พระผงรูปเหมือนผสมเกศาครูบาธรรมชัย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,966
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768188712710.jpg


    วิธีแก้ดวงไม่ดี
    ใครว่าดวงดีดวงไม่ดี จะไปแก้ดวงกันได้อย่างไรนอกจากปฏิบัติดีเท่านั้น

    วิธีแก้ดวงไม่ดีเอาอย่างนี้ซิ ให้ไหว้พระสวดมนต์ เริ่มต้นด้วย อะระหัง.. สวากขาโต.. สุปะฏิปันโน จบ

    แล้วก็ นะโม ๓ จบ สวดอิติปิโส.. สวากขาโต.. สุปะฏิปันโน

    จบแล้วแผ่เมตตาพรหมวิหาร

    มาอธิษฐานจิตขอบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงช่วยดลบันดาลให้ดวงข้าพเจ้าดีขึ้น

    แล้วก็สำรวมจิต สวดเฉพาะบทอิติปิโสบทเดียว สวดให้ได้เท่าอายุตัวเอง หรือจะชักลูกปะคำสวดให้มันได้ ๑๐๘ จบ ยิ่งดี

    ทีแรกเราสวด ๓ บทต่อเนื่องกันไปก่อน พออธิษฐานจิตแล้วเราสวดเฉพาะบทอิติปิโสบทเดียว สวดทุกวันๆ เอาบทนี้แหละแทนบทภาวนาเลย

    ทีนี้พอสวดไปๆ ถ้าเราสวดทุกวัน สวดหนัก ๆ เข้า เราจะมีอาการกายเบาจิตเบา กายสงบจิตสงบ บางทีจิตวูบไปนิ่งสว่าง...

    หยุดสวดมนต์ปล่อยให้มันหยุดอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องสวดอีก จิตหยุดนิ่ง ...สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน
    ( หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

    หลวงพ่อพุธสอนการใช้สมาธิในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
    โดยหลวงพ่อได้แนะนำไว้ดังนี้
    วิธีนั่งสมาธิเพื่อรักษาโรคภายในภายนอก ก่อนอื่นหลังจากที่เราไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้ว ให้อธิษฐานจิตว่า

    “ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของข้าพเจ้าหายไป ณ บัดนี้”

    แล้วก็มานึกในใจ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็นึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่จิตของเรา
    พระธรรมอยู่ที่จิตของเรา พระสงฆ์อยู่ที่จิตของเรา เราจะสำรวมเอาจิตอย่างเดียว
    แล้วก็นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ตั้งสติให้ดี สูดลมหายใจช้าๆ เบาๆ สัก ๔ – ๕ ครั้ง สูดเข้า-ปล่อยออก นับเป็น ๑ ครั้ง
    พอทำถึง ๕ ครั้งแล้ว ก็นั่งทำใจให้เฉยๆ อย่าไปตั้งใจคิดอะไร กำหนดสติรู้ใจของเราอยู่เฉยๆ

    ในช่วงนั้น ลมหายใจจะปรากฏในความรู้สึกของเรา ก็ดูลมหายใจเรื่อยไป อันนี้ถ้าเราทำได้
    จิตสงบ จะมองเห็นลมหายใจขาว วิ่งออก วิ่งเข้า พอมองเห็นลมหายใจขาววิ่งออกวิ่งเข้า
    เราเป็นโรคภัยไข้เจ็บอยู่ที่ไหน จิตมันจะวิ่งไปที่ตรงนั้น ลมจะวิ่งตามไป เช่น เป็นแผลในกระเพาะ ลำไส้
    พอลมหายใจขาวสะอาดดีแล้ว มันจะวิ่งไปสู่จุดที่มันรู้สึกเจ็บนั่นแหละ พอจิตวิ่งไปตรงนั้น ลมก็ตามไป
    แล้วมันจะไปสัมผัสขึ้น สัมผัสลง อยู่ที่ตรงนั้น แล้วจะทำให้แผลในกระเพาะ หรือลำไส้หายได้
    อันนี้มีคนเขาทำหายมาหลายคนแล้ว อันนี้วิธีทำสมาธิรักษาโรค

    เมื่อจิตของเราไปรวมอยู่ที่ลมหายใจ มองเห็นลมหายใจวิ่ง ออก วิ่งเข้า ขาวเหมือนปุยนุ่น ปุยฝ้าย
    ในช่วงนั้นจิตสงบเป็นสมาธิ มันจะดึงดูดเอาพลังรอบข้างเข้าไปรวมอยู่ที่จุดนั้น เรียกว่า “พลังจักรวาล”
    พอหลังจากนั้น จิตเขาจะทำหน้าที่ของเขาเอง เราไม่ต้องไปบังคับเขา เราเจ็บที่ตรงไหน ปวดที่ตรงไหน ขัดข้องที่ตรงไหน
    เช่นอย่างเกิดความมึนตึงในสมอง ปวดศีรษะบ่อยๆ ตึงเครียด มันจะคลายเบาบางลง แล้วในที่สุดจะหายขาด
    บางคนไปทำเพียง ๓ วันก็หาย
    อันนี้คือวิธีทำสมาธิรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยตนเอง



    ขอขอบคุณท่านเข้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ชุดเหรียญหลวงพ่อพุธฐานิโย ๓ เหรียญ กลมปี ๒๔เหรียญรูปไข่ปี ๒๘ และเสมาไม่ทราบปี

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260112_124948.jpg IMG_20260112_125004.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 มกราคม 2026 at 14:02
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,966
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768134995563.jpg

    สุดยอดวัตถุมงคล ของ หลวงพ่อมาลัย
    " ตะกรุดตี๋ใหญ่่ผงใบลาน ปั้นด้วยมือ "
    ของดีที่หายาก มวลสารศักดิ์สิทธิ์ พุทธคุณเข้มขลัง มากมายประสบการณ์ แทบพลิกแผ่นดินหาในขณะนี้ พกพาติดตัวไว้ เดินทางไปไหนแคล้วคลาดปลอดภัย ค้าขายร่ำรวย มีเมตตามหานิยมด้วย

    ตะกรุดตี๋ใหญ่ หลวงพ่อมาลัย วัดบางหญ้าแพรก สมุทรสาคร

    ตะกรุดผงว่าน ใบลาน หรือที่รู้จักกันดีคือ "ตะกรุดตี๋ใหญ่" ที่ทำให้หลวงพ่อมาลัยมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลวงพ่อมาลัย เป็นอาจารย์ของตี๋ใหญ่จอมโจรผู้โด่งดังในอดีต หลวงพ่อมาลัย ได้เริ่มจัดสร้างครั้งแรกในสมัยนั้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2517 ท่านได้บริกรรมนั่งภาวนาพระคาถา อธิษฐานจิตเดี่ยวในช่วงพรรษา พร้อมทั้งคลึงลูกตะกรุดด้วยมือของท่านเอง ลักษณะของตะกรุดบางลูกอาจไม่เท่ากันเพราะคลึงด้วยมือ ส่วนด้านในหลวงพ่อมาลัยจะใช้แผ่นทองแดงจารด้วยยันต์มหาอุด ตามแบบฉบับหลวงปู่ศิลป์ แล้วม้วนอยู่ด้านใน พอกด้วยผงว่าน 108 ชนิด ผสมยางรักตามสูตร ในครั้งนั้นหลวงพ่อมาลัยทำไปแจกไป ท่านได้บอกผู้ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์และขอตะกรุดพอกยา จากหลวงพ่อว่า "ก่อนเอ็ง จะใช้ตะกรุดนี้ ให้นึกถึงครูบาอาจารย์ แล้วภาวนาว่า "เว อะระหัง เว" ทั้งหมด 3 จบ แล้วจึงคาดตะกรุด"
    ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมากมายนะครับ

    สมุทรสาคร เมืองที่มีแม่น้ำกั้นกลางระหว่างมหาชัยและท่าฉลอม เป็นจังหวัดที่ชาวบ้านยึดอาชีพทำการประมง ชาวบ้านทั้งฝั่งท่าฉลอมและมหาชัย ต่างให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาพระเกจิคณาจารย์ชื่อดังหลายรูป

    หนึ่งในนั้นคือ "หลวงพ่อมาลัย อุทโย" หรือ "พระครูอุทัยธรรมสาคร" พระเกจิชื่อดังแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน เจ้าคณะตำบลท่าฉลอม และเจ้าอาวาสวัดบางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

    "หลวงพ่อมาลัย" เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้รับการยกย่องเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้า จัดสร้างเครื่องรางวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณด้านคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยมและแคล้วคลาดหลายต่อหลายรุ่นมาแล้ว

    วัตถุมงคลที่เป็นที่ร่ำลือกันมาก คือ สมเด็จไผ่ และตะกรุดผงว่าน ใบลาน หรือที่รู้จักกันดีคือ "ตะกรุดตี๋ใหญ่" ที่ทำให้หลวงพ่อมาลัยมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ปัจจุบันสิริอายุ 70 พรรษา 44

    หลวงพ่อมาลัย เป็นอาจารย์ของตี๋ใหญ่จอมโจรผู้โด่งดังในอดีต

    หลวงพ่อมาลัย จัดสร้างวัตถุมงคลตามโอกาสต่างๆ ส่วนใหญ่ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น พระสมเด็จไผ่ รุ่นเปิดกรุ ปี 2526, พระปิดตามหาลาภ, พระสมเด็จนางพญาดาวเสด็จ, เหรียญปั๊มตามรุ่นต่างๆ รูปเหมือนลอยองค์ หรือแม้กระทั่ง พระกริ่ง ม.ล.71 ปี ล้วนพุทธคุณโดดเด่นทางด้านเมตตา แคล้วคลาดปลอดภัย โชคลาภ

    แต่มีวัตถุมงคลอยู่หนึ่งอย่างที่หลวงพ่อมาลัย ท่านจัดสร้างแล้วไม่มีรุ่นที่สอง เพราะจัดสร้างรุ่นเดียวครั้งเดียว นั่นคือ "ตะกรุดพอกยา ต้นฉบับหลวงปู่ศิลป์ วัดบางกระดี่" หลวงพ่อมาลัยสร้างตะกรุดพอกยาขึ้น ในสมัยนั้นท่านได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของ "อาจารย์ศิลป์ วัดบางกระดี่" และได้ร่ำเรียนวิชาอาคมตามตำรับครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้จนหมดสิ้น นำมาทำตะกรุดพอกยา ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับของหลวงปู่ศิลป์ในสมัยก่อน

    หลวงพ่อมาลัย ได้เริ่มจัดสร้างครั้งแรกในสมัยนั้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2517 ท่านได้บริกรรมนั่งภาวนาพระคาถา อธิษฐานจิตเดี่ยวในช่วงพรรษา พร้อมทั้งคลึงลูกตะกรุดด้วยมือของท่านเอง ลักษณะของตะกรุดบางลูกอาจไม่เท่ากันเพราะคลึงด้วยมือ ส่วนด้านในหลวงพ่อมาลัยจะใช้แผ่นทองแดงจารด้วยยันต์มหาอุด ตามแบบฉบับหลวงปู่ศิลป์ แล้วม้วนอยู่ด้านใน พอกด้วยผงว่าน 108 ชนิด ผสมยางรักตามสูตร

    ในครั้งนั้นหลวงพ่อมาลัยทำไปแจกไป ท่านได้บอกผู้ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์และขอตะกรุดพอกยา จากหลวงพ่อว่า "ก่อนเอ็ง จะใช้ตะกรุดนี้ ให้นึกถึงครูบาอาจารย์ แล้วภาวนาว่า "เว อะระหัง เว" ทั้งหมด 3 จบ แล้วจึงคาดตะกรุด"

    หลังจากหลวงพ่อมาลัยได้เริ่มนำตะกรุดแจกจ่ายให้บรรดาศิษย์ ญาติโยม ในละแวกนั้นต่างได้รู้เห็นถึงพุทธคุณที่ได้ประสบกับตัวเอง และร่ำลือกันมากในช่วงนั้น และยิ่งมาเจอกับตัวของจอมโจรตี๋ใหญ่ ซึ่งถวายตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อมาลัยด้วยแล้ว ทำให้ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "ตะกรุด ตี๋ใหญ่"

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ตะกรุดตี๋ใหญ่หลวงพ่อมาลัย

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260111_194208.jpg IMG_20260111_194222.jpg
     
  3. Nantana

    Nantana เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    310
    ค่าพลัง:
    +219
    สุดยอดวัตถุมงคล ของ หลวงพ่อมาลัย
    " ตะกรุดตี๋ใหญ่่ผงใบลาน ปั้นด้วยมือ"
    ขอจองค่ะ
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,966
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768289325627.jpg

    ครูบาธรรมชัย (วัดทุ่งหลวง เชียงใหม่) เคยปรารถนาที่จะเป็น พุทธภูมิ (พระพุทธเจ้า) แต่ภายหลังได้ละความปรารถนานั้นไป และเปลี่ยนมาตั้งใจจะเป็น อัครสาวก ของพระพุทธเจ้าแทน โดยท่านเน้นการช่วยเหลือผู้คน รักษาโรคภัย และแก้กรรม เพื่อโปรดสรรพสัตว์.

    ประวัติ
    ครูบาธรรมชัย นามเดิมว่า กองแก้ว เมืองศักดิ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2457 ตรงกับเดือน 9 เหนือ ขึ้น 14 ค่ำ ปีขาลฉะศก ทางเหนือเรียกว่า ปีกาบยี่ รศ.133 จุลศักราช 1276 ถือกำเนิดที่หมู่บ้านสันป่าสัก หมู่ที่ 6 ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เป็นบุตรของนายสุจา หรือหนามพรหมเสน มารดาชื่อนางคำป้อ บิดามารดามีอาชีพแพทย์แผนโบราณและช่างไม้ ทำสวน ทำนา มีพี่น้องร่วมท้องมารดาเดียวกัน 7 คน ท่านเคารพบูชาในบิดา มารดามาก เชื่อฟังคำสั่งสอนอยู่ในโอวาทของผู้บังเกิดเกล้าอย่างเคร่งครัด ท่านเป็นผู้มีนิสัยพูดจริง ทำจริง ไม่เหลาะแหละเหลวไหล สนใจในธรรมะ ชอบเข้าวัดเข้าวามาตั้งแต่เล็ก ๆ เพราะบิดาเคยบวชเรียนมาแล้วรอบรู้ในอรรถในธรรม จึงได้อบรมปลูกนิสัยลูกทุก ๆ คนให้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย

    ท่านได้เข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนประชาบาล ณ บ้านสันป่าสักจบชั้นประถมปีที่ ๓ มีความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนกิริยามารยาทเรียบร้อยมีความอุตสาหพยายามเป็นผู้มีความเสียสละกตัญญูกตเวทีตาต่อบุพการี

    สามเณรกองแก้ว
    เมื่อท่านเรียนจบชั้นประถม 3 อายุได้ 15 ปี ครูบาธรรมชัย ได้เข้าอบรมเป็นศิษย์วัดสันป่าสักอยู่ 3 เดือน หัดท่องเรียนเขียนอ่านตัวอักขระพื้นเมืองเหนือและเรียนสวดมนต์สิกขาสามเณร โดยมีพระบิดา และพระอินหวันเป็นผู้สอน เมื่อท่องเรียนเขียนอ่านได้คล่องแล้ว จึงได้บวชเป็นสามเณรในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2471 เดือน 6 เหนือ ขึ้น 6 ค่ำ ปีมะโรงสัมฤทธิศก ทางเหนือเรียกว่าปีเบิกสี เจ้าอธิการคำมูล ธัมวงฺโส วัดแม่สารบ้านตอง เป็นอุปัชฌาย์

    เป็นสามเณรอยู่ได้ 1 พรรษา มีความสนใจในสมถกรรมฐานมาก ไม่ว่าจะทำงานอะไรอยู่ที่ไหน จิตใจคอยครุ่นคิดอยู่แต่เรื่องการธุดงค์ของพระสงฆ์องค์เจ้า รุ่นครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ที่บวชเรียนแล้วนิยมพากันเข้าป่าบำเพ็ญเพียรภาวนา แสวงหาธรรมวิเศษ เราเป็นสามเณรน้อยก็ได้ชื่อว่าบวชเรียนเข้ามาอาศัยในพระศาสนา ควรจะออกเดินทางเข้าป่าดูบ้างเพื่อแสวงหาพระธรรมอันวิเศษ

    หลังจากครุ่นคิดไตร่ตรองอยู่หลายวัน ท่านจึงได้เข้าไปกราบลาสมภารเจ้าวัดว่า ขอลาเข้าไปบำเพ็ญกรรมฐานในป่าสักหนึ่งพรรษา สมภารเจ้าวัดตกใจ เพราะยังเห็นว่าเป็นสามเณรอ่อนพรรษา ไม่ประสีประสาในเรื่องอรรถธรรมตลอดจนวัตรปฏิบัติของพระธุดงค์ดีพอ ขืนเข้าไปอยู่ป่าอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย จึงได้ห้ามปราบไว้ แต่ครูบาธรรมชัย หรือสามเณรกองแก้วในสมัยนั้น ก็ยืนกรานที่จะเดินธุดงค์เข้าป่า ไปกระทำความเพียรแต่เพียงผู้เดียวให้จงได้ สมภารเจ้าวัดอ่อนอกอ่อนใจเลยอนุญาตให้ไปได้ตามปรารถนาไม่อย่างชัดศรัทธาให้เป็นบาป และยังได้แนะนำแนวทางการปฏิบัติกรรมฐานในป่าให้หลายอย่างด้วยความเมตตาเอ็นดู

    ธุดงค์โดดเดี่ยว
    เมื่อกราบลาสมภารเจ้าวัดแล้ว สามเณรกองแก้วก็ออกจากวัดไป มีบริขารเท่าที่จำเป็น ตามถ้ำ ตามเพิงผา ไม่จำเป็นต้องใช้กลดใช้มุ้งให้ยุ่งยาก ถ้ายุงจะกัด ทากจะดูดกินเลือดก็ให้มันกินเลือดตามต้องการ ไม่อาลัยใยดีในสังขาร แต่สำหรับบาตรนั้นจำเป็นต้องมีเพื่อใช้ในการออกบิณฑบาต หาปัจจัยมาหล่อเลี้ยงสังขารตามความจำเป็น เมื่อเดินทางไปถึงป่าห้วยดิบแต่ลำพังผู้เดียว ได้พบชาวบ้านวัยกลางคนผู้หนึ่งออกมาจากป่า ชายผู้นั้นแสดงความตกใจ เมื่อรู้ว่าสามเณรองค์น้อยจะเข้าป่าไปบำเพ็ญเพียรภาวนา เขาได้กล่าวเตือนอย่างหวาดกลัวว่า เวลานั้นมีเสือเย็นหรือเสือสมิงตัวหนึ่งกำลังออกอาละวาดหากินอยู่ในป่า เสือดุร้ายตัวนี้โตใหญ่เกือบเท่าควายหนุ่ม เป็นเสืออาคม คือ มีตุ๊เจ้าหรือพระองค์หนึ่งแก่กล้าวิชาไสยศาสตร์ เกิดร้อนวิชามีอาเพศให้เป็นไปด้วยบาปกรรม ชอบแปลงร่างเป็นเสือตัวใหญ่ลักเอาวัวควายชาวบ้านไปกินบ่อย ๆ นานวันเข้าถึงกับคาบเอาคนไปกิน มีชาวบ้านที่ออกป่าไปเก็บฟืนและสมุนไพรในป่าแล้วถูกเสืออาคมตัวนี้คาบไปกินหลายรายแล้ว ขอให้สามเณรรีบกลับวัดเสียเถิด ขืนเข้าไปอยู่ในป่ามีหวังเจอเสือเย็นตัวนี้แน่

    สามเณรไม่กลัวเสือ บอกว่าอันคนเรานี้ ไม่ว่าจะยากดีมีจน เมื่อเกิดมาก็ดิ้นรนกันไปต่าง ๆ นานา แล้วในที่สุด ก็สิ้นสุดปลายทางที่ความตายเหมือนกันหมด ไม่มีใครที่จะหลีกหนีความตายไปได้พ้น เราเกิดมาในชาตินี้ ได้บวชเรียนในพระศาสนา ถือได้ว่าเป็นบุญกุศลใหญ่ จะต้องปฏิบัติกิจพระศาสนาด้วยการลงมือปฏิบัติธรรมให้รู้แจ้งเห็นจริง ด้วยการเข้าไปปฏิบัติกรรมฐานในป่า ขออุทิศชีวิตให้กับป่าดงพงพี เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายอันพึงจะมี มิได้อาลัยเสียดายต่อชีวิต ถ้าจะตายก็ขอให้มันตายไปเถิด ขอให้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียงสร้างสมบารมีเป็นพอ ชีวิตคนเรานี้สั้นนัก วันตายจะมาถึงเมื่อไรไม่มีใครรู้ ดังนั้นจึงอยากจะเร่งรีบสร้างความดีด้วยการปฏิบัติธรรมเพราะการรีรอผัดวันประกันพรุ่งย่อมถือได้ว่า เป็นผู้อยู่ในความประมาท ปัจฉิมโอวาทหรือพระวาจาครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงรวบรวมซึ่งโอวาททั้งปวงที่ได้ประทานไว้ตลอด 45 พรรษา ลงในจุดใหญ่ใจความคือ ความไม่ประมาท อันเดียวเท่านั้นพระพุทธองค์ตรัสว่า

    "ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราผู้ตถาคตเตือนท่านทั้งหลายให้รู้ สังขารมีความเสื่อมความฉิบหายไปเป็นธรรมดา"

    "ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"ชายชาวบ้านได้สดับตรับฟังถ้อยวาจาของสามเณรกองแก้วดั่งนี้ ก็ยกมือโมทนาสาธุให้กับความตั้งใจอันอาจหาญเด็ดเดี่ยวของสามเณร และกล่าวสรรเสริญว่า สามเณรแม้จะอายุยังน้อยแต่มีจิตเคารพศรัทธาเลื่อมใสในหลักธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างไม่มีวิจิกิจฉา คือไม่มีความสงสัยในพระรัตนตรัยสามเณรเป็นผู้เจริญโดยแท้ เป็นนักบุญที่มนุษย์และเทวดาจะพึงสรรเสริญ กล่าวแล้วชายชาวบ้านป่าก็กราบลาไป

    ป่าห้วยดิบ
    สามเณรกองแก้วได้ธุดงค์เข้าไปในป่าห้วยดิบด้วยจิตตั่งมั่นไม่หวั่นไหว ป่าใหญ่แห่งนี้ชุกชุมด้วยสัตว์ร้ายอาศัยหากิน เช่น เสือ ช้าง หมี งู กระทิง เป็นต้น สามเณรเลือกได้ทำเลเหมาะสมใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเป็นที่พักอาศัยสำหรับนั่งบำเพ็ญสมาธิและเดินจงกรม ธรรมชาติของป่าอันสงัดเงียบวังเวงใจ ทำให้อารมณ์ความรู้สึกเบาสบายถูกกับนิสัยรักสงบของท่านมาก ความรู้สึกหวาดกลัวภัยอันตรายในป่าไม่มีเลย เพราะได้ตั้งจิตที่จะอุทิศตนต่อการปฏิบัติกรรมฐานอย่างเด็ดเดี่ยว แม้จะเสียชีวิตก็ไม่อาลัยเสียดาย เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าตนเองมีศรัทธาในธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างเด็ดขาด ไม่สงสัยหวั่นไหว เมื่อไม่หวั่นไหวมีใจตั้งมั่นในการปฏิบัติจนถึงที่สุดจักต้องพบธรรมวิเศษ อันเป็นพระธรรมที่พ้นจากโลก อยู่เหนือโลกและไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลาอย่างแน่นอน คืนแรกในป่าห้วยดิบ

    สามเณรนั่งสมถภาวนาอยู่จนค่อนคืนจิตตั้งมั่นในสมาธิยังไม่เป็นที่พอใจ เพราะยังมีถีนะมิทธะความง่วงเหงาหาวนอนบ้าง ความคิดฟุ้งซ่านของอารมณ์บ้าง (อุทธัจจะกุกกุจจะ) ซึ่งเป็นสิ่งกั้นความดีมิให้เกิดที่เรียกว่า นิวรณ์คอยรบกวนจิตไม่ให้รวมตัวสงบได้ ทำให้ได้ความรู้ว่า ความตั้งใจของคนเรานี้ พอทำเข้าจริง ๆ มันไม่ค่อยจะได้ผลดังใจเลย ต้องมีอุปสรรคขัดขวางเป็นธรรมดา จิตคนเรานี่มันเหมือนลิงหลุกหลิกยิ่งพยายามจะบังคับให้อยู่นิ่ง ๆ ยิ่งหลุกหลิกไปกันใหญ่ ทำให้รู้สึกนึกขำ และตั้งใจว่าจะต้องเพ่งเพียรเอาชนะจิต บังคับมันให้สงบอยู่ในอำนาจของตนให้จงได้ หลังจากเดินจงกรมแล้วก็นั่งหลับในงีบหนึ่งก็พอดีสว่าง ตลอดคืนไม่มีสัตว์ป่าเข้ามาแผ้วพานรบกวนเลย ลงไปอาบน้ำเย็นเฉียบชำระกายในห้วย แล้วจึงออกไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ได้อาหารพอสมควรตามศรัทธาของชาวบ้าน นำมาขบฉันในป่าแต่พออิ่ม เพื่อยังชีพ ไม่พยายามติดใจในรสชาติเอร็ดอร่อยของอาหาร เห็นว่าอาหารเป็นสิ่งปฏิกูลที่จำใจต้องขบฉันเข้าไปก็เพื่อให้สังขารร่างกายพอดำรงอยู่ได้เท่านั้น เพื่อที่จะมีแรงบำเพ็ญสมณธรรมต่อไป ขณะที่นั่งขบฉันอาหารในบาตรอยู่ใต้ต้นไม้นั้น สังเกตเห็นว่า ตรงที่นั่งอยู่มีรอยบุ๋มกดลงไปในดิน เมื่อเพ่งดูก็รู้ว่าเป็นรอยตีนเสือขนาดใหญ่เท่าจานข้าว รู้สึกแปลกใจจึงลุกขึ้นเดินสำรวจดูก็ได้พบอีกว่า มีรอยเสือใหญ่อยู่ทั่วบริเวณนั้น เป็นรอยใหม่ ๆ แสดงว่า เสือตัวนี้มันมาเดินวนเวียนอยู่โคนต้นไม้ตอนที่สามเณรเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน

    พอรู้ว่าเสือขนาดใหญ่มาปรากฏในบริเวณที่นั่งสมาธิบำเพ็ญบารมี พลันมีอาการขนลุกซู่ไปทั้งตัว จิตใจหวั่นไหวรู้สึกกลัวจนตัวสั่นขาดสติไปชั่วขณะ แต่แล้วก็ตั้งสติได้ และนึกขำตัวเองทีแรกบอกว่าไม่กลัวอะไร พร้อมแล้วที่จะยอมตายในป่า แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เห็นแค่รอยเสือก็ตกใจกลัวขาดสติเสียแล้ว นี่แสดงอีกว่า จิตคนเรานี้มันชอบหลอกหลอนตัวเราเอง เหมือนลิงหลอกเจ้าจริง ๆ เมื่อรู้แน่ว่า เสือมาเยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้ตาฝาดหรือฝันไป สามเณรก็พยายามสงบใจลงนั่งที่โคนต้นไม้ใหญ่ ดำรงสติให้ตั้งมั่นรำพึงถึง "สติปัฎฐาน 4" อันเป็นหลักสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่าภิกษุในพระธรรมวินัยไปอยู่ในป่าหรือว่าอยู่ที่โคนต้นไม้ หรือ ไปอยู่ที่ว่างบ้านเรือนสกปรกโสโครกทั้งข้างนอกข้างใน ชวนให้อาเจียนเหียนรากแท้ ๆ เราเบื่อหน่ายในร่างกายเราปรารถนาจะทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ตัดขาดจากกิเลส ถ้าเราตัดขาดจากกองกิเลสตัณหาคือร่างกายสังขารนี้ได้แล้ว เราก็จะไปอยู่แดนนิพพานซึ่งเป็นแดนสุขอย่างยิ่ง สามเณรกองแก้วเล่าว่า ท่านได้พิจารณาอย่างนี้ไปตามความรู้ความเข้าใจของสามเณรวัยเยาว์ที่ยังอ่อนต่อการศึกษาในหลักพระธรรม พิจารณาไปตามที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนจะผิดจะถูกอย่างไรไม่คิดถึง คิดอย่างเดียวว่าครูบาอาจารย์สอนมานี้เป็นของจริงแท้ เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าแน่ เมื่อพิจารณาอย่างนี้กลับไปกลับมาเป็นเวลานานพอสมควร ปรากฏอัศจรรย์ว่า จิตรวมตัวเข้าสู่ความสงบอย่างไม่รู้ตัวเป็นสมาธิในเอกจิต ลืมเรื่องเสือ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตและปัจจุบันหมดสิ้น แต่มีสติรู้ตัวว่า มีอารมณ์โพรงสว่างไสวสภาพจิตมีความเยือกเย็นแช่มชื่นอย่างพรรณนาไม่ถูก

    ประจัญหน้าเสือ
    จิตเริ่มคลายออกจากสมาธิมารับรู้อารมณ์ภายนอกกายอีก ครั้งหนึ่งเป็นเวลาเย็นมากแล้วแสงแดดตกรำไรเรี่ยยอดไม้ บอกให้รู้ว่า จิตดำรงสมาธิมาเป็นเวลานานเกือบ 8 ชั่วโมง จึงลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถเดินไปที่ลำห้วยเพื่อจะอาบน้ำชำระกาย ทันใดก็ต้องตกตะลึงยืนนิ่งอยู่กับที่ก้าวขาไม่ออก เมื่อพบว่าเสือใหญ่ตัวหนึ่งกำลังก้มกินน้ำอยู่ที่ลำห้วย เป็นเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่มากเกือบเท่าควายแต่เตี้ยกว่า หางมันลากดินกวัดแกว่งไปมา ดูเหมือนมันจะรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่ามีคนเดินมาข้างหลังมันรีบหันขวับกลับมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นหัวโตขนาดกระบุง นัยน์ตาสีเหลืองจัดมีประกายวาวจ้าคล้ายกระทบแสงไฟน่ากลัวมาก สามเณรตะลึงเสือก็ตะลึงที่ได้ประจันหน้ากันอย่างไม่นึกฝัน ครั้งแล้วชั่วอึดใจที่ต่างฝ่ายต่างก็ตะลึงจังงังเสือโคร่งตัวใหญ่ก็แยกเขี้ยวส่งเสียงคำรามดังสนั่นปานฟ้าผ่า ย่อตัวลงต่ำกระโจนผึงเข้าตะครุบสามเณรอย่างดุร้ายกระหายเลือด ความตกใจทำให้สามเณรผงะก้าวถอยหลังเลยสะดุดรากไม้ริมตลิ่งล้มลง ทำให้เสือกระโดดข้ามหัวไปจนเย็นวาบไปทั้งร่างด้วยแรงลมที่พัดผ่าน ความตื่นตระหนกทำสามเณรลุกไม่ขึ้น นอนเนื้อตัวสั่นเทา ๆ อยู่ตรงนั้นเอง เพราะควบคุมสติไม่อยู่ คิดว่าตัวเองต้องตกเป็นอาหารเสือแน่ ๆ วันนี้ แต่เสือหายเงียบไปไม่เห็นกลับมาอีก จึงค่อยมีสติลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ ก็ไม่ปรากฏพบวี่แววของเสือตัวนั้นเลย คงพบแต่รอยขนาดใหญ่ของมันมีขนาดเท่าจานข้าวย่ำอยู่แถวนั้น

    เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า เป็นรอยเสือตัวเดียวกันกับที่ปรากฏตรงโคนต้นไม้ที่นั่งบำเพ็ญสมาธิ พักใหญ่จิตจึงคลายจากความหวาดกลัวมีสติทำให้ได้ข้อคิดพิจารณาว่า สตินี้เป็นตัวสำคัญของคนเรา เมื่อชั่วครูนี้เราขาดสติอย่างน่าละอาย สติขาดจากใจทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เวลาตกอยู่ในที่คับขันอันตรายกะทันหันไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว สติกับปัญญาจะต้องอยู่คู่กันตลอดเวลาถึงจะใช้ได้เพราะปัญญาของเรายังไม่แหลมคม ปัญญายังไม่หยั่งรู้ถึงสัจจธรรมที่แท้จริงจิตจึงมีความกลัว ถ้าเราทำลายความกลัวให้เด็ดขาดลงไปได้ ปัญญาและสติจะต้องมั่นคงเป็นสมบัติติดอยู่กับใจ เมื่อคิดได้เช่นนี้จึงตัดสินใจว่า จะต้องเดินตามหาเสือตัวนี้ให้พบแล้วนั่งคุกเข่าลงตรงหน้ามันยอมให้มันขบกัดฉีกเนื้อกินเสีย เป็นการอุทิศร่างกายชีวิตเลือดเนื้อให้มันด้วยความเมตตาสงสาร และจักเป็นการทำลายความกลังในจิตใจของเราให้หายขาดไปด้วย

    สามเณรเดินขึ้นมาจากลำห้วยตามหาเสือที่เห็นรอยของมันเป็นทางไป รอยนั้นใหญ่มากและชัดเจนกดลึกลงไปในดินใหม่ ๆ จิตใจเต็มไปด้วยความอาจหาญใคร่ที่จะพลีชีวิตอุทิศให้เสือกินอย่างไม่เสียดายอาลัย รอยเสือโคร่งมุ่งหน้าไปทางโคนต้นไม้ที่สามเณรใช้เป็นที่นั่งบำเพ็ญภาวนา

    เสือกลายเป็นพระ
    ครั้นแล้วสามเณรก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่าที่โคนต้นไม้นั้นมีสีเหลืองนั่งอยู่ สีเหลืองนั้นไม่ใช่เสือหากเป็นพระภิกษุวัยกลางคนรูปหนึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงโคนต้นไม้ ลักษณะท่าทางของพระภิกษุรูปนั้นมีสง่าน่าเลื่อมใสผิวคล้ำเกรียม ท่านเผยอยิ้มน้อย ๆ ให้แล้วทักทายขึ้นด้วยเสียงเยือกเย็นว่า "เดินตามหาเสือจะให้เสือกินจริง ๆ หรือเณรน้อย" สามเณรกองแก้ว (ครูบาธรรมชัย) รู้สึกสะดุ้งใจ ที่พระภิกษุแปลกหน้าล่วงรู้ความในใจของตน จึงนั่งลงกราบแล้วถามว่า หลวงพ่อรู้ได้ยังไง หลวงพ่อพบเสือตัวนั้นผ่านมาทางนี้หรือ ? หลวงพ่อหัวเราะไม่ตอบคำถามนั้น แต่ท่านกลับกล่าวยกย่องว่า มีสติปัญญาดี ต่อไปภายหน้าจะรุ่งเรือง ขออย่าได้สึกเลย ให้ฝากชีวิตไว้กับพระศาสนา

    สามเณรกองแก้วรู้สึกอิ่มเอิบใจที่หลวงพ่อแปลกหน้าในป่ากล่าวให้กำลังใจเช่นนั้น แต่ก็ยังติดใจในเรื่องเสือใหญ่ตัวนั้นอยู่ จึงถามว่า เสือตัวนั้นเป็นเสือจริง ๆ หรือเป็นเสืออาคมกันแน่

    "เสือไม่สำคัญ ใจเราสำคัญกว่า อย่าไปสนใจเสือ เมื่อใจของเราสะอาดบริสุทธิ์ มีศีลมีสมาธิ มีปัญญาอยู่เต็มภูมิแล้ว"

    "เราชนะทุกอย่าง เสือสางสิงสาราสัตว์ในโลกนี้จะมาทำอะไรเราไม่ได้เลย"หลวงพ่อกล่าว สามเณรกองแก้วกราบด้วยความเคารพเลื่อมใจแล้วถามว่า หลวงพ่อมาจากไหน ? จะไปไหน ? ท่านตอบว่า ท่านเป็นพระกรรมฐาน เป็นพระป่า แสวงหาวิเวกบำเพ็ญสมณธรรม แต่ไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนาม "เณรมีความตั้งใจดี ปฎิบัติดีแล้ว แต่ยังขาดครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน การปฏิบัติกรรมฐานนี้ต้องมีครู ถ้าปฏิบัติด้นดั้นไปตามลำพัง ตนเองก็เปรียบเสมือนเขาตัดถนนไว้ให้แล้ว แต่เราไม่เดินตามถนนสายนั้น" "กลับเดินบุกป่าฝ่าดงไป โอกาสที่จะหลงทางมีมาก หรือถ้าไม่หลงทางกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางก็ย่ำแย่ไปเลย" หลวงพ่อตักเตือนด้วยความหวังดี สามเณรกองแก้วถามว่าควรจะไปเรียนกรรมฐานกับพระอาจารย์ที่ไหนดี หลวงพ่อตอบว่า พระอาจารย์ที่เก่งกรรมฐานมีอยู่หลายองค์อยู่ตามวัดก็มี อยู่ตามป่าตามเขาก็มี แต่ที่สะดวกไปหาได้ง่ายอยู่ไม่ไกลก็คือ ครูบาเจ้าศรีวิชัย สมควรที่สามเณรจะได้ไปกราบเท้าท่านฝากตัวเป็นลูกศิษย์เสียเถิด เพราะครูบาเจ้าศรีวิชัยท่านมีบุญญาบารมีมาก เป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบหาผู้เสมอเหมือนได้น้อยมาก

    เดินจงกรม
    จากนั้น หลวงพ่อแปลกหน้าก็ได้แนะนำสั่งสอนข้อปฏิบัติกรรมฐานให้หลายอย่าง โดยเฉพาะการเดินจงกรม ท่านได้กรุณาแนะนำว่า

    "การเดินจงกรม กับ การนั่งสมาธิ จะต่างกันตรงที่เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถเท่านั้น การเดินจงกรมต้องเดินให้ถูกวิธีถึงจะได้ผล อย่าเดินส่งเดชตามสบายใจตัวเอง ต้องเดินตามวิธีของครูบาอาจารย์ท่านกำหนดไว้ ก่อนเดินจงกรมเราต้องดูต้องหาสถานที่สมควรก่อน จะต้องเป็นสถานที่เงียบสงัด พื้นดินต้องเรียบราบ อย่าให้เป็นพื้นที่สูง ๆ ต่ำ ๆ ความยาวของสถานที่เดินจงกรมกำหนดอย่างสั้นประมาณ 25 ก้าว อย่างยาวที่สุด 50 ก้าว ควรจะกำหนดทางเดินไว้ 3 สายคือ.-
    1. เดินตามดวงตะวันจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก
    2. เดินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
    3. เดินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

    การเดินจงกรม 3 สายนี้ เดินเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่าเดินตัดทางโคจรของดวงตะวันไม่ดี แต่ถ้าสถานที่จำกัดจะเดินสายเดียวก็ได้ให้เลือกเอา ครั้งแรกจะเดินจงกรมให้ประณมมือขึ้นเสียก่อน ระลึกว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ (ว่า 3 จบ) ยกมืออธิษฐานไว้เหนือระหว่างคิ้ว ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยที่ตนถือเป็นสรณะที่พึ่งยึดเหนี่ยวใจ และระลึกถึงคุณบิดามารดา อุปัชฌาย์อาจารย์ ตลอดท่านผู้เคยมีพระคุณแก่ตน จากนั้นรำพึงถึงความมุ่งหมายแห่งความเพียรที่กำลังจะทำด้วยความตั้งใจเพื่อผลนั้น ๆ เสร็จแล้วเอามือลง เอามือซ้ายลงก่อนเอามือขวาวางทับทาบกันไว้ที่ท้องน้อยใต้สะดือตามแบบพุทธรำพึง ให้เจริญพรหมวิหารสี่ เจริญจบแล้วทอดตาลงต่ำในท่าสำรวม ตั้งสติกำหนดจิตและธรรมที่เคยนำมาบริกรรมกำกับใจ หรือพิจารณาธรรมทั้งหลายตามแบบที่เคยภาวนา แล้วเริ่มออกเดินทอดสายตาลงประมาณในราว 4 ศอกเป็นอย่างไกล หรือใกล้เข้ามาที่เท้าเราก้าวนั้นก็ได้ แต่เมื่อรู้สึกเดินไม่สะดวกก็มองออกห่างไปหน่อย เมื่อห่างออกก็ไม่สะดวกสบายก็ให้ทอดสายตาหาระยะที่พอสบายแต่อย่าให้ไกลนัก วิธีเดิน อย่าก้าวเดินให้ไวนัก อย่าช้านัก อย่าก้าวยาวนัก อย่าสั้นนัก อย่าเผลอปล่อยมือไกวแขนหรือเอามือขัดหลังและกอดอก อย่าเผลอเดินมองโน่นมองนี่ ถ้าจะภาวนาพุทโธก็ให้ก้าวขาไปหนึ่งว่า "พุท" ก้าวอีกขาไปว่า "โธ" บริกรรมภาวนาไปเรื่อย ๆ ตามจังหวะก้าวขา พอไปถึงสุดทางอย่าด่วนหมุนตัวกลับให้เร็วนัก ให้ค่อย ๆ หมุนตัวเวียนไปทางขวา หรือจะหยุดยืนกำหนดรำพึงสักครู่ที่หัวทางเดินจงกรมก็ได้ การหยุดรำพึงกำหนดพิจารณาธรรมนั้น จะยืนกลางทางจงกรมหรือตรงไหนก็ได้ไม่บังคับ เพราะธรรมที่ผุดขึ้นมาในใจขณะนั้นย่อมมีความตื้นลึกหนาบางแตกต่างกัน แล้วแต่กรณีที่ควรอนุโลมตามความจำเป็น เมื่อหยุดรำพึงจนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วก็ออกเดินต่อไป

    การเดินจงกรมนี้ จะเดินนานหรือไม่เพียงไรตามแต่เราจะกำหนดเอง เพราะการเดินจงกรมก็คือทำสมาธิอีกแบบหนึ่งนั่นเอง คือเพียงแต่เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อระงับเวทนา นั่งสมาธินานมันเมื่อย ก็ต้องออกเดินจงกรมระงับความเมื่อยขบ ถ้าเดินจงกรมมากมันเหนื่อยก็หยุดเดินเปลี่ยนเป็นนั่งอย่างเดิม ถ้านั่งมากมันเหนื่อยก็ให้นอนทำสมาธิหรือยืนนิ่ง ๆ ทำสมาธิ การนอนทำสมาธินั้น ให้นอนในท่าสีหไสยาสน์ อย่านอนในท่าอื่นเป็นอันขาด "

    "การเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิภาวนาก็คือ การกลั่นกรองหาสิ่งเป็นสาระคุณในตัวเราเพื่อเอาชนะกิเลสตัณหาอวิชชาตามที่พระพุทธเจ้าและครูอาจารย์ท่านสอนไว้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อย่าหักโหมร่างกายตัวเองจนเกินไป ให้ปฏิบัติในสายกลาง ๆ เพื่อความเหมาะสมของธาตุขันธ์ร่างกายของตนเอง ที่จำเป็นต้องใช้งานประจำ ถ้าหักโหมมากธาตุขันธ์ร่างกายเจ็บป่วยพิกลพิการไป สุดท้ายก็ไม่บรรลุถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้"

    หลวงพ่อกล่าวสรุปในที่สุด สามเณรก้มกราบหลวงพ่อ ผู้ลึกลับด้วยความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ที่ท่านได้มีเมตตาอบรมสั่งสอน แนะแนวทางปฏิบัติให้ ท่านให้ศีลให้พรพอสมควรแล้วก็ลาจากไป

    นึกแล้วก็เป็นเรื่องประหลาด สามเณรมาบำเพ็ญกรรมฐานในป่า ชาวบ้านได้กล่าวเตือนให้ระวังเสือสมิงจะขบกิน เป็นเสืออาคมอันเกิดจากตุ๊เจ้ารูปหนึ่งร้อนวิชาไสยศาสตร์แปลงกายเป็นเสือ ครั้นเมื่อเข้ามาอยู่ในป่าก็เจอเสือจริง ๆ เสือทำท่าจะขบกินแต่แล้วมันก็วิ่งหนี เมื่อตามรอยตีนมันมาก็พบเข้ากับพระธุดงค์รูปหนึ่ง จะเป็นไปได้ไหมว่า หลวงพ่อแปลกหน้าที่เจอนี้คือตุ๊เจ้าเสือสมิง ถ้าใช่จริง ๆ ทำไมไม่ขบกินสามเณร

    เสือใช่ไหม
    เรื่องนี้ ครูบาธรรมชัยได้เล่าในภายหลังต่อมาหลายปีว่า ธรรมชาติของเสือนั้น เป็นสัตว์กินเนื้อที่ดุร้าย เมื่อมันเข้ามาหาคนเราหรือเจอกับมันโดยบังเอิญอย่างจังหน้า ธรรมชาติของเสือจะต้องกระโจนเข้าทำร้ายคนทันที เหตุที่เสือไม่ทำร้ายพระธุดงค์กรรมฐานนั้น เข้าใจว่ามีสาเหตุอยู่ 3 ประการ

    1. เทพยดาอารักษ์ในป่าดลบันดาลใจเสือให้เข้ามาทดสอบกำลังใจของพระธุดงค์ ไม่ได้มีเจตนาจะให้มาทำร้าย
    2. เทพยดานิรมิตร่างกลายเป็นเสือมาทดสอบกำลังใจ เพราะเทพยดาย่อมจะมีฤทธิ์สามารถจำแลงแปลงกายเป็นสัตว์ต่าง ๆ ได้ แปลงกายเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้แปลงกายเป็นปีศาจหลอกหลอนก็ได้
    3. เสือจริง ๆ ได้กลิ่นพระธุดงค์ ตรงเข้ามาเพื่อจะขบกัดกินเป็นอาหาร โดยที่เทพยดาไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย แต่ครั้นเมื่อเสือเข้ามาใกล้พระธุดงค์แล้ว ก็กระทบเข้ากับกระแสจิตอันแรงกล้าของพระธุดงค์ เป็นกระแสเมตตาอันชุ่มเย็นอย่างประหลาดล้ำทรงอำนาจลี้ลับได้ทำให้หัวใจของเสือคลายความดุร้ายลงเกิดความรู้สึกเป็นมิตรสนิทใจ ดุจเดียวกันกับเสือที่มนุษย์นำมาเลี้ยงไว้ในครอบครัวตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ จนเติบโตใหญ่ เสือตัวนั้นย่อมจะรักใคร่เจ้าของ ๆ มันไม่คิดอยากจะกัดกินหรือเห็นเป็นศัตรูเลย

    ธมมชโย
    สามเณรกองแก้ว (ครูบาธรรมชัย) บำเพ็ญกรรมฐานอยู่ในป่าห้วยน้ำดิบสามเดือน จึงได้กลับมาอยู่วัด ได้เข้าเรียนนักธรรมกับพระภิกษุแดง วัดพระยืน ต่อมาเมื่ออายุ 19 ก็สอบนักธรรมตรีได้และได้เรียนนักธรรมโทที่วัดมหาวัน สอบนักธรรมโทได้เมื่ออายุ 20 ปี ในปีนี้เอง ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้นามฉายาว่า "ธมมชโย" ณ พัทธสีมาวัด หนองหล่ม ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ตรงกับวันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ.2475 หรือเดือน 5 เหนือ ขึ้น 3 ค่ำ ปีวอก จัตวาศก ทางเหนือเรียกว่า ปีเต่าสัน ร.ศ.151 จุลศักราช 1294 เวลา 08.10 น. เจ้าอธิการคำมูล ธมมวงฺโส วัดแม่สารบ้านตอง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระชยเสนาวัดบ้านหลุก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระคัมภีร์ปัญญา วัดปงสนุก เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    เมื่ออุปสมบทแล้วมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสันป่าสักบ้านเกิด พระปินตาได้สึกออกไป พระอินหวันเป็นเจ้าอาวาส ครูบากองแก้ว ธมมชโย จึงได้รับแต่ตั้งให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแทนพระปินตา ต่อมาท่านได้เป็นครูสอนนักธรรมที่สำนักวัดสันป่าสักและวัดน้ำพุ ตำบลเดียวกัน และสอนโรงเรียนประชาบาลด้วย สอนอยู่เป็นเวลาถึง 6 ปี ในระหว่างที่สอนอยู่นี้ เมื่อมีเวลาว่างก็ได้เดินทางไปนมัสการครูบาเจ้าศรีวิชัยที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในสมัยนั้น ได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย และหมั่นไปมาหาท่านอยู่เสมอด้วยความเคารพเลื่อมใสบูชาเป็นปรมาจารย์

    วัดอินทะขิลใหม่
    พ.ศ.2481 คณะศรัทธาหมู่บ้านสันป่าตอง วัดอินทะขิลใหม่ ตำบลอินทะขิล อำเภอแม่แตงเชียงใหม่มีพ่ออุ้ยแก้ว ทิพเดโช เป็นหัวหน้า ได้พากันเดินทางมาอาราธนานิมนต์ครูบาธรรมชัยไปเป็นเจ้าอาวาส เพื่อให้ท่านพัฒนาปฏิสังขรณ์วัดที่เก่าแก่ทรุดโทรมและโปรดศรัทธาชาวบ้าน ครูบาธรรมชัยรับนิมนต์ออกเดินทางไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2481 ท่านได้บูรณะปลูกสร้างเสนาสนะเครื่องใช้ วัดอินทะขิลใหม่จนเจริญรุ่งเรืองตลอดมาไม่หยุดหย่อนเป็นเวลาถึง 9 ปี ได้อบรมสั่งสอนศิษย์ให้บวชเรียนเป็นสามเณรและพระภิกษุเป็นจำนวนมาก เป็นที่เลื่องลือไปทั่วภาคเหนือว่า ท่านเป็นพระนักสร้าง นักพัฒนาวัดวาอาราม สมแล้วที่เป็นศิษย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย ทำให้วัดอินทะขิลซึ่งเป็นเพียงอาราม หรือ สำนักสงฆ์เล็ก ๆ กลายเป็นวัดใหญ่โตสวยงาม ในระหว่างที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดอินทะขิลใหม่ 9 ปีนี้เมื่อว่างจากพัฒนาวัด และอบรมลูกศิษย์พระเณร ท่านจะออกเดินทางไปนมัสการครูบาเจ้าศรีวิชัยอยู่เสมอ และเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เจ้าสำนักต่าง ๆ ที่เก่ง ๆ เพื่อขอศึกษากรรมฐานและวิทยาคม ในขณะเดียวกันก็ศึกษาค้นคว้าตำหรับตำรายาสมุนไพร แพทย์ศาสตร์แผนโบราณไปด้วย ทำให้ท่านเป็นผู้เรื่องวิทยาคม มีฌานสมาธิแก่กล้าและเชี่ยวชาญทางแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์เป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสทั่วไปในสมัยนั้น พ.ศ.2490 ปลายปี ท่านได้อำลาจากวัดอินทะขิลใหม่ และคณะศรัทธาญาติโยมชาวบ้าน หลังจากที่ได้สร้างความเจริญให้วัดมาเป็นเวลานานถึง 9 ปี เพื่อจะออกป่าจาริกธุดงคกรรมฐานใฝ่หาความสงบวิเวก บำเพ็ญธรรมให้สมความตั้งใจเสียที คณะศิษย์และญาติโยมชาวบ้านมีความรักและอาลัยไม่อยากจะให้ท่านจากวัดไป แต่เมื่อท่านได้ชี้แจงให้ทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องบำเพ็ญธรรมปฏิบัติ คณะศิษย์และญาติโยมก็ต้องตัดใจให้ท่านไปทั้ง ๆ ที่อาลัยเสียดายยิ่งนัก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงจันทร์ลอยผสมเกศาครูบาธรรมชัย ปี ๒๕๒๗

    องค์นี้เกศาเยอะครับแม้องค์พระจะมีรอยลาน

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260113_143527.jpg IMG_20260113_143545.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,966
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768314058429.jpg 1768314042308.jpg

    ตะกรุดลูกอมปัญจธาตุ(โลกธาตุ)

    หลวงปู่ม่วง วัดยางงาม จ.ราชบุรี
    (ท่านมรณภาพปี 2552 สิริอายุ 98 ปี 78 พรรษา)

    เนื้อดีบุก หลวงปู่ม่วงจารมือทุกดอก ร้อยไหมห้าสี บรรจุกล่องเดิมวัด

    หลวงปู่ม่วงท่านสร้างตามตำราของ หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ซึ่งหลวงปู่ใจ ท่านมีลูกศิษย์ที่จัดสร้างตะกรุดลูกอมโลกธาตุ 2 องค์เท่านั้น คือ หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ และหลวงปู่ม่วง วัดยางงาม สำหรับตะกรุดของหลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ หายากและมีมูลค่าสูงแล้วครับ ให้ของหลวงปู่ม่วงก็ดีไม่แพ้กัน เพราะสร้างมาจากตำราเดียวกันครับ

    ตะกรุดลูกอมหัวใจโลกธาตุ หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ นับว่าเป็นตะกรุดยอดนิยม ติดอันดับต้น ๆ ของตะกรุดเมืองไทย ซึ่งเป็นการประยุกต์ตะกรุดม้วนให้มีขนาดเล็กเทียบเท่ากับขนาดของลูกอม หัวใจโลกธาตุคือคาถาที่ลงอยู่ในตัวตะกรุด รวมกันทั้ง 3 องค์ประกอบดังกล่าว จึงมีชื่อว่า “ตะกรุดลูกอมหัวใจโลกธาตุ” จัดอยู่ในเครื่องรางชุดเล็กพกพาได้สะดวก อุปเท่ห์การใช้ แต่โบราณท่านว่ามีอิทธิฤทธิ์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแคล้วคลาด ก็ใช้เพื่อป้องกันภัยได้จริง

    วิธีการสร้างของตะกรุดโลกธาตุ ของหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ซึ่งวิชานี้มีการถ่ายทอดมายังสององค์คือ หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ และหลวงปู่ม่วงวัดยางงามนั้น

    กล่าวกันว่าผู้ที่จะเรียนวิชาการทำตะกรุดลูกอม ต้องผ่านการทดสอบอำนาจสมาธิจิตจากหลวงปู่ยิ้มทุกองค์ โดยท่านให้นั่งสมาธิเพ่งไส้เทียนให้ขาดก่อนถึงจะได้เรียนวิชานี้จากท่านได้

    วัสดุที่ใช้ทำตะกรุดโลกธาตุมักทำด้วย ทองคำ เงิน นาค และทองแดง ต้องมีน้ำหนัก 1 สลึง ขนาดยาวประมาณ 7 ใบมะขาม ลงจารครบตามตำราหัวใจโลกธาตุ หรือเรียกอีกอย่างว่า คาถาพระพุทธเจ้าเดินจงกรมในพระครรภ์มารดา คือ “อิจฉันโต จิตโต อิจฉันโต โลกธาตุมหิ อัตตะภาเวนัง นาทุยิ วาระวีสะติ สิทธังละอะ”และกลึงปิดหัวท้ายพระยันต์ดังกล่าวด้วยยันต์ใบพัดพร้อมสวดพระคาถา ม้วน แล้วรัดด้วยเส้นไหมห้าสีแท้ชุบน้ำข้าว

    ดังนั้น หลวงปู่ม่วงท่านก็สร้างตามแบบองค์อาจารย์คือหลวงปู่ใจครับ มีอานุภาพ ตะกรุดทุกดอกท่านจะจารเองเพ่งพลังอิทธิฤทธิ์ตบะบารมีลงไปอย่างเต็มที่ ป้องกันภัยอันตรายได้จริง

    เล่ากันว่าเมื่อถึงคราวจวนตัวผจญด้วยศัตรูนับร้อยพัน ให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย คุณครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาแล้วกลืนตะกรุดเข้าไป จะเป็นมหากำบังล่องหนหายตัว ศัตรูจะมองไม่เห็น รอจนพ้นอันตรายแล้ว ท่านให้นำดอกไม้ธูปเทียนมาอาราธนาตะกรุดออกจากตัว โดยกระทำก่อนนอน เมื่อตื่นขึ้นตะกรุดจะวางอยู่ที่หัวนอน ครูบาอาจารย์ท่านว่า หากทำสำเร็จจริง ตะกรุดนั้นจะไม่ออกเบื้องต่ำเลย (ถ่ายออก)

    ไม่ว่าจะป็นการลงอักขระหรือการม้วนตะกรุด ตะกรุดลูกอมโลกธาตุนี้ เป็นตะกรุดที่ต้องรวมธาตุทั้ง ๕ ให้เข้าหากันให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟและ ธาตุไม้ เมื่อรวมธาตุทั้งหมดเข้ากันได้แล้วก็ต้องนำตะกรุดมาจัดวางใหม่โดยต้องภาวนาพระคาถาหนุนธาตุเข้าไปด้วยจึงจะเรียกได้ว่าเป็น"ตะกรุดโลกธาตุ"

    ตะกรุดลูกอมโลกธาตุยังเป็นตะกรุดที่พิเศษเหนือตะกรุดอื่นๆ คือสามารถคอยช่วยเสริมธาตุในร่างกายเรา คนเราทุกคนอยู่ได้ด้วยธาตุทั้ง ๕ นี้ เช่นเนื้อหนังที่เราเห็นก็คือ ธาตุดิน, น้ำเลือดในร่างกายเราก็คือธาตุน้ำ, ลมที่อยู่ในร่างกายคือธาตุลม, อารมณ์จิตวิญญาณก็เหมือนธาตุไฟ, กระดูกทุกท่อนในร่างกายคือ ธาตุไม้ ถ้าทุกอย่างในร่างกายสมดุลย์กันคนๆนั้นก็จะดีมาก ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จทุกอย่าง ช่วยเสริมธาตุในร่างกายให้สมดุลย์กัน ผู้ที่มีตะกรุดติดตัวไว้ก็จะประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน, การเงิน, ความเป็นอยู่, โรคภัยไข้เจ็บ

    ถ้าเป็นบริษัทห้างร้าน อยู่ในทิศที่ไม่ดี หรือโต๊ะทำงาน อยู่ในทิศที่ไม่ดี ให้นำตะกรุดแขวนไว้หน้าร้าน หรือหน้าบ้าน หรือใส่ลิ้นชักโตะทำงาน ก็จะกลับร้ายเป็นดีได้

    เรื่องดังกล่าวนี้มีผู้เคยทดลองมาแล้ว เป็นจริงสมคำที่กล่าวไว้ทุกประการ วัตถุมงคลต่างๆของหลวงปู่ม่วงที่ลูกศิษย์ได้นำไปบูชานั้น ลูกศิษย์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โดดเด่นด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน เคยมีผู้ที่มีประสบเหตุการณ์รอดตายจากอุบัติเหตุ รอดพ้นภยันตรายต่างๆ แคล้วคลาดไม่ได้รับบาดเจ็บมาหลายคน ทำให้เหล่าลูกศิษย์ต่างเชื่อมั่นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวัตุมงคลของหลวงปู่ม่วง ที่คอยคุ้มครองปกปักรักษาให้ทุกคนปลอดภัย เสียงร่ำลือจากปากสู่ปากนี่เองทำให้ประชาชนชาวจังหวัดราชบุรี และประชาชนทั่วประเทศ มุ่งหน้าเดินทางมาที่วัดยางงาม เพื่อขอพร และให้หลวงปู่ม่วง เสกเป่ากระหม่อม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตนเอง และครอบครัว

    สำหรับหลวงปู่ม่วงนั้น ท่านพระอาจารย์บ๊ะ วัดโพธิ์ลังกา ที่อินทร์บุรี ท่านบอกว่าเก่งและดังเงียบ ท่านบอกว่าของหลวงปู่ม่วงโคตรดีไปหาเก็บได้ทุกรุ่น สรีระของหลวงปู่ม่วงไม่เน่าเปื่อยแข็งดั่งหินบ่งบอกถึงคุณธรรมของท่านได้เป็นอย่างดี

    ขนาดยาว 1 ซม. เนื้อดีบุก ตอกโค้ด วยง. ร้อยไหมห้าสี ตำราหลวงพ่อหยอด เสริมพลังพุทธคุณยิ่งขึ้นไปอีก จัดเป็นของดีอีกรุ่นของหลวงปู่ม่วงที่หายากทีเดียวครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ตะกรุดลูกอมโลกธาตุ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    (ปิดรายการ)

    IMG_20260113_210928.jpg IMG_20260113_211116.jpg IMG_20260113_211201.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มกราคม 2026 at 21:19
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,966
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768325485874.jpg 4-wm (4).jpg get_auc3_img (41).jpeg get_auc3_img (40).jpeg

    พระผงจันทร์ลอยหลังพลอย หลวงปู่ทิม รุ่นบารมีอิสริโก วัดแม่น้ำคู้เก่าปี ๒๕๕๔
    หลวงพ่อสาคร หลวงพ่อสิน อธิฐานจิต ที่ระลึกในการสร้างศาลาการเปรียญ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔ จ.ระยอง ( ด้านหลังฝังพลอยเสกหลวงปู่ทิม) พระผงพิมพ์จันทร์ลอย รูปหลวงปู่ทิมครึ่งองค์ โดยใช้มวลสารเก่าของหลวงปู่ทิม ที่มีเหลืออยู่ที่วัดแม่น้ำคู้เก่า และได้รับมวลสารเพิ่มเติมจาก หลวงพ่อสาคร

    พระผงจันทร์ลอยหลังพลอย หลวงปู่ทิม รุ่นบารมีอิสริโก วัดแม่น้ำคู้เก่า หมายเลข ๑๙๒ ปี ๒๕๕๔

    หลวงพ่อสาคร หลวงพ่อสิน อธิฐานจิต ที่ระลึกในการสร้างศาลาการเปรียญ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔ จ.ระยอง ( ด้านหลังฝังพลอยเสกหลวงปู่ทิม) พระผงพิมพ์จันทร์ลอย รูปหลวงปู่ทิมครึ่งองค์ โดยใช้มวลสารเก่าของหลวงปู่ทิม ที่มีเหลืออยู่ที่วัดแม่น้ำคู้เก่า และได้รับมวลสารเพิ่มเติมจาก หลวงพ่อสาคร

    รายนามพระเกจิที่ได้อาราธนามาพุทธาพิเษก
    1. พระราชสิธนายก (หลวงพ่อสมอิง โชติกโร) วัดเนินพระระยอง
    2. พระครูสุภัททาจารคุณ (หลวงพ่อสิน) วัดละหารใหญ่ จ.ระยอง
    3. พระครูวิจิตรธรรมาภิรัต (หลวงพ่อเชย) วัดละหารไร่ จ.ระยอง
    4. พระครูโอภาสบุญวัฒน์ (หลวงพ่อแจ่ม) วัดเขาสำเภาทอง จ.ระยอง
    5. พระครูโสภิตธรรมสาร (หลวงพ่อชู) วัดทับมา จ.ระยอง
    6. พระครูมนูญธรรมวัตร (หลวงพ่อสาคร) วัดหนองกรับ จ.ระยอง (ปลุกเสกวันที่ 3, 4, 5, รวม3 วัน ที่หอยันต์วัดหนองกรับ)
    7. หลวงพ่อจาย สกฺโก วัดกระแสคูหาสวรรค์ จ.ระยอง
    8. หลวงพ่อสมคิด นนฺทิโย วัดบึงตาต้า จ.ระยอง
    9. พระมงคลวรากร (หลวงปู่ชาญ) วัดบางบ่อ จ.สมุทรปราการ
    10.พระมงคลสิทธิคุณ (หลวงพ่อฟู) วัดบางสมัคร จ.ฉะเชิงเทรา
    11. หลวงพ่อนัส วัดอ่าวใหญ่ จ.ตราด
    12.หลวงพ่อพระมหาสุรศักดิ์ วัดประดู่พระอารามหลวง จ.สมุทรสงคราม
    13.พระอาจารย์ติ๋ว วัดมณีชลขันธ์ จ.ลพบุรี
    14.หลวงพ่อชำนาญ วัดบางกุฏีทอง จ.ปทุมธานี
    15.หลวงพ่อเจริญ วัดจันเสน นครสววรค์
    16.หลวงปู่ปัญญา วัดหนองผักหนาม ชลบุรี
    ดูขัอมูลการสร้างได้ครับ มีหลักฐานออาไลน์ ในสมัยนั้น
    https://www2.g-pra.com/webboard/show.php?Category=general_talk&No=246951

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงจันทร์ลอยหลวงปู่ทิมวัดแม่น้ำคู้เก่าระยององค์นี้มีพลอยเสกสรรค์เด่นชัด 2 เม็ด เจตนาดี มวลสารดี

    ได้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260114_002643.jpg IMG_20260114_002714.jpg IMG_20260114_003457.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...