการฆ่าคนๆ นี้ให้ตายอย่างจงใจเจตนา เพราะผมละเลยหน้าที่ของผมทั้งที่รู้หน้าที่อยู่แล้ว”

    พอนายอำเภอเมืองพูดจบ หมาตำรวจก็ออกเดินสูดกลิ่น ออกจากกลุ่มคนที่มาชุมนุมกันอยู่ และดึงนายสิบตำรวจผู้ถือสายจูง ลากถูลู่ถูกังตรงไปยังโรงพักตำรวจภูธร จังหวัดพิบูลบุรี

    พอถึงที่นั่น หมาก็เดินตรงไปยังที่กองกำกับการตำรวจ ดมกลิ่นไปถึงผู้กำกับการตำรวจผู้ซึ่งนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ แล้วหมาตำรวจก็นั่งลงจ้องหน้าผู้กำกับฯ กระดิกหางเร็วและแรง เคาะกระดานดังโปกๆ ด้วยความดีใจ แล้วก็เห่าขึ้นสี่ครั้ง

    ผู้กำกับฯ ฟุบหน้าลงกับโต๊ะสักครู่หนึ่ง แล้วจึงลุกขึ้นยืนเอามือปัดงานที่วางอยู่บนโต๊ะร่วงลงกับพื้น พลางกล่าวกับนายสิบตำรวจสุนัขผู้ยืนระวังตรงอยู่ต่อหน้านั้นว่า...

    “ถูกของหมามันแล้ว! อั๊วเองคือผู้ร้ายฆ่าคนตายที่ศพนอนอยู่ศาลากลาง

    อั๊วไม่มีสิทธิที่จะนั่งโต๊ะนี้ทำงานในห้องนี้อีกต่อไป อั๊วจะเขียนใบลาออกวันนี้ และที่ที่อั๊วควรจะอยู่คือกรงขังผู้ต้องหาบนโรงพัก

    อั๊วเป็นผู้กำกับฯ มีหน้าที่ปราบปรามโจรผู้ร้ายและรักษาความสงบของราษฎรจังหวัดนี้ โดยตรง แต่อั๊วมันเที่ยวจับแต่ของที่มีรางวัลงามๆ เสียหมดเป็นต้นว่า ฝิ่นเถื่อนเหล้าเถื่อน และของหนีภาษี จับทีไรอั๊วก็ได้เงินเข้ากระเป๋าบานไป เพราะพวกค้าของเถื่อนนั้นมันค้าแข่งกับรัฐบาล ใครจับได้จึงให้รางวัลอย่างงาม

    ส่วนพวกโจรผู้ร้ายที่จะปล้นอาชีพ ปล้นทรัพย์ ปล้นชีวิตจิตใจราษฎรอยู่ทั้งกลางวันกลางคืนนั้น ถึงจะจับได้ก็ไม่มีใครตกรางวัลให้ ตรงกันข้ามถ้าหากอั๊วไม่จับเสียอีก อั๊วกลับได้สตางค์ใช้ฟรีๆ จนเดี๋ยวนี้อั๊วมีรถเก๋งขี่ มีตึกสี่ชั้นปลูกอยู่ในตลาด ลูกเมียอั๊วก็ทองแดงทั้งตัวไปเพราะอั๊วเห็นแก่เงินทองทรัพย์สิน อั๊วจึงไม่จับผู้ร้ายที่ควรจะจับ จับแต่ผู้ร้ายที่ทำให้อั๊วร่ำรวยขึ้น หรือมิฉะนั้นก็ควงปืนดวลกับผู้ร้ายที่มันจะทำให้อั๊วได้มีชื่อเสียง มีรูปลงหนังสือพิมพ์เผื่อว่ายังไงอั๊วจะได้มีแหวนอัศวินใส่กับเขาบ้าง
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,398
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,551
    (ต่อ)
    ผลของการกระทำทั้งหมดนี้ทำให้ราษฎรถูกปล้นอยู่ทุกนาที ทั้งกลางวันกลางคืน ใครทนไม่ไหวก็ตายไปก่อน

    อั๊วเองเป็นคนร้าย อั๊วยอมรับสารภาพ หมาตำรวจมันชี้คนร้ายถูกของมันแล้ว”

    พอผู้กำกับฯ พูดจบ หมาตำรวจก็ออกดมกลิ่นจากห้องผู้กำกับฯและดึงนายสิบตำรวจสุนัขตรงแน่วไปที่ศาลากลาง ผู้กำกับฯก็ออกวิ่งตามมาด้วยตอนนั้นเป็นเวลาเย็นใกล้ค่ำ ศาลากลางปิดเสียแล้ว หมาตำรวจก็บ่ายหน้าดมกลิ่นไปยังจวนผู้ว่าราชการฯ พอถึงจวน หมาตำรวจก็วิ่งขึ้นไปชั้นบน และเข้าไปในห้องนั่งเล่นของผู้ว่าราชการจังหวัดพิบูลบุรี เห็นผู้ว่าราชการนั่งอยู่หมาตำรวจก็เข้าไปนั่งจ้องหน้ากระดิกหางดีใจอย่างมากมาย แล้วก็เห่าขึ้นห้าครั้ง

    ผู้ว่าราชการฯ ตกตะลึงจ้องหน้าหมาอยู่นาน ครั้นแล้วก็ยกมือขึ้นปิดหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้น พูดว่า

    “จับผมไปโรงพักเถิดท่านผู้กำกับฯ ผมเองเป็นคนร้าย ผมเองเป็นคนฆ่าคนตายที่หน้าศาลากลางในจังหวัดของผม ผมเป็นผู้รับผิดชอบในทรัพย์สินและความเป็นอยู่ของราษฎรทั้งจังหวัด แต่ผมกลับไม่ถือว่าความรับผิดชอบนั้นเป็นของสำคัญ เอาตัวเองซึ่งเป็นถึงผู้ว่าราชการจังหวัดไปรับผิดชอบต่อนักการเมืองขี้ปะติ๋วสองสามคน

    ผมปกครองจังหวัดนี้โดยไม่คำนึงถึงทุกข์สุข หรือความอดอยากของราษฎร คำนึงถึงแต่ว่า...ทำอย่างไรจะทำให้พรรคนักการเมืองที่เป็นนายผมเลือกตั้งได้ทุกครั้งไป

    เวลาส่วนใหญ่ของผมต้องใช้ไปในการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯกับพิบูลบุรี เพื่อไปรับคำสั่งจากนักการเมืองบ่อยๆ และสิ่งที่ผมตั้งใจทำก็คือทำนุบำรุงสมาคมหญิงที่เมียผมเป็นนายก เพราะสมาคมนั้นเป็นสะพานที่จะให้เมียผมเข้าถึงเมียนักการเมืองที่มีอำนาจเพื่อหาดีให้ตัวผมต่อไป...

    จะพูดกันไปทำไม มีผมเป็นเจ้าเมือง แล้วมีคนอดข้าวมานอนตายอยู่หน้าศาลากลาง ใครจะเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายได้นอกจากผม ขอเวลาผมเขียนใบลาออกสักเล็กน้อยเถิดท่านผู้กำกับฯ และขอให้ผมได้สั่งลูกสั่งเมียหน่อยแล้วผมจะไปมอบตัวให้แก่ท่านผู้กำกับฯ ที่โรงพัก ไม่หนีไปไหน”

    ผู้ว่าราชการฯพูดจบแล้ว ก็ซบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อไป ผู้กำกับฯก็พาหมาตำรวจและนายสิบตำรวจสุนัขกลับมาโรงพัก แล้วหาที่ให้นอนค้างเพราะดึกแล้วจะส่งกลับมากรุงเทพฯก็ไม่ทัน

    ผู้กำกับนอนไม่หลับทั้งคืน พอเช้าตรู่ก็รีบไปโรงพักเห็นนายสิบตำรวจหนุ่มนั่งร้องไห้อยู่ ผู้กำกับก็ตรงเข้าไปถามว่า

    “หมู่เป็นอะไรไป โดนหมากัดเข้าอีกคนรึ!”

    นายสิบลุกขึ้นยืนชิดเท้า แล้วตอบว่า

    “เปล่า...เปล่าครับ...แต่หมา...หมาผมหลุดหนีไปเมื่อตอนดึกนี้ครับผมวิทยุถามรถกองปราบเขาดู เขาว่าเห็นมันวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ตอนเช้ามืดตามกลิ่นเข้าไปครับ”

    “ตายหะ...!” ผู้กำกับออกอุทาน “ป่านนี้มันมิดมกลิ่นเข้าไปถึงทำเนียบแล้วหรือวะ!”

    “ก็นั่นนะซิครับ!” นายสิบตำรวจพูดแล้วก็ร้องไห้น้ำตาไหลอีกพรูใหญ่

    ผู้กำกับยกมือขึ้นเกาหัว และมองดูนายสิบตำรวจอย่างงงๆ แล้วถามว่า “ร้องไห้ทำไมนะหมู่ กลัวท่านสารภาพแล้วลาออกรึ?”

    “เปล่า... เปล่าครับ” นายสิบตำรวจตอบระหว่างเสียงสะอื้น“หมาตัวนี้ผมเลี้ยงมาตั้งแต่มันเป็นลูกหมาครับ มันเป็นหมาตำรวจที่ดีที่สุด

    แต่...แต่หมาตำรวจนั้น ถ้าลงดมกลิ่นไปจนถึงตัวผู้ร้ายแล้ว ปรากฏว่าผิดตัว มันก็จะหมดความเชื่อถือตัวของมันเอง ใช้ดมไม่ได้อีกต่อไป...”

    “เอ...แล้วยังไง อั๊วไม่เข้าใจเลยว่ะ?” ผู้กำกับพูดขึ้น

    “ผมกลัวมันจะเข้าไปในทำเนียบครับ!”

    “ก็นั่นน่ะซี อั๊วถึงได้ถามว่าลื้อกลัวท่านลาออกรึ!”

    “เปล่าครับ” นายสิบตำรวจตอบ

    “ถึงยังไงท่านก็ไม่ลาออก และไม่ยอมสารภาพรับผิด แล้วหมาผมมันก็จะเสียหมาไปเลย ผมเสียดายหมาครับ”

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=4374
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,398
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,551
    9e1595ff2b28bcfed15203.jpg
    ศัตรูตัวฉกาจ
    ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งมีอุปนิสัยซื่อตรง ขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ มีความรับผิดชอบสูง เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็ประสบความสำเร็จในชีวิตและการงาน อย่างมาก แต่เขาก็มีปัญหามากมายเข้ามารุมล้อมอยู่ไม่ขาด ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากคน ใกล้ชิด เพื่อ นสนิท และบุคคลที่เขาไว้ใจ ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพื่อนรักคนหนึ่งที่เขามอบหมาย ให้ดูแลร้านสาขาใหญ่เกิดความไม่ซื่อ ยักยอกเงินไปเกือบหมด แล้วหายเข้ากลีบเมฆไป ต่อมาพ่อบ้านคนสนิทก็ขโมยสมบัติในห้องนอนของเขาไปทั้งหีบ มิหนำซ้ำน้องเขย ผู้แสนดีก็เอาร้านอีกสาขาหนึ่งไปยกให้เจ้าหนี้เพื่อแลกกลับหนี้สินที่ตนไปก่อไว้จนท่วมหัว ยิ่งกิจการใหญ่โตมากขึ้นเท่าใด ชายผู้นั้นก็สังเกตเห็นว่ามีทรัพย์สินบางส่วนถูกยักยอกไปโดยฝีมือของคนที่เขาไว้ใจมากขึ้นเท่านั้น

    ในที่สุด เขาก็เกิดอาการไม่ไว้ใจใคร เขาขายร้านสาขาต่างๆ ทิ้งไป เหลือไว้เพียงร้าน ใหญ่ที่เขาดูแลคนเดียวทั้งหมด เขาเริ่มไม่สุงสิงกับใครเมื่อได้ตระหนักว่าคนส่วนมาก เข้ามาใกล้ชิดกับเขาเพื่อผลประโยชน์ เขาไม่ไปไหนกับเพื่อนฝูง ไม่ดูดำดูดีญาติมิตร เขาทำใจไม่ได้เลยจริงๆที่ใครๆพากันทำตัวเป็นปลิงคอยสูบเลือดสูบเนื้อเขาทีละนิดๆ เขารู้สึกหวาดระแวงตลอดเวลาและเค รียด จนในที่สุดเขาก็ขายร้านทิ้งไป และเริ่มปลีกตัวออกจากสังคม เก็บตัวเงียบอยู่กับบ้าน ความที่เคยเป็นคนซื่อจึงไม่อยากพบ ปะกับคนเจ้าเล่ห์ไม่จริงใจ และความที่เป็นคนขยันทำมาหากินก็ไม่อยากเห็นคนไม่ดีมาพรากทรัพย์สินของตนไป การอยู่คนเดียวจะเป็นเกราะป้องกันเขาจากผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งหลาย แต่ไม่นานเขาก็มีอาการซึมเศร้า จิตตก ในที่สุดก็ถึงขั้นเสียสติ เพ้อพร่ำรำ พันอยู่คนเดียว เป็นที่น่าเวทนาของเพื่อนบ้านยิ่งนัก

    ........

    โลกใบนี้ยังมีศัตรูและผู้ไม่หวังดีอีกมากที่เรามองไม่เห็นและดูไม่ออก ขณะเดียว กันก็มีอีกหลายร้อยหลายพันคนที่ยิ้มให้เรา สิ่งสำคัญมันอยู่ที่เมื่อเราประสบกับเหตุอันไม่ชอบใจ เราต้องไม่ปล่อยให้ความคิดที่ขุ่นข้องหมองมัวจนขาดสติวกกลับมาทำร้ายตัวเอง เพราะเมื่อเราขาดสติ ความผิดพลาดต่างๆก็จะค่อยๆคืบคลานเข้ามา

    ความคิดของเราเองนั่นแหละ ที่เป็นศัตรูตัวฉกาจ ไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหายที่ ไหนเลย ไม่มีใครทำลายความตั้งใจของเราได้ นอกจากตัวเราเอง ไม่มีใครกดความ ฝันของเราให้จมดินได้ นอกจากเราจะขุดหลุมฝังมันเอง ไม่ว่าใครหน้าไหนที่เข้ามา สร้างความเดือดร้อนใจกายให้เรา ก็ไม่สามารถทำให้จิตใจเราสะทกสะท้านได้ ถ้าเรา มีสติเป็นเกราะคุ้มกันชีวิตของเราให้เผชิญกับทุกปัญหา และค่อยๆ แก้ไขมันไปด้วยปัญญาอันเกิดจากสตินั้น

    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 ตุลาคม 2548 14:36 น.
    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3516
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,398
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,551
    ชีวิตดั่งดอกไม้
    ผู้จัดการออนไลน์
    มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งหลังจากแต่งงานกัน พวกเขาก็ตั้งใจทำมาหากิน เก็บหอมรอม ริบ จนปลูกบ้านหลังเล็กๆได้หลังหนึ่ง เหมือนที่เคยหวังกันไว้ จากนั้นเขาก็เริ่มวางแผนการงานให้มั่นคงขึ้น ขยันขันแข็งขึ้น ทำงานมากขึ้น และพักผ่อนให้น้อยลง เพราะตั้งใจจะเก็บเงินอีกก้อนให้เพียงพอสำหรับการมีสมาชิกใหม่ตัวน้อยๆ เพิ่มขึ้นอีกคนในครอบครัว แต่เมื่อความฝันทั้งหมดเริ่มเป็นรูปร่าง ไม่นานฝ่ายชายกลับต้องมาตายจากไปด้วยอุบัติเหตุ ทิ้งให้หญิงสาวนอนซมเศร้าโศกเสียใจ ไม่เป็นอันกินอันนอน ไม่ทำงาน ไม่ดูแลตัวเองและบ้านช่อง ปล่อยให้ความทุกข์เกาะกินหัวใจและชีวิตของตน ราวกับจะปล่อยตัวเองให้ตรอมใจจนตาย

    เพื่อนข้างบ้านคนหนึ่ง เฝ้ามองดูความหมดอาลัยตายอยากของหญิงสาวผู้นี้ด้วย ความสังเวช วันหนึ่งเขาจึงเดินเข้ามาที่บ้านหญิงสาวพร้อมกับกระถางดอกไม้ ที่ดอกของมันกำลังเบ่งบานชูช่อไสว สีสันก็สวยงามยิ่งนัก ใบเขียวสดราวกับใบไม้ในภาพวาด เลยทีเดียว

    “ข้าฝากให้เจ้าช่วยดูแลต้นไม้ต้นนี้หน่อยได้ไหม ข้าจะไปต่างเมือง แล้วอาทิตย์หน้า ข้าจะมาเอาคืน อย่าปล่อยให้มัน เหี่ยวเฉาซะล่ะ”

    พอพูดจบเพื่อนบ้านก็เดินจากไป โดยที่หญิงสาวยังไม่ได้เอ่ยอะไรสักคำ เพราะนาง เองยังอยู่ในอาการแปลกใจ ที่มีคนเอาต้นไม้มาฝากไว้เช่นนี้

    อาทิตย์ต่อมา เมื่อเพื่อนบ้านกลับมารับต้นไม้คืน เขาเห็นว่าดอกไม้เพียงดอกเดียว ที่มีอยู่นั้น ได้ เหี่ยวเฉาลงไปแล้ว ก็ด่าว่าหญิงสาวต่างๆนานา หาว่าไม่ดูแล ไม่ใส่ใจ หญิง สาวจึงรีบอธิบายเหตุผลทันที
    “ข้าก็รดน้ำแล้ว แต่ดอกไม้นั้น มันย่อม เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา ถึงแม้จะยังอยู่กับต้นก็ตาม มันเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดของข้าเลย”

    เพื่อนบ้านสบโอกาสจึงรีบกล่าวขึ้นว่า “เมื่อเจ้ารู้ว่า ดอกไม้มันย่อม เหี่ยวแห้งไปตาม ธรรมชาติ แล้วไยกลับไม่รู้ว่า ความตายก็เป็นไปตามธรรมชาติเหมือนกัน ถึงจะไม่มีดอกไม้ที่สวยสดดังเดิม แต่ลำต้นของมันก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีวันข้างหน้า ยังมีวันเติบโต เจ้าจะปล่อยให้ลำต้นที่เหลือ ตายไปพร้อมกับดอกไม้ที่ เหี่ยวเฉาไปแล้วอย่างนั้นหรือ”

    เมื่อได้ฟังคำจากเพื่อนบ้าน หญิงสาวก็เริ่มมีสติ และเริ่มต้นชีวิตตัวเองใหม่ทันที

    .........
    คนเรานั้นเมื่อมองต้นไม้ ใบหญ้า มองสัตว์น้อยใหญ่ มองสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เวลาเห็น มันตายไป ก็เข้าใจว่ามันคือธรรมชาติ คือวัฏจักรของชีวิต มันคือการเวียนว่ายตายเกิด แต่เมื่อมีความตายเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด คนในครอบครัว เรากลับรับไม่ได้ ทำใจไม่ได้ เสียอกเสียใจ วิญญาณแทบจะหลุดลอยตามไปกับผู้ตาย ทั้งๆที่ชีวิตคนเรา ก็ไม่ต่างจากพืชและสัตว์ทุกชีวิต ต่างมีเกิด ดับ เหมือนกันทั้งนั้น พืช สัตว์ตายได้ แต่คนใกล้ตัวตายไม่ได้อย่างนั้นหรือ

    ไม่มีใครหายใจแทนเรา หรือกินข้าวแทนแล้วเราอิ่มได้ ถึงจะไม่มีคนที่เรารัก แต่ชีวิตเรายังต้องเดินต่อไป พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เราพึ่งใคร จะกี่พุทธภาษิต ก็สอนให้เราพึ่งตัวเอง หากเรามัวแต่เสียใจกับสัจธรรมของชีวิต เราจะจมปลักอยู่อย่างนั้น ไม่มีวันเอาชนะความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเราเข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความตาย วันหนึ่งทุกชีวิตต้องตาย เหมือนที่เรามองต้นไม้ใบหญ้า เหี่ยวแห้งเฉาไป เราก็จะไม่มีความทุกข์จากอนิจจังของโลก

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=2683
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กุมภาพันธ์ 2026 at 23:49
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,398
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,551
    เช้าสี่เย็นสาม
    พระไพศาล วิสาโล
    จางจื๊อ ปราชญ์จีนโบราณ ได้เล่านิทานสั้นๆ เรื่องหนึ่ง
    ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้สนใจปรัชญาเต๋า
    นิทานเรื่องนี้ชื่อว่า “เช้าสามเย็นสี่”

    เช้าวันหนึ่งคนฝึกลิงได้บอกกับลิงทั้งหลายว่า
    “นับแต่วันนี้ไป เราจะให้ลูกเกาลัดแก่เจ้า
    ตอนเช้าสามกอง ตอนบ่ายสี่กอง”

    พวกลิงไม่พอใจที่ได้ฟังเช่นนั้น
    คนเลี้ยงลิงจึงบอกว่า “ถ้าเช่นนั้น ตอนเช้าข้าจะให้เจ้าสี่กอง
    ตอนบ่ายสามกอง” พูดเท่านี้ ลิงทั้งหมดก็พอใจ

    อ่านแล้วหลายคนคงอดหัวเราะลิงไม่ได้
    เพราะข้อเสนอของคนเลี้ยงลิงในตอนหลัง
    ไม่ได้ต่างอะไรจากตอนแรก
    ถึงอย่างไรก็ได้กินเกาลัดเจ็ดกองเท่ากัน
    แต่ลิงกลับเห็นว่า “เช้าสี่เย็นสาม” นั้นเข้าท่ากว่า “เช้าสามเย็นสี่”

    แต่มาพิจารณาให้ดี บ่อยครั้งคนเราก็คิดไม่ต่างจากลิงในนิทาน

    เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เจ้าของชาเขียวชื่อดังในเมืองไทย
    ได้ไปเปิดตลาดที่กัมพูชา
    วิธีส่งเสริมการขายของชายี่ห้อนี้ ก็คือ
    ซื้อสองขวดหรือจ่าย ๔๐ บาท แถมฟรีตุ๊กตาหนึ่งตัว

    ปรากฏว่าขายไม่ออกเลย

    หลังจากผ่านมาได้หนึ่งวันเขาสังเกตว่า
    เวลาพิธีกรโชว์ตุ๊กตาให้ดูบนเวที
    เด็กๆ ให้ความสนใจมากถึงกับตาเป็นแวว
    เขาจึงเปลี่ยนวิธีการใหม่ คือ ซื้อตุ๊กตาหนึ่งตัว แถมชาเขียวสองขวด
    ทีนี้ได้ผล คนเข้าคิวยาวเหยียด
    ตุ๊กตาเกือบครึ่งหมื่นหมดไปภายในวันที่สอง

    ทั้งๆ ที่จ่าย ๔๐ บาทได้ตุ๊กตาและชาเขียวสองขวดเหมือนกัน
    แต่ผู้คนกลับเลือกซื้อตุ๊กตาแถมชาเขียว
    มากกว่าซื้อชาเขียวแถมตุ๊กตา

    อะไรทำให้ “เช้าสี่เย็นสาม” ดึงดูดใจลิง
    พอๆ กับที่ “ซื้อตุ๊กตาแถมชาเขียว” ดึงดูดใจลูกค้า
    คำตอบเห็นจะเป็นเพราะว่า ข้อเสนอทั้งสองนั้น
    นำหน้าด้วยสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า
    และตามด้วยสิ่งที่น่าสนใจน้อยกว่า

    อะไรก็ตามที่นำหน้าด้วยของชอบ
    และตามด้วยของที่ชอบน้อยกว่า
    มักจะได้รับความสนใจจากผู้คนมากกว่า
    เวลากินก๊วยเตี๋ยว คนส่วนใหญ่จึงชอบกินลูกชิ้นก่อน
    ส่วนเส้นค่อยกินทีหลัง น้อยคนที่กินเส้นก๊วยเตี๋ยวก่อน
    และค่อยเก็บกวาดลูกชิ้นทีหลัง

    จะกินลูกชิ้นก่อนหรือทีหลัง
    ถ้าว่าตามหลักเหตุผลแล้ว ก็ไม่ค่อยแตกต่างเท่าไรนัก
    เพราะในที่สุดก็ได้กินทั้งลูกชิ้นและเส้นเหมือนกัน
    แต่ถ้าพูดถึงความรู้สึกแล้ว
    กินลูกชิ้นก่อน ย่อมหมายถึง การได้รับความเอร็ดอร่อยก่อน
    คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากรอเสพความเอร็ดอร่อยทีหลัง

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาจะเลือกทำอะไรสักอย่าง
    บ่อยครั้งเรามักใช้ความรู้สึกนำหน้ามากกว่าเหตุผลหรือการคิดใคร่ครวญ
    จะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องใหญ่
    หากเราใช้ความรู้สึกนำหน้าเวลากินก๊วยเตี๊ยว
    ปัญหาก็คือ เรามักใช้ความรู้สึกนำหน้าในการดำเนินชีวิตด้วย

    ระหว่างสบายก่อน ลำบากทีหลัง กับลำบากก่อน สบายทีหลัง
    คนจำนวนไม่น้อยเลือกสบายไว้ก่อน ส่วนลำบากนั้น ว่ากันทีหลัง
    ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลามีเงินกู้ที่ได้มาง่ายๆ
    หลายคนจึงขอกู้เอาไว้ก่อน ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น
    เงินที่กู้นั้นเอาไปทำอะไร
    คำตอบก็คือ ซื้อสิ่งฟุ่มเฟือย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก
    หรือเครื่องเสริมสร้างสถานภาพ
    เช่น โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น โทรทัศน์จอแบน
    เครื่องเล่นดีวีดี รถยนต์ ฯลฯ
    รู้ทั้งรู้ว่าดอกเบี้ยก็ไม่น้อย
    และไม่แน่ใจว่าจะหาเงินมาจ่ายหนี้ได้หรือไม่
    แต่ภาระเหล่านั้นเป็นเรื่องอนาคต
    วันนี้ถ้ากู้มาแล้วฉันสบาย มีเสพสมอยาก ก็ขอกู้มาก่อน

    ไม่ใช่แต่เงินกู้หาง่ายเท่านั้น
    อบายมุขก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน
    รู้ทั้งรู้ว่าสูบบุหรี่ กินเหล้า เล่นการพนัน เที่ยวผู้หญิงนั้นไม่ดี
    จะก่อปัญหาในอนาคต แต่ผู้คนก็ยังพากันเข้าหาอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
    ทั้งนี้ก็เพราะมันให้ความสุขเฉพาะหน้า
    ส่วนโรคภัยไข้เจ็บ หนี้สิน ปัญหาครอบครัว ฯลฯ
    ค่อยไปว่ากันทีหลังเพราะตอนนี้มันยังไม่เกิด

    ความสุขสบายวันนี้ มักหอมหวลมีเสน่ห์กว่าความสุขสบายวันหน้า
    ส่วนความทุกข์ในวันนี้ ย่อมน่ากลัวกว่าความทุกข์ในวันหน้า
    ถ้าให้เลือกระหว่าง ลำบากวันนี้ กับเป็นเอดส์วันหน้า
    หญิงบริการจำนวนไม่น้อยตอบว่า “กลัวอดไม่กลัวเอดส์”
    สำหรับหญิงเหล่านี้ เอดส์ไม่น่ากลัว

    ไม่ใช่เพราะว่าเธอมีวิธีป้องกันที่ได้ผล หรือรู้วิธีรักษา
    แต่เป็นเพราะเชื่อว่า กว่าปัญหาจะเกิดก็อีกนาน

    น้อยคนเลือกที่จะยอมลำบากวันนี้ เพื่อไปสบายในวันหน้า
    ลำพังการขู่เด็กว่า “รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา”
    ไม่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้เด็กขยันเรียนได้
    เพราะเด็กก็เหมือนกับผู้ใหญ่
    (ที่ไม่ยอมเลิกบุหรี่ แม้จะรู้ว่าทำให้เป็นมะเร็งและโรคสารพัด)
    คือคิดว่า วันนี้ขอสบายก่อน
    ส่วนวันหน้าจะทุกข์อย่างไรไปแก้ปัญหากันทีหลัง
    ต่อเมื่อพ่อแม่หรือครูขู่เด็กว่า วันนี้เธอจะถูกลงโทษแน่
    ถ้าไม่ไปโรงเรียนหรือไม่ทำการบ้าน
    ถึงตอนนั้นแหละ เด็กจึงจะเขยื้อนขยับ
    เพราะความทุกข์มาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว

    ลองมองให้ดีจะพบว่า พฤติกรรมของคนเรามักตั้งอยู่บนความคิด
    (ที่นำด้วยความรู้สึก) ว่า ขอสบายไว้ก่อน
    แม้ความสบายนั้น จะก่อผลเสียตามมาก็ไม่สนใจ เพราะยังอยู่อีกไกล
    ผู้คนชอบกินอาหารที่เรียกว่า “อาหารขยะ” และผลไม้ที่อร่อยสีสวย
    ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเต็มไปด้วยสารพิษ
    ซึ่งสามารถก่อมะเร็งและโรคนานาชนิด
    ใครๆ ก็รู้ว่า การงดอาหารเหล่านั้นจะทำให้สุขภาพดีขึ้น
    ไม่เจ็บป่วยในวันข้างหน้า
    แต่น้อยคนที่จะยอมยอมเลิกพฤติกรรมดังกล่าว
    เพราะความเอร็ดอร่อยในวันนี้ มีน้ำหนักกว่าความทุกข์ในวันหน้า

    ในทำนองเดียวกันการยอมเหนื่อยออกกำลังกายวันนี้
    จะช่วยให้ไม่มีปัญหาโรคภัยในวันหน้า
    แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้ชีวิตตามสบาย
    นั่งๆ นอนๆ มากกว่าจะไปวิ่งหรือเล่นโยคะ
    แม้รู้ว่าโรคหัวใจ โรคเก๊าท์ โรคข้ออักเสบ
    และเจ็บปวดนานาชนิด อาจจะมาเยือนก็ตาม
    รู้ทั้งรู้ว่าโรคเหล่านี้เป็นอันตราย
    เมื่อว่ากันตามเหตุผลก็เห็นได้ชัดว่า
    วิถีชีวิตแบบนี้จะสร้างปัญหาในอนาคต
    แต่ความรู้สึกอยากหยิบฉวยความสบายที่ใกล้มือ
    มักจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา
    มากกว่าเหตุผลหรือปัญญาอยู่เสมอ
    พูดอีกอย่างก็คือ เรามักให้ “ความถูกใจ”
    มาเป็นใหญ่เหนือ “ความถูกต้อง”

    เมื่อมองให้ครอบคลุมถึงชีวิตทั้งกระบวน
    ใครๆ ก็รู้ว่า ในที่สุดเราก็จะต้องตาย
    พอพูดถึงความตาย เราก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ากลัว
    และที่อาจจะน่ากลัวกว่านั้น ก็คือ
    สภาพร่างกายและจิตใจก่อนจะตาย
    ถ้าตายปุบปับก็คงไม่เป็นไร
    แต่ส่วนใหญ่จะตายอย่างช้าๆ ต้องเจ็บปวด
    ทุกข์ทรมานนานเป็นเดือนหรือเป็นปีกว่าจะหมดลม
    แม้รู้อย่างนี้แต่มีน้อยคนที่พยายามเตรียมตัวเตรียมใจ
    เพื่อเผชิญความตายอย่างสงบ
    การฝึกฝนจิตใจด้วยสมาธิภาวนา
    และการพิจารณาความตาย (มรณสติ) อย่างสม่ำเสมอ
    เป็นการเตรียมพร้อมอย่างหนึ่งที่ได้ผล
    แต่วิธีการดังกล่าวต้องใช้ความเพียรและความอดทน
    ไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกายเป็นประจำ
    ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า คนส่วนใหญ่เลือกที่จะสบายไว้ก่อน
    มากกว่าที่จะยอมลำบากวันนี้ เพื่อไปสบายในวันข้างหน้า
    ดังนั้นจึงละเลยการฝึกจิตฝึกใจ
    ไม่มีอะไรที่เป็นเครื่องช่วยรักษาใจในวาระสุดท้ายของชีวิต
    ผลก็คือ คนส่วนใหญ่ตายอย่างทุกข์ทรมาน
    แม้จะมีเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยเต็มที่ก็ตาม

    เมื่อใดที่ปล่อยให้ความรู้สึกเป็นใหญ่
    เราก็มักเลือกเอาความสะดวกสบายหรือความสุขเฉพาะหน้าไว้ก่อน
    และไม่สนใจความทุกข์ที่จะตามมาภายหลัง
    บ่อยครั้งความทุกข์ที่ตามมานั้นหนักหนาสาหัส
    จนไม่คุ้มค่ากับความสุขสบายเฉพาะหน้าเลย
    คนที่เป็นเอดส์ เพราะเห็นแก่ความสุขชั่วแล่น
    หรือคนที่ล้มละลาย ครอบครัวพังพินาศ เพราะติดเหล้าและการพนัน
    เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด เป็นความจริงที่ว่า
    ปัญญาหรือเหตุผล มักมีพลังน้อยกว่าความรู้สึก
    ความอยากได้ความสุขเฉพาะหน้า
    มักทำให้วิจารณญาณของเราบกพร่อง
    มันไม่เพียงทำให้เราเลือกหนทาง
    ที่ก่อทุกข์มหันต์ในภายหลังเท่านั้น
    หากยังทำให้ละเลยทางเลือกที่ดีกว่าหรือให้ผลตอบแทนมากกว่า
    เพียงเพราะว่า ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนั้นมาช้าไม่ทันใจ

    เคยมีการสอบถามคนอเมริกันกลุ่มหนึ่งว่า
    ระหว่างการได้เงิน ๑๐ เหรียญในวันนี้
    กับการได้เงิน ๑๑ เหรียญในอีกเจ็ดวันถัดไป เขาจะเลือกอะไร
    ปรากฏว่า คนส่วนใหญ่เลือกข้อเสนออันแรก
    ที่น่าสนใจก็คือ เมื่อตรวจดูการทำงานของสมองของคน
    ในขณะตัดสินใจ โดยให้เลือกระหว่างการได้คูปองสินค้า
    มีมูลค่า ๕-๔๐ เหรียญในวันนี้
    กับการรับคูปองที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ๑-๕๐% ในอีกสองอาทิตย์ถัดไป
    ผู้วิจัยพบว่า คนที่เลือกเอาคูปองวันนี้เลย
    จะมีการทำงานเพิ่มขึ้นที่สมองส่วนที่เรียกว่าระบบลิมบิค
    ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก
    ส่วนคนที่ขอรับคูปองที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นภายหลัง
    จะมีการทำงานเพิ่มขึ้นที่เปลือกสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex)
    ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดหรือใช้เหตุผล
    งานวิจัยชิ้นนี้เท่ากับยืนยันว่า
    คนที่เลือกเอาผลประโยชน์เฉพาะหน้า มักตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึก
    ขณะที่คนซึ่งใช้เหตุผลจะเลือกข้อเสนอที่ให้ผลประโยชน์มากกว่า
    แม้จะต้องรอก็ตาม

    ถ้าไม่อยากให้ความรู้สึกเข้ามากำกับการตัดสินใจของเรามากเกินไป
    เราจำเป็นต้องมี “สติ” ให้มากขึ้น
    สติช่วยเตือนให้เรายั้งคิด
    และไม่ปล่อยใจไปตามความรู้สึกเสียหมด
    กล่าวอีกนัยหนึ่ง สติช่วยให้สมองส่วนหน้าเข้มแข็งปราดเปรียวขึ้น
    ไม่ถูกระบบลิมบิคครอบงำง่ายๆ
    ยิ่งถ้ารู้ว่าตัวเองมีแนวโน้มที่จะคิดหรือตัดสินใจตามความรู้สึก
    ก็จะยิ่งมีสติ มีความระมัดระวังตัวมากขึ้น
    สติสามารถช่วยให้เราเอาเหตุผลหรือปัญญา
    มาคะคานหรือถ่วงดุลกับความรู้สึกได้ดีขึ้น
    “ความถูกใจ” และ “ความถูกต้อง” บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
    ถ้าไม่มีสติ ความถูกใจก็มักจะมาเป็นใหญ่
    แต่ถ้ามีสติ ชีวิตก็เป็นไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น

    พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าความรู้สึกนั้นไม่ดี
    ความรู้สึกบางทีก็จำเป็นมากกว่าเหตุผล
    คนเราถ้าใช้เหตุผลหมด ก็คงไม่ต่างจากหุ่นยนต์
    โลกนี้คงสวยสดงดงามน้อยลง
    ปัญหาก็คือ เวลานี้เราเอาความรู้สึกมาเป็นใหญ่มากเกินไป
    จนทำให้ชีวิตเสียสมดุล และก่อปัญหารอบตัว
    ไม่ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม อาชญากรรม คอร์รัปชั่น
    ท้องก่อนวัยเรียน จริยธรรมเสื่อมโทรม
    ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะ
    เราปล่อยให้ความถูกใจมาเป็นใหญ่เหนือความถูกต้อง

    นิทานเรื่อง “เช้าสามเย็นสี่” จางจื๊อต้องการแนะ
    ให้เราเอาคนเลี้ยงลิงเป็นตัวอย่าง
    คนเลี้ยงลิงนั้นไม่ยึดติดกับความคิดของตนเอง
    และไม่ยอมเสียเวลาไปกับการถกเถียงลิง
    เพราะรู้ว่า เถียงไปก็ไม่มีประโยชน์
    เพียงแค่ยักเยื้องข้อเสนอสักหน่อยก็ได้ผลแล้ว

    แต่อันที่จริง ลิงในนิทานเรื่องนี้ ก็สอนอะไรเราได้มากมาย
    จะว่าไปแล้วลิงในเรื่องนี้ก็คือ กระจกสะท้อนตัวเรานั่นเอง
    ดังนั้นจึงไม่ควรผลีผลามหัวเราะเยาะลิง
    เพราะนั่นจะเท่ากับหัวเราะเยาะตัวเองไปด้วย

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13674


     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,398
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,551
    หลวงตาติด
    ธรรมะจากพระพยอม กัลยาโณ
    สามเณรน้อยรูปหนึ่งเป็นนักเทศน์เก่งมาก สามารถนำธรรมะมาประยุกต์เข้ากับสถานการณ์ ได้อย่างแตกฉาน เข้าพรรษา...ที่วัดก็มีการจัดพระเณร ผลัดหมุนเวียนกัน ขึ้นเทศน์ แต่เณรน้อยจะเป็นขวัญใจของญาติโยม...ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ มากกว่าคนอื่นๆ เพราะฟังแล้วเข้าใจง่าย...ไม่มีภาษาบาลีมากนัก

    หลวงตาติดก็เป็นนักเทศน์เหมือนกัน ติดสมชื่อ คือ ติดหมาก ติดบุหรี่ ขณะที่เทศน์ก็สูบบุหรี่ควันโขมง เทศน์สอนว่าเหล้า บุหรี่ ไม่ดี ยาเสพติดไม่ดี...อาตมารู้หมด แต่อดไม่ได้

    วันหนึ่งได้พบหน้ากับเณรน้อย หลวงตาซึ่งไม่ค่อยสบอารมณ์อยู่แล้ว จึงพูดกับเณรว่า

    “เณร...ถึงเณรจะเทศน์เก่ง มีคนสนใจมาก..แต่ไม่เห็นมีใครสนใจเอาใจใส่เณรเลยว่าเณรต้องการอะไร ไม่เห็นมีใครเอาอะไรมาถวายเณรเลย สู้อาตมาไม่ได้ มีญาติโยมนำมาติดกันเทศน์เต็มไปหมด ต้องการอะไรเขาก็เอามาถวายทุกอย่าง ฉันต้องการขวานมาผ่าฟืนต้มน้ำร้อน เขาก็เอามาถวาย ฉันต้องการพัดลมมาแก้ร้อน เขาก็ถวายพัดลม”

    เณรน้อยบอกว่า

    “หลวงตา ที่เขาติดกันเทศน์เป็นขวานกับพัดลมน่ะ มันเป็นปริศนาธรรม เขาติดกันเทศน์เพื่อสอนหลวงตา”

    “ไม่จริง..เขาสอนยังไง...??” หลวงตาแย้มถาม

    “ที่เขาถวายขวาน เขาสอนว่า หลวงตารู้หมดทุกอย่างว่า เหล้าไม่ดี บุหรี่ไม่ดี ยาเสพติดไม่ดี เทศน์สอนคนทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ตัวเองยังสูบ ยังติด มันก็เหมือนกับขวาน ขวานมันถากอะไรได้ทุกอย่าง ยกเว้นด้ามของมันเอง”

    หลวงตาโกรธจัด ด่าว่า “ไอ้เด็กเวร ทำเป็นอวดรู้มาสอนกู”

    เณรน้อยจึงพูดต่อว่า “หลวงตาโกรธใช่ใหม...??”

    “เออ...ซิวะ...” หลวงตาว่ายังไม่หายฉุน

    “เวลาโกรธนี่มันร้อนใจหรือเย็นใจ หลวงตา” เณรถามต่อ

    “ร้อนซิวะ ถามได้”

    “พัดลมที่เขาติดกันเทศน์น่ะ เขาสอนหลวงตาว่า พัดลมมันเป่าให้คนอื่นเย็นได้ทุกคนแหละ แต่ว่าก้นมันเองร้อน เพราะมันลืมเป่าก้นตัวเอง”
    ......................................................................
    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3924
     

แชร์หน้านี้

Loading...